LOGINวังหลวง ณ ห้องทรงอักษร ฮ่องเต้มองรัชทายาทอย่างไม่เข้าใจ นี่เขาคิดอะไรของเขาอยู่กันแน่ เหตุใดถึงมาขอให้เขาออกราชโองการขอหมั้นหมายคุณหนูฟู่ แล้วที่หมั้นหมายกับคุณหนูตระกูลเสิ่นเอาไว้เขาไม่คิดจะพูดถึง นี่ก็ผ่านไปหลายปีเขาไม่คิดจะตบแต่งนางเข้ามาหรืออย่างไร เขาจะเอาแต่ใจเกินไปหรือไม่
“หากเจ้าอยากจะหมั้นกับคุณหนูฟู่ ก็ต้องระบุออกมาว่าจะแต่งกับคุณหนูตระกูลเสิ่นเมื่อใด เสนาบดีเสิ่นก็มาเร่งเร้าเอากับข้า เพราะหากปล่อยเนิ่นนานไปจะทำให้ชื่อเสียงของบุตรีของเขาเสียหาย” “เสด็จพ่อแต่งเข้ามาพร้อมกันดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ให้คุณหนูเสิ่นเป็นชายาเอกส่วนคุณหนูฟู่เป็นชายารอง” ฮ่องเต้มองเขาด้วยสายตาเอือมระอา “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วเรื่องคุณหนูฟู่ เรื่องนี้ข้าต้องถามความคิดเห็นของเสนาบดีฟู่เสียก่อน เจ้าอย่าเอาแต่ใจตนเองมากเกินไปนัก ข้าให้ตำแหน่งรัชทายาทกับเจ้าได้ ข้าก็ถอดถอนตำแหน่งของเจ้าได้เช่นกัน” รัชทายาทหมิงเฟยหลงหน้าซีดเผือดลงทันที ไม่คิดว่าบิดาจะเอ่ยออกมาเช่นนี้ “เสร็จพ่อแต่กับคุณหนูฟู่ลูกชอบนางจากใจจริง” “รอข้าพูดคุยกับเสนาบดีฟู่เสียก่อน แต่อย่าตั้งความหวังเอาไว้ล่ะ หากว่าเขาไม่เห็นด้วยข้าก็ทำอะไรไม่ได้เช่นเดียวกัน ส่วนงานแต่งของเจ้ากับคุณหนูเสิ่นข้าจะกำหนดวันเร็ว ๆ นี้ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกลับออกมาด้วยสีหน้าผิดหวัง เขาไม่น่ารีบหมั้นหมายกับคุณหนูเสิ่นเพื่อเอาชนะหมิงอ๋องเลย คราวนี้เขาถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับสถานการณ์ตรงหน้า เขาที่ยามนี้อยากสลัดคุณหนูเสิ่นทิ้งแต่ก็ไม่อาจทำได้ เรียนผูกเองก็ต้องเรียนแก้เองสินะ ทางด้านเสนาบดีฟู่ที่นั่งอยู่บนรถม้าคันใหญ่ ที่กำลังเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองลั่วหยาง จู่ ๆ นกพิราบก็บินมาเกาะที่หน้าต่างของรถม้า เขารีบเอื้อมมือไปจับนกพิราบแล้วดึงจดหมายที่ผูกเอาไว้บนขาของนกพิราบทันที ก่อนจะปล่อยให้นกบินกลับไป เขารีบแกะกระดาษออกอ่านอย่างเร่งรีบ ก่อนผงะตกใจจนร่างกายชาไปทั้งร่าง เป็นฝีมือของหยวนอ๋องหรือนี่เขาไม่อยากจะเชื่อเลย เขามีใจชอบพออันฉีบุตรสาวของเขาอย่างนั้นหรือจะเป็นไปได้อย่างไร อายุของเขามากพอที่จะเป็นบิดาของนางได้เลยนะ หรือเป็นเพราะว่าเมื่อก่อนเขาพลาดจากจินเฟยเซียน มาคราวนี้ก็เลยจะจับบุตรสาวของสตรีที่เขาเคยรักมาเป็นชายาของตน นี่มันชั่วร้ายเกินไปแล้ว! เห็นเขาเป็นหัวหลักหัวต่อหรืออย่างไร! แต่แล้วก็มีนกพิราบบินมาเกาะที่หน้าต่างอีกครั้ง เขาหันไปมองอย่างเย็นชา จะมีข่าวอะไรให้เขาตกใจอีกนะ เขารีบไปจับนกพิราบแล้วดึงจดหมายออกมา แล้วปล่อยให้บินจากไปทันที “รัชทายาทต้องการหมั้นหมายกับคุณหนูฟู่ เจ้าจะว่าอย่างไร?” พอเขาอ่านจบเขาถึงกับตกตะลึงอีกครั้ง นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! คนของราชวงศ์ต่างพากันมารุมรักบุตรสาวของเขา นี่มันไม่ใช่เรื่องดี เพราะเขาไม่ต้องการให้นางเป็นชนวนของความขัดแย้งของเหล่าเชื้อพระวงศ์ นอกจากพวกเขาแล้วตระกูลอื่น ๆ ก็จะพากันไม่พอใจไปด้วย โดยเฉพาะตระกูลเสิ่นที่หมายมั่นปั้นมือเอาไว้อย่างมั่นเหมาะว่า อย่างไรนั้นคุณหนูเสิ่นต้องได้เป็นชายาเอกและในวันข้างหน้าต้องได้ขึ้นเป็นฮองเฮา ความหวาดระแวงของจิตใจคนจะทำให้เกิดความวุ่นวายและความเสียหายเกิดขึ้น “อีกนานหรือไม่?” “อีกราว ๆ สองวันขอรับ” เจาเฉิงเอ่ยตอบขึ้นมา พวกเขาเดินทางแทบไม่หยุดพักและได้เปลี่ยนม้ามาตลอดเส้นทาง เพื่อจะได้เดินทางอย่างต่อเนื่อง จากวันที่เดินทางจนถึงวันนี้ก็ร่วม5วันเข้าไปแล้ว หากไม่เปลี่ยนม้าหรือค่อย ๆ เดินทางจะใช้เวลาถึง 15 วันเลยทีเดียวถึงจะถึงเมืองลั่วหยาง ฟู่อันเฉิงหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า