LOGINเมื่อทุกคนเข้ามานั่งในห้องโถงใหญ่ บ่าวก็รีบนำน้ำชาและอาหารว่างเข้ามาทันที
“ท่านเสนาฟู่กำลังเดินทางตามมา ข้าใจร้อนเลยรีบใช้ม้าเร็วออกมาก่อน” เขาเอ่ยบอกชายชราให้ได้เข้าใจ จินเฟยหยวนพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เหตุใดถึงเกิดการลักพาตัวกันเกิดขึ้น ทางการได้ตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” “มีจุดน่าสงสัยหลายอย่าง ลี่จูบ่าวรับใช้คนสนิทของคุณหนูฟู่ได้ขนของหนีไปและดูเหมือนสมุดบัญชีกู้ยืมเงินจะถูกเผาทำลายทิ้ง แต่เพราะสมุดบัญชีหนามากจึงไหม้ไปเพียงครึ่งเดียว และส่วนที่ไหม้ไปแล้วคือยอดเงินที่กู้ยืมและที่ไม่ได้ไหม้คือรายชื่อคนที่ยืม” อันฉีฟังสิ่งที่เขาพูดอย่างครุ่นคิด หรือว่าลี่จูจะช่วยเหลือกลุ่มคนที่มากู้ยืมด้วยการทำลายบัญชีทิ้ง แล้วให้คนจับตัวนางไปแต่เพราะมีองค์หญิงอยู่ด้วยเลยจับไปพร้อมกัน แล้วนางจะให้คนจับพวกนางไปที่ไหนกันนะ เป็นเพราะนางและองค์หญิงหนีออกมาเสียก่อนเลยไม่รู้ว่าพวกเขาจะพาไปที่ใด “อันฉีแล้วอย่างนี้เจ้าจะทำอย่างไร ในเมื่อจำนวนเงินถูกเผาไปแล้ว?” ชายชราเอ่ยอย่างเป็นกังวล อันฉีหัวเราะออกมา “ท่านตาไม่ต้องกังวลเลยเจ้าค่ะ พวกเขาคิดว่าทำแบบนี้แล้วข้าจะทวงเงินไม่ได้ แต่ว่าพวกเขาคิดผิด พวกเขาเป็นคนมีหน้ามีตาอยู่ในสังคมชั้นสูง พวกเขารักหน้าตามากกว่าสิ่งใด เพียงข้าบอกว่าจะเปิดเผยรายชื่อคนมากู้ยืมเงิน แค่นี้พวกเขาก็วิ่งมาสารภาพความผิดแล้วเจ้าค่ะ”จินเฟยหลางตบเข่าฉาดใหญ่ด้วยความสะใจ “ให้มันได้อย่างนี้สิหลานข้า” หมิงอ๋องและจ้าวซีฮั่นมองฟู่อันฉีอย่างนับถือ นางเฉลียวฉลาดมากจริง ๆ พวกเขายังนึกไม่ออกเลยว่าจะจัดเรื่องนี้อย่างไร แต่นางกลับคิดหาคำตอบเอาไว้แล้ว “ที่จริงข้ามีอีกเล่มเก็บเอาไว้ในตู้ เล่มที่วางเอาไว้ด้านนอก ก็เพื่อให้สะดวกต่อการหยิบใช้เจ้าค่ะ หลักฐานสำคัญคนกู้ยืมจำนวนเงินไม่ใช่น้อย ๆ ข้าไม่มีทางคัดลอกเอาไว้เพียงเล่มเดียวเจ้าค่ะ” “โอ้หลานรักเจ้าช่างฉลาดได้ข้าจริง ๆ ท่านพ่อบ้านไปเอาสุราชั้นดีมาแล้วก็กับแกล้ม วันนี้ข้ารู้สึกครึมใจอยากดื่มเสียหน่อย” “ขอรับ” “ท่านตาท่านอยากมีหลานเขยหรือไม่เจ้าคะ?” ฟู่อันฉีหันไปถามเขาเพื่อลองเชิง นางอยากรู้ว่าเขาจะคิดกับเรื่องนี้อย่างไร ฟู่เฟยหลางยกมือมาลูบคางอย่างครุ่นคิด “ถ้าหล่อเหลาสง่างามมีความสามารถเหมือนท่านแม่ทัพและท่านอ๋อง ข้าก็อยากมี” เขาเปรยขึ้นมาอย่างไม่จริงจังนัก แต่ว่าอันฉีกลับจับมือของหมิงอ๋องขึ้นมา “คนนี้เป็นเช่นไรใช้ได้หรือไม่เจ้าคะ?” “หา! นี่เจ้าจริงจังหรอกรึ ถ้าเช่นนั้นก็เข้าหอกันเลยข้าสนับสนุน” “....” หมิงอ๋องหันไปมองจ้าวซีฮั่นด้วยความเขินอาย นี่เขาเป็นตาของนางจริง ๆ ใช่หรือไม่ เหตุใดสนับสนุนหลานสาวให้เข้าหอเช่นนี้ ชายชราเห็นอาการของเขาก็ถอนใจออกมา “ในเมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว จะมัวเขินอายกันไปทำไมข้าสนับสนุนให้เข้าหอข้าพูดผิดตรงไหน?” เขาเอ่ยยิ้ม ๆ มองพวกเขาอย่างคนอาบน้ำร้อนมาก่อน “เฮ้อ! ปิดบังคนแก่ไม่ได้เลยจริง ๆ ข้าน้อยขอคารวะจากใจ” อันฉีเทสุราลงในจอก ก่อนจะยกให้จินเฟยหลางอย่างเต็มพิธีการ ทำเอาทุกคนหัวเราะออกมากับการแสดงเกินจริงของนาง จากนั้นทุกคนก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนานและเป็นกันเองมากขึ้น เมื่อมีสุราเข้ามาเกี่ยวข้อง จากที่คุยกันเบา ๆ ก็เริ่มจะดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามความแรงของสุรา โดยเฉพาะชายชราจินเฟยหลางเสียงดังกว่าใครเพื่อน แม่ทัพจ้าวรีบดึงมือองค์หญิงไปด้านนอก เพราะเขามีเรื่องจะสารภาพกับนาง องค์หญิงที่ได้ดื่มไปแล้วถึงสามจอกมองแม่ทัพจ้าวตาหวานเยิ้ม “องค์หญิงคือข้า…” องค์หญิงยกนิ้วมาปิดปากเขาเอาไว้ก่อนจะส่ายหน้าไปมา “ไม่ต้องพูดข้าเห็นสายตาและการกระทำของท่านข้าก็รู้แล้วว่าท่านชอบข้า เอาไว้บอกรักข้าคืนนี้ดีหรือไม่?” “องค์หญิง!” เขาร้องออกมาด้วยความตกใจ ไม่คิดว่านางจะเสนอเขาขึ้นมาแบบนี้ เขาและนางยังไม่ได้แต่งงานกันเขากลัวว่านางจะเป็นที่ครหา อีกอย่างฐานะของนางไม่ธรรมดา องค์หญิงยิ้มออกมาก่อนจะเอ่ย “หากท่านมั่นใจว่าชอบข้าจริง ๆ และในวันข้างหน้าจะมีเพียงข้า ท่านก็ไม่จำเป็นต้องกังวลสิ่งใด อันฉีบอกข้าว่าชีวิตคนเรามันสั้นนัก สิ่งไหนที่ทำแล้วมีความสุขก็ให้รีบคว้ามันเอาไว้ หากคิดและไตร่ตรองดีแล้วว่าไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ก็ให้เดินหน้าเต็มที่ไปเลย” เมื่อเขาคิดตามคำพูดของนางก็เริ่มเห็นด้วย สิ่งที่นางพูดมาก็ถูก ปีนี้เขาก็อายุ24ปีแล้วชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในสนามรบจะตายวันไหนก็ยังไม่รู้เลย เขาควรจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่าและมีความสุขที่สุดถึงจะถูก อีกอย่างยามนี้เขามั่นใจแล้วว่าเขารักนางอย่างสุดหัวใจ และในชาตินี้ก็คงมีเพียงนางเท่านั้นที่จะเป็นคู่ชีวิตของเขา เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่ต้องกังวลสิ่งใด ไปให้สุดแล้วหยุดที่มีเจ้าก้อนแป้งใช่หรือไม่? “หากพระองค์ไม่กังวลต่อคำครหา กระหม่อมพร้อมเดินหน้าบอกรักองค์หญิงทั้งคืน” องค์หญิงสีหน้าแดงระเรื่อหนักกว่าเดิม แต่เพราะดีกรีความแรงของสุราทำให้นางไร้ซึ่งความเขินอายโดยสิ้นเชิง “ข้ามีอาจารย์ดีรู้หรือไม่?” “ทฤษฎีหรือจะสู้ภาคปฏิบัติ” “นี่ท่านดูถูกความสามารถของข้ารึ?” องค์หญิงเชิดหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง เขายกมือมาจับปลายค้างของนางให้หันมามองเขา ก่อนจะโน้มใบหน้าไปกระซิบข้างหูนางเบา ๆ ด้วยเสียงอันแหบพร่าอย่างมีเสน่ห์ “ความหมายของกระหม่อมคือ รอพระองค์ปฏิบัติกับกระหม่อมแทบไม่ไหวแล้วพ่ะย่ะค่ะ” “ห้ามร้องขอความเห็นใจ เพราะข้าจะไม่เมตตาท่านเด็ดขาด” จ้าวซีฮั่นยกยิ้มด้วยความเอ็นดู เป็นเพราะฤทธิ์สุราทำให้นางพูดจาไปเรื่อย เขาก็อยากจะรู้ว่าอาจารย์ของนางสอนนางมาอย่างไร ให้เขาเดาคงเป็นอาจารย์ฟู่อันฉีผู้ร้ายกาจผู้นั้นแน่นอน เขาจับมือขององค์หญิงแล้วพาเดินกลับเข้าไปข้างในห้องโถง คราวนี้พวกเขาทั้งสองคนนั่งตัวติดกันโดยไม่สนใจสายตาผู้ใดทั้งสิ้น หมิงอ๋องยกยิ้มมองสหายด้วยสายตาล้อเลียน บุรุษไม่อาจผ่านด่านสาวงามฉันใด แม่ทัพจ้าวผู้องอาจและกล้าหาญก็ไม่อาจผ่านด่านองค์หญิงหมิงเยว่ไปได้เช่นกันอันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย“โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอ
สองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน”อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อ
“การเปลี่ยนตัวรัชทายาทเสด็จพ่ออย่าทรงได้กังวลว่าจะไม่มีใครสนับสนุนองค์ชายสาม ยามนี้ขุนนางเหล่านั้นอยู่ในเงื้อมมือของพระชายา พวกเขามีความผิดนางยังไม่ได้ตัดสินโทษ พวกเขาจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสะใภ้ของข้าทางด้านองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลง จู่ ๆ ก็ถูกองครักษ์วังหลวงมาล้อมตำหนักนับสิบคน จากนั้นท่านราชเลขาประจำราชสำนักก็ออกมาอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน“ประกาศราชโองการ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ด้วยการสั่งนักฆ่าให้ไปสังหารขบวนเดินทางของหมิงอ๋อง พระชายาหมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่กรมยุติธรรม ตลอดระยะเวลาในการเดินทางหลายครั้ง ความผิดในครั้งนี้ไม่อาจให้อภัยได้ จึงขอปลดจากตำแหน่งรัชทายาท เหลือเพียงยศองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลง และจะถูกกักบริเวณจนกว่าจะมีบทลงโทษลงมาอีกครั้ง จบราชโองการ”ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ หมิงเฟยหลงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แข้งขาของเขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จบแล้วทุกอย่างมันจบแล้วไท่จื่อเฟยตกตะลึงไม่ต่างกัน ร่างกายของนางเย
