เข้าสู่ระบบสามเดือนต่อมา
เวลาล่วงเลยผ่านไปสามเดือนเร็วเหมือนสามวัน ปุบปับของขวัญก็กลายเป็นสาวมหาลัยไปแล้ว โดยมีจอมทัพเป็นธุระเรื่องเรียนให้ทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องสอบเข้ามหาลัยจนสอบติดในคณะที่อยากเรียน แม้กระทั่งเดินทางไปเรียนมหาลัยจอมทัพก็คอยไปรับไปส่งของขวัญตลอด
ในตอนแรกด้านเข็มมุกไม่เห็นด้วยเพราะมหาลัยอยู่ในตัวเมือง ต้องใช้เวลาขับรถเป็นชั่วโมงกว่าจะไปถึง หากให้อีกคนขับรถไปรับไปส่งลูกสาวเธอก็เกรงใจเขาอยู่มาก จะให้ลูกสาวย้ายไปอยู่หอพักในตัวเมืองจะได้เดินทางไปเรียนสะดวกก็เป็นห่วงลูกอีก ไม่อยากให้ลูกอยู่ไกลหูไกลตา สุดท้ายคิดไปคิดมาเข็มมุกก็ยอมให้จอมทัพไปรับไปส่งลูกสาวของเธอ โดยในช่วงอาทิตย์แรกของการเปิดเรียนเธอจะไปรับไปส่งลูกสาวกับจอมทัพด้วย แต่พอสังเกตการณ์แล้วว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรือต้องเป็นกังวล ก็เลยไว้ใจปล่อยให้จอมทัพไปรับไปส่งลูกสาวของเธอเอง โดยไม่มีเธอคอยติดรถตามไปด้วยอีก
ซึ่งวันนี้เป็นวันเสาร์ เป็นวันหยุดเรียน ของขวัญอยู่บ้านก็ทำกิจประจำวันของตัวเองเหมือนเช่นเคย ใช้ชีวิตวนลูปไปแบบนั้น โดยช่วงเสาร์อาทิตย์หากมีโอกาสเธอก็มักจะขอเข้าสวนกับอีกคนตลอด ซึ่งเขาก็ใจดีกับเธอมาก พาเธอไปทุกครั้งที่เธอขอไปด้วย ไม่เคยมีปฏิเสธเธอเลย
วันนี้ก็เช่นกัน เขาพาเธอเข้าสวนทุเรียนตั้งแต่ช่วงบ่าย พอตกเย็นก็พากันกลับบ้านมาทานข้าวมื้อเย็นพร้อมหน้าพร้อมตากับคนในบ้าน แต่ทว่าในขณะที่ทุกคนกำลังทานข้าวกันอยู่ แขกประจำของบ้านที่หายหน้าหายตาไปนานหลายเดือนวันนี้ก็โผล่หน้ามาให้เห็น
"พ่อครับแม่ครับคิดถึงผมไหม" เสียงผู้ชายคนหนึ่งที่มีนามว่า ราเชนทร์ เพื่อนสนิทคนเดียวของจอมทัพ เดินเข้ามาทักทายพ่อแม่ของเพื่อนสนิทตนอย่างสนิทสนม ท่าทางขี้เล่นตามสไตล์เขา แต่ทว่าเมื่อสายตาของเขาดันไปสะดุดเข้ากับหญิงสาวที่รุ่นราวคราวเดียวกับตน คนคุ้นเคยเมื่อหลายสิบปีก่อนนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยก็ทำเอาตกใจเป็นอย่างมาก จากคราแรกที่ยิ้มได้บัดนี้รอยยิ้มนั้นก็หายไป คิ้วหนาขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยว่าเหตุใดเธอถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่
"อ้าวเจ้าเชนทร์ หายหน้าหายตาไปนานเลยนะ กินข้าวเย็นมาหรือยังล่ะ มาๆ มากินข้าวด้วยกัน"
กระทั่งได้ยินเสียงแหบแห้งไปตามวัยของชายชราหรือพ่อของเพื่อนหันมาพูดด้วย ราเชนทร์จึงได้สติหันกลับไปมองผู้ใหญ่ก่อนจะพนมมือไหว้พ่อแม่ของเพื่อน แล้วเดินไปนั่งข้างเพื่อนสนิทของตนที่มีเก้าอี้ว่างอยู่หนึ่งตัวพอดี
