เข้าสู่ระบบเช้าวันต่อมา
ในขณะที่ทุกคนในบ้านกำลังจะทานข้าวเช้ากัน จะมีก็แต่เด็กสาวที่ยังไม่เห็นเข้ามาในครัว คนเป็นแม่จึงกะว่าจะไปตาม ทว่าก็เห็นลูกสาวเดินมาพอดี
“อ้าวของขวัญ แม่กำลังจะไปตามอยู่พอดีเลย มาแล้วก็เข้ามานั่งสิ”
ด้านของขวัญที่ยืนอยู่ตรงประตูห้องครัวจึงชำเลืองมองไปยังคนเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดกับคนรักของเธอนิ่งๆครู่หนึ่ง ขณะที่พวกเขาก็มองมาทางเธอเช่นกัน ไม่นานเธอก็ละสายตาจากพวกเขา แล้วเอ่ยพูดออกไปโดยไม่ได้เจาะจงว่าพูดกับใคร
“หนูไม่ค่อยหิวค่ะ ทุกคนกินข้าวกันเลย” สิ้นคำพูดของเธอ ก็ได้ยินเสียงทุ้มของคนรักพูดขึ้นน้ำเสียงนุ่มๆฟังดูอ่อนโยน
“ไม่หิวก็มากินหน่อย ไม่กินข้าวเช้าเดี๋ยวปวดท้องเอานะ”
ของขวัญจึงหันไปมองคนรักทันที ทว่าเธอก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร ก่อนจะหันกลับมามองคนเป็นแม่ แล้วเอ่ยพูดกับแม่ไป
“แม่คะ วันนี้แม่ไปส่งหนูที่มหาลัยได้ไหมคะ”
“ทำไมล่ะ ปกตินายหัวก็ไปส่งไม่ใช่เหรอ วันนี้ทำไมถึงขอให้แม่ไปส่งล่ะ”
สิ้นคำถามของคนเป็นแม่ ในขณะที่ของขวัญกำลังยืนคิดว่าจะตอบแม่ของเธอออกไปยังไงดี ทางด้านจันทร์ทิพย์ที่นั่งมองอยู่เงียบๆและเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ดี จึงเอ่ยพูดขึ้นมาเพราะรู้ว่าเด็กสาวลำบากใจที่จะตอบ
“หนูของขวัญคงอยากให้แม่ไปส่งบ้าง เธอไปส่งลูกเรียนหน่อยจะเป็นไรไป”
ด้านเข็มมุกจึงหันไปมองหญิงชราก่อนจะยิ้มบ้างๆให้โดยไม่ได้พูดอะไรกลับไป จากนั้นจึงหันกลับมาพูดกับลูกสาวของเธอ
“งั้นมากินข้าวก่อน กินเสร็จแล้วเดี๋ยวแม่ไปส่ง”
“ก็ได้ค่ะ” เพราะไม่อยากให้มากความ ของขวัญจึงยอมเดินไปนั่งทานข้าวข้างแม่ของเธอเหมือนเช่นเคย โดยที่มีจานข้าวสวยวางรออยู่แล้ว ไม่นานก็ได้ยินเสียงทุ้มของอีกคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามพูดกับแม่ของเธอ
“เอารถฉันไปส่งยัยหนู” ไม่พูดเปล่า จอมทัพยื่นกุญแจรถยนต์ของตัวเองที่ล้วงออกมาจากกระเป๋ากางเกงให้เข็มมุก
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ” เข็มมุกจึงรับกุญแจรถมาตามปกติ ในขณะที่ของขวัญแค่มองนิ่งๆไม่คิดจะพูดอะไร
ด้านจอมทัพที่เห็นเด็กสาวไม่พูดอะไรกับเขาเลยตั้งแต่ที่เธอโผล่หน้าเข้ามาในครัวกระทั่งตอนนี้ อีกทั้งยังขอให้แม่ของเธอไปส่งที่มหาลัยอีก ก็ทำเอาปวดใจไม่น้อยกับท่าทีเมินเฉยและการตีตัวออกห่างของเธอ ขณะเดียวกันก็นึกหวั่นกลัว กลัวใจของเด็กสาวที่เขาไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตอนนี้เธอกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ทว่าอย่างน้อยต่อให้เธอไม่ต้องการให้เขาไปส่งที่มหาลัยเหมือนเช่นเคย แค่เธอยอมนั่งรถเขาไปเรียนก็ยังดี
