ANMELDENตระกูลเสิ่น
เมื่อคุณหนูรองเสิ่นกลับมาถึงจวนก็รีบตรงเข้าไปหามารดาเพื่ออวดผ้าที่ได้ซื้อมา แต่ปรากฏว่าคุณหนูใหญ่เสิ่นเยว่เล่อก็นั่งอยู่ด้วย เสิ่นเยว่ซินแอบเบ้ปากด้วยความไม่ชอบใจที่เห็นพี่สาวมาอยู่ที่นี่ด้วย
ตั้งแต่นางเติบโตมา นางเห็นบิดาและมารดามให้ความสำคัญกับเสิ่นเยว่เล่อมากที่สุด ส่วนนางสำคัญรองลงมา เสิ่นเยว่เล่องดงามโดดเด่นความสามารถก็เหนือใคร บุรุษต่างหมายปองและอยากได้นางมาเป็นคู่ครอง
เมื่อสามปีก่อนเสิ่นเยว่เล่อคบหากับหมิงอ๋องอย่างเปิดเผย แต่พอหมิงอ๋องไปออกศึกนางก็เปลี่ยนมาคบหากับรัชทายาท จากนั้นไม่นานรัชทายาทก็ขอหมั้นหมายกับนาง ซึ่งสร้างความพอใจให้กับตระกูลเสิ่นเป็นอย่างมาก
“ท่านแม่ข้ากลับมาแล้ว” เสิ่นฮูหยินยกยิ้มเมื่อเห็นบุตรสาวคนรองเดินเข้ามา นางหมายมั่นปั้นมือไม่ว่าอย่างไร นางต้องให้บุตรสาวคนรองแต่งเข้าจวนอ๋องให้ได้
“เจ้าซื้อผ้าแบบใดมาให้พี่ใหญ่เจ้าช่วยเลือก” เสิ่นเยว่ซินได้ยินเช่นนั้นก็ชักสีหน้าขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ “อะไร ๆ ก็พี่ใหญ่ ท่านแม่ข้าโตแล้วนะเจ้าคะตัดสินใจเลือกเองได้เจ้าค่ะ”
“แต่ว่าหากเลือกและตัดออกมาไม่ดีเจ้าจะทำให้ตระกูลเสิ่นขายหน้า เจ้าอย่ามาทำตัวเหลวไหล”
“ถ้าเช่นนั้นก็เลือกผ้าและแบบตัดชุดให้ข้าเลยเจ้าค่ะ ข้าขอตัวก่อน” เสิ่นเยว่ซินหมุนตัวจากไปทันที เสิ่นฮูหยินถอนใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย
เสิ่นเยว่เล่อหยิบผ้ามาดูอย่างพิจารณา ใจของนางยังคงรักหมิงอ๋องอยู่เต็มหัวใจ แต่เพราะความก้าวหน้าของตระกูลเสิ่น นางจำเป็นต้องหันเหทิศทางจากหมิงอ๋องมาเป็นรัชทายาท
มายามนี้บิดาและมารดาต้องการให้เสิ่นเยว่ซินแต่งเข้าจวนอ๋อง เพราะต้องการกุมอำนาจเอาไว้ทั้งหมด พี่สาวแต่งรัชทายาทส่วนน้องสาวแต่งกับหมิงอ๋อง จากนั้นตระกูลเสิ่นก็จะยิ่งใหญ่เหนือใคร
“เจ้าเลือกให้นางข้าไม่ไว้ใจหากว่านางเป็นคนเลือก”
“เจ้าคะท่านแม่”
จวนตระกูลจ้าว
“พี่ใหญ่ท่านชอบคุณฟู่จริง ๆ หรือเจ้าคะ?” จ้าวซินอี๋เอ่ยถามพี่ชายด้วยความสงสัย ว่าเขาไปรักไปชอบคุณหนูฟู่ตั้งแต่ตอนไหนกัน เพราะเขาก็เพิ่งมาถึงเมืองหลวงได้ไม่นาน หลังจากไปทำศึกอยู่นานถึงสามปี
“ใช่” จ้าวซีฮั่นเอ่ยตอบอย่างหนักแน่น เขาเห็นนางในหลายวันก่อนที่ตลาด ความงดงามของนางกระแทกใจเขาอย่างจังจึงให้คนไปสืบข่าว ถึงได้รู้ว่านางคือบุตรสาวคนเดียวของเสนาบดีฟู่ ตามที่คนไปสืบข่าวมา นางเป็นคุณหนูผู้เอาแต่ใจและร้ายกาจอยู่มากทีเดียว
แต่ในความร้ายกาจของนางมันมีเหตุผลของมัน ซึ่งเขาที่เป็นแม่ทัพควบคุมทหารหลายแสนนายมองว่านางทำถูกต้องแล้ว เพราะหากว่านางจะต้องปกครองดูแลคน มันจะต้องเด็ดขาดถึงจะมีคนเคารพและเกรงใจ ยิ่งนางอายุน้อยเช่นนี้หากไม่ร้ายคนในปกครองก็จะไม่เกรงกลัว
“แต่ว่าองค์หญิงก็ชอบพี่ใหญ่อยู่นะเจ้าคะ” เขาถอนใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เขาเป็นชายชาติทหารเป็นบุรุษยอดนักรบไม่ชอบฟังคำสั่งของใคร หากว่าเขาต้องออกเรือนกับองค์หญิง เขาจะต้องทำตามคำสั่งของนางไปตลอดชีวิต แค่คิดเขาก็อึดอัดจนหายใจไม่ออกแล้ว
“ก็เรื่องของนางว่าแต่เจ้าเถอะ แผนมัดใจหมิงไปถึงไหนแล้ว?” จ้าวซินอี๋ได้ยินคำถามก็กระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างขัดใจ
“ดูเหมือนคู่แข่งแย่งชิงท่านอ๋องจะมีเยอะมากเลยเจ้าค่ะ ข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรท่านอ๋องถึงจะสนใจข้า” จ้าวซีฮั่นหันมามองนางอย่างเห็นใจ
