LOGIN
ฝ่ามือที่เตรียมจะฟาดเขาค้างอยู่กลางอากาศ เมื่อเขาจับมันเอาไว้ ก่อนจะกระชากร่างของนางมากระแทกอกดังปึก! กลิ่นกายหอมกรุ่นลอยมาปะทะจมูกเขาในทันที เขาจับนางให้นั่งบนตักของเขา ชาย สองแขนกอดรัดร่างของนางเอาไว้
“ทำร้ายเชื้อพระวงศ์มีโทษสถานใดเจ้ารู้หรือไม่?”
“ไม่อยากรู้เพคะ” นางไม่สนใจอะไรทั้งนั้นเพราะใจของนางเดือดยิ่งกว่าน้ำร้อนต้ม เขากล้าฉีกสัญญาที่นางเขียนขึ้นมา เขาเป็นบุรุษประเภทไหนกันลงนามด้วยการประทับตรา และเป็นถึงท่านอ๋องควรรักษาคำพูด นางไม่น่าเชื่อใจเขาเลย
“เราลองคบกันดูไหม?”
“ไม่เพคะ”
“ข้าให้เจ้าตอบใหม่”
“ไม่...อื้อออ” เขาบดจูบลงมาทันทีอย่างหนักหน่วงและเร่าร้อน ลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัดดูดดึงลิ้นเล็กของนางอย่างหลงใหล ผ่านไปสักพักเขาก็ถอนจูบออกมาแล้วมองใบหน้าแดงก่ำของนางอย่างเอ็นดู
ริมฝีปากของนางบวมเจ่อจากแรงดูดดึงของเขา ยิ่งมองเขาก็ยิ่งมีอารมณ์ นางจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่เขาไม่ใส่ใจเลยสักนิดกลับมองว่ามันช่างน่าเอ็นดู
“คบกับข้า”
“ไม่…อื้อออ” นางอยากจะบ้าตายเขามันคนฉวยโอกาสเห็นแก่ตัวที่สุดรังแกคนไม่มีทางสู้ ร่างของอันฉีอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมกอดของเขา น้ำตาของนางไหลออกมาเพราะความอัดอั้นตันใจและน้อยใจที่เขาทำกับนางเช่นนี้ เขายกมือมาเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน
“คบกับข้า”
“เป็นคำสั่งของท่านอ๋องหม่อมฉันจะขัดสิ่งใดได้” นางเอ่ยเสียงคัดจมูกเพราะร้องไห้
“ไม่ใช่คำสั่งแต่ว่าข้าขอร้องเจ้าได้หรือไม่?” อันฉีมองเขานิ่งอย่างครุ่นคิด ถึงจะปฏิเสธเขาก็คงจะไม่ยอมอยู่ดีขนาดสัญญายังฉีกได้ แล้วนางจะทำอย่างไรดีนะชีวิตของนางที่สงบสุขจะต้องวุ่นวายมากแน่ หรือว่านี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่นางทะลุมิติมาที่นี่ เฮ้อ! แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว
“หม่อมฉันเป็นคนเอาแต่ใจและร้ายกาจมากพระองค์จะรับได้หรือเพคะ หม่อมฉันไม่เหมือนสตรีทั่วไปและไม่อยากอยู่ใต้อาณัติของใคร เพราะฉะนั้นหม่อมฉันให้โอกาสพระองค์ได้คิดอีกครั้ง หากว่าพระองค์ยังดึงดันที่จะคบหากับหม่อมฉัน พระองค์ก็ต้องรับนิสัยของหม่อมฉันให้ได้”
“หม่อมฉันมีนิสัยที่ไม่เหมือนใคร หากสิ่งไหนที่เป็นของของฉันย่อมเป็นของหม่อมฉันแต่เพียงผู้เดียวและไม่สามารถแบ่งปันกับใครได้ นั่นหมายถึงหากมีหม่อมฉันพระองค์จะไม่สามารถมีสตรีอื่น”
“หม่อมฉันไม่อยากให้พระองค์สัญญา เพราะกระดาษที่ท่านใช้ตราประทับท่านก็ฉีกมาแล้ว หม่อมฉันเพียงบอกให้พระองค์รับรู้เอาไว้ เพราะวันใดที่พระองค์มีสตรีอื่นหม่อมฉันจะจากไปทันที”
“ข้าจะไม่มีใครแน่นอน”
“ถ้าเช่นนั้นก็ค่อย ๆ คบกันไป ห้ามทำอะไรรุ่มร่ามกับมองฉันต่อหน้าผู้อื่น ถึงเราจะมีอะไรกันแล้วก็ตาม หม่อมฉันไม่อยากเปิดเผยเร็วจนเกินไป”
“ได้ แต่ว่าลับหลังคนอื่นข้าก็ทำได้ใช่หรือไม่?”
