LOGINตัวหลี่หมิงฮวนเองก็กัดฟันแน่นข่มความเจ็บปวดเอาไว้ ถึงแม้มิได้มีเลือดไหลออก ผิวหนังปริแตกเช่นเฟยจูที่อยู่บนพื้น แต่ความเจ็บปวดที่ได้รับไม่ต่างจากนางเลยสักนิด
“เจ้าทำอันใดกับข้า” เขากระชากนางขึ้นมาถามอย่างเจ็บแค้น
เฟยจูแทบจะหมดสติไปแล้ว ร่างกายของนางถึงจะอยู่ภายในมิติหลายวัน แต่พอกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ก็กลับไปอ่อนแอเปราะบางเช่นเดิม มาถึงยังจะถูกเขาทรมานจะให้นางทนรับความเจ็บปวดเช่นนี้ได้อย่างไร
“หากท่านอ๋องไม่โง่พอ คงจะมองออกว่ามีแต่ข้าที่ถูกท่านทำร้าย” เสียงของนางเบาราวกับยุงบินผ่าน แต่องครักษ์ที่อยู่ไกลล้วนได้ยิน ต่างก็ตกใจไม่น้อยที่เฟยจูยังคงปากกล้าไม่เปลี่ยน ทุกคนคิดว่าอีกไม่กี่ชั่วลมหายใจต่อมาจะต้องเห็นศีรษะของนางหล่นลงพื้นเป็นแน่
แต่ทุกคนล้วนคาดเดาผิด หลี่หมิงฮวนสะบัดตัวนางออกอย่างไม่ไยดี ก่อนจะสั่งให้องครักษ์ลากเฟยจูไปขังไว้ที่คุกมืดที่หนาวเหน็บแทน “พานางไปขังไว้ หากครั้งนี้ปล่อยให้นางหนีหายออกไปได้ พวกเจ้าก็นำหัวของเจ้ามามอบให้เปิ่นหวางแทน
หลี่หมิงฮวนสะบัดแขนเสื้อเดินจากไปทันที เขาต้องทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเสียก่อน ด้วยไม่เข้าใจว่าเหตุใดยามที่ลงมือทำร้ายนาง มิใช่มีเพียงตัวนางที่เจ็บปวด แต่เป็นตัวเขาเองด้วย
องครักษ์สือเป็นผู้คุมตัวเฟยจูไปขังตามคำสั่ง ถึงแม้นางยังไม่สลบแต่ก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อต้านเสียแล้ว เฟยจูถูกองครักษ์ลากแขนทั้งสองข้างไปกับพื้นอย่างไม่ไยดี นางได้แต่ลอบสาปแช่งพวกคนชั่วอยู่ในใจ
พวกเขาทำราวกับว่านางลอบสังหารชินอ๋อง หรือลักขโมยข้าวของเสียอย่างนั้น เพียงแค่คำพูดตำหนิชินอ๋องลับหลังไม่กี่ประโยคนางต้องถูกทรมานเพียงนี้เลยหรือ ความแค้นใจที่ไม่อาจตอบโต้สิ่งใดกลับได้ ความเจ็บปวดจากรอยแส้ที่เขาฟาดลงมาอย่างไม่ปรานี เฟยจูร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น นางมิได้ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง แต่การร้องไห้โดยไร้เสียงและอดกลั้นเพื่อจะไม่ให้เสียงหลุดรอดออกมา ช่างชวนให้ผู้คนที่พบเห็นเวทนายิ่งนัก
“ข้าขอเตือนเจ้าสักคำ ครั้งหน้าหากท่านอ๋องตรัสถามสิ่งใดเจ้าอย่าได้ปากกล้าอีก ยังดีที่ท่านอ๋องยังเมตตาไม่เอาชีวิตของเจ้า” องครักษ์สือเอ่ยออกมาจากใจจริง ด้วยเห็นว่านางอายุยังน้อย และแตกต่างจากสาวใช้ที่เคยพบเห็นมาทั้งหมด
