LOGINอู่ซิ่วเองก็เพิ่งจะรู้เรื่อง เขาต่อว่าบิดาเสียยกใหญ่ ทั้งยังกอดปลอบน้องสาวที่ดูจะเสียใจจนเสียสติไปแล้วเอาไว้ด้วย
“จูจู เจ้าร่ำลาครอบครัวเสร็จแล้วหรือไม่ ท่านอ๋องส่งคนมาตามเจ้าแล้ว”
เฟยจูปาดน้ำตาทิ้งอย่างไม่ไยดี ในเมื่อนางหนีเรื่องเลวร้ายไม่พ้นแล้ว ต่อให้โวยวายก็ไม่เกิดประโยชน์ใดอีก
“ป้าเมี่ยว ข้าขอเวลาสักครู่เถิด มีอีกสองสามประโยคที่ข้าจะพูดกับครอบครัว” นางสงบเยือกเย็นขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าอยู่ตามลำพังแล้ว สภาพของครอบครัวใหม่ของนางในยามนี้ก็คงไม่อาจช่วยเหลือสิ่งใดได้ จะโทษพวกเขาไปทั้งหมดก็ไม่ถูก ใครให้ครอบครัวคนจีนไม่ว่าจะยุคสมัยไหนเห็นบุตรชายดีกว่าบุตรสาวเล่า
นางเรียกโสมพันปีในมิติของเทพแห่งการสร้างออกมามอบให้พวกเขา ถือว่าเป็นค่าร่างอู่เฟยจูที่ให้นางมาอาศัยอยู่
“พวกท่านเก็บเอาไว้ให้ดี นำไปขาย เงินที่ได้ พวกท่านนำไปตั้งตัว ส่งพี่ชายไปเรียนที่สำนักศึกษา เพื่อที่ต่อไปจะได้ไม่มีผู้ใดหลอกพวกท่านได้อีก”
ทั้งสามเบิกตากว้างจ้องมองโสมหัวใหญ่อย่างตื่นตกใจ
“อย่าได้พูดสิ่งใดออกมา” นางเตือนเมื่อเห็นพวกเขากำลังอ้าปากจะพูด “รู้ไว้ว่าข้ามิได้ขโมยมา พวกท่านไม่ต้องกลัวว่าจะนำออกไปไม่ได้ เพียงอย่าทำตัวให้ผู้อื่นสงสัยก็พอ พี่ชาย ท่านเชื่อคำข้า เข้าเรียนในสำนักศึกษาเสีย พวกท่านไม่ต้องห่วงข้า หากย้ายไปอยู่ที่อื่นก็ไปได้เลย ข้าอยู่ในตำหนักอ๋องมิได้ลำบากอันใด”
“จูจู” ไห่ซื่อร้องออกมาอย่างปวดใจ หากรู้ว่าบุตรสาวมีโสมหัวใหญ่อยู่กับตัวเช่นนี้ จะกล้าให้สามีทำเรื่องขายขาดนางได้อย่างไร
อู่เถียนก็มีความคิดไม่ต่างจากภรรยา อย่างไรเฟยจูก็เป็นบุตรสาวที่เลี้ยงดูมาถึงสิบสามปี
“ไม่ต้องพูดสิ่งใดแล้วเจ้าค่ะ ท่านอ๋องเรียกหาข้าแล้ว หากข้าทำงานดี ท่านอ๋องอาจจะให้ออกไปเที่ยวหาพวกท่านก็ได้” นางยิ้มให้พวกเขาเล็กน้อย
“ข้าต้องหาหนทางช่วยเจ้าออกไปให้ได้” อู่ซิ่วมองน้องสาวด้วยดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำ
“ข้าจะรอเจ้าค่ะ” เขาพยักหน้าอย่างแข็งขัน หยิบโสมในมือของเฟยจูมายัดเข้ากับอกเสื้อ
อู่ซิ่วตั้งมั่นในใจแล้ว เขาจะต้องเข้าเรียนเพื่อเข้าสอบให้ได้ วันหนึ่งจะได้ไถ่ตัวน้องสาวมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง
เฟยจูร่ำลาเพียงเขาอีกเพียงไม่กี่ประโยค นางเดินออกไปจากห้องด้วยรู้ดีว่าอาสือต้องรออยู่ด้านนอกเป็นแน่ ไม่ต่างจากที่นางคิดเอาไว้ อาสือมารอรับนางตามคำสั่งของหลี่หมิงฮวน เขาเองก็ไม่เข้าใจผู้เป็นนายเช่นกัน เหตุใดถึงไม่ยอมปล่อยให้สาวใช้เช่นเฟยจูพ้นจากสายตานาน
