Beranda / รักโบราณ / ชะตาร้ายไม่หวนคืน / ชะตาเลือดคืนสุดท้าย

Share

ชะตาร้ายไม่หวนคืน
ชะตาร้ายไม่หวนคืน
Penulis: หนามชมพู

ชะตาเลือดคืนสุดท้าย

last update Tanggal publikasi: 2025-12-14 09:33:42

ล่วงเข้าสู่ยามไฮ่ ท้องฟ้าคืนเดือนมืดคล้ายถูกเมฆหม่นบดบัง แสงนวลที่เคยอาบพื้นโลกกลับกลายเป็นแสงเยียบเย็นเยี่ยงน้ำแข็ง ต้องแสงสลัวลงบนลานหินหยกขาวของตำหนักรัชทายาท อาบย้อมไปทั่วทั้งลานดูคล้ายฉากในความฝันร้าย

กลางลานนั้น มีสตรีนางหนึ่งนอนจมกองโลหิต สีหน้าของนางซีดเซียวคล้ายไร้ชีวิต เหลือเพียงแววตาเศร้าช้ำที่ยังคงเปิดอยู่ค้าง ๆ ราวกับนางไม่อาจหลับตาลงได้ด้วยความเจ็บแค้นที่ยังติดค้างอยู่ในความรู้สึก

นางคือ ไป๋เยว่ สตรีงดงามวัยยี่สิบหกปี เป็นบุตรสาวคนโตของขุนนางตระกูลไป๋ นางผู้ขึ้นชื่อเรื่องอวดดี ทะนงตน และเย่อหยิ่ง แม้จะมีรูปโฉมสะคราญแต่ก็ห่างไกลคำว่าอ่อนหวานเฉลียวฉลาด ความหลงตนเองนำพาชีวิตของนางให้พบจุดจบเช่นนี้

ในจุดที่นางยืนอยู่ไร้คำว่าเมตตาต่อข้ารับใช้ สหายหรือแม้แต่สามัญชนทั่วไป ทว่าในความเลวร้ายทั้งปวงของนาง หัวใจของสตรีผู้นี้เคยเต้นแรงด้วยความศรัทธาในรักแท้อย่างซื่อตรง และบัดนี้หัวใจดวงนั้นกำลังหยุดลงอย่างช้าๆ

กลิ่นคาวเลือดโชยแตะปลายจมูก ผสมกลิ่นดอกเหมยแห้งที่ร่วงหล่นจากต้นเหนือหัว ร่างบอบบางของนางถูกเหวี่ยงลงกลางลานอย่างไร้เยื่อใยโดยผู้เป็นสามีของตนเอง รัชทายาทหลี่หยวนเซิน บุรุษผู้เคยยื่นมือมาแตะปลายคางนางด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ยามนี้สายตาเขากลับเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี

"เจ้าคิดจริงหรือว่า ข้าแต่งเจ้าเพราะความรัก เจ้ามันก็แค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเจ้าเลือกหลุมพรางนี้เอง"

คำพูดของเขาเสียดแทงลึกกว่าคำสบถใดในโลก ความรักที่นางเคยมอบให้จนหมดหัวใจไม่หลงเหลือแม้สักเสี้ยวในแววตาคู่นั้น เช่นนั้นหมายความว่าที่ผ่านมาเป็นเพียงการแสดงละครตบตาเท่านั้นเอง เขาหลอกล่อให้นางลุ่มหลงเพราะเกรงว่านางจะปฏิเสธในตัวเขา ในตอนนั้นนางขึ้นชื่อเรื่องความหัวรั้นเอาแต่ใจ และกลลวงของหลี่หยวนเซินก็บรรลุผล ไป๋เยว่มองเขาด้วยดวงตาเปรอะเปื้อนโลหิตผสมหยาดน้ำตา นางยิ้มเยาะอย่างเงียบงัน ริมฝีปากที่แตกจนเลือดซึมค่อย ๆ ขยับไปมาช้า ๆ