“หึ นี่คือความเมตตาที่มอบให้ข้าหรือ เช่นนั้นอย่าให้เลยจะดีกว่า มิใช่ว่าท่านอ๋องไม่อยากจะฆ่าข้า แต่ทำไม่ได้ต่างหาก” เสียงของนางยังคงแผ่วเบา แทบจะเปล่งเสียงออกมาไม่ได้ แต่แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวให้เห็นเลยสักนิด
“บังอาจ!!! สาวใช้ไร้ค่าเช่นเจ้า หากจะเอาชีวิตง่ายเสียยิ่งกว่าผายลมเสียอีก”
เฟยจูเงยหน้าขึ้นมององครักษ์สือด้วยแววตาเรียบเฉย “ชีวิตคนหนึ่งคนจะไร้ค่าได้อย่างไร ท่านพนันกับข้าหรือไม่ ว่าข้าไม่มีทางตาย หากท่านกล้า...ข้ามีเพียงสิ่งเดียวที่จะขอจากท่าน”
“จะตายอยู่แล้วยังปากเก่ง แผลบนตัวของเจ้ากับความเป็นอยู่ในคุกมืดเจ้าก็ไร้หนทางรอดแล้ว ข้าชนะตั้งแต่ยังไม่วางเดิมพันกับเจ้า”
เฟยจูหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น “หึหึ ท่านอ๋องต้องปล่อยตัวข้าในวันพรุ่งนี้ ท่านเชื่อหรือไม่ หากข้าเดาถูก ท่านต้องช่วยเหลือข้าหนึ่งเรื่อง แต่หากข้าเดาผิด...ข้าจะมอบของขวัญล้ำค่าให้ท่านก่อนข้าตาย” นางจะใช้น้ำวิเศษในมิติเป็นเดิมพัน
อาสือถูกนางจ้องมองอย่างไม่เกรงกลัว ก็อดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่นางพูดจะถูกต้องหรือไม่ แต่สาวใช้เช่นนางจะไปหาของขวัญล้ำค่ามาให้เขาจากที่ไหน “ได้” แต่ก็ยอมรับปากนางด้วยอยากรู้ว่าผู้ใดจะชนะเดิมพันนี้กันแน่
เฟยจูทิ้งตัวลงนอนขดตัวบนพื้นอย่างน่าเวทนา อากาศภายในหนาวเย็นจนปวดกระดูกไปหมด นางไม่มีเรี่ยวแรงมาสนใจว่าเลือดบนแผลจะหยุดไหลไปหรือยัง สติของนางค่อยๆ เลื่อนราง ก่อนจะได้ยินประโยคสุดท้ายของอาสือ “ครอบครัวของเจ้าถูกคุมตัวเอาไว้ในตำหนัก หากไม่อยากให้พวกเขาเกิดเรื่องร้ายขึ้น เจ้าเลิกโอหังกับท่านอ๋องได้แล้ว”
เฟยจูส่งเสียงตอบรับเบาๆ ไปคำ ก่อนที่นางจะหมดสติไป
หลี่หมิงฮวนหลังจากที่กลับมาถึงเรือนพัก ก็โยนแส้ในมือทิ้งไว้ที่พื้นอย่างไม่ไยดี เขาเอาแต่นั่งครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อยู่ดีๆ นางก็ปรากฏตัวกลับมาอยู่ภายในคุกใต้ดินเช่นเดิม ที่แปลกไปกว่านั้นคือนางจำไม่ได้ว่าหายไปกี่วัน อีกเรื่องที่เขาคิดอย่างไรก็ไม่อาจหาเหตุผลมาหักล้างได้ เขาทำนางเจ็บตัวเขาเองก็ได้รับความเจ็บปวดไม่ต่างกัน
ตอนนี้ อาการเจ็บปวดยังคงไม่ทุเลาลง เพียงแต่ไม่มีร่องรอยว่าเขาได้รับบาดเจ็บมันออกจะประหลาดเกินไปแล้ว ทั้งแผ่นหลังและลำคอดูเหมือนความเจ็บจะฝั่งลึกว่าครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้นจริง