ด้านเข็มมุกที่เห็นชายคนที่ตัวเองเคยรู้จักดีเมื่อหลายสิบปีก่อน คราแรกก็ตกใจมากเช่นกันเพราะไม่คิดว่าโลกมันจะกลมขนาดนี้ แต่ก็พยายามตั้งสติก่อนจะทำเป็นไม่สนใจอะไร ราวกับว่าไม่เคยรู้จักอีกคนมาก่อน ทั้งที่ในใจตอนนี้รู้สึกกลัวและกระวนกระวายไปหมด กลัวว่าเรื่องราวระหว่างเธอกับเขาจะถูกเปิดเผย คนอื่นจะยังไงเธอไม่สน เธอแคร์เธอสนแค่ความรู้สึกของลูกสาวเธอคนเดียวเท่านั้น
"อ่อ นี่เข็มมุกเป็นแม่บ้านที่นี่ ส่วนนี่ก็หนูของขวัญลูกสาวของเข็มมุก"
"ลูกสาว!" ราเชนทร์ถึงกับอุทานออกมาเสียงดังเมื่อได้ยินแม่ของเพื่อนบอกว่าเด็กสาวที่นั่งอยู่ด้วยเป็นลูกสาวของเข็มมุก เขาจ้องมองเด็กสาวไม่ละสายตาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม ทำเอาคนที่ถูกจ้องทำตัวแทบไม่ถูกกับสายตาของเขา แต่เด็กสาวก็ไม่ลืมพนมมือไหว้อย่างนอบน้อม จนราเชนทร์เห็นแล้วก็รู้สึกเอ็นดู และยกมือรับไหว้เด็กสาวกลับ โดยที่มองเด็กสาวอยู่อย่างนั้นไม่ละสายตาไปไหน ขณะเดียวกันจอมทัพที่นั่งมองอยู่จึงพูดขึ้น
"ตกใจอะไรของมึง"
เสียงของเพื่อนทำให้ราเชนทร์ได้สติทันที ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วพูดกับเพื่อน
"เปล่า กูแค่เห็นว่าเข็มมุกเธอยังดูสาวอยู่เลย ไม่คิดว่าจะมีลูกโตขนาดนี้"
"เข็มมุกก็อายุเท่ามึงกับกู ยัยหนูของขวัญก็อายุสิบแปด แม่กับลูกห่างกันยี่สิบปีก็อยู่ในวัยที่เหมาะสมดีหนิ" จอมทัพพูดออกมาด้วยท่าทีนิ่งๆ คำพูดของเขาแฝงบางอย่างเอาไว้โดยมีแค่เขาเท่านั้นที่รู้ดี พลางชำเลืองมองไปยังเด็กสาวอยู่ตลอด
ด้านราเชนทร์เลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ แต่ใครจะรู้ว่าข้างในเขากำลังคิดอะไรอยู่ กระทั่งเด็กสาวที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยพูดกับเขาด้วยใบหน้ายิ้มๆ
"คุณอาจะรับข้าวไหมคะเดี๋ยวหนูไปตักมาให้"
แค่เพียงได้ยินเสียงหวานเล็กๆอีกทั้งใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กสาวที่กำลังยิ้มให้ ราเชนทร์ก็รู้สึกอุ่นวาบในหัวใจ แทบจะหลั่งน้ำตาออกมาอัตโนมัติ แต่ก็ต้องข่มความรู้สึกเอาไว้ไม่เผยออกมาให้ใครได้เห็น ก่อนจะเอ่ยตอบเด็กสาวไป
"ครับ ไปตักข้าวมาเลย ขอบคุณนะหนู"
"ค่ะ" ของขวัญพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะดันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินไปตักข้าวสวยร้อนๆใส่จานมาให้แขกของบ้านทันที
ด้านจอมทัพที่มองอยู่ ในขณะที่เด็กสาววางจานข้าวลงบนโต๊ะตรงหน้าเพื่อนของเขา พอเห็นเพื่อนยิ้มให้เด็กสาวและเธอก็ดันยิ้มตอบ ก็ทำเอาหงุดหงิดใจไม่น้อย แต่ก็พูดอะไรมากไม่ได้ ทำได้แค่ข่มความรู้สึกเอาไว้
จากนั้นเมื่อเด็กสาวเดินกลับมานั่งที่ของตัวเอง ทุกคนก็ต่างกินข้าวกันต่อ โดยพูดคุยถามไถ่กันไปเรื่อย