“ท่านองครักษ์สือ ท่านจำสิ่งที่พนันกับข้าไว้ได้หรือไม่ ข้ามีหนึ่งเรื่องที่อยากให้ท่านช่วยข้า”
“เจ้าว่ามาเถิด” อาสือได้ยินสิ่งที่เฟยจูเอ่ยพูดกับครอบครัวทั้งหมดแล้ว แม้จะแปลกใจที่นางหาโสมหัวใหญ่มาได้เช่นใด แต่รู้ดีว่านางไม่มีทางขโมยมาจากคลังเก็บของแน่ ตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมาก็ยังไม่เคยเหยียบย่างไปทางห้องสมบัติเลย
“ข้ารู้ว่าท่านคงได้ยินทั้งหมดแล้ว ท่านช่วยพาครอบครัวข้าไปหาร้านสมุนไพรที่ไว้ใจได้ พาพวกเขาไปฝากเงินและส่งพวกเขากลับเรือน ข้าหวังว่าท่านจะช่วยเหลือข้าเจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่ต้องห่วง ท่านอ๋องสั่งให้ข้าส่งครอบครัวเจ้าให้ถึงหมู่บ้านอยู่แล้ว แต่เจ้าไม่คิดจะบอกข้าหน่อยหรือว่าได้โสมมาจากที่ใด”
“ความลับเจ้าค่ะ เอาไว้...ข้าเชื่อใจท่านมากพอแล้วจะบอกท่านเอง” นางเขยิบตาให้เขาอย่างซุกซน ด้วยเห็นว่าหลายครั้งที่อาสือเอ่ยเตือนนางอย่างจริงใจ แต่สุดท้ายเขาก็ยังเป็นคนของหลี่หมิงฮวนอยู่ดี นางจะเชื่อใจเขาได้มากเพียงใด ไม่แน่ว่าเรื่องทั้งหมดที่เขาได้ยินก็คงต้องบอกหลี่หมิงฮวนอยู่ดี
เฟยจูเดินตามไปส่งครอบครัวของนางถึงหน้าประตูตำหนัก นางเน้นย้ำให้พวกเขาหาซื้อที่ดินเอาไว้ให้นางสักสองร้อยหมู่ (1หมู่=666ตารางเมตร) นางจะเอาไว้ปลูกข้าว แต่เมล็ดข้าวที่ใช้ปลูกนางจะนำออกไปให้เองในภายหลัง หากขอหลี่หมิงฮวนออกไปได้นะ ก่อนจะกลับไปหาหลี่หมิงฮวนที่นั่งรอนางอยู่ภายในห้องโถง
“ท่านอ๋อง เรียกหาบ่าวหรือเพคะ”
“หึ ได้ความเช่นใดเล่า หนังสือขายตัวของเจ้าเป็นของจริงหรือไม่” หากเขาไม่เอ่ยออกมายังดีเสียกว่า พอเอ่ยออกมาเฟยจูก็นึกโมโหขึ้นมาทันที
“บ่าวไม่รู้ความ นับเป็นความเมตตาจากท่านอ๋องแล้ว ที่ต้องการให้บ่าวอยู่รับใช้ในตำหนักต่อไป” นางก้มหน้าลงซ่อนความไม่พอใจในแววตา
“ยังพอจะสั่งสอนได้ ต่อไปเจ้าอย่าได้ห่างจากสายตาของข้าอีกเด็ดขาด” เขาไม่เชื่อใจนางอีกแล้ว หากปล่อยให้นางคาดสายตาไม่รู้ว่านางจะทำให้ตนเองบาดเจ็บหรือหาเรื่องเสียใจอะไรอีก พลอยให้เขาต้องเจ็บตัวไปด้วย
“เพคะ”
หลี่หมิงฮวนสั่งความเสร็จก็ลุกขึ้นเพื่อไปห้องตำรา ยังมีงานที่ทิ้งเอาไว้ไม่ได้ทำอีกหลายงาน หากไม่ติดที่ต้องตามหาเฟยจูทุกสิ่งคงเรียบร้อยไปแล้ว
แต่เขาไม่คิดว่านางจะเดินตามก้นเขา เรียกได้ว่าแทบจะติดตัวเขาเลย
“เปิ่นหวางสั่งให้เจ้าตามไปด้วยหรือ” เขาเลิกคิ้วมองนางอย่างไม่พอใจ
“มิใช่ว่า ท่านอ๋องต้องการให้บ่าวอยู่ในสายตาตลอดหรือเพคะ”