เช้าวันต่อมาบ่าวในจวนตระกูลเสิ่นต่างตกใจและไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของจวนถึงหายไปกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเสิ่น เสิ่นฮูหยิน คุณหนูเสิ่นเยว่ซิน ทำเอาบ่าวในจวนไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องรอดูสักวันสองวันหากว่าพวกเขาหายไปจริง ๆ คงต้องไปแจ้งกับทางการ บ่าวในจวนต่างพูดคุยกันถึงการหายตัวไปของพวกเขาอย่างแปลกใจและสงสัย ทำให้บรรดาตระกูลต่าง ๆ ที่ยามนี้ต่างคอยจับผิดกันและกันอยู่ต่างหูผึ่ง เสนาบดีเสิ่นหายตัวไปพร้อมเสิ่นฮูหยินและคุณหนูเสิ่นเยว่ซินก็หายไปด้วย ทำให้ตระกูลต่าง ๆ ต้องรีบนัดเจอกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน“ข้าคิดว่าเขาอาจจะพาครอบครัวหนีไปแล้ว” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราห์ เพราะหลังจากไปพบพระชายามา เขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว และเขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากหลบหนีความผิด“เป็นเขาจริง ๆ หรือนี่ไม่น่าเชื่อเลย ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับพระชายา เพราะหากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้รอดพ้นโทษประหารชีวิต” เสนาบดีถังเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับเสนาบดีถัง ลำพังจ้างลี่จูเผาบัญชีกู้เงินโทษคงไม่ถึงกับประหารชีวิต” เสนาบดีกู้เอ่ยขึ้น เขานอนไม่หลับทั
“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา”“อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”“เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยา
หลังจากวันนั้นการเดินทางก็ดูเหมือนจะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคใด ๆ จนขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองหลวง โดยมีองค์ชายสามหมิงเฟยหยางออกมาต้อนรับพร้อมตระกูลจ้าวและทหารอีกมากมาย“ยินดีต้อนรับกลับเมืองหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ พระชายา” องค์ชายสามก้มศีรษะให้กับขบวนเดินทางที่วิ่งเข้ามาแล้วหยุดลง “ขอบใจเจ้าสาม ข้าจะแวะพักที่จวนตระกูลฟู่พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”“ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อตามนี้” องค์ชายพยักหน้ารับรู้“อืม” องค์ชายสามรีบกระตุกม้าหันกลับวังหลวง ส่วนขบวนเดินทางก็ตรงไปยังจวนตระกูลฟู่ทันที “องค์หญิงจะตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวหรือว่าจะค้างที่จวนหม่อมฉันเพคะ?” องค์หญิงหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ ตอนนี้นางแต่งงานแล้วก็ควรต้องไปอยู่ที่จวนของตระกูลจ้าว“ข้าคงต้องไปพักที่จวนตระกูลจ้าว แต่ว่าข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ หรือไม่ก็เจ้าแวะไปที่นั่นได้ตลอดเวลา” อันฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยบอกคนขับรถม้าให้ไปส่งองค์หญิงที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นก็คอยไปจวนตระกูลฟู่ของนาง แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อคนขับรถม้ารีบตะโกนบอกอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระชายามีสตรีเป็นลมอยู่ตรงด้านหน้