"เช่นนั้นเจ้าควรฆ่าข้าให้ตายตั้งแต่คืนแต่งงาน ไม่ใช่ปล่อยให้ข้าเฝ้ารอความรักจากตัวปีศาจเช่นเจ้า"

ฝ่ามือของนางกำแน่น ทั้งที่ไร้เรี่ยวแรง เล็บยาวที่ตกแต่งไว้สวยงามข่วนพื้นหินจนนิ้วมือแตก แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดจากลำคออีก นอกจากเสียงลมหายใจแผ่วเบา

"ข้าต้องรีบร้อนทำเช่นนั้นไปทำไมกันเล่า ในเมื่อข้ามีเวลาเหลือเฟือ"

ที่ตรงนี้ไม่ได้มีแค่เขาและนางแต่ยังมีนางข้าหลวง ขันทีอีกหลายคนมุงดูด้วยความสนใจ ดวงตาพร่าเลือนเหม่อมองกลุ่มคนเหล่านั้นไม่วางตา

"นางยังไม่ตายหรือ"

เสียงของหญิงรับใช้คนหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ ด้วยความรังเกียจ

"ช่างด้านทนเสียจริง คงเพราะดื้อดึงจนเคยชิน"

เสียงนั้นไม่ต่างจากเข็มนับพันปักลงกลางใจของนาง แต่มันกลับไม่เจ็บอีกต่อไปเพราะจุดที่เจ็บที่สุดได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว

คนเหล่านี้ล้วนเกลียดนาง ภายใต้อำนาจที่มีท่วมท้น นางได้เคยกดขี่ข่มเหงข้ารับใช้อย่างไร้ความเมตตา เมื่อถึงคราวตกต่ำจึงไม่น่าแปลกที่มีแต่เสียงเหยียบย่ำซ้ำเติม

ราวกับไป๋เยว่ได้สำนึก สายตาหม่นเศร้าเหลือบมองคนเหล่านั้น แววตาของนางว่างเปล่าคล้ายคนที่ปล่อยวางแล้ว หากจะถูกเกลียดนางก็ไม่อาจลุกขึ้นมาทำอะไรได้อีก ชะตากรรมที่เลวร้ายผลักดันนางขึ้นสู่อำนาจเพราะผลประโยชน์ของผู้อื่น ต่อจากนั้นนางได้กระทำผิดพลาดเพราะความลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น วันนี้นางได้รับผลจากอดีตทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

บิดาของนาง ท่านอัครมหาเสนาบดีแห่งราชสำนักไม่มาปรากฏกาย นับตั้งแต่ส่งลูกสาวเข้าสู่งานแต่งแห่งหายนะ เขาก็หายไปกับเหล่าทูตการเมือง ประหนึ่งไม่เคยมีบุตรคนนี้มาก่อน

ส่วนมารดา แม้จะอยู่ในจวนก็ปิดประตูเงียบงัน ไม่แม้แต่จะส่งคนมาไต่ถาม ว่าบุตรสาวเพียงคนเดียวถูกรังแกเช่นใด

ชีวิตหนึ่งของหญิงสาวที่ไม่เคยมีใครอยู่เคียงข้างเลยสักครั้ง

สายลมเริ่มพัดแรงขึ้น เศษดอกเหมยปลิวว่อนราวกับหยาดหิมะเลือด ขณะไป๋เยว่กระอักเลือดเป็นครั้งสุดท้าย นางยิ้มเจื่อน ๆ จับจ้องขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับจะถามว่าฟ้าเบื้องบนเห็นบ้างหรือไม่

"หากมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ ข้าขอสาบานต่อสวรรค์ ขอฟ้าดินเป็นพยาน"

ลมหายใจของสตรีที่เคยสูงส่งเหนือผู้อื่นแผ่วเบาแทบไม่หลงเหลือ แต่สติสุดท้ายของนางยังคงยึดมั่น

