ログインทิวเขาเหยียนซานยามเช้าอาบด้วยแสงตะวันแรก ดอกเหมยป่าบานสะพรั่ง หมอกสีเงินที่คลี่คลุมตลอดแนวเขา เสียงระฆังจากอารามแม่ชี ‘เมี่ยวถิง’ ที่ตั้งอยู่บนไหล่เขา คนละด้านกับวัดหลวงไถ่เหยียน ดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา
ร่างเล็กของสตรีวัยสิบหกปีก้าวออกจากเรือนเล็กด้านหลังอารามด้วยกิริยาสงบ ด้านหลังร่างเล็กมีสาวใช้อาวุโสนางหนึ่งติดตาม ร่างอรชรนั้นสวมชุดสีเทาเรียบง่ายตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือดูสะอาดสะอ้าน
ม่านผมดำขลับของนางถูกรวบขึ้นเรียบร้อยปักด้วยปิ่นไม้จันทน์หอมเอาไว้ครึ่งศีรษะ ปล่อยเสียครึ่งศีรษะ เงางามยามที่นางเคลื่อนไหว ใบหน้านวลเนียนราวหยกสลักงดงามราวจันทร์ฉายในคืนเพ็ญ แต่ความงดงามของนางลดลงเสียสามในสิบส่วนเพราะนางวางสีหน้าสงบนิ่งจนยากจะคาดเดาอารมณ์หรือความคิด นางดูเย็นชาราวสตรีที่ตัดแล้วซึ่งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา
ร่างอรชรมาหยุดที่ด้านหน้าศาลาทรงแปดเหลี่ยมข้างอารามทิศใต้ ที่ด้านในมีบุรุษสูงวัยนั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงกลม ที่ตรงหน้าเขามีโต๊ะหินเรียบง่าย ที่วางป้านน้ำชาและถ้วยชา กับกระดานหมากล้อมพร้อมโถใส่เม็ดหมากสองโถ
"ให้นางเข้ามาเถิด"
เสียงทรงอำนาจนั้นถึงจะสูงวัยแล้ว แต่กลับไม่เคยอ่อนด้อยลงไปแม้เพียงส่วนเดียว ทหารองครักษ์ต่างเปิดทางให้ร่างเล็กก้าวเข้าไปภายในศาลา
"หานเซียงถวายพระพรไท่ซ่างหวงเพคะ" เด็กสาว ย่อกายทำความเคารพบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในต้าเยี่ยนขณะนี้ เต็มพิธีการ
"ไฮ้! แม่หนูเซียงเซียงเหตุใดจึงเคร่งครัดพิธีการและธรรมเนียมนัก คนกันเอง คนกันเอง มานั่งเร็วเข้า"
จ้าวเหยียนจ้งโบกไม้โบกมือข้างขวาไปพลางพูดกลั้วหัวเราะไปพลางก่อนจะชี้ไปที่เก้าอี้อีกตัวซึ่งอยู่ตรงกันข้าม
"มานั่งลงเดินหมากกับตาเฒ่าคนนี้สักกระดานเถิด"
แน่นอนว่านี่ย่อมมิใช่ครั้งแรกที่จ้าวเหยียนจ้งมาเดินหมากกับเด็กสาวหน้านิ่ง แต่เขาทำมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดสิบปีมานี้ และย่อมแน่นอน สวีหานเซียง ผู้นี้ย่อมมิใช่เด็กสาวทั่วไปแต่นางคือบุตรีลำดับที่เจ็ดของ สวีเกากง ‘เจิ้งกั๋วกง’ ผู้บัญชาการใหญ่ประจำกองทัพเรือเฟิ่งจิ่งที่เป็นกำลังหลักปกป้องแดนใต้ควบคุมรวมดูแลกรรมสิทธิ์ท่าที่ควบคุมการเดินเรือบรรทุกสินค้าทั้งในและนอกต้าเยี่ยนที่ไท่ซ่างหวงหมายตาเป็นหลานสะใภ้คนโต