“เหอะ ไสหัวกลับไปอยู่ในเรือนพัก หากมิได้เรียกหาอย่าได้เสนอหน้ามา” เขาตวาดนางเสียงดังก่อนจะเร่งฝีเท้าไปอย่างมีโทสะ
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่เขามักจะควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ หรือตั้งแต่ที่ได้ยินนางตำหนิเขาต่อหน้าบ่าวไพร่ หรือเป็นเพราะตัวนางเจ็บตัวแล้วเขาเจ็บตัวตามไปด้วย
เฟยจูได้แต่มองตามแผ่นหลังของเขาตาปริบๆ องครักษ์ที่ติดตามหลี่หมิงฮวนถอนหายใจมองความโง่เขลาของนาง ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเอ่ยขึ้นอย่างเห็นใจ
“เจ้าก็มิได้ดูโง่เขลาถึงเพียงนั้น เหตุใดถึงได้หาเรื่องเจ็บตัวอยู่เรื่อย เชื่อข้าอย่าได้กวนโทสะของท่านอ๋องจะดีกว่า เจ้าอาจจะไม่ได้โชคดีบ่อยครั้งนัก” นับว่านางเป็นคนแรกเลยก็ว่าได้ที่ด่าหลี่หมิงฮวนแล้วยังมีชีวิตรอดอยู่
องครักษ์และบ่าวไพร่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ท่านอ๋องถึงได้ปล่อยให้เฟยจูรอดมาจนถึงตอนนี้ แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จะบอกว่าพึงใจจะรับนางเป็นสาวใช้ห้องข้าง แต่ดูจากสภาพนางแล้ว ไม่น่าจะเข้าตาเทพสังหารผู้นี้ได้ แต่ความเมตตาที่เฟยจูได้รับก็ยังไม่มีผู้ใดเคยได้มาก่อน นางจึงกลายเป็นที่สนใจของบ่าวไพร่ที่ต้องการจะหาลู่ทางขึ้นต่ำแห่งสูง จึงเริ่มมีคนมาพูดคุยและทำดีกับนาง
เฟยจูกลับเข้าไปอยู่ในเรือนพักอย่างว่าง่าย นางถามพ่อบ้านเถาแล้วว่านางต้องทำงานตำแหน่งใด เขาเองยังไม่รู้เช่นกัน จึงให้นางรอรับคำสั่งจากท่านอ๋องโดยตรง ตอนนี้นางจึงวางและเริ่มสำรวจเรือนพักของหลี่หมิงฮวนแทน
นางเดินสำรวจเรือนพัก จึงได้พบว่า ไม่มีสาวใช้สักคนเดียว มีเพียงบ่าวชายที่กำลังก้มหน้าทำงานกันอย่างแข็งขัน และองครักษ์ที่ยืนอยู่แทบจะทุกจุด พอองครักษ์เห็นสาวใช้เดินเพ่นพ่านในเรือนพักที่เป็นเขตหวงห้าม ก็รีบเดินเข้ามาขวางทางเอาไว้ทันที
“เจ้าเข้ามาได้อย่างไร รีบออกไปก่อนที่ท่านอ๋องจะเสด็จกลับมาดีกว่า” สายตาของเขาแข็งกร้าวเพื่อขู่ขวัญนาง
“เหตุใดข้าถึงจะเข้ามาไม่ได้ ในเมื่อท่านอ๋องให้ข้าเข้ามา”
“เหอะ หากมีรับสั่งเหตุใดข้าจะไม่รู้ ทางที่ดีเจ้ารีบออกไปเสียดีกว่า”
เขาผลักนางล้มไปกองอยู่กับพื้นโดยที่เฟยจูไม่ทันตั้งตัว “โอ๊ยยย เจ้าผลักข้าทำไม ข้าบอกไปแล้วว่าท่านอ๋องอนุญาตให้ข้าเข้ามาในเรือนพัก”
“ผู้ใดจะเชื่อเจ้ากัน” องครักษ์ดึงแขนเฟยจูอย่างแรง เพื่อลากนางไปโยนทิ้งที่หน้าเรือน