"ข้าจะไม่รักใครอีก จะไม่ให้ใครมากำหนดชะตาแทนข้า ข้าจะเลือกลิขิตชีวิตของข้าด้วยตัวเอง และข้าจะละทิ้งความน่าละอายของตนเอง"

ช่วงเวลานั้นเอง ฟ้าผ่าดังครืน เปลวสายฟ้าพาดผ่านขอบฟ้าแหลมคม คล้ายเป็นดาบของสวรรค์ที่ผ่าเส้นทางของโชคชะตา เสียงระฆังดังก้องจากหอเจดีย์ด้านตะวันตก ขับไล่วิญญาณมิให้ตกสู่เหวนรก

เปลวแสงบางอย่างสว่างวาบเหนือร่างไป๋เยว่ และในห้วงวิญญาณที่ไร้กาลเวลา เสียงหนึ่งพลันดังกังวานราวเสียงเทพสวรรค์

"เจ้ากล้าหรือไม่ที่จะมีชีวิตใหม่แต่ต้องแลกด้วยเลือด น้ำตาและคำสาปของตนเอง"

ไม่มีคำตอบ มีเพียงแววตานั้นที่เด็ดเดี่ยวและเยียบเย็น

ทุกสิ่งเงียบงัน และในความเงียบนั้นเสียงลมหายใจใหม่พลันเริ่มต้นขึ้นอีกครา

ดวงจิตของไป๋เยว่ถูกฉุดดึงเข้าสู่ห้วงมืดไร้ที่สิ้นสุด สายหมอกสีเทาหมุนวนรอบกาย คล้ายทั้งอบอุ่นและเยียบเย็นในเวลาเดียวกัน ร่างไร้น้ำหนักของนางล่องลอยเหนือแสงสีคราม ขณะเสียงนั้นยังคงก้องในหู

"นี่คือวาระสุดท้าย เจ้ากล้าหรือไม่ที่จะขีดชะตาใหม่ด้วยมือของตนเอง"

ไป๋เยว่เงยหน้าขึ้น แม้ไร้รูปร่าง แต่ในใจกลับมั่นคงกว่าครั้งใด น้ำเสียงของนางเอ่ยขึ้นด้วยแรงกล้าจากวิญญาณอันแตกสลาย

"ข้ายินยอมแลกคืนชะตาใหม่ ด้วยทุกหยาดเลือดและหยดน้ำตาในชีวิตก่อนหน้า"

"เจ้าต้องสูญเสียบางสิ่งที่เคยมีและไม่ได้บางอย่างที่อยากได้"

ดวงจิตนั้นสั่นสะท้านเล็กน้อย แต่ไม่ลังเล

"หากต้องเสียสิ่งนั้นไปเพื่อได้คืนอิสรภาพ ข้ายินดี"

คำพูดสุดท้ายหลุดออกจากปาก วิญญาณของนางพลันถูกดูดกลับสู่แสงจันทร์ที่แตกกระจายบนลานหินแห่งความตาย

ณ ที่นั้นศีรษะของนางซบลงอย่างสงบ ดวงตาปิดลงแน่นิ่ง แต่ในมุมหนึ่งของฟากฟ้า พระจันทร์ที่เคยหม่นมืดกลับสาดแสงแรงกล้า ท่ามกลางหิมะแรกแห่งปลายปีที่ร่วงหล่นอย่างอ่อนโยนคล้ายบทเริ่มต้นของวัฏจักรใหม่

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   ชะตาร้ายไม่หวนคืน(ตอนจบ)