และถึงนางจะเป็นเพียงบุตรี ทว่าสวีหานเซียงผู้นี้กลับเป็นบุตรที่เกิดจากฮูหยินเอกที่ได้สมรสพระราชทานจากเขาที่อดีตยังเป็นฮ่องเต้ ดังนั้นจนถึงวันนี้ต่อให้จวนเจิ้งกั๋วกงอยากเปลี่ยนฮูหยินคนใหม่แทบตาย สิบกว่าปีจึงมิอาจทำได้ มิใช่เพียงจวนเจิ้งกั๋วกง คนสกุลเจียงเองก็ผิดหวังเช่นกันที่บุตรสาวของพวกเขามิได้เป็น"เจิ้งกั๋วกงฟู่เหริน"ดังตั้งใจ
เรื่องเหล่านี้ลึกลับซับซ้อน แต่ก็ล้วนแต่เอื้อให้กับอำนาจทั้งสิ้นสำหรับตระกูลใหญ่ในต้าเยี่ยน อดีตหานเซียงไม่เข้าใจแต่สิบกว่าปีที่ตนกับมารดาต้องตกยากนางถ่องแท้ตั้งแต่สิบวันแรกที่บิดาส่งนางติดตามมารดามาอยู่บนเขาเหยียนซานนี้แล้ว
"ไท่ซ่างหวงคงมีเรื่องอยากจะใช้งานหานเซียงแล้วกระมังเพคะ" เดินหมากจบไปหนึ่งกระดาน เด็กสาวก็เอ่ยถามเสียงเรียบ มุมปากของชายชราพลันกระตุกโค้งเป็นรอยยิ้มสนุกสนาน
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า แม่หนูเซียงเซียงฉลาดเสียจริง" เขาหัวเราะจนหน้าแดงราวกับเทพกวนอู ก่อนจะเอ่ยชื่นชมเด็กสาวที่เขาเห็นมาแต่เล็กแต่น้อย
"ไท่ซ่างหวงเชิญกล่าว" สวีหานเซียงเอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้ายังคงไร้อารมณ์เช่นเดิม มีวูบหนึ่งจ้าวเหยียนจ้งรู้สึกสงสัยขึ้นมาว่า เด็กสาวผู้นี้ต้องเก็บกดความแค้นและบาดแผลในใจมากเพียงใดกัน นางจึงกลายเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึกราวกับหุ่นไม้แกะสลักทั้งที่วัยของนางสมควรสดใสร่าเริง
"ได้เวลาทวงความแค้นของเจ้าแล้วสวีหานเซียง"
คราวนี้จ้าวเหยียนจ้งมิได้ว่างตัวเป็นเพียงตาแก่ว่างงานหรือไร้สาระท่องเที่ยวไปทั่วใต้หล้าหลังถอยออกมาจากราชบัลลังก์ เขาเอ่ยน้ำเสียงจริงจังราวกับหยวนตี้ฮ่องเต้เอ่ยกับขุนนางได้ปกครองในอดีตมิผิด มังกรชรายังกล่าวอีกหลายประโยคซึ่งหานเซียงก็เพียงรับฟังเงียบๆ
"หากเข้าตกลง มิใช่เพียงความแค้น แม้แต่ฐานะเจิ้งกั๋วกงฟู่เหรินของมารดาเจ้านั้นข้าก็จะทวงคืนให้อย่างสมเกียรติแน่นอน"
นี่คือสิ่งที่หานเซียงต้องจ่ายคืนไท่ซ่างหวงที่เขาปกป้องนางและมารดาให้อยู่รอดและสงบสุขบนเขาแห่งนี้มาสิบปีสินะเด็กสาวคิด เพราะโลกนี้นางไม่เคยเชื่อว่ามีสิ่งใดได้มาฟรีอยู่แล้วมีได้ย่อมมีเสียซื้อมาต้องจ่ายไป
"หม่อมฉันตกลง แต่ขอเพิ่มอีกสามข้อเพคะ" การค้านี้สวีหานเซียงต้องเจรจาให้จัดเจนถึงไท่ซ่างหวงจะมีบุญคุณนางก็ไม่ละเว้น
"ได้สิเจ้ากล่าวมา"
"ข้อที่หนึ่ง ดวงตาของท่านแม่หม่อมฉันยังมีโอกาสหาย ดังนั้นสิ่งแรกเมื่อหม่อมฉันแต่งเข้าตำหนักบูรพา ไท่ซ่างหวงต้องเจรจาให้ไท่จื่อรักษาดวงตามารดาของหม่อมฉันทันทีเพคะ"
"ได้!"
