LOGINทางด้านหมิงอ๋องเมื่อวางร่างของอันฉีลงบนเตียงก็ไม่รอช้า บดจูบลงไปบนริมฝีปากอวบอิ่มอย่างเร่าร้อน อันฉีก็จูบตอบเขาด้วยความปรารถนาที่ร้อนแรงจนเกิดเสียงดังออกมา
“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกินยอดรักของข้า” “ข้าก็คิดถึงท่านอ๋องเพคะ” ด้วยไฟรักที่ลุกพรึ่บขึ้นมา ทั้งเขาและนางต่างช่วยกันปลดอาภรณ์อย่างเร่งรีบ จนร่างทั้งสองร่างเปลือยเปล่าด้วยกันทั้งคู่ เขาดันร่างของนางให้นอนราบลงไป จากนั้นเขาก็มาทาบทับร่างอวบอิ่มของนางก่อนดูดกลืนปทุมถันอวบอิ่มอย่างหลงใหล ลิ้นสากกระดกเลียและดูดดึงไปพร้อมกัน ส่วนอีกมือก็บีบเคล้นอย่างเอาแต่ใจ อันฉีทนไม่ไหวต้องร้องครางออกมาอย่างสุดจะกลั้น “ท่านอ๋อง... อืออ... ท่านอ๋อง” “เด็กดี...งดงามเหลือเกิน” ร่างบางบิดเร่าด้วยความรัญจวน เขาเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งพอใจก่อนจับขาของนางให้อ้าออก แล้วก้มลงไปดูดดึงดอกไม้งามของนางที่ปลดปล่อยน้ำหวานออกมาอย่างพอใจ เขาปรนเปรอปลุกเร้าให้นางจนร่างบางสั่นสะท้าน “ท่านอ๋องหยุดทรมานหม่อมฉัน อ๊ายยย” เขาขยับมาจับมังกรถูไถไปมาบนปากถ้ำก่อนจะดันเขาไปจนสุด “อ่าาา รู้สึกดีจริง ๆ”เขาครางออกมาอย่างพอใจ ก่อนจะปล่อยพลังทั้งหมดที่มีกระแทกกระทั้นจนนางหัวสั่นหัวคลอนก่อนทั้งสองจะไปเยือนแดนวิมานฉิมพลี ทางด้านหยวนอ๋องเมื่อกลับถึงจวนก็เอาแต่นั่งอย่างเหม่อลอย เขาครุ่นคิดว่าเขาจะเอาอย่างไรดี เขาพยายามตัดใจและไม่คิดถึงนางอีก แต่ว่าก็ทำไม่ได้ ยิ่งเขาเห็นนางใกล้ ๆ อย่างเช่นวันนี้ยิ่งทำให้เขาอยากครอบครองนางมากยิ่งขึ้นไปอีก นางช่างงดงามสดใส ในใต้หล้านี้เขาไม่คิดว่าจะมีใครงดงามเทียบนางได้ ภายในใจของเขารู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก ที่รู้ว่าหมิงอ๋องและนางกำลังคบหากัน ใจของเขาไม่อาจยอมรับได้เลย หากว่านางจะเป็นของคนอื่นแทนที่จะเป็นเขา เขาเคยมีใจชอบพอมารดาของนางจินเฟยเซียนแต่ก็ไม่ถึงกับคลั่งไคล้ขนาดนี้ นางมีเวทมนตร์หรืออย่างไรเขาถึงเอาแต่คิดถึงแต่นาง ความคิดในด้านมืดบอกเขาว่าต้องช่วงชิงนางมาเป็นของตนเอง แต่ความคิดอีกส่วนหนึ่งก็บอกว่า พวกเขาสองคนชอบพอกันและนางคือคนรักของหมิงอ๋องหลานชายของเขา “ท่านอ๋องน้ำแกงเพื่อสุขภาพเพคะ” “วางเอาไว้และออกไปได้” “เพคะ” ลี่เหม่ยแอบมองเขาอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ นางเป็นบ่าวที่ดูแลรับใช้เขาทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่เรื่องอุ่นเตียง นางดูแลรับใช้เขามาหลายปี แต่ดูเหมือนเขาจะยังคงเย็นชาต่อนางไม่เคยเปลี่ยน นางพยายามเอาใจเขาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำอาหาร การแต่งกายอย่างงดงามหรือแม้แต่การปรนเปรอให้เขาอย่างถึงพริกถึงขิงในยามอยู่บนเตียง แต่ดูเหมือนเขาจะยังคงไม่มีความรู้สึกชอบนางขึ้นมาเลยสักนิด เมื่อเขามีแผนจะไปจับคุณหนูฟู่ นางจึงอยากเอาใจเขาด้วยการเสนอไปว่า นางมีน้องสาวต่างมารดาทำงานเป็นบ่าวรับใช้คุณหนูฟู่ เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นก็เหมือนจะเริ่มพูดคุยกับนางมากขึ้น และให้นางติดต่อลี่จูเพื่อให้ทำงานให้เขา แม้ใจของนางจะเจ็บปวดมากเพียงใด เมื่อรู้ว่าเขามีใจชอบพอคุณหนูฟู่ แต่ว่านางขอเพียงได้พูดคุยและใกล้ชิดกับเขาแค่นี้นางก็พอใจมากแล้ว จวนตระกูลจิน ในระหว่างที่ทุกคนกินอาหารเช้ากันเสร็จก็พากันออกมานั่งยังลานหน้าจวนที่มีต้นไม้ปลูกเอาไว้อย่างงดงามและร่มรื่น วันนี้อันฉีไม่มีแผนจะออกไปข้างนอก เพราะเมื่อคืนจัดหนักกันไปนางจึงอยากพักผ่อน แต่แล้วบ่าวหน้าประตูจวนก็เข้ามารายงาน “ทูลท่านอ๋องคนของหยวนอ๋องต้องการพบพ่ะย่ะค่ะ” “ให้เข้ามา” คนของหยวนอ๋องรีบเขาคำนับก่อนจะรีบรายงาน “ทูลหมิงอ๋อง