หลังจากที่อาสือกลับมารายงานเรื่องจับตัวเฟยจูไปกักขังไว้เรียบร้อยแล้ว และยังจัดเวรยามเฝ้าจับตาดูนางอยู่ไม่ห่าง เขาก็ยังไม่ได้ถอยออกไป แต่สังเกตสีหน้าที่แปลกประหลาดของผู้เป็นนายแทน
บนหน้าผากของหลี่หมิงฮวนมีเหงื่อซึมออกมา ทั้งสีหน้าของเขาราวกับว่ากำลังจับไข้ “ท่านอ๋อง พระองค์เป็นอันใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” รับใช้มาตั้งแต่เล็กน้อยครั้งนักที่จะเห็นเทพสังหารล้มป่วย
“ไม่ เปิ่นหวางจะพักผ่อนแล้ว เจ้าเองก็ไปพักเถิด” เขาโบกมือไล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะถอดเสื้อตัวนอกออกโยนทิ้งแล้วเดินไปล้มตัวลงนอนบนเตียง
แต่อาการปวดร้าวไปทั้งตัวยังคงไม่หายไปไหน เหงื่อเริ่มออกเต็มแผ่นหลัง คล้ายว่าอีกไม่นานเขาจะต้องเกิดพิษไข้ขึ้นมาอย่างแน่นอน
“ประเดี๋ยวก่อน อาสือ...เจ้าไปเฝ้านางไว้ หากเกิดเรื่องใดมาแจ้งได้ทันที ต่อให้นางเป็นไข้เจ้าก็ต้องมาแจ้ง”
อาสือเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ แต่ก็รับคำสั่งทันที หลี่หมิงฮวนกุมหน้าผากที่ปวดหนึบเอาไว้อย่างหงุดหงิดใจ เขาหัวเราะเย้ยหยันออกมา “หึหึ เปิ่นหวางเองก็อยากจะรู้ หากเจ้าตาย เปิ่นหวางจะต้องตายไปด้วยหรือไม่” เขายิ้มเหี้ยมออกมา ไม่มีทางเชื่อได้อย่างสนิทใจว่าเรื่องราวจะลงเอ่ยเช่นนี้
ตกดึกเฟยจูเพ้อเพราะพิษไข้ ตัวของนางสั่นเทาจนน่าสงสาร อาสือที่มาเฝ้าดูอาการของนางตามคำสั่งก็รีบร้อนไปแจ้งหลี่หมิงฮวนที่จวนพักทันที แต่เมื่อเข้าไปพบที่ห้องนอนก็ต้องตกใจ เมื่อหลี่หมิงฮวนเองก็จับไข้หนาวสั่นอยู่บนเตียง เพียงแต่ว่าเขาดีกว่าเฟยจูตรงที่ยังมีสติรับรู้สั่งความได้ ไม่ได้เพ้อเช่นที่นางเป็น
ตำหนักอ๋องวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พ่อบ้านเถาถูกปลุกขึ้นในกลางดึก ให้ส่งคนไปตามหมอหลวงมาดูอาการหลี่หมิงฮวน บ่าวไพร่เองก็รีบจัดเตรียมข้าวของที่จะต้องใช้อย่างเร่งรีบ
แต่สิ่งที่หลี่หมิงฮวนสั่งความอย่างแรกที่เห็นอาสือ มิใช่ให้ไปตามหมอหลวง แต่ให้ไปพาตัวเฟยจูมาที่เรือนพักของเขาทันที
อาสือเองตกตะลึงไปไม่น้อย ก่อนที่นางจะหมดสติพูดกับเขาเอาไว้ว่าหลี่หมิงฮวนจะต้องปล่อยตัวนางในวันพรุ่งนี้ แต่มันเกิดขึ้นเร็วกว่าที่นางคาดเดาเอาไว้ ยามนี้ขนทุกเส้นบนหัวของอาสือลุกตั้งชันอย่างที่เกิดขึ้นได้น้อยครั้ง นางชนะพนันที่วางเอาไว้ หรือนางมีความสามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้น เช่นนั้นสิ่งที่นางพูดว่าท่านอ๋องไม่มีทางสังหารนางก็คงจะเป็นจริง ในหัวอาสือคิดวนไปจนเดินมาถึงห้องขัง
หลี่หมิงฮวนเองเหมือนเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ ว่าเขาเคยพูดเช่นนี้เอาไว้จริงๆ อดจะภูมิใจไม่ได้ที่บุตรของตนยังไม่ทันออกมาก็เชื่อฟังเสียแล้ว มัวแต่ฝันหวานเรื่องของบุตรอยู่ ก็ต้องสะดุ้งตกใจ เมื่อได้ยินเสียงร้องของเฟยจูก็ดัง“ท่านอ๋อง!!! อย่าพ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านเถาดึงรั้งตัวหลี่หมิงฮวนเอาไว้ เมื่อหลี่หมิงฮวนจะพุ่งตัวเข้าไปในห้องคลอดหมอตำแยทั้งสามได้รู้ฐานะของหลี่หมิงฮวนก็ตกใจจนมือไม้สั่นไปหมด จนหมอหลวงต้องตวาดเรียกสติพวกนางกลับมา“หากพระชายากับเด็กในท้องเป็นอันใดขึ้นมา ชีวิตของพวกเจ้าก็ต้องทิ้งเอาไว้ที่นี่ด้วย” หมอตำแยทั้งสามถึงได้มีสติรีบช่วยเฟยจูเบ่งทันทีหมอหลวงตรวจอาการให้เฟยจู ทั้งจัดยาเร่งคลอดให้นางก็รีบออกมา พอดื่มยาเร่งคลอด เสียงร้องของนางยิ่งดังขึ้นมากกว่าเดิม“เจ้าออกมาทำไม เหตุใดไม่อยู่กับนางข้างใน” หลี่หมิงฮวนดึงคอเสื้อของหมอหลวง“ท่านอ๋อง กระหม่อมเป็นบุรุษ จะอยู่ได้อย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ”หลี่หมิงฮวนดูเหมือนจะได้สติกลับมา เขาจึงได้ปล่อยคอเสื้อของหมอหลวงออก อาซานที่เห็นหลี่หมิงฮวนคุมควบอารมณ์ไม่ได้ก็ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ ก่อนหน้าตามไล่สังหารชนเผ่านอกด่านกับลงโทษคนตระกูลเซี่ย ท่านอ๋องขอ
เมื่อเจ้าเมืองเดินทางมาถึง แม้จะเป็นคนของหลี่หมิงฮวนเขาเองก็ถูกลงโทษด้วยการโบยถึงยี่สิบไม้ ด้วยไม่คัดเลือกสาวใช้ให้ดี ทั้งหมดเกิดขึ้นต่อหน้าบ่าวไพร่ทั้งจวน ยกเว้นเฟยจูที่หลานหลานปกปิดนางเอาไว้ ไม่ให้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นสาวใช้ใจกล้าย่อมเก็บเอาไว้ไม่ได้ หลังจากที่เจ้าเมืองลั่วซีสั่งโบยนางเสียเกือบตาย นางก็ถูกลงเข้าหอนางโลมชั้นต่ำ ให้สมกับที่นางอยากทอดกายใต้ล่างของบุรุษหลี่หมิงฮวนไม่สนใจว่าสาวใช้นางนั้นจะเป็นเช่นใด เขาเดินกลับไปหาเฟยจูเพื่อกินมื้อเย็นร่วมกับนางเช่นทุกวัน“ในท้องเจ้ามีเด็กมากกว่าสองคน กินให้มากอีกหน่อยเถิด” หลี่หมิงฮวนคีบอาหารใส่ในชามเฟยจู เมื่อนางวางตะเกียบหลังจากกินไปได้เพียงครึ่งชาม“ไม่กินแล้ว