ส่วนราเชนทร์ที่นั่งมองลูกสาวอยู่เงียบๆก็รู้สึกไม่ต่างกัน ใจคนเป็นพ่อรู้สึกเจ็บปวดที่เห็นลูกสาวเมินใส่ ไม่พูดไม่จากับเขาเลย อีกทั้งความสดใสของลูกที่เขาเคยเห็น บัดนี้กลับไม่เห็นแล้ว
หลังจากนั้นบรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็เต็มไปด้วยความอึมครึม โดยที่ทุกคนต่างรับรู้และเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ดี แม้กระทั่งนายใหญ่ศรก็รู้เรื่องนี้ เนื่องจากคนเป็นภรรยาได้เล่าให้ฟังตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว จะมีก็แต่เข็มมุกที่ยังไม่รู้เรื่องอะไร แม้เธอจะมีความเอะใจกับบรรยากาศมื้อเช้าของวันนี้ที่ดูเงียบอึมครึมผิดปกติ แต่ทว่าก็เลือกที่จะเก็บความสงสัยเอาไว้ ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไป
หลังจากนั้นเมื่ออาหารมื้อเช้าจบลง เข็มมุกก็เอารถของจอมทัพไปส่งลูกสาวของเธอที่มหาลัย ระหว่างทางของขวัญก็อยากจะพูดอยากจะถามเรื่องที่อึดอัดอยู่ในใจของเธอ แต่ก็กลัวว่าถ้าพูดในขณะที่คนเป็นแม่ขับรถอยู่กลัวว่าแม่จะไม่มีกะจิตกะใจขับรถ เธอจึงอดทนรอกระทั่งถึงมหาลัย เมื่อรถจอดสนิทเธอจึงพูดเปิดประเด็นทันที
“แม่คะ หนูรู้เรื่องที่คุณอาเชนทร์เป็นพ่อแท้ๆของหนูแล้วนะคะ”
เข็มมุกได้ยินเช่นนั้นจึงหันมามองลูกสาวด้วยความตกใจ ขณะที่ในหัวเต็มไปด้วยคำถาม จึงไม่รอช้าที่จะเอ่ยถามลูกออกไป
“ขวัญรู้ได้ยังไง ใครบอกลูก”
“หนูบังเอิญไปได้ยินคุณอากับนายหัวคุยกัน หนูถึงได้เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงไม่ชอบพ่อ”
“หนูรู้เรื่องทั้งหมดแล้วจริงๆเหรอ” เข็มมุกถามหยั่งเชิงลูกสาว เพราะหากลูกสาวของเธอรู้มาแค่ประปราย เธอจะได้ใช้คำพูดกับลูกถูก เพราะกลัวว่าหากพูดอะไรออกไปที่ลูกสาวของเธอยังไม่รู้อาจจะไปกระทบจิตใจของลูกได้
“ใช่ค่ะ หนูรู้หมดแล้ว”
สิ้นคำตอบของลูกสาวที่ตอบด้วยท่าทีและสีหน้าจริงจัง อีกทั้งไม่ได้ถามอะไรเธอนอกเหนือจากนี้ เข็มมุกจึงมั่นใจทันทีว่าลูกสาวคงรู้ความจริงทุกอย่างหมดแล้ว เพราะคนที่รู้จะไม่ตั้งคำถาม เธอจึงกล้าที่จะถามต่อ
“แล้วหนูโกรธเขาไหม”
“เขาไหนคะ แม่หมายถึงนายหัวหรือคุณอา”
“ก็ต้องราเชนทร์สิ นายหัวเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ” เข็มมุกถึงกับงงว่าอีกคนเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ ถ้าการที่ราเชนทร์บอกเรื่องส่วนตัวกับเพื่อน แล้วลูกสาวของเธอบังเอิญไปได้ยินเข้ามันก็ไม่แปลก เพราะเพื่อนบ้างคนก็สามารถพูดกันได้ทุกเรื่อง แต่คำถามของเธอมันไปเกี่ยวอะไรกับอีกคน ทำไมลูกสาวของเธอถึงพูดเหมือนว่าเขามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หรือบางทีอาจจะมีเรื่องอะไรที่เธอยังไม่รู้ แต่ลูกสาวของเธอดันไปได้ยินเข้า
ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ...
