LOGINงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา หลังจากทุกคนดื่มสังสรรค์กันจนเต็มที่เต็มเหนี่ยวแล้ว ก็ช่วยกันเก็บของให้เรียบร้อยก่อนจะพากันเข้าบ้านนอน ส่วนคนที่ขยันหน่อยก็พากันไปกรีดยาง แม้จะเมาแต่หากร่างกายยังทำงานไหวพวกเขาเหล่านั้นก็สู้งานไม่ถอย ส่วนใครที่เมาแอ๋จนตัดยางไม่ไหวก็พากันนอนไปตามระเบียบ ส่วนใครที่เป็นวันหยุดพอดีก็สบายตัวไป เพราะจะได้หลับอย่างไม่ต้องห่วงงาน
...ซึ่งคนงานในไร่หรือช้าวบ้านที่นี่มักจะกรีดยางสามเช้าหยุด หรือหมายถึงกรีดยางติดกันสามวันจึงจะหยุดหนึ่งวัน แต่บางที่หรือที่อื่นๆก็อาจจะตัดดองเป็นขี้ยาง ครบอาทิตย์ก็เก็บขี้ยางขาย ซึ่งแต่ละที่ก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความสะดวกว่าจะขายเป็นน้ำยางหรือขายเป็นขี้ยาง แต่ที่สำคัญคือใครกรีดยางหลายไร่ก็จะได้เยอะ หากกรีดน้อยก็จะได้น้อย ใครไหวก็ทำเยอะ ใครไม่ไหวก็ทำแต่พอตัว ชีวิตของคนรับจ้างกรีดยางก็จะวนลูปอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ ส่วนคนที่เป็นเจ้าของสวนเจ้าของไร่ก็แค่รอรับเงินจากส่วนแบ่งของน้ำยางที่ลูกจ้างกรีดมาได้และนำไปขายตามโรงงานหรือกลุ่มรับซื้อน้ำยาง ก็มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ
ด้านจอมทัพกับของขวัญที่เดินเท้ากลับบ้านมาได้ไม่ถึงครึ่งทาง โดยใช้ไฟฉายที่จอมทัพได้ยืมของคนงานมาใช้ก่อนเพื่อส่องนำทางเดิน ฝั่งของขวัญขณะที่เดินอยู่เธอก็เอาแต่กวาดสายตามองไปรอบๆอย่างหวาดกลัว ยิ่งดึกยิ่งมืดยิ่งพาให้บรรยากาศรอบๆวังเวง ทำเธอขนลุกซู่ไปหมดทั้งร่าง กระทั่งทนต่อความกลัวไม่ไหว จึงหันไปเอ่ยเรียกคนตัวโตที่เดินอยู่ข้างกัน
"นายหัวคะ"
"หื้ม" จอมทัพหันมาขานรับในลำคอ
"หนูกลัวค่ะ หนูขอเดินจับแขนนายหัวได้ไหมคะ"
"ได้สิ" ไม่พูดเปล่า เขายื่นแขนแกร่งไปให้เด็กสาวจับ เมื่อเธอเห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มอย่างน่ารัก ก่อนจะรีบคว้าแขนแกร่งของเขาเข้าไปกอดไว้ทันที
"ได้กอดนายหัวแบบนี้หนูค่อยอุ่นใจขึ้นมาหน่อยค่ะ" ของขวัญพูดด้วยใบหน้ายิ้มๆขณะที่สองเท้าเล็กเดินเคียงคู่ไปกับอีกคนเรื่อยๆ
ด้านจอมทัพจึงยกมือใหญ่อีกข้างขึ้นมาวางบนศีรษะเล็กแล้วลูบเบาๆอย่างทะนุถนอม ขณะที่ภายในกายรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาเพราะเด็กสาวกอดแขนเขาแน่นจนไม่สนว่าหน้าอกหน้าใจของตัวเองจะมาเบียดเสียดกับแขนของเขา จะให้เขาบอกเขาเตือนก็ไม่รู้จะพูดยังไง เกรงว่าถ้าพูดออกไปเดี๋ยวเธอจะหาว่าเขาเป็นตาแก่โรคจิตที่คิดอะไรในทางไม่ดี จึงเลือกที่จะเงียบไว้เป็นดีที่สุด พยายามข่มใจไม่ให้รู้สึกไปกับสัมผัสของเจ้าก้อนนุ่นนิ่มที่เบียดแขนเขาอยู่ แต่ทว่ามันก็ทำยากมากเหลือเกินจนเขาเหงื่อแตกไปหมด ทั้งที่ตกดึกอากาศในไร่จะเย็นแต่ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายเขาเย็นไปด้วยเลย กระทั่งเสียงกิ่งไม้หักดังขึ้น...