    ไป๋เหวินพร้อมไป๋เซิ่งเหยียนกลับมาจากวังหลวงและรถม้าของไป๋หลานเยี่ยนก็ตามมาติด ๆ เขาเห็นไป๋เยว่และจิ่นเหวินเข้ามาคารวะและทำพิธียกน้ำชาหลังแต่งงาน พลันก็ทำให้ใต้เท้าไป๋มองทั้งคู่ด้วยสายตาที่อ่อนโยนลง "เจ้าจากบ้านไปนาน คงลำบากไม่น้อย วันนี้ทั้งสองคนก็ได้ครองคู่กันแล้ว พ่อขอให้เจ้ามีความสุขกับชีวิตที่เลือกประคองสติอยู่เสมอ" ไป๋เยว่เงยหน้ามองบิดาที่ยามนี้ไร้ความเย็นชาเช่นวันวาน "ลูกขอโทษที่ดื้อรั้นเจ้าค่ะ" "พ่อต่างหากที่ควรขอโทษเจ้า ถ้ามีเวลาก็กลับบ้านบ่อย ๆ นะ" ไป๋เหวินเอ่ยถ้อยคำอ่อนโยนมากกว่าเมื่อก่อน ไป๋เยว่ยิ้มให้เขากล่าวเสียงสั่นเครือ "เจ้าค่ะ หากท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่กับเยี่ยนเอ๋อร์อยากไปเที่ยวก็ไปหาข้าได้ที่หมู่บ้านท่านป้า พวกเราอยู่ที่นั่นเจ้าค่ะ แต่บ้านท่านป้าทำไว้รับรองแขก" "พี่หญิง วันหนึ่งข้าจะไปเยี่ยมท่านเจ้าค่ะ" เสียงสดใสของไป๋หลานเยี่ยนทำให้นางยิ้มกว้างขึ้น "พี่หญิงจะรอต้อนรับเจ้า" ไป๋เหวินและไป๋ฮูหยินยิ้มให้แก่กันที่บุตรสาวทั้งสองมีกิริยาน่ารัก นางยอมให้อภัยผู้อาวุโสทั้งสองแล้ว ทั้งครอบครัวได้รับประทานอาหารร่วมกัน ไป๋เยว่และจิ่นเหวินเล่าถึงชีวิตเรียบง่ายและสงบให้

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   มารดาที่เปลี่ยนไป

    ท้องฟ้าโปร่งใสในยามเช้า มวลเมฆขาวบางเบาแหวกออกเป็นช่องให้แสงแดดอุ่นๆ ส่องลงมาเหนือสวนหลังบ้าน ไป๋เยว่ยืนอยู่ริมหน้าต่างมองดูต้นเหมยที่บานสะพรั่ง ดอกสีขาวสะอาดสะท้อนแสงแดดจนชวนให้ใจหวิว ในห้วงเวลาที่ทุกสิ่งกำลังสงบลง ความสงบนี้กลับทำให้ไป๋เยว่รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไป เรื่องราวที่ผ่านมาเริ่มคลี่คลาย แต่อดีตยังคงไม่หายไปไหน นางและจิ่นเหวินกลับมาเยี่ยมบิดามารดาที่ตระกูลไป๋หลังการแต่งงานผ่านไป ความจริงนางไม่อยากกลับมาที่นี่แต่จิ่นเหวินให้ข้อคิดกับนางว่าหากยังมีสิ่งติดค้างอยู่ในใจก็ควรมาสะสางให้เรียบร้อย การใช้ชีวิตจึงจะสุขสงบอย่างแท้จริง ไป๋เหวินยังไม่กลับจากราชสำนักเพราะนางไม่ได้บอกล่วงหน้า มีเพียงไป๋ฮูหยินที่ยู่ในจวน พี่ชายไปกับบิดา ส่วนน้องสาวของนางไปเรียนที่สำนักศึกษาสตรีในวังหลวง "เยว่เอ๋อร์ ข้ามีเรื่องอยากพูดกับเจ้า" เสียงของมารดาดังขึ้นจากด้านหลังระหว่างที่นางรอคนรับใช้ไปแจ้งให้เข้าพบ ไป๋เยว่หันไปมองเห็นมารดาก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางอ่อนโยน ไม่ใช่แม่ผู้หงุดหงิดที่เคยบังคับให้นางเดินตามทางที่ท่านวางไว้ แต่เป็นมารดาคนหนึ่งที่มีความอ่อนโยนในแววตา "ท่านแม่" ไป๋เยว่เอ่ยเส