“ไม่ได้ อื้อออ ท่านอ๋อง” นี่เขาจะเอาแต่ใจเกินไปแล้ว คิดว่าว่านางจะยอมแพ้หรือ นางไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่ถูกที่ยอมให้รังแกแต่เพียงฝ่ายเดียว จูบมาจูบกับไม่โกงอยู่แล้ว เมื่อจู่ ๆ นางก็จูบตอบเขาขึ้นมา เขาจึงรีบกอดกระชับร่างของนางให้แน่นขึ้น ก่อนไฟนักจะลุกโชนเขารีบผละออกมา
“ข้าต้องหยุดก่อนที่เจ้าจะมาตำหนิข้าว่าเอาเปรียบและรังแกเจ้า แต่ว่าเมื่อกี้เจ้าเป็นคนตอบโต้ข้าเองนะ”
“ไม่ตอบโต้แล้วจะปล่อยให้รังแกหรือเพคะ หม่อมฉันไม่ยอมให้ถูกรังแกฝ่ายเดียวอยู่แล้ว” เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกริ่มขึ้นมา
“งั้นข้ายอมพลีร่างให้เจ้ารังแกข้าฝ่ายเดียวก็ได้ มาเลยข้ายอมและพร้อมมาก”
เพียะ! โอ๊ย! “ท่านอ๋องกลับไปเถอะเพคะ หม่อมฉันจะไปทำงานแล้ว กฎข้อที่หนึ่งต้องเชื่อฟัง”นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาจึงพยักหน้ารับก่อนจะจับนางลุกออกจากตัก แล้วลุกขึ้นมาจากเก้าอี้อย่างอ้อยอิ่ง
“รีบไปเลยเพคะ”
“ได้ ๆ ข้าไปก็ได้”
เมื่อเขาเปิดประตูก็เห็นสององครักษ์หวังซูและหวังเหล่ย ยืนรออยู่หน้าประตูเพื่อกันไม่ให้คนเข้ามา ฟู่อันฉีมองตามร่างสูงโปร่งที่เดินจากไปอย่างครุ่นคิด ชีวิตสงบสุขของนางจบลงแล้วสินะ เขาคือเจ้ากรรมนายเวรของนางใช่หรือไม่
เมื่อกลับถึงจวนเขาก็ตรงไปทำลายกระดาษที่นางเขียนทันที เพราะเขาโกหกนางว่าฉีกทิ้งไปแล้ว ในช่วงเวลานั้นจู่ ๆ เขาเกิดหวงแหนนางขึ้นมา จึงรีบคิดแผนการเฉพาะหน้าโดยการขอคบนางและอ้างว่าฉีกสัญญาทิ้งไปแล้ว มาตอนนี้เขาจึงต้องรีบทำลายมันทิ้ง
“ท่านอ๋องชอบคุณหนูฟู่หรือพ่ะย่ะค่ะ” หวังซูถามขึ้น
“ข้าไม่แน่ใจ” เขามองแผ่นกระดาษที่ถูกไฟเผาทีละนิดอย่างพอใจ
“นางบอกว่ายังไม่พร้อมจะเปิดเผยให้ค่อย ๆคบกันไปก่อน เรื่องนี้พวกเจ้าห้ามพูดไปเด็ดขาด หากเรื่องหลุดออกไปนางต้องโกรธข้าแน่”