"หายไปหลายเดือนเลยนะเจ้าเชนทร์ ช่วงนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ" ศรที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเอ่ยถามเพื่อนสนิทของลูกชายที่ตนรักและเอ็นดูเหมือนลูกอีกคน ราเชนทร์จึงเอ่ยตอบตามปกติ
"ก่อนหน้านี้ผมยุ่งกับปัญหาที่หอพักน่ะครับ ลูกน้องจัดการไม่ได้ผมก็เลยต้องจัดการเอง แต่ตอนนี้เคลียร์ปัญหาเสร็จแล้ว ทุกอย่างกลับมาเข้าที่เข้าทางก็หายเหนื่อยหน่อย พอว่างก็เลยมาหาพ่อกับแม่เนี่ยแหละครับ พ่อกับแม่ผมฝากของมาให้เยอะเลย แต่อยู่ในรถผมยังไม่ได้เอาลงมา"
...ราเชนทร์ทำธุระกิจส่วนตัวเปิดหอพักอยู่ในตัวเมือง ส่วนใหญ่คนมาเช่าหอก็จะเป็นพวกนักศึกษาและคนวัยทำงาน ซึ่งมักจะมีปัญหาจิปาถะให้ต้องจัดการอยู่เรื่อยๆ แต่มันก็เป็นปกติของคนที่ทำธุระกิจนี้อยู่แล้ว เพราะคนที่มาเช่าหอก็มากหน้าหลายตา ร้อยพ่อพันแม่จะมีปัญหาการอยู่ร่วมกันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ เขาที่เป็นเจ้าของหอจึงต้องคอยมาจัดการเรื่องจุกจิกพวกนี้อยู่เรื่อยไป...
"อือ ขอบใจพ่อกับแม่ด้วยนะที่มีของฝากมาให้ตลอด แล้วคืนนี้จะนอนค้างที่นี่ไหม" ศรเอ่ยถามต่อ
"นอนครับ ผมว่าจะค้างสักสองวันค่อยกลับวันจันทร์ หรืออาจจะอยู่นานกว่านี้ถ้าพ่อกับแม่ไม่เบื่อหน้าผมซะก่อน"
สิ้นคำพูดติดเล่นของราเชนทร์ ก็เป็นจันทร์ทิพย์ที่พูดขึ้นมา
"ไม่เบื่อหรอก อยู่ได้นานเท่าที่อยากอยู่เลย เดี๋ยวทานข้าวเสร็จแม่จะให้เข็มมุกไปจัดห้องให้"
"ครับ" ราเชนทร์รับคำของแม่เพื่อน แต่ทว่าสายตาเขากลับชำเลืองมองไปยังเข็มมุกที่มองมาทางเขาอยู่ก่อนแล้ว แต่สายตาของเธอที่มองมาคล้ายกับไม่พอใจเขา ก่อนที่เธอจะหลบสายตาหันมองไปทางอื่น ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน อีกทั้งเธอยังมีลูกแล้ว แต่เธอก็ยังคงสวยดูดีไม่เปลี่ยนเลย ตกมาถึงลูกที่หน้าตาดีเหมือนแม่ไม่มีผิด แต่ทว่ามีแค่ในตาของเด็กสาวที่ดูยังไงก็ เหมือนเขา... ต
เมื่อเดินออกมาดูอีกคนที่เดินหายออกมาทางหน้าบ้าน ก็เห็นเขายืนกอดอกอยู่ข้างริมรั้ว นึกว่าจะไปไหนได้ที่แท้มายืนงอนอยู่ตรงนี้ เห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูคนแก่ขี้น้อยใจ เธอจึงเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลังแล้วเอ่ยถามเขาน้ำเสียงหวาน“นายหัวโกรธหนูเหรอคะ”“...”ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากอีกคน เธอจึงไม่รอช้าที่จะง้อเขาต่อขณะที่ยังสวมกอดเอวสอบไม่ยอมปล่อย“หนูขอโทษนะคะที่พูดกับนายหัวแบบนั้น ช่วงนี้หนูแค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะค่ะ นายหัวไม่โกรธหนูนะ” เมื่อเธอพูดจบอีกคนก็หันมาประจันหน้ากัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธอ“ฉันต่างหากที่ควรขอโทษยัยหนู ยัยหนูดูแลลูกของเราก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังทำตัวงี่เง่าเพิ่มภาระให้หนูอีก ฉันมันเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม”สิ้นเสียงทุ้ม คิ้วเรียวเล็กจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนเสียงหวานจะบ่นพึมพำเบาๆคนเดียว“คนแก่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้ทุกคนเลยไหมนะ หรือว่านายหัวจะเป็นวัยทอง”“อะไรทองๆนะ”เมื่อได้ยินอีกคนถาม ของขวัญจึงได้สติและกลับมาโฟกัสที่ประเด็นหลักต่อ“ไม่มีอะไรค่ะ นายหัวฟังหนูนะคะ นายหัวเป็นสามีและเป็นพ่อของลูกที่ดีมากค่ะ แต่ละวันนายหัวทำงาน
หกปีต่อมาหลังจากของขวัญเรียนจบ เธอกับจอมทัพก็แต่งงานกันทันที งานแต่งของทั้งคู่จัดขึ้นใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ่าวและไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวน้อยหน้าใคร แขกเหรื่อมากันมากมายเป็นที่พูดถึงกันไม่ขาดปาก จนสาวๆในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาเจ้าสาวกันเป็นแถวที่ได้สามีหล่อรวยและเพอร์เฟคไปทุกอย่าง ส่วนหนุ่มๆก็เช่นเดียวกัน ต่างพากันอิจฉาเจ้าบ่าวเฒ่าที่ได้เมียเด็กทั้งสาวทั้งสวยและน่ารักไม่มีที่ติ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าบ่าวเฒ่าจริงๆหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ตอนนี้อายุได้หนึ่งขวบสองเดือนแล้ว มีนามว่า เจ้าขุน เด็กน้อยน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูและอ้วนท้วมสมวัยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน เว้นแต่คนเป็นพ่อที่แอบอิจฉาลูกตัวเองที่มาแย่งความรักของเมียไปจากตน แม้จะรักลูกไม่ต่างกับคนอื่น แต่ก็แอบนอยด์ที่ตนไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเมียเหมือนแต่ก่อน เพราะมีลูกจึงโดนแย่งความรักความสนใจไปหมด ซึ่งเขารู้ตัวดีว่าไม่ควรคิดเช่นนี้กับลูกในสายเลือด แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ จากเคยเป็นที่หนึ่งตอนนี้กลับเป็นรองใครบ้างจะไม่นอยด์“นายหัวให้ลูกดูโทรศัพท์อีกแล้วเหรอคะ หนูบอกแล้วไงว่าลูกยังเล็กไม่ควรให้เล่นโทรศัพท์ แล้วนี่