"ข้อที่สองหากหม่อมฉันตกลง ตำแหน่งฮองเฮาและไทเฮาของต้าเยี่ยนในรุ่นต่อไปนอกจากหม่อมฉันก็ห้ามเป็นของผู้ใด"
"..." เกิดมาหกสิบปีนี่เป็นครั้งแรกที่จ้าวเหยียนจ้งพูดไม่ออก ยิ่งมองสายตาแน่วแน่ของสวีหานเซียงแล้วอดีตหยวนตี้ฮ่องเต้ยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ
"ไท่ซ่างหวงทรงคิดทบทวนก่อนได้เพคะ หานเซียงไม่รีบ"
"..." จ้าวเหยียนจ้งทราบดีทีเดียวว่าเด็กสาวตรงหน้าไม่รีบ นางรอคอยอย่างสงบมาสิบกว่าปียังรอได้ แต่เขาต่างหากที่รีบร้อน เพราะหากเขารอช้า หากจ้าวเฉินจ้านกับเจียงเพ่ยหยูรักลึกซึ้งกว่านี้อาจสั่นคลอนถึงรากฐานสกุลจ้าว
"ตกลง ข้าตกลง ขอเพียงแต่งงานแล้วภายในสามปี หากเจ้าให้กำเนิดลูกชายได้จะเป็นคนแรกหรือคนที่สองขอเพียงเป็นบุตรชาย เด็กคนนั้นจะได้เป็นฮ่องเต้ต่อจากอาจ้านแน่นอน"
"คำพูดเป็นเพียงลมปาก หม่อมฉันจะตกลงก็ต่อเมื่อเห็นหนังสือสัญญาเพคะ"
"..." เป็นอีกครั้งที่จ้าวเหยียนจ้งพูดไม่ออก เด็กสาวตรงหน้านี้เคยมีความกลัวหรือไม่ เขาเป็นถึงไท่ซ่างหวงอำนาจเหนือกว่าฮ่องเต้ ทว่าสวีหานเซียงกลับพูดออกมาโต้งๆ ว่าไม่วางใจเขา
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี! เช่นนี้จึงดี ว่าแต่ข้อที่สามของเจ้าเล่า? "จ้าวเหยียนจ้งถามถึงข้อสุดท้าย
"ข้อที่สามนี้ไม่ยากเพคะ ในเมื่อในอดีตเป็นไท่ซ่างหวงประทานสมรสพระราชทานให้ท่านแม่กับเจิ้งกั๋วกง เช่นนั้นหลังหม่อมฉันกับไท่จื่อสมรสกันสักพักก็ขอให้ไท่ซ่างหวงพระราชทานราชโองการหย่าขาดระหว่างเจิ้งกั๋วกงกับท่านแม่ของหม่อมฉันก็พอ"
นี่คือสิ่งที่สวีหานเซียงต้องการที่สุด มารดาของนางทนทุกมานานเกินไปแล้ว บั้นปลายของชีวิตมารดาของนางสมควรอยู่อย่างสงบสุขไร้สิ่งใดมากวนตัวกวนใจอีก
"ได้อีกสามวันข้าจะกลับมาพร้อมหนังสือสัญญา" มังกรชรารับปากหลังฟังข้อที่สามจบ มันไม่ยากเขาย่อมทำตามได้สบายและตลอดสิบกว่าปีที่ตนได้เห็นชีวิตของสองแม่ลูกบนยอดเขาแห่งนี้ไม่แปลกที่สวีหานเซียงพร้อมจะตัดขาดบิดากับมารดา
ไท่ซ่างหวงจากไปแล้วสวีหานเซียงลุกขึ้นยืนแล้วก้าวตรงไปที่ระเบียงมองตรงไปที่ทิวทัศน์ด้านล่างอาราม เหม่อมองไอหมอกบนเขาที่ค่อย ๆ ถูกแสงแดดยามสายแผดเผาจนสลายไปในที่สุด ดวงตาคู่งามราวกับดวงตาพยัคฆ์คมกริบราวกระบี่ชักจากฝักเยือกเย็นจนหากใครถูกสายตาของนางจับจ้องอาจเป็นลมได้
แต่บังเอิญสายตานี้นางมักเก็บเอาไว้อย่างดี สิบเอ็ดปีแล้ว นางอดทนมาโดยตลอดพบเจอความยากลำบากมาทุกรูปแบบหลายครั้งเกือบตาย อารมณ์ใดนางล้วนรู้วิธีซ้อนจากสายตาผู้อื่นมานานแล้ว
"คุณหนูเจ็ดเช่นนี้ดีจริงหรือเจ้าคะ" ตวนอู่พี่เลี้ยงกึ่งสาวใช้วัยสามสิบหกปีเอ่ยถามขึ้นแผ่วเบาที่ด้านหลัง
"เช่นนี้จึงดี พี่ตวนอู่ สิบสามปีท่านแม่ของข้าหมดสิ้นอำนาจ แลกกับสมรสพระราชทาน ท่านย่อมถ่องแท้เช่นเดียวกับข้า" สวีหานเซียงเอ่ยเสียงเรียบ
"แต่ว่า..."