หากกินมากเกินไปข้าจะคลอดลำบาก กินเพียงให้อิ่มท้องก็พอ” นางไม่เคยปล่อยให้ตนเองหิวเลย หลานหลานมักจะหาของอร่อยมายั่วน้ำลายของนางเสมอ แต่เฟยจูก็ยังเชื่อคำพูดของหมอและหมอตำแยที่ให้นางกินน้อยลง ให้กินหลายๆ มื้อแทน“อืม เช่นนั้น ข้าจะสั่งห้องครัวให้เตรียมมื้อดึกให้เจ้า ข้าจะต้องเดินทางไปโจวเป่ยสักรอบ แต่จะรีบกลับมาก่อนที่เจ้าจะคลอด”“เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ” นางอดตกใจไม่ได้เมื่อเห็นว่าเ
อาซานไม่รู้ว่าภายในรถม้าเกิดเรื่องใดขึ้น แต่พอได้ยินว่าต้องรีบไปโรงหมอด่วน เขาก็มุ่งหน้าไปเตรียมหมอไว้ก่อนแล้ว“หมอดีที่สุดในเมืองแล้วหรือ” หลี่หมิงฮวนหันไปเอ่ยถามอาซาน เมื่อหมอตรงหน้าจับชีพจรอยู่นานแล้วก็ยังไม่อาจตอบได้ว่าเฟยจูนางเป็นอันใด“อะแฮ่ม ถึงข้าจะไม่ใช่หมอที่เก่งกาจ แต่เจ้ามัวแต่นั่งจ้องหน้าข้าเหมือนอยากจะสังหารข้าเช่นนี้ ต่อให้เป็นหมอเก่งเพียงใดก็ตรวจไม่ออกหรอก หึ” เขาแค่นเสียงอย่างไม่พอใจเดิมชีพจรของเฟยจูก็ไม่ได้ตรวจยากอะไร แต่พอเจอไอสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของหลี่หมิงฮวน สมาธิก็กระเจิงหมดแล้ว“พูดมาก ภรรยาข้านางเป็นอันใด”“นางตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าแล้ว ทางที่ดี...ทานเว้นเรื่องบนเตียงไปสามเดือนก่อน มิเช่นนั้น...” หมอยังไม่ทันพูดจบหลี่หมิงฮวนก็ลุกขึ้นพุ่งไปดึงคอเสื้อหมอแล้ว“เจ้าว่า...ฮูหยินข้านางตั้งครรภ์หรือ”“ชะ ใช่ นะ นางตั้งครรภ์แล้ว” หมออดจะหวาดกลัวกับท่าทางของหลี่หมิงฮวนไม่ได้เขานิ่งอึ้งไปครู่ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง “ฮ่า ฮ่า ตกรางวัล อาซานเจ้าให้องครักษ์ของเปิ่นหวางพาหมอเข้าวังหลวง หาตำแหน่งในสำนักหมอหลวงให้เขาสักตำแหน่ง อ้อ...อย่าลืมแจ้งข่าวกับเสด็จพี่และฮองเฮาด
ภายในห้องของไต้ซือเกา เขาดูไม่แปลกใจที่เห็นหลี่หมิงฮวนติดตามเฟยจูมาด้วย “สีกาพร้อมแล้วใช่หรือไม่ ท่านอ๋องเล่า ต้องการไปด้วยกันกับนางหรือไม่” เขายิ้มมองหลี่หมิงฮวนอย่างแฝงไปด้วยความหมาย“ย่อมต้องไป” ต่อให้นางต้องกลับภพภูมิเดิมเขาก็พร้อมที่จะไปกับนางด้วย“เช่นนั้น...