ท่านอ๋องให้มาเชิญทุกคนไปทานมื้อค่ำที่จวนพ่ะย่ะค่ะ” อันฉีที่นั่งอยู่ข้างหมิงอ๋องมองชายที่มาอย่างสำรวจ ก่อนสายตาจะไปสะดุดบางอย่างด้วยความไม่ตั้งใจ ก่อนใจของนางจะเต้นแรงด้วยความตื่นตระหนก นี่เขาเป็นคนของหยวนอ๋องเองหรือนี่ นางจำแผลเป็นที่มือของเขาได้ เพราะคนที่มาเปิดม่านประตูรถม้าในวันนั้นก็มีแผลเป็นแบบนี้ นี่มันอะไรกันไม่อยากจะเชื่อเลย “อืม บอกเขาว่าข้าจะไป” “พ่ะย่ะค่ะ” เมื่อชายผู้นั้นกลับไปแล้วอันฉีก็รีบหันมามองหมิงอ๋องทันทีด้วยสีหน้าหวาดวิตก “ท่านอ๋องหม่อมฉันจำชายผู้นั้นได้ เขาคือคนที่จับหม่อมฉันและองค์หญิงไปในวันนั้นเพคะ” “อะไรนะ!!” ทุกคนร้องออกมาด้วยความตกใจ “เขามีแผลเป็นบนมือ หม่อมฉันจำได้อย่างแม่นยำไม่ผิดคนแน่นอนเพคะ” ทุกคนตกอยู่ในความเงียบด้วยความตกใจเพราะคาดไม่ถึงว่าจะเป็นหยวนอ๋อง แล้วเขาจะจับพวกนางมาทำไม อีกทั้งองค์หญิงก็เป็นหลานของเขา หรือว่ามันมีอะไรนอกเหนือจากนี้ หากเป็นเขาจริง ๆ ก็นึกไม่ออกว่าเขามีเหตุผลอะไรที่ทำเช่นนี้ ชายชราจินเฟยหลางมองอันฉีอย่างครุ่นคิดและพิจารณาก่อนจะเคยขึ้น “เมื่อก่อนหยวนอ๋องเคยชอบมารดาของอันฉีมาก จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาเอ่อ…จะชอบอันฉี” หมิงอ๋องกำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกโกรธและไม่พอใจ หากว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ถึงเป็นเสด็จอาเขาไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ ตาแก่โรคจิตที่ชอบเด็กสาวอย่างนั้นหรือ ในเมื่อเขารู้เช่นนี้แล้วก็ไม่มีทางที่จะปล่อยอันฉีให้คลาดสายตาได้ “แต่ว่าอายุของเสด็จอาเป็นบิดาอันฉีได้เลยนะ” องค์หญิงแย้งขึ้น “หากเป็นเสด็จอาจริง ๆ เราต้องให้อันฉีระมัดระวังตัวและเพื่อความปลอดภัยของนาง ต้องให้คนคอยคุ้มกันนางตลอดเวลาและอย่าเผยพิรุธว่าเรารู้เรื่องแล้ว” หมิงอ๋องเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เราไม่ไปตามคำเชิญดีหรือไม่เสด็จพี่” องค์หญิงเอ่ยขึ้นอย่างเป็นกังวลเพราะเป็นห่วงอันฉี “ข้าตอบรับไปแล้วหากไม่ไปเขาอาจจะสงสัย” อันฉีครุ่นคิดถึงนิยายทันที ตอนนี้เรื่องราวได้เปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง เพราะนางหันมาเลือกหมิงอ๋องพระรองของเรื่อง หยวนอ๋องจะมารักมาชอบนางจริงหรือ? ไม่ได้ครอบครองมารดาก็เลยหันมาหาบุตรสาวแทนอย่างนั้นรึ? นี่มันบ้าไปแล้วแบบนี้ไม่ได้เรียกว่ารักไม่ได้เรียกว่าชอบ แต่เรียกว่าหลงใหลคลั่งไคล้จนผิดปกติคล้ายคนโรคจิต คนประเภทนี้น่ากลัวมากเพราะจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการอันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย“โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอ
สองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน”อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อ
“การเปลี่ยนตัวรัชทายาทเสด็จพ่ออย่าทรงได้กังวลว่าจะไม่มีใครสนับสนุนองค์ชายสาม ยามนี้ขุนนางเหล่านั้นอยู่ในเงื้อมมือของพระชายา พวกเขามีความผิดนางยังไม่ได้ตัดสินโทษ พวกเขาจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสะใภ้ของข้าทางด้านองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลง จู่ ๆ ก็ถูกองครักษ์วังหลวงมาล้อมตำหนักนับสิบคน จากนั้นท่านราชเลขาประจำราชสำนักก็ออกมาอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน“ประกาศราชโองการ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ด้วยการสั่งนักฆ่าให้ไปสังหารขบวนเดินทางของหมิงอ๋อง พระชายาหมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่กรมยุติธรรม ตลอดระยะเวลาในการเดินทางหลายครั้ง ความผิดในครั้งนี้ไม่อาจให้อภัยได้ จึงขอปลดจากตำแหน่งรัชทายาท เหลือเพียงยศองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลง และจะถูกกักบริเวณจนกว่าจะมีบทลงโทษลงมาอีกครั้ง จบราชโองการ”ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ หมิงเฟยหลงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แข้งขาของเขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จบแล้วทุกอย่างมันจบแล้วไท่จื่อเฟยตกตะลึงไม่ต่างกัน ร่างกายของนางเย