“นี่แสดงว่าแม่ยังไม่รู้ใช่ไหมคะ”
“รู้อะไร”
สิ้นคำถามของคนเป็นแม่ ของขวัญก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมดที่เธอได้ยินมาเมื่อคืนให้แม่ของเธอฟัง...
เมื่อเดินออกมาดูอีกคนที่เดินหายออกมาทางหน้าบ้าน ก็เห็นเขายืนกอดอกอยู่ข้างริมรั้ว นึกว่าจะไปไหนได้ที่แท้มายืนงอนอยู่ตรงนี้ เห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูคนแก่ขี้น้อยใจ เธอจึงเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลังแล้วเอ่ยถามเขาน้ำเสียงหวาน“นายหัวโกรธหนูเหรอคะ”“...”ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากอีกคน เธอจึงไม่รอช้าที่จะง้อเขาต่อขณะที่ยังสวมกอดเอวสอบไม่ยอมปล่อย“หนูขอโทษนะคะที่พูดกับนายหัวแบบนั้น ช่วงนี้หนูแค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะค่ะ นายหัวไม่โกรธหนูนะ” เมื่อเธอพูดจบอีกคนก็หันมาประจันหน้ากัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธอ“ฉันต่างหากที่ควรขอโทษยัยหนู ยัยหนูดูแลลูกของเราก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังทำตัวงี่เง่าเพิ่มภาระให้หนูอีก ฉันมันเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม”สิ้นเสียงทุ้ม คิ้วเรียวเล็กจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนเสียงหวานจะบ่นพึมพำเบาๆคนเดียว“คนแก่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้ทุกคนเลยไหมนะ หรือว่านายหัวจะเป็นวัยทอง”“อะไรทองๆนะ”เมื่อได้ยินอีกคนถาม ของขวัญจึงได้สติและกลับมาโฟกัสที่ประเด็นหลักต่อ“ไม่มีอะไรค่ะ นายหัวฟังหนูนะคะ นายหัวเป็นสามีและเป็นพ่อของลูกที่ดีมากค่ะ แต่ละวันนายหัวทำงาน
หกปีต่อมาหลังจากของขวัญเรียนจบ เธอกับจอมทัพก็แต่งงานกันทันที งานแต่งของทั้งคู่จัดขึ้นใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ่าวและไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวน้อยหน้าใคร แขกเหรื่อมากันมากมายเป็นที่พูดถึงกันไม่ขาดปาก จนสาวๆในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาเจ้าสาวกันเป็นแถวที่ได้สามีหล่อรวยและเพอร์เฟคไปทุกอย่าง ส่วนหนุ่มๆก็เช่นเดียวกัน ต่างพากันอิจฉาเจ้าบ่าวเฒ่าที่ได้เมียเด็กทั้งสาวทั้งสวยและน่ารักไม่มีที่ติ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าบ่าวเฒ่าจริงๆหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ตอนนี้อายุได้หนึ่งขวบสองเดือนแล้ว มีนามว่า เจ้าขุน เด็กน้อยน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูและอ้วนท้วมสมวัยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน เว้นแต่คนเป็นพ่อที่แอบอิจฉาลูกตัวเองที่มาแย่งความรักของเมียไปจากตน แม้จะรักลูกไม่ต่างกับคนอื่น แต่ก็แอบนอยด์ที่ตนไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเมียเหมือนแต่ก่อน เพราะมีลูกจึงโดนแย่งความรักความสนใจไปหมด ซึ่งเขารู้ตัวดีว่าไม่ควรคิดเช่นนี้กับลูกในสายเลือด แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ จากเคยเป็นที่หนึ่งตอนนี้กลับเป็นรองใครบ้างจะไม่นอยด์“นายหัวให้ลูกดูโทรศัพท์อีกแล้วเหรอคะ หนูบอกแล้วไงว่าลูกยังเล็กไม่ควรให้เล่นโทรศัพท์ แล้วนี่
