Masukซึ่งหลังจากที่เข็มมุกได้ฟังลูกสาวเล่ามาก็ตกใจไม่น้อย เพราะไม่คาดคิดว่าคนที่คิดทำร้ายลูกของเธอจะเป็นเขา คนที่รักและเอ็นดูลูกสาวของเธอ ดีกับลูกสาวของเธอมาตลอด ซึ่งมันยากที่จะทำใจยอมรับ แต่กระนั้นเมื่อคิดได้ว่ามันเป็นเรื่องในอดีตที่เธอเองก็ไม่อยากจะไปผูกใจเจ็บอะไรแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกเคืองโกรธอะไร เพราะถึงยังไงเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความผิดเขาเสียทีเดียว เพราะหากพ่อของลูกเธอไม่ทำตาม ป่านนี้เรื่องทุกอย่างมันก็คงไม่เป็นแบบนี้ และก็นับเป็นเรื่องดีที่เธอไม่ได้ทำตามพวกเขา ไม่ได้ตัดสินใจผิดพลาดในครั้งนั้น
จากนั้นก็เอ่ยถามลูกสาวต่อ...
“แล้วหนูโกรธพวกเขาไหมกับสิ่งที่พวกเขาทำ”
“จริงๆหนูไม่ได้โกรธอะไรพวกเขาด้วยซ้ำ เพราะเรื่องมันก็เป็นอดีตไปแล้ว ไม่ว่าเมื่อก่อนพวกเขาจะทำร้ายหนูหรือเปล่ามันไม่สำคัญ เพราะตอนนี้หนูก็ยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย แต่หนูแค่สับสนค่ะ หนูทำตัวไม่ถูกเวลาอยู่ต่อหน้าพวกเขา หนูไม่รู้ว่าต่อจากนี้หนูควรทำตัวยังไง”
สิ้นคำพูดของลูกสาว เข็มมุกจึงคว้าตัวลูกสาวเข้ามากอดไว้ แล้วลูบศีรษะเล็กของลูกสาวเบาๆ พลางพูดปลอบประหนึ่งสอนไปในที ขณะที่ลูกสาวก็กอดตอบเธอเช่นกัน
“ถ้าไม่ได้โกรธก็ไม่จำเป็นต้องคิดมากหนิ เราเป็นยังไงเราก็เป็นอย่างนั้น เขาทำเรานะ ไม่ใช่เราทำเขาซะหน่อยจะคิดมากทำไม พวกเขาต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายทุกข์ใจกับเรื่องนี้ไม่ใช่เรา”
“มันก็จริงค่ะ แต่ว่าต่อไปหนูควรเรียกคุณอาว่าพ่อไหม” ถามจบของขวัญก็ผละกอดออกมามองหน้าคนเป็นแม่อย่างรอคำตอบ
“แล้วขวัญอยากเรียกเขาว่าพ่อไหมล่ะ ถ้าอยากเรียกก็เรียก ถ้าไม่อยากเรียกก็เรียกเหมือนเดิม” เข็มมุกไม่คิดจะบังคับลูก ไม่ว่าตอนนี้ลูกสาวของเธอจะให้อภัยพ่อผู้ให้กำเนิดหรือไม่ เธอก็จะยอมรับการตัดสินใจของลูก แม้เธอจะยังโกรธเคืองพ่อของลูกไม่หาย แต่เธอก็จะไม่บังคับความรู้สึกของลูกเด็ดขาด แต่ทว่ามาถึงวันนี้ หากพูดถึงความรู้สึกลึกๆของเธอก็ไม่ได้โกรธอีกคนมากเท่าเมื่อก่อนแล้ว ความเจ็บแค้นมันค่อยๆลดลงไปตอนไหนเธอก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน รู้แค่ว่าหากจะให้ญาติดีกับอีกคนเพื่อลูกก็ย่อมทำให้ได้
“โอเคค่ะหนูเข้าใจแล้ว พอได้คุยกับแม่หนูรู้สึกสบายใจขึ้นมากเลยค่ะ เมื่อคืนหนูเอาแต่คิดเรื่องนี้ นอนร้องไห้แทบทั้งคืนเลยค่ะ” พูดจบของขวัญก็เขยิบตัวเข้าไปกอดซบอกแม่อย่างต้องการให้แม่ปลอบ ขณะที่คนเป็นแม่ก็เขยิบเข้ามากอดเธอเช่นกัน ทว่าท่าทางของเธอตอนนี้ราวกับเด็กน้อยที่เวลานอยด์หรือรู็สึกแย่ก็จะให้คนเป็นแม่ปลอบถึงจะหายเศร้า
จากนั้นสองแม่ลูกก็พูดคุยกันขณะที่กอดกันไม่ปล่อย...