เช้าวันต่อมาบ่าวในจวนตระกูลเสิ่นต่างตกใจและไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของจวนถึงหายไปกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเสิ่น เสิ่นฮูหยิน คุณหนูเสิ่นเยว่ซิน ทำเอาบ่าวในจวนไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องรอดูสักวันสองวันหากว่าพวกเขาหายไปจริง ๆ คงต้องไปแจ้งกับทางการ บ่าวในจวนต่างพูดคุยกันถึงการหายตัวไปของพวกเขาอย่างแปลกใจและสงสัย ทำให้บรรดาตระกูลต่าง ๆ ที่ยามนี้ต่างคอยจับผิดกันและกันอยู่ต่างหูผึ่ง เสนาบดีเสิ่นหายตัวไปพร้อมเสิ่นฮูหยินและคุณหนูเสิ่นเยว่ซินก็หายไปด้วย ทำให้ตระกูลต่าง ๆ ต้องรีบนัดเจอกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน“ข้าคิดว่าเขาอาจจะพาครอบครัวหนีไปแล้ว” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราห์ เพราะหลังจากไปพบพระชายามา เขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว และเขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากหลบหนีความผิด“เป็นเขาจริง ๆ หรือนี่ไม่น่าเชื่อเลย ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับพระชายา เพราะหากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้รอดพ้นโทษประหารชีวิต” เสนาบดีถังเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับเสนาบดีถัง ลำพังจ้างลี่จูเผาบัญชีกู้เงินโทษคงไม่ถึงกับประหารชีวิต” เสนาบดีกู้เอ่ยขึ้น เขานอนไม่หลับทั
“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา”“อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”“เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยา
หลังจากวันนั้นการเดินทางก็ดูเหมือนจะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคใด ๆ จนขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองหลวง โดยมีองค์ชายสามหมิงเฟยหยางออกมาต้อนรับพร้อมตระกูลจ้าวและทหารอีกมากมาย“ยินดีต้อนรับกลับเมืองหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ พระชายา” องค์ชายสามก้มศีรษะให้กับขบวนเดินทางที่วิ่งเข้ามาแล้วหยุดลง “ขอบใจเจ้าสาม ข้าจะแวะพักที่จวนตระกูลฟู่พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”“ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อตามนี้” องค์ชายพยักหน้ารับรู้“อืม” องค์ชายสามรีบกระตุกม้าหันกลับวังหลวง ส่วนขบวนเดินทางก็ตรงไปยังจวนตระกูลฟู่ทันที “องค์หญิงจะตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวหรือว่าจะค้างที่จวนหม่อมฉันเพคะ?” องค์หญิงหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ ตอนนี้นางแต่งงานแล้วก็ควรต้องไปอยู่ที่จวนของตระกูลจ้าว“ข้าคงต้องไปพักที่จวนตระกูลจ้าว แต่ว่าข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ หรือไม่ก็เจ้าแวะไปที่นั่นได้ตลอดเวลา” อันฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยบอกคนขับรถม้าให้ไปส่งองค์หญิงที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นก็คอยไปจวนตระกูลฟู่ของนาง แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อคนขับรถม้ารีบตะโกนบอกอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระชายามีสตรีเป็นลมอยู่ตรงด้านหน้