"ข้าไม่สนใจความรักชายหญิง ข้าสนใจเพียงอำนาจ มีอำนาจชีวิตของข้าและคนที่ข้ารักและรักข้าจะปลอดภัย แต่เดิมสตรีวังหลังก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ แย่งชิงไปทำไมกับความรักของบุรุษโดยเฉพาะบุรุษที่เป็นฮ่องเต้ไม่เคยจีรัง อำนาจและเงินทองสิจึงยืนยงและมั่นคงสำหรับสตรีวังหลัง"
ภาพจำฝังใจของสวีหานเซียงเป็นเช่นนี้ คำรักของบิดาก็แค่ลมปากเพียงพบพานหญิงงามและอ่อนเยาว์กว่ามารดาของนางรักนิรันดร์ก็พลันจางหาย ราวกับไม่เคยมีอยู่จริงดังนั้นนางเลิกเชื่อถือมานานมากแล้วอาจนานตั้งแต่ตนรู้ความกระมัง
"ในเมื่อสตรีทุกคนหลีกหนีการแต่งงานไม่พ้นเช่นนั้นข้าเลือกแต่งกับบุรุษมีอำนาจที่สุดในแผ่นดินจะผิดอันใด ขอเพียงมีอำนาจมีเงินทองจะใช้ผีโม่แป้งก็ยังได้มิใช่หรือพี่ต่วนอู่"
"คุณหนู..."
ตวนอู่ฟังแล้วสะท้อนใจยิ่ง สิบกว่าปีคุณหนูเจ็ดสวีลำบากและเจ็บปวดมามากเกิน มากจนนางกลายเป็นเด็กสาวที่ไม่มีหัวใจไปเสียแล้วพี่เลี้ยงเช่นนางปวดใจเหลือเกิน
"ตำแหน่งฮองเฮานับว่าอยู่เหนือสตรีทั้งวังหลัง แต่ไทเฮาแม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจ เช่นนี้ข้ายังจะกลัวปกป้องลูกๆ ตนเองไม่ได้อีกหรือ ข้าไม่เคยลืมพี่ชายของข้าจนวันนี้หลุมศพของเขาในสุสานว่างเปล่า ท่านแม่ดวงตามองไม่เห็นมาสิบปีเต็มแม้แต่ แม่นมเลี่ยว ป้าซิ่วที่ติดตามท่านแม่มาจากซานเจาล้วนมิอาจรักษาชีวิตเอาไว้ได้ก็เพราะท่านแม่ไม่มีอำนาจในฐานะฮูหยินเอกจริงๆ"
คราวนี้ตวนอู่มิอาจกล่าวคัดค้านคุณหนูเจ็ดได้อีกแล้ว สวีหานเซียงพูดมาทั้งหมดถูกต้อง นางเองก็ติดตามฮูหยินเอกมาจากเผ่าซานเจาขณะนั้นนางอายุเพียงสิบสองขวบ บัดนี้นางสามสิบหกปีผ่านทุกเหตุการณ์ที่เด็กสาวตรงหน้ามากับตาตนเองโต้แย้งไม่ได้แม้เพียงครึ่งคำ!