ถึงแม้หลี่หมิงฮวนจะไม่ได้เอ่ยถามว่าทั้งสองมีความลับเรื่องใดกัน แต่จากสายตาของเขา อาซานที่อยู่ด้วยมามากกว่าอีกสองคนย่อมรู้ได้ทันที“อาสือ เจ้าส่งคนไปจัดการเรื่องใดให้แม่นางจู”อาสือลุกขึ้นหันมามองทางหลี่หมิงฮวนที่จ้องมองตนอย่างรอคำตอบเช่นกัน จึงได้เอ่ยออกมาตามตรง“เจ้ากล้าขโมยของในตำหนักเลยหรือ!!!” อาซานชี้หน้าเฟยจูอย่างมีโทสะ“ข้าไม่ได้ขโมยเสียหน่อย” นางแทบจะกระโดดเพราะความร้อนใจแล้ว ด้วยไม่รู้จะอธิบายที่มาของโสมพันปีเช่นใดหลี่หมิงฮวนพอจะมองออกว่ามีความลับที่ไม่อาจพูดออกมาได้ นางคงได้มาตอนที่หายไปห้าวันเป็นแน่ เป็นช่วงเวลาดี ที่เขาจะรีดความจริงออกมาจากปากของนาง จึงไล่คนทั้งสามให้ออกไปเฝ้าอยู่หน้าห้องตำรา และให้พาคนทั้งหมดถอยห่างออกไป เพื่อจะไม่ต้องได้ยินในสิ่งที่เฟยจูนางจะสารภาพออกมา"พูดความจริงออกมา เช่นนั้น...เปิ่นหวางลงมือกับเจ้าไม่ได้ แต่ไม่ใช่กับครอบครัวของเจ้า”เฟยจู อ้าปากเม้มปากลงอยู่หลายหน ดูเหมือนหลี่หมิงฮวนเองก็เริ่มไม่พอใจแล้ว นางถึงได้ยอมเปิดปากพูดออกมา“ท่านอ๋อง รับปากบ่าวก่อนเพคะ ท่านอ๋องจะไม่จับบ่าวไปเผาหรือฝังทั้งเป็น”“นี่...เจ้าโง่เพียงใดกัน” เขาเลิกคิ้วมองเยาะเย้
นางโวยวายไปตลอดทาง ทั้งยังบอกเขาอยู่หลายหนว่าหลี่หมิงฮวนสั่งให้นางอยู่ภายในเรือน แต่องครักษ์ไม่ยอมที่จะฟังนาง ก่อนที่เฟยจูจะถูกโยนทิ้งที่หน้าเรือนพัก อาสือก็วิ่งเข้ามาอย่างร้อนใจ“ทำอันใดของเจ้าปล่อยแม่นางจูประเดี๋ยวนี้!!!”องครักษ์ตกใจเสียงของอาสือจึงรีบปล่อยมือออกจากเฟยจู อาสือนึกถึงหลี่หมิงฮวนที่นั่งพูดคุยเรื่องงานกับที่ปรึกษาและขุนนางอีกสองสามคน อยู่ดีๆ เขาก็หงายหลังล้มลงจากเก้าอี้ ก่อนจะตะโกนก้องเรียกชื่อของ อู่เฟยจูออกมา ทั้งยังสั่งให้อาสือรีบไปพาตัวนางมาพบที่ห้องตำรา แม้จะไม่เข้าใจ ทั้งที่ล้มลงไปเองแท้ๆ แต่กลับนึกถึงสาวใช้ตัวน้อยที่อยู่ภายในจวนพออาสือเร่งรีบมาที่เรือนพักก็เห็นว่าเฟยจูกำลังถูกฉุดกระชากลากถูกอยู่ เขามิใช่คนโง่จึงพอจะมองออกว่า ทั้งสองต้องมีความเชื่อมโยงถึงกันอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่คิดได้ในใจไม่ควรจะเอ่ยถามออกท่านอ๋องออกมา หากยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อความร้อนใจทำให้อาสือถีบองครักษ์ที่รังแกเฟยจูไปเต็มแรง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตั้งใจที่จะลากเฟยจูให้เจ็บตัวไปด้วยกันหรือไม่ องครักษ์นายนั้นจึงทิ้งน้ำหนักตัวมาทางเฟยจูและล้มกลิ้งไปกองอยู่กับพื้นอีกครั้ง“โอ๊ยยย เจ็บ...ท่านช่