“เรานี่นะจริงๆเลย มีอะไรทำไมไม่มาหาแม่ พอมีเรื่องก็ชอบคิดมากแล้วแอบร้องไห้คนเดียวตลอด”
“ก็หนูไม่อยากให้แม่เป็นห่วงหนิคะ”
“แล้วไม่คิดบ้างเหรอว่าการที่หนูทำแบบนี้ถ้าแม่มารู้ที่หลังแม่จะไม่เป็นห่วงหรือไง”
“หนูขอโทษค่ะแม่ ต่อไปถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจหนูจะบอกแม่เป็นคนแรกเลยค่ะ”
“เรามีกันมาสองคนตลอด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแม่จะอยู่ข้างหนู แม่จะคอยปกป้องลูกของแม่ตลอดไป”
“ขอบคุณนะคะแม่ ขอบคุณที่แม่เลือกไม่ทำร้ายหนูในวันนั้น ขอบคุณที่ให้หนูได้มีชีวิต หนูรักแม่นะคะ ฮึ่ๆ” พูดจบของขวัญก็สะอื้นไห้ออกมาทันทีพร้อมกับน้ำตาไหลหยดแหมะลงมาอาบสองแก้มอย่างกลั้นไม่อยู่ เพราะรู้สึกซาบซึ้งในความรักของแม่ที่มีให้เธอจนหาใครเปรียบไม่ได้
ด้านเข็มมุกเมื่อเห็นลูกสาวร้องไห้ก็ตกใจไม่น้อย แม้จะรู้ดีว่าลูกสาวของเธอเป็นเด็กขี้แย แต่ทว่าก็ไม่เคยชินกับน้ำตาของลูก เพราะไม่มีแม่คนไหนอยากเห็นลูกร้องไห้หรอก เธอจึงพูดติดตลกด้วยใบหน้ายิ้มๆเพราะไม่อยากให้ลูกเศร้า
“ไม่เอาไม่ร้อง จะมาร้องไห้อะไรตอนนี้หื้ม ไปเรียนได้แล้วไป เดี๋ยวเข้าเรียนสายอาจารย์จะดุเอานะ ถ้าอยากร้องค่อยกลับไปร้องที่บ้าน อยู่ที่บ้านจะร้องนานแค่ไหนก็ได้ คืนนี้ก็มานอนกับแม่แม่จะได้ปลอบหนูทั้งคืน”
“แม่อะ พูดซะหนูร้องไม่ออกเลย ไม่พูดกับแม่แล้ว” ของขวัญกระเง้ากระงอดใส่แม่อย่างไม่จริงจัง ก่อนจะผละกอดออกแล้วพูดต่อ
“หนูไปเรียนดีกว่า สวัสดีค่ะ” ไม่ลืมยกมือไหว้แม่ก่อนไปเรียน คนเป็นแม่จึงยกมือขึ้นมาลูบหัวเธอเบาๆอย่างรักใคร่เอ็นดูพร้อมกับเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงอ่อนโยน
“ตั้งใจเรียนนะลูกสาวคนสวยของแม่”
“ค่ะแม่” รับคำจบของขวัญก็หันไปเปิดประตูรถ แต่ทว่าไม่ทันได้ก้าวเท้าลงจากรถ เธอก็ต้องหันกลับมาเมื่อคนเป็นแม่เอ่ยรั้งเอาไว้
“เดี๋ยวก่อนลูก”
“มีอะไรเหรอคะ”
“ตอนเย็นจะให้แม่มารับไหม”
สิ้นคำถามของคนเป็นแม่ ของขวัญก็มีท่าทีลังเลที่จะตอบ เธอชั่งใจคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยตอบออกไป
“ให้นายหัวมารับเหมือนเดิมก็ได้ค่ะ”
เมื่อได้ยินคำตอบของลูกสาว เข็มมุกก็หลุดยิ้มออกมาทันที และอดที่จะแซวลูกไม่ได้
“โอเค งั้นเดี๋ยวแม่กลับบ้านจะบอกนายหัวให้ว่าลูกอยากให้มารับ”
ด้านของขวัญเมื่อโดนคนเป็นแม่แซว อีกทั้งรอยยิ้มกรุ่มกริ่มของแม่ จนเธอไม่รู้จะเขินอายหรือตกใจก่อนดี เพราะท่าทีของแม่เหมือนจะรู้ว่าเธอกับอีกคนเป็นอะไรกัน พูดให้เข้าใจง่ายๆเหมือนว่าตอนนี้แม่เธอกำลังแซวเธอกับแฟนของเธอยังไงยังงั้น เธอจึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไปด้วยความสงสัย
“แม่ นี่แม่กำลังแซวหนูกับนายหัวเหรอคะ” ขณะเดียวกันก็รู้สึกหวั่นๆอยู่ในใจ เพราะหากแม่ของเธอรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับอีกคนขึ้นมาจริงๆ จะโกรธและดุเธอหรือเปล่า
“ทำไม แม่แซวไม่ได้เหรอ หื้ม”
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ คือวะ”