หมิงอ๋องเป็นโอรสของฮ่องเต้และพระสนมกุ้ยเฟย หน้าตาหล่อเหล่าสง่างามหาใครเทียบได้ ถึงแม้บารมีไม่เทียบเท่ารัชทายาทแต่สตรีต่างใฝ่ฝันอยากครองคู่มากที่สุด
เพราะฮ่องเต้มอบหมายให้เขาและหมิงอ๋องถือตราพยัคฆ์ควบคุมกองทหาร ถือว่ามีอำนาจยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใคร ถึงแม้ตำแหน่งรัชทายาทจะยิ่งใหญ่เหนือคนใต้หล้า แต่อำนาจที่แท้จริงก็คือคนที่ถือตราพยัคฆ์
ซึ่งองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงตระหนักถึงเรื่องนี้ดี เขาจึงไม่ชอบหมิงอ๋องเท่าใดนัก เพราะรู้ดีว่าหมิงอ๋องคือคนที่ฮ่องเต้โปรดปราน ส่วนเขาก็คือคนที่จะต้องครองบัลลังก์คนต่อไปก็เท่านั้นเอง
เขาเป็นสหายคนสนิทของหมิงอ๋อง ย่อมรู้เรื่องตื้นลึกหนาบางของพวกเขาเป็นอย่างดี การที่รัชทายาทขอหมั้นหมายคุณหนูใหญ่เสิ่นเยว่เล่อ ก็เพื่ออยากแย่งชิงสิ่งที่เป็นของหมิงอ๋องให้มาเป็นของตนเอง เพราะอยากกลั่นแกล้งหมิงอ๋องให้เสียใจก็เท่านั้นเอง
เขาไม่ได้มีใจชอบพอคุณหนูใหญ่แต่อย่างใด เขาไม่ได้เอ่ยเรื่องนี้กับหมิงอ๋อง เพราะไม่อยากสร้างความบาดหมางให้กับพวกเขาทั้งสองคน เขารู้ว่าหมิงอ๋องเป็นคนฉลาด ย่อมมองเจตนาของรัชทายาทออกอย่างแน่นอน แต่เพราะสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเขาจึงไม่พูดอะไร
“หากว่าเขาอยู่สูงเกินไป เหตุใดเจ้าไม่มองคนที่อยู่ระดับใกล้เคียงกันเล่า จะได้ไม่ต้องแข่งขันสู้รบกับใคร”
“ไม่เจ้าค่ะ การแข่งขันคือความท้าทายของข้า อย่างไรข้าต้องทำให้ท่านอ๋องชอบข้าให้ได้”
“หากเจ้ามีความมุ่งมั่นเช่นนี้ข้าก็จะเอาใจช่วยแต่ว่า…เจ้าก็ต้องเผื่อความผิดหวังเอาไว้ด้วยละ เพราะหากไม่เป็นดั่งที่คาดหวังเอาไว้จะได้ไม่เสียใจ” จ้าวซินอี๋เชิดหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง นางงดงามถึงเพียงนี้จะผิดหวังได้อย่างไรไม่มีทางเสียละ แต่ว่าคุณหนูรองเสิ่นก็งดงามมาก ไหนจะคุณหนูเซี๊ยะก็งดงามไปทุกกระเบียดนิ้ว เฮ้อ! คิดแล้วหนักใจอยู่เหมือนกัน
อันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย“โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอ
สองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน”อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อ
“การเปลี่ยนตัวรัชทายาทเสด็จพ่ออย่าทรงได้กังวลว่าจะไม่มีใครสนับสนุนองค์ชายสาม ยามนี้ขุนนางเหล่านั้นอยู่ในเงื้อมมือของพระชายา พวกเขามีความผิดนางยังไม่ได้ตัดสินโทษ พวกเขาจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสะใภ้ของข้าทางด้านองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลง จู่ ๆ ก็ถูกองครักษ์วังหลวงมาล้อมตำหนักนับสิบคน จากนั้นท่านราชเลขาประจำราชสำนักก็ออกมาอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน“ประกาศราชโองการ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ด้วยการสั่งนักฆ่าให้ไปสังหารขบวนเดินทางของหมิงอ๋อง พระชายาหมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่กรมยุติธรรม ตลอดระยะเวลาในการเดินทางหลายครั้ง ความผิดในครั้งนี้ไม่อาจให้อภัยได้ จึงขอปลดจากตำแหน่งรัชทายาท เหลือเพียงยศองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลง และจะถูกกักบริเวณจนกว่าจะมีบทลงโทษลงมาอีกครั้ง จบราชโองการ”ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ หมิงเฟยหลงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แข้งขาของเขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จบแล้วทุกอย่างมันจบแล้วไท่จื่อเฟยตกตะลึงไม่ต่างกัน ร่างกายของนางเย