หวังซูหันไปมองหวังเหล่ยผู้เป็นพี่ชายอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ท่านอ๋องมีแต่ออกคำสั่งให้ผู้อื่นทำตาม มายามนี้เพียงแค่สตรีผู้หนึ่งท่านอ๋องก็ยอมเชื่อฟังอย่างง่ายดาย เขาไม่สบายหรือไม่ดูเหมือนไม่ใช่เขาเลย หรือว่าท่านอ๋องจะถูกนางทำเสน่ห์เข้าให้แล้ว
“ท่านอ๋องคงไม่ถูกนางทำเสน่ห์ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“นางคงทำเสน่ห์ใส่ข้าจริง ๆ ดูสิเพียงข้าจากนางมาไม่นานข้าก็คิดถึงนางขึ้นมาอีกแล้ว”
“แย่แล้วท่านอ๋อง!!” หวังซูและหวังเหล่ยร้องออกมาด้วยความตกใจ ต้องรีบพาท่านอ๋องไปหาหมอคุณไสยให้ช่วยถอนเสน่ห์ ขืนชักช้าจะถอนมนต์เสน่ห์ลำบาก
“ท่านอ๋องข้าจะไปติดต่ออาจารย์ด้านไสยศาสตร์ให้มาตรวจดูดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“อืมตรวจดูก็ดีเหมือนกัน ข้าดูไม่เป็นตัวของตัวเองเอาเสียเลย เหตุใดข้าถึงเอาแต่คิดถึงแต่นางกันนะ”
“กระหม่อมจะรีบไปรีบมาพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเจ้าอาวาสวัดดังมาถึง เขาก็ตรวจดูหมิงอ๋อลงอย่างตั้งใจ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
“ท่านอ๋องเคยคบหากับสตรีมาก่อนหรือไม่?”
“ข้าเคยคบหากับคุณหนูใหญ่เสิ่นในช่วงเวลาหนึ่ง จากนั้นก็ไปร่วมรบอยู่ถึงห้าปี พอกลับมานางก็หมั้นกับรัชทายาทไปแล้ว หลายวันก่อนข้าเผลอมีความสัมพันธ์กับสตรีผู้หนึ่ง นางไม่ต้องการให้ข้ารับผิดชอบนางแต่อย่างใด นางเพียงขอให้ข้าและนางต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งเกี่ยวต่อกัน แต่กลับเป็นข้าที่ลืมนางไม่ลงเอาแต่คิดถึงนาง ท่านเจ้าอาวาสนางทำเสน่ห์ใส่ข้าใช่หรือไม่?”
เจ้าอาวาสได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น “นางไม่ได้ทำเสน่ห์ใส่ท่านอ๋อง แต่ว่าท่านอ๋องตกหลุมเสน่ห์ของนาง”
“ข้าตกหลุมเสน่ห์ของนาง? หมายถึงข้าชอบนาง?”