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   งานแต่งงานใต้ซากอดีต

    หลังจากนั้นอีกหลายวันจิ่นเหวินกับไป๋เยว่และคนในบ้านได้ร่วมกันหารือจัดงานแต่งงานเล็ก ๆ ภายในครอบครัวโดยมีแขกในงานเป็นสักขีพยานเพียงห้าคน แต่ไป๋เยว่ให้เชิญคนยากจนมาร่วงานเพื่อรับแจกอาหารเป็นการบำเพ็ญบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งจิ่นเหวินก็ยินยอม "เราต้องตัดชุดใหม่เจ้าค่ะคุณหนู งานมงคลสำคัญ" ซูหลานอาสาเพราะนางมีฝีมือในการเย็บผ้า ไป๋เยว่จึงอนุญาตโดยให้หนี่เอ๋อร์คอยช่วย ช่วงเวลานี้จิ่นเหวินและไป๋เยว่จึงเก็บตัวไม่ได้พบกันจนกว่าจะถึงวันมงคล ทั้งคู่จึงยุ่งวุ่นวายกับการเตรียมตัวในส่วนของตนเองถึงจะเป็นงานเล็ก ๆ ทว่าต้องครบถ้วนตามธรรมเนียม ภายในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบกำลังจะมีงานแต่งงานเกิดขึ้น ผู้ปกครองชุมชนจึงเตรียมตัวนำของขวัญไปร่วมแสดงความยินดี เป็นน้ำใจและการผูกมิตรกับเพื่อนบ้านคนใหม่ งานที่ตั้งใจจัดเล็ก ๆ จึงเต็มไปด้วยมิตรภาพของชาวบ้าน "เกรงใจผู้อาวุโสแล้ว" จิ่นเหวินต้อนรับผู้ใหญ่บ้านที่เดินมาถามข่าวคราว "ไม่เป็นไร คิดเสียว่าเป็นญาติกัน หมู่บ้านของเราเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ข้าจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร" ผู้ใหญ่บ้านมีอัธยาศัยดีจึงทำให้จิ่นเหวินไม่คิดมาก เขาได้เชิญมาร่วมงานแต่งงานรวมถึงมีโ

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   หัวใจที่มีเพียงเจ้า

    สายลมยามเช้าเย็นสบายตรงกันข้ามกับร่างสตรีทั้งสามคนกำลังสาละวนกับการทำขนมให้ทันออกไปขายที่ตลาด "ข้ารับรองว่าต้องขายได้แน่นอนเจ้าค่ะ กลิ่นหอมขนาดนี้" ซูหลานที่กลายมาเป็นคนของไป๋เยว่เต็มตัวเปิดฝาหม้อนึ่งขนมหม้อสุดท้ายออกพลางสูดดมกลิ่นหอมในหม้อเบา ๆ "รีบจัดขนมเถิดเดี๋ยวจะสายเสียก่อน" ไป๋เยว่และหนี่เอ๋อร์ที่กำลังเก็บของไปล้างเอ่ยเตือน จากนั้นนางทั้งสองก็มาช่วยซูหลานจัดขนมใส่ห่อไปขายที่ตลาด ซูหลานและหนี่เอ๋อร์ออกไปขายขนมที่ตลาดเป็นครั้งแรกจึงต้องไปสองคน ไป๋เยว่จึงยู่บ้านคนเดียว นางเก็บกวาดห้องครัวและออกไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำท้ายหมู่บ้านรอทั้งสองคนกลับมา จิ่นเหวินออกมาตักน้ำที่บ่อน้ำท้ายหมู่บ้านบริเวณใกล้กับไป๋เยว่ที่ซักผ้าอยู่ มันมิใช่ความบังเอิญแต่เป็นความตั้งใจของเขา ก่อนหน้านี้สืบรู้มาแล้วว่าไป๋เยว่อยู่คนเดียวและกำลังออกมาซักผ้าเขาจึงกะเวลาพอดีแล้วถือถังน้ำออกจากบ้านมา จิ่นเหวินวางถังน้ำไว้ข้างบ่อแล้วเดินเข้าไปใกล้ไป๋เยว่ เขาหยุดยืนข้าง ๆ นางก่อนนั่งลง ไป๋เยว่หันมองตามสัญชาตญาณเมื่อนางรู้สึกว่ามีคนอยู่ใกล้ตัว "องค์ชาย เอ่อ..." นางลุกขึ้นกำลังจะย่อกายคารวะดั่งที่เคยทำ "อย่าทำเช่น