อู่ซิ่วเองก็เพิ่งจะรู้เรื่อง เขาต่อว่าบิดาเสียยกใหญ่ ทั้งยังกอดปลอบน้องสาวที่ดูจะเสียใจจนเสียสติไปแล้วเอาไว้ด้วย“จูจู เจ้าร่ำลาครอบครัวเสร็จแล้วหรือไม่ ท่านอ๋องส่งคนมาตามเจ้าแล้ว”เฟยจูปาดน้ำตาทิ้งอย่างไม่ไยดี ในเมื่อนางหนีเรื่องเลวร้ายไม่พ้นแล้ว ต่อให้โวยวายก็ไม่เกิดประโยชน์ใดอีก“ป้าเมี่ยว ข้าขอเวลาสักครู่เถิด มีอีกสองสามประโยคที่ข้าจะพูดกับครอบครัว” นางสงบเยือกเย็นขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าอยู่ตามลำพังแล้ว สภาพของครอบครัวใหม่ของนางในยามนี้ก็คงไม่อาจช่วยเหลือสิ่งใดได้ จะโทษพวกเขาไปทั้งหมดก็ไม่ถูก ใครให้ครอบครัวคนจีนไม่ว่าจะยุคสมัยไหนเห็นบุตรชายดีกว่าบุตรสาวเล่านางเรียกโสมพันปีในมิติของเทพแห่งการสร้างออกมามอบให้พวกเขา ถือว่าเป็นค่าร่างอู่เฟยจูที่ให้นางมาอาศัยอยู่“พวกท่านเก็บเอาไว้ให้ดี นำไปขาย เงินที่ได้ พวกท่านนำไปตั้งตัว ส่งพี่ชายไปเรียนที่สำนักศึกษา เพื่อที่ต่อไปจะได้ไม่มีผู้ใดหลอกพวกท่านได้อีก”ทั้งสามเบิกตากว้างจ้องมองโสมหัวใหญ่อย่างตื่นตกใจ“อย่าได้พูดสิ่งใดออกมา” นางเตือนเมื่อเห็นพวกเขากำลังอ้าปากจะพูด “รู้ไว้ว่าข้ามิได้ขโมยมา พวกท่านไม่ต้องกลัวว่าจะนำออกไปไม่ได้ เพียงอย
เฟยจูกลอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย นางคุกเข่าลงเช่นเดียวกับป้าเมี่ยวแล้วก้มหน้าลงไม่เงยหน้าสนใจเขาอีก กลัวว่าหากเห็นหน้าเขา นางจะเผยความเกลียดชังออกมาทางแววตา“เจ้าออกไปก่อน”“เพคะ” ป้าเมี่ยวลุกขึ้นถอยออกไป เฟยจูเองก็ทำท่าจะลุกตาม“เปิ่นหวางสั่งเจ้าหรือ” เขาเลิกคิ้วมองนางอย่างเย็นชา“...” เฟยจูคุกเข่าก้มหน้าลงเช่นเดิม“ตอบทุกสิ่งที่เปิ่นหวางถาม มิเช่นนั้น...เปิ่นหวางก็ไม่รังเกียจหากต้องเพิ่มรอยแส้บนตัวเจ้าอีกสักสองสามรอย”เฟยจูถอนหายใจออกมา “เชิญท่านอ๋องสอบสวนหม่อมฉันได้เลยเพคะ”“ดี อ้อ...ก่อนที่จะสอบสวน ครอบครัวของเจ้าอยู่ในเงื้อมมือของเปิ่นหวาง เจ้าควรคิดให้ดีก่อนที่จะพูด”เฟยจูเงยหน้าขึ้นมองหลี่หมิงฮวนอย่างไม่พอใจ นางไม่คิดว่าเขาจะเลวร้ายถึงขั้นจับตัวคนในครอบครัวมาต่อรองกับนาง สิ่งที่อาสือเคยบอกนางไว้ นางล้วนแต่จำไม่ได้แล้วทั้งสิ้น จึงไม่แปลกใจที่พอได้ยินนางจะตกใจเพียงนี้“เจ้าหายออกจากคุกใต้ดินไปได้เช่นใด”“หม่อมฉันเองก็ไม่รู้เพคะว่าหายออกไปได้เช่นใด” ก็นางไม่รู้จริงๆ ว่าสิ่งใดที่ทำให้นางไปโผล่ในห้วงมิติของเทพแห่งการสร้างได้หลี่หมิงฮวนหรี่ตามองนางราวกับอสรพิษร้าย “แล้วเจ้ากลับมาได้อย