ปีนี้เขาอายุ34ปีแล้ว แต่ก็ยังคงหล่อเหล่าสง่างามและดูภูมิฐานมากยิ่งขึ้น เขาครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างกังวล เขาอยากให้ถึงเมืองลั่วหยางเร็ว ๆ เขาอยากฟังความคิดเห็นของบุตรสาวของเขาว่า นางจะมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ และนางมีแผนจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร กับรัชทายาทเขาเพียงแค่ปฏิเสธออกไป แต่กับหยวนอ๋องนั้นแตกต่างออกไป จากการที่เขาให้คนไปจับฟู่อันฉีถึงเมืองหลวง นั่นหมายความว่า เขาไม่ได้เกรงกลัวและเกรงใจเขาที่เป็นบิดาของนางเลยสักนิด คนเช่นนี้เขาไม่จำเป็นที่จะต้องให้ความเคารพ เมืองลั่วหยาง เมื่อทุกคนเดินทางมาถึงจวนหยวนอ๋องด้วยรถม้าถึงสามคัน รถม้าคันแรกเป็นของหมิงอ๋องและอันฉี รถม้าคันที่สองเป็นขององค์หญิงหมิงเยว่และแม่ทัพจ้าว ส่วนคันที่สามเป็นของจินเฟยหลาง วันนี้ทุกคนเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี หมิงอ๋องมีสององครักษ์หวังซูและหวังเหล่ย ส่วนอันฉีมีสององครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง องค์หญิงหมิงเยว่และแม่ทัพจ้าวมีสององครักษ์ที่ติดตามเขามาจากเมืองหลวง ส่วนชายชราจินเฟยหยวนมีสององครักษ์ลี่ฉุนและหวงลู่ หยวนอ๋องปรายตามองหมิงอ๋องที่จับมือของอันฉีอยู่ตลอดเวลาด้วยความรู้สึกอิจฉา ความรู้สึกหึงหวงเริ่มก่อตัวขึ้นมาทีละนิดอย่างไม่อาจห้ามได้ นี่เขาเป็นอะไรไปนางยังไม่ได้เป็นอะไรกับเขา เขาไม่มีสิทธิ์ไปหึงหวงนาง แต่ความคิดอีกส่วนหนึ่งก็แย้งว่า “สิทธิ์ที่เขารักและชอบนางก็มีสิทธิ์จะหึงหวงได้เช่นกัน” หมิงอ๋องและทุกคนแอบสังเกตท่าทีของหยวนอ๋องอยู่ตลอดเวลา บรรยากาศในยามนี้แฝงไปด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจและชวนอึดอัด จนทุกคนถึงกับเหงื่อผุดเต็มใบหน้า “ยินดีต้อนรับทุกคนนะ วันนี้ข้าได้ให้คนจัดเตรียมอาหารพิเศษเพื่อต้อนรับทุกคน เชิญตามสบายนะ” ทุกคนมองอาหารที่บ่าวรับใช้ทยอยยกเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ในเมื่อทุกคนรู้ว่าเขาคือคนที่อยู่เบื้องหลังในการลักพาตัว ถึงแม้ว่าอาหารจะดูน่าทานเพียงใด แต่ทุกคนก็ไม่กล้าแตะต้อง เพราะกังวลว่า หากกินเข้าไปแล้วจะพากันสลบไสลไม่ได้สติแล้วไม่มีใครคอยดูแลอันฉี แต่แล้วอันฉีที่เตรียมการแสดงมาอย่างดีก็เสแสร้งเป็นลมหมดสติไป ทำเอาหมิงอ๋องที่ต้องร่วมแสดงร้องออกมาด้วยความตกใจ “อันฉีเจ้าเป็นอะไรอันฉี!” แต่แล้วสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น หยวนอ๋องลุกพรวดจากที่นั่งตรงมาที่หมิงอ๋องที่นั่งอยู่ด้วยสีหน้าเป็นห่วง “หมิงอ๋องนางเป็นอะไร? ใครก็ได้ตามหมอ”อันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย“โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอ
สองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน”อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อ
“การเปลี่ยนตัวรัชทายาทเสด็จพ่ออย่าทรงได้กังวลว่าจะไม่มีใครสนับสนุนองค์ชายสาม ยามนี้ขุนนางเหล่านั้นอยู่ในเงื้อมมือของพระชายา พวกเขามีความผิดนางยังไม่ได้ตัดสินโทษ พวกเขาจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสะใภ้ของข้าทางด้านองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลง จู่ ๆ ก็ถูกองครักษ์วังหลวงมาล้อมตำหนักนับสิบคน จากนั้นท่านราชเลขาประจำราชสำนักก็ออกมาอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน“ประกาศราชโองการ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ด้วยการสั่งนักฆ่าให้ไปสังหารขบวนเดินทางของหมิงอ๋อง พระชายาหมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่กรมยุติธรรม ตลอดระยะเวลาในการเดินทางหลายครั้ง ความผิดในครั้งนี้ไม่อาจให้อภัยได้ จึงขอปลดจากตำแหน่งรัชทายาท เหลือเพียงยศองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลง และจะถูกกักบริเวณจนกว่าจะมีบทลงโทษลงมาอีกครั้ง จบราชโองการ”ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ หมิงเฟยหลงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แข้งขาของเขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จบแล้วทุกอย่างมันจบแล้วไท่จื่อเฟยตกตะลึงไม่ต่างกัน ร่างกายของนางเย