ท่านทั้งสองหลับตาลง”ไต้ซือเกาให้ทั้งสองนั่งหลับตาเข้าสมาธิตรงหน้า หลี่หมิงฮวนกุมมือเฟยจูเอาไว้แน่น ด้วยกลัวว่านางจะหายไปตอนที่เขาหลับตาลง เสียงบทสวดของไต้ซือเกาดังก้องไปทั่วห้อง ทั้งสองเหมือนถูกบางสิ่งดึงดูดร่างกาย“ท่านทั้งสองมีเวลาเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น ก่อนที่จะต้องกลับคืนสู่ร่างเดิม”สิ้นเสียงของไต้ซือเกา หลี่หมิงฮวนและเฟยจูลืมตาขึ้นก็พบว่าตนเองอยู่ในบ้านของเฟยจูที่ยุคปัจจุบันแล้ว หลี่หมิงฮวนมองสิ่งรอบตัวด้วยความประหลาดใจ ข้าวของทุกสิ่งเขาล้วนแต่ไม่เคยเห็นมาก่อนเฟยจูกำลังมองบิดาที่กำลังกอดปลอบใจมารดาอยู่ที่โซฟาในห้องโถงรับแขก “พ่อคะ แม่คะ หนูกลับมาแล้ว” เสียงของนางที่ร้องเรียกคนทั้งสองปนสะอื้นอย่างน่าสงสารพ่อกับแม่ของเฟยจูเงยหน้าขึ้นมามองตามเสียงก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นบุตรสาวยืนอยู่ข้างบุรุษแปลกหน้าในชุดโบราณ ร่างของท
อาสือไปนำรถม้าของโรงเตี๊ยมพาเฟยจูและหลานหลานออกเดินทางไปวัดนอกเมือง ชาวบ้านมารอเข้าพบไต้ซือไม่น้อยเลยเฟยจูที่เห็นคนมากมายก็ไม่คิดว่าตนเองจะได้เข้าพบ นางจึงไปจุดธูปขอพรพระในวิหารแทน ตอนที่ขอพรเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางกำลังจะลุกขึ้นไปปักธูป เณรน้อยที่ยืนรออยู่ด้านหลังก็เอ่ยเรียกนางทันที“สีกา ไต้ซือให้ข้ามาเชิญท่านไปพบที่ขอรับ”“เจ้าคะ? อ้อ...ได้เจ้าค่ะ” นางปักธูปเสร็จก็เดินตามเณรน้อยไปอย่างมึนงงคนที่ยินดีเห็นจะเป็นหลานหลาน ด้วยชื่อเสียงของไต้ซือเกา มิใช่ว่าผู้ใดจะเข้าพบก็ได้ ต้องเป็นผู้ที่ไต้ซือต้องการพบจริงๆชาวบ้านที่ต่อแถวรออยู่ด้านหน้ามองผู้มาเยือนใหม่อย่างสงสัย ยิ่งเห็นเณรน้อยเดินนำหน้าหญิงสาวใบหน้างดงามเข้าไปด้านในห้องที่ไต้ซือนั่งสมาธิอยู่ ก็พอจะรู้แล้วว่าวันนี้พวกตนไม่มีโอกาสได้เข้าพบ บางคนจึงเดินออกไปจากวัดทันทีภายในห้อง กลิ่นธูปลอยส่งกลิ่นหอมผ่อนคลาย อาสือกับหลานหลานถูกสามเณรน้อยขวางเอาไว้อยู่ด้านหน้าไม่ยอมให้ติดตามเข้าไปด้วย“อาสือ หลานหลาน พวกเจ้ารออยู่ด้านนอกเถิด”สองพี่สองมองตามแผ่นหลังของเฟยจูไปอย่างไม่สบายใจ อาสือทันได้เห็นภายในห้องอยู่ชั่วอึดใจ เมื่อเห็นว่ามีเพียงไต้ซื
รุ่งเช้าก่อนจะออกจากห้องพักได้ หลี่หมิงฮวนต้องช่วยนวดเอวให้เฟยจูอยู่ครู่ใหญ่กว่าที่นางจะดีขึ้น“ไหนท่านบอกว่าห้ารอบไง เลยไปรอบที่หกได้อย่างไร” นางมองค้อนเขาอย่างไม่พอใจ“ข้าถามเจ้าแล้ว เจ้าจำไม่ได้เอง ข้าผิดเองคืนนี้จะไม่รังแกเจ้าดีหรือไม่ ลุกได้แล้ว ประเดี๋ยวจะต้องรีบออกเดินทาง”“ท่านพูดแล้วนะ” เฟยจูมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อหลี่หมิงฮวนเพียงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะช่วยประคองนางออกไปจากห้อง