เช้าวันต่อมาบ่าวในจวนตระกูลเสิ่นต่างตกใจและไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของจวนถึงหายไปกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเสิ่น เสิ่นฮูหยิน คุณหนูเสิ่นเยว่ซิน ทำเอาบ่าวในจวนไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องรอดูสักวันสองวันหากว่าพวกเขาหายไปจริง ๆ คงต้องไปแจ้งกับทางการ บ่าวในจวนต่างพูดคุยกันถึงการหายตัวไปของพวกเขาอย่างแปลกใจและสงสัย ทำให้บรรดาตระกูลต่าง ๆ ที่ยามนี้ต่างคอยจับผิดกันและกันอยู่ต่างหูผึ่ง เสนาบดีเสิ่นหายตัวไปพร้อมเสิ่นฮูหยินและคุณหนูเสิ่นเยว่ซินก็หายไปด้วย ทำให้ตระกูลต่าง ๆ ต้องรีบนัดเจอกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน“ข้าคิดว่าเขาอาจจะพาครอบครัวหนีไปแล้ว” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราห์ เพราะหลังจากไปพบพระชายามา เขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว และเขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากหลบหนีความผิด“เป็นเขาจริง ๆ หรือนี่ไม่น่าเชื่อเลย ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับพระชายา เพราะหากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้รอดพ้นโทษประหารชีวิต” เสนาบดีถังเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับเสนาบดีถัง ลำพังจ้างลี่จูเผาบัญชีกู้เงินโทษคงไม่ถึงกับประหารชีวิต” เสนาบดีกู้เอ่ยขึ้น เขานอนไม่หลับทั
“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา”“อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”“เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยา
หลังจากวันนั้นการเดินทางก็ดูเหมือนจะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคใด ๆ จนขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองหลวง โดยมีองค์ชายสามหมิงเฟยหยางออกมาต้อนรับพร้อมตระกูลจ้าวและทหารอีกมากมาย“ยินดีต้อนรับกลับเมืองหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ พระชายา” องค์ชายสามก้มศีรษะให้กับขบวนเดินทางที่วิ่งเข้ามาแล้วหยุดลง “ขอบใจเจ้าสาม ข้าจะแวะพักที่จวนตระกูลฟู่พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”“ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อตามนี้” องค์ชายพยักหน้ารับรู้“อืม” องค์ชายสามรีบกระตุกม้าหันกลับวังหลวง ส่วนขบวนเดินทางก็ตรงไปยังจวนตระกูลฟู่ทันที “องค์หญิงจะตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวหรือว่าจะค้างที่จวนหม่อมฉันเพคะ?” องค์หญิงหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ ตอนนี้นางแต่งงานแล้วก็ควรต้องไปอยู่ที่จวนของตระกูลจ้าว“ข้าคงต้องไปพักที่จวนตระกูลจ้าว แต่ว่าข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ หรือไม่ก็เจ้าแวะไปที่นั่นได้ตลอดเวลา” อันฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยบอกคนขับรถม้าให้ไปส่งองค์หญิงที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นก็คอยไปจวนตระกูลฟู่ของนาง แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อคนขับรถม้ารีบตะโกนบอกอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระชายามีสตรีเป็นลมอยู่ตรงด้านหน้