!
"กรี๊ด!"
หมับ!
เสียงหวานร้องกรี๊ดออกมาด้วยความตกใจกลัวเมื่อได้ยินเสียงกิ่งไม้หัก พร้อมกับร่างบางแต่สัดส่วนอวบอิ่มของเธอกอดหมับเอวสอบของอีกคนเอาไว้ทันที ใบหน้าน่ารักซุกเข้าหาอกแกร่ง กอดเขาแน่นอย่างต้องการที่กำบังและคนปกป้อง
ด้านจอมทัพจึงกอดปลอบเด็กสาวทันที...
"ไม่ต้องกลัวไปยัยหนู แค่เสียงกิ่งไม้หักเอง"
ของขวัญได้ยินเช่นนั้นจึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาจากอกแกร่งขณะที่แขนเรียวเล็กทั้งสองข้างยังคงกอดเอวสอบเอาไว้แน่น ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยสีหน้าหวาดระแวง
"แค่เสียงกิ่งไม้หักแน่นะคะ ไม่ได้มีอะไรออกมาใช่ไหมคะ"
"หึ กลัวขนาดนี้เลยเหรอยัยหนูน้อย เอางี้ถ้าหนูไม่ถือให้ฉันอุ้มหนูเดินกลับบ้านก็ได้นะ" ขณะที่ปากเอ่ยพูดกับเด็กสาว มือใหญ่ก็คอยกอดปลอบและลูบศีรษะเล็กไปด้วย มองเธอด้วยสายตารักใคร่เอ็นดู
"ได้เหรอคะ งั้นอุ้มเลยค่ะหนูไม่ถือหรอก" ในเมื่ออีกคนเสนอมา เธอก็ไม่คิดปฏิเสธเพราะสำหรับเธอเขาก็ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่งที่เธอให้ความเคารพดั่งพ่อ จึงไม่คิดจะถือตัวกับเขา
"ฉันอุ้มหนูได้ แต่หนูห้ามให้ผู้ชายคนไหนเข้าใกล้หรืออุ้มหนูแบบที่จะให้ฉันอุ้มนะ เข้าใจใช่ไหม"
"เข้าใจค่ะ หนูรู้แม่หนูสอนตลอดว่าให้รักนวนสงวนตัว กับนายหัวหนูถือเป็นข้อยกเว้น เพราะหนูนับถือนายหัวเป็นพ่อ เอ่อ... หนูขอโทษค่ะ หนูลืมไปว่านายหัวไม่ชอบให้หนูคิดกับนายหัวแบบนี้" ของขวัญรีบถอยออกห่างก่อนจะก้มหน้างุดเมื่อลืมตัวเผลอพูดในสิ่งที่อีกคนไม่ชอบ
"ช่างเถอะ นี่มันก็ดึกมากแล้ว มาให้ฉันอุ้มมา จะได้ถึงบ้านเร็วๆ"
"ค่ะ" ของขวัญพยักหน้าตอบ แล้วเข้าไปใกล้คนตัวโตตรงหน้า ก่อนที่เขาจะช้อนอุ้มร่างบางของเธอขึ้นมาในท่าอุ้มเด็กหันข้าง สองแขนเรียวเล็กจึงยกขึ้นมาคล้องลำคอหนาเอาไว้ จากนั้นเขาก็อุ้มเธอเดินต่อไปข้างหน้า