เวลาต่อมา20:35 น.“นายหัวเห็นขนมหนูไหมคะ” เมื่อหาขนมที่เหลือไม่เจอ ของขวัญจึงหันไปถามอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาจึงละสายตาจากหนังสือหันมาพูดกับเธอ“แล้วที่ถืออยู่นั่นไม่ใช่ขนมเหรอ” ปากขยับพูดกับเด็กสาวขณะสายตาหลุบมองขนมในมือเล็กที่ถืออยู่หนึ่งห่อ“ก็ใช่ค่ะ แต่หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ กลับจากสวนหนูเอาใส่ไว้ในลิ้นชักตรงนี้ แต่ทำไมมันถึงมีแค่ห่อเดียว” ขณะพูดใบหน้าก็เริ่มงองำ เธอจำได้แม่นว่าตอนกลับจากสวนเธอเอาขนมที่เหลือสามห่อเก็บไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียง แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ห่อเดียว แล้วอีกสองห่อมันหายไปไหน“ยัยหนูจำผิดรึเปล่าครับ”“ไม่นะคะ หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ หนูกะว่าอาบน้ำเสร็จจะมากิน แต่ทำไมถึงมีอยู่แค่หอเดียว หรือว่านายหัวแอบกินของหนูคะ” เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่น่าสงสัย ทว่าอีกคนแม้จะถูกเธอกล่าวหาแต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนที่เขาจะพูดกับเธออย่างใจเย็น“ฉันไม่ชอบกินขนมฉันจะไปแย่งยัยหนูกินทำไม อีกอย่างขนมพวกนี้ฉันเป็นคนซื้อ ถ้าฉันจะกินจริงๆฉันไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาแอบกินของยัยหนูเลย”“ก็จริง แต่มันหายไปไหนสองห่อนะ” ยิ่ง
สองเดือนต่อมาหลังจากที่ราเชนทร์พาเมียและลูกไปพบหน้าคนที่บ้าน ทางด้านพ่อแม่ของเขาก็ชอบในตัวเข็มมุกและเอ็นดูในตัวของขวัญเป็นอย่างมาก ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็พิสูจน์ได้จากความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด แม้ปู่ย่าจะไม่ได้เลี้ยงดูหลานมาแต่ก็สัมผัสได้ถึงสายเลือดของตน โดยไม่ต้องใช้เหตุผลใดๆแค่เห็นหน้าหลานครั้งแรกพวกท่านก็รู้สึกรักแล้วทุกอย่างลงเอยด้วยดี ซึ่งตอนนี้เข็มมุกก็ได้ย้ายไปอยู่กับราเชนทร์เรียบร้อยแล้ว ส่วนจอมทัพกับของขวัญก็อยู่ด้วยกันเช่นเดิม ทุกคนต่างได้อยู่กับคนที่รักสมใจ โดยที่คอยแวะเวียนไปหากันตลอดแล้วแต่ใครจะสะดวกมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นราเชนทร์กับเข็มมุกที่เป็นฝ่ายแวะเวียนมาหาลูกสาว เนื่องจากมีลูกสาวอยู่คนเดียวก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา แม้ว่าลูกจะมีคนรักที่คอยดูแลอยู่แล้วเป็นอย่างดี ทว่าคนเป็นพ่อแม่ก็ยังคงห่วงลูกเสมอทางจอมทัพกับของขวัญก็ยังคงใช้ชีวิตในแต่ละวันวนลูปอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือความรักที่พวกเขามีให้กันไม่เคยลดน้อยลงเลย วันไหนเด็กสาวมีเรียนจอมทัพก็จะคอยไปรับไปส่งเธอที่มหาลัยเหมือนเช่นเคย โดยที่มีนักศึกษาหนุ่มคอยมาเกาะแกะเมียเด็กของเขาให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็ต้องคอยจัดการค