ด้านล่างอาหารถูกสั่งขึ้นโต๊ะรอไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้มีหลานหลานนั่งรออยู่ด้วย พอหลี่หมิงฮวนเห็นนางก็หรี่ตามองอย่างมุ่งร้ายทันที“นายท่าน ข้าน้อยขอติดตามท่านและฮูหยินในฐานะสาวใช้ได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าน้อยอยากอยู่ใกล้พี่ชาย ไม่อยากแยกห่างอีกแล้วเจ้าค่ะ” หลานหลานคุกเข่าลงเสียงดังหากเพิ่มสตรีเข้ามาร่วมเดินทางเพิ่มมีแต่จะสร้างความยุ่งยาก หลี่หมิงฮวนคิดจะปฏิเสธแต่เมื่อถูกมือน้อยๆ ของเฟยจูแกว่งอย่างออดอ้อน เขาก็ไม่เอ่ยพูดสิ่งใด แล้วไปนั่งลงเพื่อกินข้าวทันทีอาสือเห็นท่าทางของผู้เป็นนายก็รู้ว่าสำเร็จแล้ว จึงได้รีบให้หลานหลานโขกหัวขอบคุณหลี่หมิงฮวนและเฟยจู“ลุกไปนั่งกินข้าวได้แล้ว หากช้า...เจ้าจะถูกทิ้งไว้ที่นี่” เฟ
เสียงกระแอมของหลี่หมิงฮวนดังขึ้น เมื่อเขาเห็นเฟยจูกอดรัดรอบคอของอู่ซิ่ว “อะแฮ่ม เจ้าต้องรีบพักผ่อน พรุ่งนี้ยังต้องตื่นเตรียมตัวตั้งแต่เช้า”“เพคะ” เฟยจูได้แต่ถลึงตาใส่เขา แล้วลงจากหลังของอู่ซิ่ว พูดคุยอีกสองสามคำก็เข้าเรือนไปนางกำนัลที่ฮองเฮาส่งมาช่วยเตรียมงาน ขวางหลี่หมิงฮวนเอาไว้อย่างแข็งขันไม่ย
ก่อนที่จะออกจากพระราชวัง เฟยจูหันกลับมามองอีกครั้ง “จูจู เจ้าอยู่ที่ใด เมื่อใดเจ้าจะกลับมา” เธอรีบหันซ้ายหันขวาไปมองรอบตัว เมื่อได้ยินเสียงแผ่วเบาที่เหมือนลอยมาตามสายลม เธอคิดจะวิ่งกลับเข้าไปด้านในอีกครั้ง เพื่อตามหาที่มาของเสียง แต่ถูกเพื่อนร่วมงานร้องเรียกเอาไว้เสียก่อน“จูจู เร็วเข้า รถจะออกแล้ว
เสียงกรีดร้องของพระสนมและองค์หญิงดังไปทั่วห้องโถง“หากไม่หุบปาก ข้าจะฆ่าให้หมด!!!” หลี่ฮุ่ยหลางตวาดออกมาอย่างรำคาญใจดาบในมือของเว่ยกุ้ยเฟยโชกไปด้วยเลือด นางหันไปมองทางฮองเฮา ก่อนจะเดินไปตรงหน้าช้าๆ“ซูฮองเฮา เจ้าเพียงแค่โชคดีกว่าข้าที่ได้เข้าตำหนักบูรพาก่อนก็เท่านั้น หากข้าได้เข้ามาก่อนหน้าเจ้ามีห
เสียงฝีเท้าม้าของคนกลุ่มใหญ่ที่เร่งเข้ามา ทำให้เจ้าหน้าที่ตื่นตัวเตรียมตั้งมือรับ แต่เมื่อเห็นป้ายแสดงตัวที่อาลิ่วมุ่งหน้าไปแสดงตัวก่อน ก็รีบเปิดทางให้ทันที พร้อมทั้งรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้หลี่หมิงฮวนฟังอย่างละเอียด“ท่านอ๋อง เมื่อสองคืนก่อนมีกลุ่มโจรบุกเข้ามาในหมู่บ้านพ่ะย่ะค่ะ”แต่สิ่งที่น่าปร