เวลาต่อมา20:35 น.“นายหัวเห็นขนมหนูไหมคะ” เมื่อหาขนมที่เหลือไม่เจอ ของขวัญจึงหันไปถามอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาจึงละสายตาจากหนังสือหันมาพูดกับเธอ“แล้วที่ถืออยู่นั่นไม่ใช่ขนมเหรอ” ปากขยับพูดกับเด็กสาวขณะสายตาหลุบมองขนมในมือเล็กที่ถืออยู่หนึ่งห่อ“ก็ใช่ค่ะ แต่หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ กลับจากสวนหนูเอาใส่ไว้ในลิ้นชักตรงนี้ แต่ทำไมมันถึงมีแค่ห่อเดียว” ขณะพูดใบหน้าก็เริ่มงองำ เธอจำได้แม่นว่าตอนกลับจากสวนเธอเอาขนมที่เหลือสามห่อเก็บไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียง แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ห่อเดียว แล้วอีกสองห่อมันหายไปไหน“ยัยหนูจำผิดรึเปล่าครับ”“ไม่นะคะ หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ หนูกะว่าอาบน้ำเสร็จจะมากิน แต่ทำไมถึงมีอยู่แค่หอเดียว หรือว่านายหัวแอบกินของหนูคะ” เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่น่าสงสัย ทว่าอีกคนแม้จะถูกเธอกล่าวหาแต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนที่เขาจะพูดกับเธออย่างใจเย็น“ฉันไม่ชอบกินขนมฉันจะไปแย่งยัยหนูกินทำไม อีกอย่างขนมพวกนี้ฉันเป็นคนซื้อ ถ้าฉันจะกินจริงๆฉันไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาแอบกินของยัยหนูเลย”“ก็จริง แต่มันหายไปไหนสองห่อนะ” ยิ่ง
สองเดือนต่อมาหลังจากที่ราเชนทร์พาเมียและลูกไปพบหน้าคนที่บ้าน ทางด้านพ่อแม่ของเขาก็ชอบในตัวเข็มมุกและเอ็นดูในตัวของขวัญเป็นอย่างมาก ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็พิสูจน์ได้จากความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด แม้ปู่ย่าจะไม่ได้เลี้ยงดูหลานมาแต่ก็สัมผัสได้ถึงสายเลือดของตน โดยไม่ต้องใช้เหตุผลใดๆแค่เห็นหน้าหลานครั้งแรกพวกท่านก็รู้สึกรักแล้วทุกอย่างลงเอยด้วยดี ซึ่งตอนนี้เข็มมุกก็ได้ย้ายไปอยู่กับราเชนทร์เรียบร้อยแล้ว ส่วนจอมทัพกับของขวัญก็อยู่ด้วยกันเช่นเดิม ทุกคนต่างได้อยู่กับคนที่รักสมใจ โดยที่คอยแวะเวียนไปหากันตลอดแล้วแต่ใครจะสะดวกมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นราเชนทร์กับเข็มมุกที่เป็นฝ่ายแวะเวียนมาหาลูกสาว เนื่องจากมีลูกสาวอยู่คนเดียวก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา แม้ว่าลูกจะมีคนรักที่คอยดูแลอยู่แล้วเป็นอย่างดี ทว่าคนเป็นพ่อแม่ก็ยังคงห่วงลูกเสมอทางจอมทัพกับของขวัญก็ยังคงใช้ชีวิตในแต่ละวันวนลูปอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือความรักที่พวกเขามีให้กันไม่เคยลดน้อยลงเลย วันไหนเด็กสาวมีเรียนจอมทัพก็จะคอยไปรับไปส่งเธอที่มหาลัยเหมือนเช่นเคย โดยที่มีนักศึกษาหนุ่มคอยมาเกาะแกะเมียเด็กของเขาให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็ต้องคอยจัดการค