ขณะนั้นเธอก็คอยลอบมองใบหน้าหล่อเหลาของคนอายุมากอยู่หลายครั้งต่อหลายครั้ง เธอเผลอมองเขาอย่างไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันก็ได้กลิ่นกายบุรุษตีกับกลิ่นเหล้าที่เขาดื่มไปก็พาให้รู้สึกร้อนรุ่มในกายแปลกๆ แต่เธอก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไร กระทั่งอีกคนแหงนหน้ามามองสบตากัน เธอจึงได้สติรีบหลบสายตาเขาฉับพลัน
"หน้าฉันมีอะไรติดอยู่เหรอ เห็นยัยหนูมองหลายรอบแล้ว"
"นะ หนูมองตอนไหนคะ หนูไม่ได้มองนายหัวซะหน่อย หนูก็มองไปเรื่อยแหละ" ของขวัญตอบปฏิเสธด้วยอาการเลิ่กลั่กเมื่อถูกอีกคนจับได้ว่าเธอเผลอมองเขา
และเมื่อเด็กสาวไม่ยอมรับ จอมทัพจึงอดหมั่นเขี้ยวเธอไม่ได้ ก็เลยแกล้งเสียหน่อย...
"อืม งั้นเหรอ ฉันคงคิดไปเองสินะว่ายัยหนูแอบมองฉัน แต่รู้ใช่ไหมว่าเป็นเด็กโกหกผู้ใหญ่มันบาป"
"นะ หนูก็แค่มองเฉยๆเองค่ะ" เมื่ออีกคนยกเรื่องบุญบาปมาอ้าง ของขวัญจึงยอมรับแต่โดยดี
"ยอมรับแล้วเหรอว่ามองฉัน แล้วเมื่อกี้ยัยหนูจะโกหกทำไม อยากมองก็มองสิฉันไม่ได้ว่าอะไรซะหน่อย"
ของขวัญได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป แต่เลือกพูดเปลี่ยนเรื่องแทน
"นายหัวรีบเดินหน่อยค่ะหนูง่วงแล้ว"
"สั่งฉันเหรอหื้ม" ทว่าจอมทัพก็ยังอดที่จะพูดแกล้งไม่ได้
"เปล่าค่ะ งั้นนายหัวปล่อยหนูลงก็ได้ ใกล้ถึงบ้านแล้วหนูไม่ค่อยกลัวแล้วค่ะ เดี๋ยวหนูลงเดินเอง"
"ใช้เสร็จแล้วจะถีบหัวส่งเหรอ"
"เปล่าค่ะ ทำไมนายหัวชอบพูดแกล้งหนูจัง"
"ก็ยัยหนูเป็นเด็กน่ารักหนิ ให้ฉันแกล้งหน่อยไม่ได้เหรอ หื้ม"
เมื่อโดนชมรอยยิ้มหวานก็ฉายขึ้นมาบนใบหน้าน่ารักทันทีราวกับคนบ้ายอ
"โอเคค่ะ ชมกันขนาดนี้งั้นหนูยอมให้นายหัวแกล้งหนูตลอดชีวิตเลยค่ะ"
สิ้นคำพูดประโยคนี้ของเด็กสาว ทำเอาจอมทัพชะงักนิ่งไปชั่วขณะ มองเธออย่างไม่ละสายตา ก่อนจะเอ่ยพูดออกมาเบาๆราวกับคนตกอยู่ในภังค์
"อย่าพูดแบบนี้สิยัยหนูน้อย เหมือนหนูกำลังให้ความหวังคนแก่อย่างฉันเลยนะ"
"คะ?"