“แม่รู้ว่าลูกจะพูดอะไรและอยากถามอะไร เอาไว้เราค่อยคุยเรื่องนี้กันที่บ้านนะ ตอนนี้หนูรีบไปเรียนได้แล้วเดี๋ยวจะสาย”
ไม่ทันที่ของขวัญจะได้พูดจบ คนเป็นแม่ก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน เมื่อเห็นว่าใกล้สายแล้วจริงๆของขวัญจึงยอมหยุดบทสนทนาเอาไว้แค่นี้ แม้จะอยากอยู่คุยกับแม่ต่อให้เคลียร์ก็ตาม
“ก็ได้ค่ะ”
หลังจากนั้นเธอก็ไปเรียนทั้งที่ยังมีความข้องใจอยู่อย่างนั้น...
เมื่อเดินออกมาดูอีกคนที่เดินหายออกมาทางหน้าบ้าน ก็เห็นเขายืนกอดอกอยู่ข้างริมรั้ว นึกว่าจะไปไหนได้ที่แท้มายืนงอนอยู่ตรงนี้ เห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูคนแก่ขี้น้อยใจ เธอจึงเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลังแล้วเอ่ยถามเขาน้ำเสียงหวาน“นายหัวโกรธหนูเหรอคะ”“...”ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากอีกคน เธอจึงไม่รอช้าที่จะง้อเขาต่อขณะที่ยังสวมกอดเอวสอบไม่ยอมปล่อย“หนูขอโทษนะคะที่พูดกับนายหัวแบบนั้น ช่วงนี้หนูแค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะค่ะ นายหัวไม่โกรธหนูนะ” เมื่อเธอพูดจบอีกคนก็หันมาประจันหน้ากัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธอ“ฉันต่างหากที่ควรขอโทษยัยหนู ยัยหนูดูแลลูกของเราก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังทำตัวงี่เง่าเพิ่มภาระให้หนูอีก ฉันมันเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม”สิ้นเสียงทุ้ม คิ้วเรียวเล็กจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนเสียงหวานจะบ่นพึมพำเบาๆคนเดียว“คนแก่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้ทุกคนเลยไหมนะ หรือว่านายหัวจะเป็นวัยทอง”“อะไรทองๆนะ”เมื่อได้ยินอีกคนถาม ของขวัญจึงได้สติและกลับมาโฟกัสที่ประเด็นหลักต่อ“ไม่มีอะไรค่ะ นายหัวฟังหนูนะคะ นายหัวเป็นสามีและเป็นพ่อของลูกที่ดีมากค่ะ แต่ละวันนายหัวทำงาน
หกปีต่อมาหลังจากของขวัญเรียนจบ เธอกับจอมทัพก็แต่งงานกันทันที งานแต่งของทั้งคู่จัดขึ้นใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ่าวและไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวน้อยหน้าใคร แขกเหรื่อมากันมากมายเป็นที่พูดถึงกันไม่ขาดปาก จนสาวๆในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาเจ้าสาวกันเป็นแถวที่ได้สามีหล่อรวยและเพอร์เฟคไปทุกอย่าง ส่วนหนุ่มๆก็เช่นเดียวกัน ต่างพากันอิจฉาเจ้าบ่าวเฒ่าที่ได้เมียเด็กทั้งสาวทั้งสวยและน่ารักไม่มีที่ติ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าบ่าวเฒ่าจริงๆหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ตอนนี้อายุได้หนึ่งขวบสองเดือนแล้ว มีนามว่า เจ้าขุน เด็กน้อยน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูและอ้วนท้วมสมวัยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน เว้นแต่คนเป็นพ่อที่แอบอิจฉาลูกตัวเองที่มาแย่งความรักของเมียไปจากตน แม้จะรักลูกไม่ต่างกับคนอื่น แต่ก็แอบนอยด์ที่ตนไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเมียเหมือนแต่ก่อน เพราะมีลูกจึงโดนแย่งความรักความสนใจไปหมด ซึ่งเขารู้ตัวดีว่าไม่ควรคิดเช่นนี้กับลูกในสายเลือด แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ จากเคยเป็นที่หนึ่งตอนนี้กลับเป็นรองใครบ้างจะไม่นอยด์“นายหัวให้ลูกดูโทรศัพท์อีกแล้วเหรอคะ หนูบอกแล้วไงว่าลูกยังเล็กไม่ควรให้เล่นโทรศัพท์ แล้วนี่