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   โอกาสใหม่

    เรื่องของไป๋เยว่รบกวนจิตใจจิ่นเหวินอยู่หลายวัน นางทำเช่นนี้เขามิได้ถือโทษโกรธนางเพียงแต่เขากำลังตัดสินใจในบางเรื่องก่อน จิ่นเหวินติดราชกิจในราชสำนักนานหลายวันเขาจึงไม่ได้ไปเยี่ยมไป๋เยว่ เพียงส่งชาไปฝากนางและเขียนจดหมายถึงนางเล็กน้อย ในอดีตนางไม่เคยได้ทำความรู้จักกับองค์ชายรองผู้นี้ ชาตินี้นางได้รู้จักได้ใกล้ชิดกันบ่อยครั้งทำให้นางรับรู้ว่าคนที่หวังดีกับนางจากใจจริงยังคงมีอยู่ จิ่นเหวินคอยช่วยเหลือและปกป้องนางมาหลายครั้ง ในใจของนางก็มีความอบอุ่นเมื่อได้พบกับเขา แต่หากโชคชะตาทำให้นางและเขาไม่เป็นอย่างที่ใจคิดนางก็ยอมรับได้ เพราะมันคือหนทางที่นางเลือกแล้ว ในวันข้างหน้าเขาคงมีตำแหน่งสูงขึ้น มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ต่อจากฮ่องเต้ แตกต่างกับนางที่เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง "คุณหนูเจ้าคะ ข้าไปเก็บลูกพลับหลังบ้านมีเยอะแยะเลยเจ้าค่ะ" หนี่เอ๋อร์วิ่งเข้ามาหานางด้วยความตื่นเต้น ไป๋เยว่หยุดความคิดแล้วหันไปดูตะกร้าลูกพลับในมือหนี่เอ๋อร์ "ดีเลย เอาไปเก็บในครัวเถิด" "เจ้าค่ะ" สตรีทั้งสามใช้ชีวิตดั่งชาวบ้านทั่วไป เสื้อผ้าอาภรณ์สวยงามของนางเก็บเอาไว้มิดชิด มีเพียงชุดทำงานธรรมดาและเรียบง่ายแทน