"ไม่มีอะไรหรอก ถึงบ้านแล้วรีบเข้าห้องไปนอนเถอะ"
"ค่ะ"
ขณะนั้นก็เดินมาถึงบ้านพอดี จอมทัพจึงวางเด็กสาวลงยืนบนพื้น ก่อนที่เสียงหวานจะเอ่ยพูดต่อ
"งั้นหนูไปนอนก่อนนะคะ ฝันดีนะคะนายหัว"
"อือ ฝันดีเช่นกันนะยัยหนู" เขาพูดพลางยกมือใหญ่ข้างหนึ่งขึ้นมาวางบนศีรษะเล็กแล้วลูบเบาๆอย่างเอ็นดู
จากนั้นเด็กสาวก็เดินเข้าห้องตัวเองไป โดยมีดวงตาคู่คมจับจ้องมองเธอไม่วางตา ขณะที่ในหัวของเขาเอาแต่คิดถึงคำพูดของเด็กสาวเมื่อครู่ที่ว่า 'ชมกันขนาดนี้งั้นหนูยอมให้นายหัวแกล้งหนูตลอดชีวิตเลยค่ะ' ประโยคนี้ของเธอดังก้องซ้ำๆอยู่ในหัวของเขา หากเธอจะอยู่ให้เขาแกล้งตลอดชีวิตอย่างที่เธอพูดมาจริงๆ นั่นก็แสดงว่าเธอจะไม่ไปไหน เธอจะอยู่กับเขาตลอดชีวิตงั้นเหรอ แต่คิดไปคิดมาก็นึกตลกตัวเองที่เก็บคำพูดของเด็กมาคิดจริงจัง ทั้งที่เธอแค่อาจจะพูดเล่นแต่เขาดันจริงจังไปเสียได้ โดยที่ยังคงยืนมองประตูห้องของเด็กสาวอยู่นานไม่ยอมไปไหน กระทั่งตัดใจเลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วเดินกลับขึ้นห้องของตัวเองไป
เมื่อเดินออกมาดูอีกคนที่เดินหายออกมาทางหน้าบ้าน ก็เห็นเขายืนกอดอกอยู่ข้างริมรั้ว นึกว่าจะไปไหนได้ที่แท้มายืนงอนอยู่ตรงนี้ เห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูคนแก่ขี้น้อยใจ เธอจึงเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลังแล้วเอ่ยถามเขาน้ำเสียงหวาน“นายหัวโกรธหนูเหรอคะ”“...”ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากอีกคน เธอจึงไม่รอช้าที่จะง้อเขาต่อขณะที่ยังสวมกอดเอวสอบไม่ยอมปล่อย“หนูขอโทษนะคะที่พูดกับนายหัวแบบนั้น ช่วงนี้หนูแค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะค่ะ นายหัวไม่โกรธหนูนะ” เมื่อเธอพูดจบอีกคนก็หันมาประจันหน้ากัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธอ“ฉันต่างหากที่ควรขอโทษยัยหนู ยัยหนูดูแลลูกของเราก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังทำตัวงี่เง่าเพิ่มภาระให้หนูอีก ฉันมันเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม”สิ้นเสียงทุ้ม คิ้วเรียวเล็กจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนเสียงหวานจะบ่นพึมพำเบาๆคนเดียว“คนแก่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้ทุกคนเลยไหมนะ หรือว่านายหัวจะเป็นวัยทอง”“อะไรทองๆนะ”เมื่อได้ยินอีกคนถาม ของขวัญจึงได้สติและกลับมาโฟกัสที่ประเด็นหลักต่อ“ไม่มีอะไรค่ะ นายหัวฟังหนูนะคะ นายหัวเป็นสามีและเป็นพ่อของลูกที่ดีมากค่ะ แต่ละวันนายหัวทำงาน