“อามิตตาพุทธ”
อันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย“โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอ
สองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน”อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อ
“การเปลี่ยนตัวรัชทายาทเสด็จพ่ออย่าทรงได้กังวลว่าจะไม่มีใครสนับสนุนองค์ชายสาม ยามนี้ขุนนางเหล่านั้นอยู่ในเงื้อมมือของพระชายา พวกเขามีความผิดนางยังไม่ได้ตัดสินโทษ พวกเขาจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสะใภ้ของข้าทางด้านองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลง จู่ ๆ ก็ถูกองครักษ์วังหลวงมาล้อมตำหนักนับสิบคน จากนั้นท่านราชเลขาประจำราชสำนักก็ออกมาอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน“ประกาศราชโองการ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ด้วยการสั่งนักฆ่าให้ไปสังหารขบวนเดินทางของหมิงอ๋อง พระชายาหมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่กรมยุติธรรม ตลอดระยะเวลาในการเดินทางหลายครั้ง ความผิดในครั้งนี้ไม่อาจให้อภัยได้ จึงขอปลดจากตำแหน่งรัชทายาท เหลือเพียงยศองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลง และจะถูกกักบริเวณจนกว่าจะมีบทลงโทษลงมาอีกครั้ง จบราชโองการ”ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ หมิงเฟยหลงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แข้งขาของเขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จบแล้วทุกอย่างมันจบแล้วไท่จื่อเฟยตกตะลึงไม่ต่างกัน ร่างกายของนางเย
เช้าวันต่อมาบ่าวในจวนตระกูลเสิ่นต่างตกใจและไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของจวนถึงหายไปกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเสิ่น เสิ่นฮูหยิน คุณหนูเสิ่นเยว่ซิน ทำเอาบ่าวในจวนไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องรอดูสักวันสองวันหากว่าพวกเขาหายไปจริง ๆ คงต้องไปแจ้งกับทางการ บ่าวในจวนต่างพูดคุยกันถึงการหายตัวไปของพวกเขาอย่างแปลกใจและสงสัย ทำให้บรรดาตระกูลต่าง ๆ ที่ยามนี้ต่างคอยจับผิดกันและกันอยู่ต่างหูผึ่ง เสนาบดีเสิ่นหายตัวไปพร้อมเสิ่นฮูหยินและคุณหนูเสิ่นเยว่ซินก็หายไปด้วย ทำให้ตระกูลต่าง ๆ ต้องรีบนัดเจอกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน“ข้าคิดว่าเขาอาจจะพาครอบครัวหนีไปแล้ว” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราห์ เพราะหลังจากไปพบพระชายามา เขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว และเขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากหลบหนีความผิด“เป็นเขาจริง ๆ หรือนี่ไม่น่าเชื่อเลย ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับพระชายา เพราะหากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้รอดพ้นโทษประหารชีวิต” เสนาบดีถังเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับเสนาบดีถัง ลำพังจ้างลี่จูเผาบัญชีกู้เงินโทษคงไม่ถึงกับประหารชีวิต” เสนาบดีกู้เอ่ยขึ้น เขานอนไม่หลับทั
“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา”“อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”“เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยา
หลังจากวันนั้นการเดินทางก็ดูเหมือนจะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคใด ๆ จนขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองหลวง โดยมีองค์ชายสามหมิงเฟยหยางออกมาต้อนรับพร้อมตระกูลจ้าวและทหารอีกมากมาย“ยินดีต้อนรับกลับเมืองหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ พระชายา” องค์ชายสามก้มศีรษะให้กับขบวนเดินทางที่วิ่งเข้ามาแล้วหยุดลง “ขอบใจเจ้าสาม ข้าจะแวะพักที่จวนตระกูลฟู่พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”“ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อตามนี้” องค์ชายพยักหน้ารับรู้“อืม” องค์ชายสามรีบกระตุกม้าหันกลับวังหลวง ส่วนขบวนเดินทางก็ตรงไปยังจวนตระกูลฟู่ทันที “องค์หญิงจะตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวหรือว่าจะค้างที่จวนหม่อมฉันเพคะ?” องค์หญิงหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ ตอนนี้นางแต่งงานแล้วก็ควรต้องไปอยู่ที่จวนของตระกูลจ้าว“ข้าคงต้องไปพักที่จวนตระกูลจ้าว แต่ว่าข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ หรือไม่ก็เจ้าแวะไปที่นั่นได้ตลอดเวลา” อันฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยบอกคนขับรถม้าให้ไปส่งองค์หญิงที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นก็คอยไปจวนตระกูลฟู่ของนาง แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อคนขับรถม้ารีบตะโกนบอกอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระชายามีสตรีเป็นลมอยู่ตรงด้านหน้