เวลาต่อมา20:35 น.“นายหัวเห็นขนมหนูไหมคะ” เมื่อหาขนมที่เหลือไม่เจอ ของขวัญจึงหันไปถามอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาจึงละสายตาจากหนังสือหันมาพูดกับเธอ“แล้วที่ถืออยู่นั่นไม่ใช่ขนมเหรอ” ปากขยับพูดกับเด็กสาวขณะสายตาหลุบมองขนมในมือเล็กที่ถืออยู่หนึ่งห่อ“ก็ใช่ค่ะ แต่หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ กลับจากสวนหนูเอาใส่ไว้ในลิ้นชักตรงนี้ แต่ทำไมมันถึงมีแค่ห่อเดียว” ขณะพูดใบหน้าก็เริ่มงองำ เธอจำได้แม่นว่าตอนกลับจากสวนเธอเอาขนมที่เหลือสามห่อเก็บไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียง แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ห่อเดียว แล้วอีกสองห่อมันหายไปไหน“ยัยหนูจำผิดรึเปล่าครับ”“ไม่นะคะ หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ หนูกะว่าอาบน้ำเสร็จจะมากิน แต่ทำไมถึงมีอยู่แค่หอเดียว หรือว่านายหัวแอบกินของหนูคะ” เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่น่าสงสัย ทว่าอีกคนแม้จะถูกเธอกล่าวหาแต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนที่เขาจะพูดกับเธออย่างใจเย็น“ฉันไม่ชอบกินขนมฉันจะไปแย่งยัยหนูกินทำไม อีกอย่างขนมพวกนี้ฉันเป็นคนซื้อ ถ้าฉันจะกินจริงๆฉันไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาแอบกินของยัยหนูเลย”“ก็จริง แต่มันหายไปไหนสองห่อนะ” ยิ่ง
สองเดือนต่อมาหลังจากที่ราเชนทร์พาเมียและลูกไปพบหน้าคนที่บ้าน ทางด้านพ่อแม่ของเขาก็ชอบในตัวเข็มมุกและเอ็นดูในตัวของขวัญเป็นอย่างมาก ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็พิสูจน์ได้จากความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด แม้ปู่ย่าจะไม่ได้เลี้ยงดูหลานมาแต่ก็สัมผัสได้ถึงสายเลือดของตน โดยไม่ต้องใช้เหตุผลใดๆแค่เห็นหน้าหลานครั้งแรกพวกท่านก็รู้สึกรักแล้วทุกอย่างลงเอยด้วยดี ซึ่งตอนนี้เข็มมุกก็ได้ย้ายไปอยู่กับราเชนทร์เรียบร้อยแล้ว ส่วนจอมทัพกับของขวัญก็อยู่ด้วยกันเช่นเดิม ทุกคนต่างได้อยู่กับคนที่รักสมใจ โดยที่คอยแวะเวียนไปหากันตลอดแล้วแต่ใครจะสะดวกมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นราเชนทร์กับเข็มมุกที่เป็นฝ่ายแวะเวียนมาหาลูกสาว เนื่องจากมีลูกสาวอยู่คนเดียวก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา แม้ว่าลูกจะมีคนรักที่คอยดูแลอยู่แล้วเป็นอย่างดี ทว่าคนเป็นพ่อแม่ก็ยังคงห่วงลูกเสมอทางจอมทัพกับของขวัญก็ยังคงใช้ชีวิตในแต่ละวันวนลูปอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือความรักที่พวกเขามีให้กันไม่เคยลดน้อยลงเลย วันไหนเด็กสาวมีเรียนจอมทัพก็จะคอยไปรับไปส่งเธอที่มหาลัยเหมือนเช่นเคย โดยที่มีนักศึกษาหนุ่มคอยมาเกาะแกะเมียเด็กของเขาให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็ต้องคอยจัดการค