หกปีต่อมาหลังจากของขวัญเรียนจบ เธอกับจอมทัพก็แต่งงานกันทันที งานแต่งของทั้งคู่จัดขึ้นใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ่าวและไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวน้อยหน้าใคร แขกเหรื่อมากันมากมายเป็นที่พูดถึงกันไม่ขาดปาก จนสาวๆในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาเจ้าสาวกันเป็นแถวที่ได้สามีหล่อรวยและเพอร์เฟคไปทุกอย่าง ส่วนหนุ่มๆก็เช่นเดียวกัน ต่างพากันอิจฉาเจ้าบ่าวเฒ่าที่ได้เมียเด็กทั้งสาวทั้งสวยและน่ารักไม่มีที่ติ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าบ่าวเฒ่าจริงๆหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ตอนนี้อายุได้หนึ่งขวบสองเดือนแล้ว มีนามว่า เจ้าขุน เด็กน้อยน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูและอ้วนท้วมสมวัยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน เว้นแต่คนเป็นพ่อที่แอบอิจฉาลูกตัวเองที่มาแย่งความรักของเมียไปจากตน แม้จะรักลูกไม่ต่างกับคนอื่น แต่ก็แอบนอยด์ที่ตนไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเมียเหมือนแต่ก่อน เพราะมีลูกจึงโดนแย่งความรักความสนใจไปหมด ซึ่งเขารู้ตัวดีว่าไม่ควรคิดเช่นนี้กับลูกในสายเลือด แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ จากเคยเป็นที่หนึ่งตอนนี้กลับเป็นรองใครบ้างจะไม่นอยด์“นายหัวให้ลูกดูโทรศัพท์อีกแล้วเหรอคะ หนูบอกแล้วไงว่าลูกยังเล็กไม่ควรให้เล่นโทรศัพท์ แล้วนี่
เวลาต่อมา20:35 น.“นายหัวเห็นขนมหนูไหมคะ” เมื่อหาขนมที่เหลือไม่เจอ ของขวัญจึงหันไปถามอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาจึงละสายตาจากหนังสือหันมาพูดกับเธอ“แล้วที่ถืออยู่นั่นไม่ใช่ขนมเหรอ” ปากขยับพูดกับเด็กสาวขณะสายตาหลุบมองขนมในมือเล็กที่ถืออยู่หนึ่งห่อ“ก็ใช่ค่ะ แต่หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ กลับจากสวนหนูเอาใส่ไว้ในลิ้นชักตรงนี้ แต่ทำไมมันถึงมีแค่ห่อเดียว” ขณะพูดใบหน้าก็เริ่มงองำ เธอจำได้แม่นว่าตอนกลับจากสวนเธอเอาขนมที่เหลือสามห่อเก็บไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียง แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ห่อเดียว แล้วอีกสองห่อมันหายไปไหน“ยัยหนูจำผิดรึเปล่าครับ”“ไม่นะคะ หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ หนูกะว่าอาบน้ำเสร็จจะมากิน แต่ทำไมถึงมีอยู่แค่หอเดียว หรือว่านายหัวแอบกินของหนูคะ” เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่น่าสงสัย ทว่าอีกคนแม้จะถูกเธอกล่าวหาแต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนที่เขาจะพูดกับเธออย่างใจเย็น“ฉันไม่ชอบกินขนมฉันจะไปแย่งยัยหนูกินทำไม อีกอย่างขนมพวกนี้ฉันเป็นคนซื้อ ถ้าฉันจะกินจริงๆฉันไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาแอบกินของยัยหนูเลย”“ก็จริง แต่มันหายไปไหนสองห่อนะ” ยิ่ง