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   คนที่อยู่เคียงข้างเสมอ

    รถม้ารับจ้างสองคันเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่เขตชานเมือง การตัดสินใจของไป๋เยว่ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย นางรู้ดีว่าทำผิดธรรมเนียมของสตรีที่ดี ผู้อื่นอาจมองว่านางเห็นแก่ตัวที่ทอดทิ้งครอบครัว แต่นางมั่นใจว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต "เมื่อเลือกเส้นทางใหม่ก็ต้องยอมรับสิ่งที่เสียไปเพื่อแลกกับชีวิตใหม่" นางพูดกับซูหลานและหนี่เอ๋อร์ที่ขอติดตามไปอยู่ด้วย "ว่าแต่เจ้าสองคนออกมาอยู่กับข้าเช่นนี้ จะยอมรับได้หรือค่าจ้างก็ไม่มี ทรัพย์สินเงินทองที่มีติดตัวมาก็มีไม่มาก" นางไม่อยากเห็นเด็กสาวทั้งสองคนต้องตกระกำลำบาก สำหรับไป๋เยว่ผู้เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ต่อให้ต้องอยู่อย่างคนยากจนนางก็ไม่กลัว "พวกเราไม่กลัวเจ้าค่ะ เราต่างมีฝีมือ ข้ากับหนี่เอ๋อร์มีเงินก้อนหนึ่ง เอามารวมกันลงทุนก็น่าจะตั้งตัวได้เร็วขึ้น" "ใช่เจ้าค่ะคุณหนู ข้าอยากติดตามคุณหนูเรื่องลำบากข้าไม่เคยกลัว" คำพูดของสตรีทั้งคู่หนักแน่นมั่นคง ไป๋เยว่เผยรอยยิ้มออกมา นางซาบซึ้งใจที่นางเพิ่งสูญเสียคำว่าครอบครัวไปแต่กลับได้มิตรแท้กลับคืนมา "ขอบใจเจ้าทั้งสองคนมาก" รถม้าจอดที่บ้านหลังเล็ก ๆ สตรีทั้งสามจึงช่วยกันขนของ

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   คลื่นใต้น้ำในวังหลวง

    ภายในวังหลวง อากาศยามเช้าระหว่างฤดูหนาวยังคงมีความเย็นเยือก แต่กลับอบอุ่นขึ้นด้วยการเคลื่อนไหวของบุคคลในตำแหน่งสูง เริ่มมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วถึงความสัมพันธ์ที่เริ่มใกล้ชิดระหว่างองค์ชายรองจิ่นเหวินและบุตรสาวตระกูลไป๋ เสียงกระซิบจากข้ารับใช้ในตำหนัก ถึงแม้จะเป็นเพียงคำพูดเบา ๆ แต่กลับทำให้เกิดกร

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   บิดาเริ่มสงสัย

    หลายวันต่อมา แสงอาทิตย์ยามสายทอดผ่านม่านโปร่งสีจางของเรือนใหญ่ ภายในเรือนสกุลไป๋กลับเงียบงันจนน่าอึดอัด บรรยากาศเหมือนมีบางอย่างกำลังคลี่คลายช้า ๆ ทว่าไม่อาจเดาได้ว่าจะเป็นไปในทางใด ไป๋เหวิน อัครเสนาบดีของราชาสำนักและบิดาผู้เฉียบขาดของไป๋เยว่ ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าบานหน้าต่าง ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องลอด

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   งานบุญที่เปลี่ยนไป

    สิบห้าวันต่อมาที่จวนตระกูลไป๋ หลังจากตระกูลไป๋เตรียมงานอย่างขะมักเขม้นสำหรับงานเลี้ยงของปีนี้มานานถึงสิบวัน ไป๋เยว่และคนอื่นก็มัวแต่วุ่นวายกับการเตรียมงานจึงไม่มีข่าวคราวใดจากข้างนอก อีกอย่างนางรับหน้าที่หลายอย่าง ทั้งเชิญแขกไปยังวังหลวงและตระกูลขุนนางต่าง ๆ ทั้งเตรียมงานช่วยมารดาอยู่ในจวนจึงมิได้

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   ท่านอ๋องเงียบงัน

    เมื่อกลับมาถึงจวนไป๋เยว่จึงแจ้งแก่พ่อแม่ของหนี่เอ๋อร์ "ข้าจะรับหนี่เอ๋อร์ทำงานกับข้าแทนฮูหยิน ท่านลุงท่านป้าสบายใจได้รับรองว่าข้าจะดูแลนางอย่างดี ขอเพียงอย่าทำเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีก" พ่อกับแม่ของหนี่เอ๋อร์กล่าวขอบคุณและยินยอม นางจึงให้เงินก้อนหนึ่งเอาไว้ใช้จ่าย ตอนสิ้นเดือนนางยังอนุญาตให้หนี่เอ๋อร

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status