ด้านของขวัญแม้จะเห็นท่อนเอ็นของอีกคนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยชินกับความใหญ่โตของมันสักที ทุกครั้งที่เห็นมันก็ใจเต้นแรงตลอด รู้สึกหวั่นๆทุกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลัวมันนั่นแหละ แต่ทว่าต่อให้กลัวแค่ไหนเธอก็ยังอยากที่จะทำให้เขาอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเขาที่กำลังใช้มือชักสาวท่อนเอ็นลำใหญ่ของตัวเองไม่หยุด“ละ แล้วหนูต้องทำยังไงคะ”“จับมันแบบนี้ครับ” ไม่สอนปากเปล่า มือใหญ่จับมือเล็กมากุมท่อนเอ็นของตัวเอง ก่อนจะนำพามือเล็กชักสาวมันขึ้นลงเบาๆ แล้วเอ่ยสอนต่อพร้อมกับมือใหญ่อีกข้างคอยลูบศีรษะเล็กเบาๆ“ยัยหนูแลบลิ้นออกมาเลียตรงหัวมันก่อน หรือจะเลียทั้งลำก็ได้แล้วค่อยอมมันเข้าไป จากนั้นก็ดูดมันเหมือนไอติมแท่งเลยครับ พอทำได้ไหม”“ได้ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าตอบทันทีที่อีกคนสอนจบ จากนั้นเธอจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วพ้นลมออกแรงๆเพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่ต้องทำ จนอีกคนที่มองอยู่หลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูกับท่าทีของเธอในตอนนี้ เขารู้ดีว่าเด็กสาวทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวที่จะทำเช่นนี้ให้เขา แต่แค่เธอมีใจอยากทำให้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วขณะที่นั่งมองเด็กสาวไม่ละสายตา เมื่อเห็นเธอค่อยๆเลื่อนใบหน้า
ทางด้านจอมทัพที่อุ้มกระเตงเด็กสาวเข้ามาในห้อง ก็วางร่างบางของเธอลงบนโต๊ะทำงาน ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ขณะที่กายแกร่งของเขาแทรกกลางตรงหว่างขาเธอไม่ห่าง สองแขนแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงอ่อนโยน“ยัยหนู เมื่อกี้หนูน่ารักมากเลยรู้ไหม รู้จักปกป้องฉันด้วย”“ก็หนูรักนายหัวหนิคะ หนูก็ต้องปกป้องนายหัวอยู่แล้ว““ฉันก็รักยัยหนูนะ”“รักมากแค่ไหนคะ” ขณะเอ่ยถามอีกคนสองแขนเรียวเล็กก็เลื่อนขึ้นมาคล้องลำคอหนาเอาไว้ เอียงใบหน้าเล็กน้อย มองอีกคนตาแป๋วอย่างรอคำตอบ ก่อนจะได้ยินเขาตอบออกมาน้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู“ฉันรักหนูมาก มากจนหนูคิดไม่ถึงหรอก”“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ แต่ถ้าเราอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆนายหัวก็ต้องมีเบื่อหนูเข้าสักวันแหละ พอเบื่อแล้วทิ้งหนูขึ้นมาทำไง”หมับ!สิ้นเสียงหวาน จอมทัพก็จับล็อคใบหน้าเล็กเข้ามาแล้วกัดริมฝีปากล่างของเธอไปหนึ่งที เด็กสาวจึงส่งเสียงร้องอยู่ในลำคอด้วยความเจ็บ“อื้อ!”พอเขาผละปากออก เธอก็แว้ดใส่เขาทันทีขณะใบหน้าน่ารักงองำ“นายหัวกัดปากหนูทำไมคะ”“ก็โทษฐานที่ยัยหนูพูดจาไม่น่าฟังยังไงล่ะ”“บอกกันดีๆก็ได้หนิคะไม่เห็นต้องกัดกันเลย หนูเจ็บ” ไม่พูดเ