สองเดือนต่อมาหลังจากที่ราเชนทร์พาเมียและลูกไปพบหน้าคนที่บ้าน ทางด้านพ่อแม่ของเขาก็ชอบในตัวเข็มมุกและเอ็นดูในตัวของขวัญเป็นอย่างมาก ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็พิสูจน์ได้จากความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด แม้ปู่ย่าจะไม่ได้เลี้ยงดูหลานมาแต่ก็สัมผัสได้ถึงสายเลือดของตน โดยไม่ต้องใช้เหตุผลใดๆแค่เห็นหน้าหลานครั้งแรกพวกท่านก็รู้สึกรักแล้วทุกอย่างลงเอยด้วยดี ซึ่งตอนนี้เข็มมุกก็ได้ย้ายไปอยู่กับราเชนทร์เรียบร้อยแล้ว ส่วนจอมทัพกับของขวัญก็อยู่ด้วยกันเช่นเดิม ทุกคนต่างได้อยู่กับคนที่รักสมใจ โดยที่คอยแวะเวียนไปหากันตลอดแล้วแต่ใครจะสะดวกมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นราเชนทร์กับเข็มมุกที่เป็นฝ่ายแวะเวียนมาหาลูกสาว เนื่องจากมีลูกสาวอยู่คนเดียวก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา แม้ว่าลูกจะมีคนรักที่คอยดูแลอยู่แล้วเป็นอย่างดี ทว่าคนเป็นพ่อแม่ก็ยังคงห่วงลูกเสมอทางจอมทัพกับของขวัญก็ยังคงใช้ชีวิตในแต่ละวันวนลูปอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือความรักที่พวกเขามีให้กันไม่เคยลดน้อยลงเลย วันไหนเด็กสาวมีเรียนจอมทัพก็จะคอยไปรับไปส่งเธอที่มหาลัยเหมือนเช่นเคย โดยที่มีนักศึกษาหนุ่มคอยมาเกาะแกะเมียเด็กของเขาให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็ต้องคอยจัดการค
ด้านของขวัญแม้จะเห็นท่อนเอ็นของอีกคนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยชินกับความใหญ่โตของมันสักที ทุกครั้งที่เห็นมันก็ใจเต้นแรงตลอด รู้สึกหวั่นๆทุกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลัวมันนั่นแหละ แต่ทว่าต่อให้กลัวแค่ไหนเธอก็ยังอยากที่จะทำให้เขาอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเขาที่กำลังใช้มือชักสาวท่อนเอ็นลำใหญ่ของตัวเองไม่หยุด“ละ แล้วหนูต้องทำยังไงคะ”“จับมันแบบนี้ครับ” ไม่สอนปากเปล่า มือใหญ่จับมือเล็กมากุมท่อนเอ็นของตัวเอง ก่อนจะนำพามือเล็กชักสาวมันขึ้นลงเบาๆ แล้วเอ่ยสอนต่อพร้อมกับมือใหญ่อีกข้างคอยลูบศีรษะเล็กเบาๆ“ยัยหนูแลบลิ้นออกมาเลียตรงหัวมันก่อน หรือจะเลียทั้งลำก็ได้แล้วค่อยอมมันเข้าไป จากนั้นก็ดูดมันเหมือนไอติมแท่งเลยครับ พอทำได้ไหม”“ได้ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าตอบทันทีที่อีกคนสอนจบ จากนั้นเธอจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วพ้นลมออกแรงๆเพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่ต้องทำ จนอีกคนที่มองอยู่หลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูกับท่าทีของเธอในตอนนี้ เขารู้ดีว่าเด็กสาวทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวที่จะทำเช่นนี้ให้เขา แต่แค่เธอมีใจอยากทำให้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วขณะที่นั่งมองเด็กสาวไม่ละสายตา เมื่อเห็นเธอค่อยๆเลื่อนใบหน้า