ด้านของขวัญแม้จะเห็นท่อนเอ็นของอีกคนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยชินกับความใหญ่โตของมันสักที ทุกครั้งที่เห็นมันก็ใจเต้นแรงตลอด รู้สึกหวั่นๆทุกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลัวมันนั่นแหละ แต่ทว่าต่อให้กลัวแค่ไหนเธอก็ยังอยากที่จะทำให้เขาอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเขาที่กำลังใช้มือชักสาวท่อนเอ็นลำใหญ่ของตัวเองไม่หยุด“ละ แล้วหนูต้องทำยังไงคะ”“จับมันแบบนี้ครับ” ไม่สอนปากเปล่า มือใหญ่จับมือเล็กมากุมท่อนเอ็นของตัวเอง ก่อนจะนำพามือเล็กชักสาวมันขึ้นลงเบาๆ แล้วเอ่ยสอนต่อพร้อมกับมือใหญ่อีกข้างคอยลูบศีรษะเล็กเบาๆ“ยัยหนูแลบลิ้นออกมาเลียตรงหัวมันก่อน หรือจะเลียทั้งลำก็ได้แล้วค่อยอมมันเข้าไป จากนั้นก็ดูดมันเหมือนไอติมแท่งเลยครับ พอทำได้ไหม”“ได้ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าตอบทันทีที่อีกคนสอนจบ จากนั้นเธอจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วพ้นลมออกแรงๆเพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่ต้องทำ จนอีกคนที่มองอยู่หลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูกับท่าทีของเธอในตอนนี้ เขารู้ดีว่าเด็กสาวทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวที่จะทำเช่นนี้ให้เขา แต่แค่เธอมีใจอยากทำให้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วขณะที่นั่งมองเด็กสาวไม่ละสายตา เมื่อเห็นเธอค่อยๆเลื่อนใบหน้า
ทางด้านจอมทัพที่อุ้มกระเตงเด็กสาวเข้ามาในห้อง ก็วางร่างบางของเธอลงบนโต๊ะทำงาน ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ขณะที่กายแกร่งของเขาแทรกกลางตรงหว่างขาเธอไม่ห่าง สองแขนแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงอ่อนโยน“ยัยหนู เมื่อกี้หนูน่ารักมากเลยรู้ไหม รู้จักปกป้องฉันด้วย”“ก็หนูรักนายหัวหนิคะ หนูก็ต้องปกป้องนายหัวอยู่แล้ว““ฉันก็รักยัยหนูนะ”“รักมากแค่ไหนคะ” ขณะเอ่ยถามอีกคนสองแขนเรียวเล็กก็เลื่อนขึ้นมาคล้องลำคอหนาเอาไว้ เอียงใบหน้าเล็กน้อย มองอีกคนตาแป๋วอย่างรอคำตอบ ก่อนจะได้ยินเขาตอบออกมาน้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู“ฉันรักหนูมาก มากจนหนูคิดไม่ถึงหรอก”“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ แต่ถ้าเราอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆนายหัวก็ต้องมีเบื่อหนูเข้าสักวันแหละ พอเบื่อแล้วทิ้งหนูขึ้นมาทำไง”หมับ!สิ้นเสียงหวาน จอมทัพก็จับล็อคใบหน้าเล็กเข้ามาแล้วกัดริมฝีปากล่างของเธอไปหนึ่งที เด็กสาวจึงส่งเสียงร้องอยู่ในลำคอด้วยความเจ็บ“อื้อ!”พอเขาผละปากออก เธอก็แว้ดใส่เขาทันทีขณะใบหน้าน่ารักงองำ“นายหัวกัดปากหนูทำไมคะ”“ก็โทษฐานที่ยัยหนูพูดจาไม่น่าฟังยังไงล่ะ”“บอกกันดีๆก็ได้หนิคะไม่เห็นต้องกัดกันเลย หนูเจ็บ” ไม่พูดเ