อาสือได้แต่หยุดนิ่งมองร่างของนางอยู่เนิ่นนาน ก่อนที่จะเข้าไปช้อนตัวของนางมาอุ้มเอาไว้ แล้วพาไปที่เรือนพักของหลี่หมิงฮวน“อื้อออ” เฟยจูเจ็บจนต้องร้องออกมาอาสือพยายามอุ้มนางให้เบามือที่สุด แต่ก็ยังทำให้นางเจ็บจนร้องครางราวกับลูกแมวที่ถูกตีไปตลอดทางเดินหลี่หมิงฮวนนอนพิงหัวเตียงรอให้อาสือพาตัวคนมา เมื่อมาถึงเขาสั่งให้วางตัวนางลงบนพื้นห้อง“ไปพาสาวใช้มาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นาง”“ขอรับ” อาสือรับคำด้วยความมึนงง ก่อนจะไปหาสาวใช้มาจัดการตามคำสั่งสาวใช้ในตำหนักต่างก็ไม่มีผู้ใดอยากจะเข้าไปภายในเรือนพักของหลี่หมิงฮวน นางก้าวเดินให้เบาที่สุด ถึงอย่างไรก็ยังลนลานอยู่ไม่น้อย เมื่อต้องเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เฟยจูถึงในห้องนอนของหลี่หมิงฮวน แม้ว่าที่เตียงนอนของหลี่หมิงฮวนจะปล่อยผ้าม่านลงมาจนแทบจะมองไม่เห็นผู้ที่อยู่ด้านใน สาวใช้ยังคงรู้สึกได้ถึงสายตาทิ่มแทงที่มองมา จนมือไม้ของนางสั่นเทาไปหมดสาวใช้เห็นว่าเฟยจูเองก็เป็นสาวใช้เช่นเดียวกับนาง ทั้งยังมีตำแหน่งในตำหนักต่ำกว่านางเสียอีก จึงมิได้ถอดเสื้อผ้าให้นางอย่างเบามือ แผลที่แห้งกรังแนบติดกับชุดไปแล้ว เมื่อใช้แรงดึงเนื้อบางส่วนก็หลุดติดออกมา จนเฟยจูร้อง
ตัวหลี่หมิงฮวนเองก็กัดฟันแน่นข่มความเจ็บปวดเอาไว้ ถึงแม้มิได้มีเลือดไหลออก ผิวหนังปริแตกเช่นเฟยจูที่อยู่บนพื้น แต่ความเจ็บปวดที่ได้รับไม่ต่างจากนางเลยสักนิด“เจ้าทำอันใดกับข้า” เขากระชากนางขึ้นมาถามอย่างเจ็บแค้นเฟยจูแทบจะหมดสติไปแล้ว ร่างกายของนางถึงจะอยู่ภายในมิติหลายวัน แต่พอกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ก็กลับไปอ่อนแอเปราะบางเช่นเดิม มาถึงยังจะถูกเขาทรมานจะให้นางทนรับความเจ็บปวดเช่นนี้ได้อย่างไร“หากท่านอ๋องไม่โง่พอ คงจะมองออกว่ามีแต่ข้าที่ถูกท่านทำร้าย” เสียงของนางเบาราวกับยุงบินผ่าน แต่องครักษ์ที่อยู่ไกลล้วนได้ยิน ต่างก็ตกใจไม่น้อยที่เฟยจูยังคงปากกล้าไม่เปลี่ยน ทุกคนคิดว่าอีกไม่กี่ชั่วลมหายใจต่อมาจะต้องเห็นศีรษะของนางหล่นลงพื้นเป็นแน่แต่ทุกคนล้วนคาดเดาผิด หลี่หมิงฮวนสะบัดตัวนางออกอย่างไม่ไยดี ก่อนจะสั่งให้องครักษ์ลากเฟยจูไปขังไว้ที่คุกมืดที่หนาวเหน็บแทน “พานางไปขังไว้ หากครั้งนี้ปล่อยให้นางหนีหายออกไปได้ พวกเจ้าก็นำหัวของเจ้ามามอบให้เปิ่นหวางแทนหลี่หมิงฮวนสะบัดแขนเสื้อเดินจากไปทันที เขาต้องทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเสียก่อน ด้วยไม่เข้าใจว่าเหตุใดยามที่ลงมือทำร้ายนาง มิใช่มีเพียง