ทางด้านจอมทัพที่อุ้มกระเตงเด็กสาวเข้ามาในห้อง ก็วางร่างบางของเธอลงบนโต๊ะทำงาน ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ขณะที่กายแกร่งของเขาแทรกกลางตรงหว่างขาเธอไม่ห่าง สองแขนแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงอ่อนโยน“ยัยหนู เมื่อกี้หนูน่ารักมากเลยรู้ไหม รู้จักปกป้องฉันด้วย”“ก็หนูรักนายหัวหนิคะ หนูก็ต้องปกป้องนายหัวอยู่แล้ว““ฉันก็รักยัยหนูนะ”“รักมากแค่ไหนคะ” ขณะเอ่ยถามอีกคนสองแขนเรียวเล็กก็เลื่อนขึ้นมาคล้องลำคอหนาเอาไว้ เอียงใบหน้าเล็กน้อย มองอีกคนตาแป๋วอย่างรอคำตอบ ก่อนจะได้ยินเขาตอบออกมาน้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู“ฉันรักหนูมาก มากจนหนูคิดไม่ถึงหรอก”“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ แต่ถ้าเราอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆนายหัวก็ต้องมีเบื่อหนูเข้าสักวันแหละ พอเบื่อแล้วทิ้งหนูขึ้นมาทำไง”หมับ!สิ้นเสียงหวาน จอมทัพก็จับล็อคใบหน้าเล็กเข้ามาแล้วกัดริมฝีปากล่างของเธอไปหนึ่งที เด็กสาวจึงส่งเสียงร้องอยู่ในลำคอด้วยความเจ็บ“อื้อ!”พอเขาผละปากออก เธอก็แว้ดใส่เขาทันทีขณะใบหน้าน่ารักงองำ“นายหัวกัดปากหนูทำไมคะ”“ก็โทษฐานที่ยัยหนูพูดจาไม่น่าฟังยังไงล่ะ”“บอกกันดีๆก็ได้หนิคะไม่เห็นต้องกัดกันเลย หนูเจ็บ” ไม่พูดเ
หลังจากซื้อของเสร็จ บัวก็มาส่งของขวัญที่หน้าบ้านของนายหัว ด้านของขวัญที่ลงจากท้ายรถของน้าสาว ก็ไม่ลืมที่จะถอดเสื้อคลุมแขนยาวคืนให้น้าสาวของเธอที่ให้ยืมมาใส่กันแดดก่อน จากนั้นก็เอ่ยขอบคุณพร้อมกับพนมมือไหว้"ขอบคุณน้าบัวมากนะคะที่พาหนูไปซื้อของ""ไม่เป็นไร คราวหลังอยากไปไหนก็มาบอกน้าได้ตลอด เดี๋ยวน้า
"แม่ขาคุณยายอนุญาตแล้วค่ะ ว่าแต่น้าบัวพักอยู่ห้องไหนเหรอคะหนูจะได้ไปหาถูก" ขณะที่ปากขยับถามคนเป็นแม่ สายตาก็สอดส่องชะเง้อคอมองไปยังบ้านพักห้องแถวของคนงานที่อยู่ไม่ไกลมากนัก สามารถมองเห็นคนงานที่บ้านพักกำลังเดินไปเดินมา บ้างก็นั่งกันอยู่หน้าห้องพักที่มองเห็นได้ในระยะสายตา เมื่อคนเป็นแม่เอ่ยตอบจึงหัน
เช้าวันต่อมา"ข้าวเช้าเสร็จยัง"สองแม่ลูกที่กำลังวุ่นอยู่ในครัว เมื่อได้ยินเสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้นก็ทำเอาคนเป็นลูกที่กำลังยืนล้างอุปกรณ์ทำครัวอยู่หยุดชะงักนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะเลือกไม่สนใจยืนล้างของต่อ"เสร็จแล้วค่ะ นายหัวจะกินข้าวเช้าเลยไหมคะ" เป็นเข็มมุกที่หันมาเอ่ยตอบก่อนจะถามกลับ โดยไม่ทันได้สนใ
"จริงด้วย น้าบัวเคยบอกหนูว่าคนงานและชาวบ้านที่นี่ต่างเคารพและเกรงกลัวนายหัวกันทั้งนั้น งั้นหนูกับแม่ก็อยู่ที่นี่ได้อย่างสบายใจแล้วสินะคะ" ของขวัญพูดตอบกลับไปน้ำเสียงใสแจ๋ว พูดไปยิ้มไปอย่างคลายความกังวลเมื่อเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าน้าบัวของเธอเคยบอกถึงกิตติศัพท์ของคนตรงหน้าไว้ว่าอย่างไร"ใช่ ยัยหนูอยู่ที่