ด้านของขวัญแม้จะเห็นท่อนเอ็นของอีกคนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยชินกับความใหญ่โตของมันสักที ทุกครั้งที่เห็นมันก็ใจเต้นแรงตลอด รู้สึกหวั่นๆทุกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลัวมันนั่นแหละ แต่ทว่าต่อให้กลัวแค่ไหนเธอก็ยังอยากที่จะทำให้เขาอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเขาที่กำลังใช้มือชักสาวท่อนเอ็นลำใหญ่ของตัวเองไม่หยุด“ละ แล้วหนูต้องทำยังไงคะ”“จับมันแบบนี้ครับ” ไม่สอนปากเปล่า มือใหญ่จับมือเล็กมากุมท่อนเอ็นของตัวเอง ก่อนจะนำพามือเล็กชักสาวมันขึ้นลงเบาๆ แล้วเอ่ยสอนต่อพร้อมกับมือใหญ่อีกข้างคอยลูบศีรษะเล็กเบาๆ“ยัยหนูแลบลิ้นออกมาเลียตรงหัวมันก่อน หรือจะเลียทั้งลำก็ได้แล้วค่อยอมมันเข้าไป จากนั้นก็ดูดมันเหมือนไอติมแท่งเลยครับ พอทำได้ไหม”“ได้ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าตอบทันทีที่อีกคนสอนจบ จากนั้นเธอจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วพ้นลมออกแรงๆเพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่ต้องทำ จนอีกคนที่มองอยู่หลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูกับท่าทีของเธอในตอนนี้ เขารู้ดีว่าเด็กสาวทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวที่จะทำเช่นนี้ให้เขา แต่แค่เธอมีใจอยากทำให้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วขณะที่นั่งมองเด็กสาวไม่ละสายตา เมื่อเห็นเธอค่อยๆเลื่อนใบหน้า
ทางด้านจอมทัพที่อุ้มกระเตงเด็กสาวเข้ามาในห้อง ก็วางร่างบางของเธอลงบนโต๊ะทำงาน ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ขณะที่กายแกร่งของเขาแทรกกลางตรงหว่างขาเธอไม่ห่าง สองแขนแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงอ่อนโยน“ยัยหนู เมื่อกี้หนูน่ารักมากเลยรู้ไหม รู้จักปกป้องฉันด้วย”“ก็หนูรักนายหัวหนิคะ หนูก็ต้องปกป้องนายหัวอยู่แล้ว““ฉันก็รักยัยหนูนะ”“รักมากแค่ไหนคะ” ขณะเอ่ยถามอีกคนสองแขนเรียวเล็กก็เลื่อนขึ้นมาคล้องลำคอหนาเอาไว้ เอียงใบหน้าเล็กน้อย มองอีกคนตาแป๋วอย่างรอคำตอบ ก่อนจะได้ยินเขาตอบออกมาน้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู“ฉันรักหนูมาก มากจนหนูคิดไม่ถึงหรอก”“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ แต่ถ้าเราอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆนายหัวก็ต้องมีเบื่อหนูเข้าสักวันแหละ พอเบื่อแล้วทิ้งหนูขึ้นมาทำไง”หมับ!สิ้นเสียงหวาน จอมทัพก็จับล็อคใบหน้าเล็กเข้ามาแล้วกัดริมฝีปากล่างของเธอไปหนึ่งที เด็กสาวจึงส่งเสียงร้องอยู่ในลำคอด้วยความเจ็บ“อื้อ!”พอเขาผละปากออก เธอก็แว้ดใส่เขาทันทีขณะใบหน้าน่ารักงองำ“นายหัวกัดปากหนูทำไมคะ”“ก็โทษฐานที่ยัยหนูพูดจาไม่น่าฟังยังไงล่ะ”“บอกกันดีๆก็ได้หนิคะไม่เห็นต้องกัดกันเลย หนูเจ็บ” ไม่พูดเ