เช้าวันต่อมาบ่าวในจวนตระกูลเสิ่นต่างตกใจและไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของจวนถึงหายไปกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเสิ่น เสิ่นฮูหยิน คุณหนูเสิ่นเยว่ซิน ทำเอาบ่าวในจวนไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องรอดูสักวันสองวันหากว่าพวกเขาหายไปจริง ๆ คงต้องไปแจ้งกับทางการ บ่าวในจวนต่างพูดคุยกันถึงการหายตัวไปของพวกเขาอย่างแปลกใจและสงสัย ทำให้บรรดาตระกูลต่าง ๆ ที่ยามนี้ต่างคอยจับผิดกันและกันอยู่ต่างหูผึ่ง เสนาบดีเสิ่นหายตัวไปพร้อมเสิ่นฮูหยินและคุณหนูเสิ่นเยว่ซินก็หายไปด้วย ทำให้ตระกูลต่าง ๆ ต้องรีบนัดเจอกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน“ข้าคิดว่าเขาอาจจะพาครอบครัวหนีไปแล้ว” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราห์ เพราะหลังจากไปพบพระชายามา เขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว และเขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากหลบหนีความผิด“เป็นเขาจริง ๆ หรือนี่ไม่น่าเชื่อเลย ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับพระชายา เพราะหากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้รอดพ้นโทษประหารชีวิต” เสนาบดีถังเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับเสนาบดีถัง ลำพังจ้างลี่จูเผาบัญชีกู้เงินโทษคงไม่ถึงกับประหารชีวิต” เสนาบดีกู้เอ่ยขึ้น เขานอนไม่หลับทั
“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา”“อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”“เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยา
หลังจากวันนั้นการเดินทางก็ดูเหมือนจะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคใด ๆ จนขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองหลวง โดยมีองค์ชายสามหมิงเฟยหยางออกมาต้อนรับพร้อมตระกูลจ้าวและทหารอีกมากมาย“ยินดีต้อนรับกลับเมืองหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ พระชายา” องค์ชายสามก้มศีรษะให้กับขบวนเดินทางที่วิ่งเข้ามาแล้วหยุดลง “ขอบใจเจ้าสาม ข้าจะแวะพักที่จวนตระกูลฟู่พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”“ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อตามนี้” องค์ชายพยักหน้ารับรู้“อืม” องค์ชายสามรีบกระตุกม้าหันกลับวังหลวง ส่วนขบวนเดินทางก็ตรงไปยังจวนตระกูลฟู่ทันที “องค์หญิงจะตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวหรือว่าจะค้างที่จวนหม่อมฉันเพคะ?” องค์หญิงหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ ตอนนี้นางแต่งงานแล้วก็ควรต้องไปอยู่ที่จวนของตระกูลจ้าว“ข้าคงต้องไปพักที่จวนตระกูลจ้าว แต่ว่าข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ หรือไม่ก็เจ้าแวะไปที่นั่นได้ตลอดเวลา” อันฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยบอกคนขับรถม้าให้ไปส่งองค์หญิงที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นก็คอยไปจวนตระกูลฟู่ของนาง แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อคนขับรถม้ารีบตะโกนบอกอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระชายามีสตรีเป็นลมอยู่ตรงด้านหน้