"พี่ตวนอู่ไปดูท่านแม่เถิด ข้าขออยู่ตรงนี้อีกครู่"
"เจ้าค่ะ"
ตวนอู่ก้าวจากไปแล้ว สวีหานเซียงยังคงทอดสายตามองไปยังภาพเบื้องหน้าเงียบๆ สายตามองทิวทัศน์ หากแต่ภายในใจของนางกลับนึกย้อนไปถึงอดีต
อดีตแสนทุกยากและเศร้าโศก หลังจากบิดาของนางพบสตรีผู้นั้น ‘เจียงเหมยลี่’ บุตรสาวที่เกิดจากอี๋เหนียงผู้หนึ่งของเสนาบดีกรมอาญา ‘เจียงพ่านสือ’ และนางยังเป็นน้องสาวต่างมารดาของท่านราชเลขา ‘เจียงพ่านฉือ’ ขุนนางข้างกายเฟิ่งตี้ฮ่องเต้อีกด้วย เขาก็เปลี่ยนไปมาก ตอนนั้นหานเซียงเพียงสี่ขวบยังไม่รู้ประสามากนักส่วนพี่ชายของนางขณะนั้นแปดขวบ
จนเวลาผ่านไปเรื่อยๆ บิดาแต่งเหมยลี่มาเป็นสตรีเรือนหลังของตนเองอีกคน เขาก็แทบไม่มาที่เรือนหลักที่มารดาและนางพักอาศัย หานเซียงเห็นมารดาร้องไห้ทุกวันทุกคืน จากสตรีที่มีความสุขจนล้นกลายเป็นทุกข์สาหัสกินน้ำตาแทนข้าว
แต่นั่นยังไม่ร้ายที่สุด ในวันที่พี่ชายของนางในวัยสิบสองปีต้องควบคุมขบวนเสบียงไปแดนเหนือ ช่วยภัยแล้งแทนบิดา มารดาของนางไปอ้อนวอนบิดาเพราะห่วงว่าเด็กชายวัยเพียงสิบสองจะเกิดอันตรายแต่กลับถูกเขาตบตี ฝังใจหานเซียงในวัยหกขวบมาจนถึงวันนี้
และยิ่งชิงชังบิดาเพิ่มพูนในยามที่ข่าวว่าขบวนเสบียงถูกปล้นคนในขบวนตายสิ้นหลังออกจากเมืองหลวงได้เพียงครึ่งเดือน แทนที่บิดาของนางจะรีบไปรับศพพี่ชายของนางและเป็นบุตรชายคนแรกของเขา เจิ้งกั๋วกงกลับให้พ่อบ้านไปแทนเพราะเจียงเหมยลี่กำลังแพ้ครรภ์บุตรคนที่สอง
มิผิดเจียงเหมยลี่แต่งเข้าจวนเจิ้งกั๋วหงได้สองปีก็จริง แต่นางกลับคลอดบุตรสาวคนแรกวัยอ่อนกว่าสวีหานเซียงเพียงปีเศษนั่นมิใช่หมายความว่าบิดาของนางแอบนอกใจนอกกายมารดาของนานแล้วหรอกหรือ?
เหตุการณ์นั้นทำให้ล่าช้าจนไปถึงศพเน่าเปื่อย มิอาจนำกลับเมืองหลวงได้พ่อบ้านเลยเผาแล้วนำเถ้ากระดูกกลับมาบางส่วนเท่านั้น ดังนั้นจนบัดนี้ที่สุสานสกุลสวีจึงว่างเปล่ามีเพียงหลุมไร้ร่างคน เพราะโถเก็บกระดูกนางนำติดตัวมาที่อารามเมี่ยวถิงด้วยเท่านั้น
เหตุการณ์คราวนี้เหมือนจะทำร้ายมารดาของนางจนล้มป่วย พอฟื้นขึ้นมาดวงตาก็มองอันใดไม่เห็น หมอมากมายลงความเห็นว่าเจิ้งกั๋วกงฟู่เหรินเสียใจและร้องไห้ให้มากเกินไปจึงทำให้ตาบอด
บัดซบ!
นางอายุเพียงหกขวบยังฟังออกว่าหมอพวกนั้นโกหก! แต่บิดาของนางกลับเชื่อสนิทใจ
หึ!
ทว่าสุดท้ายนางก็ถ่องแท้ คนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เลวร้ายบางทีอาจเป็นบิดาของนางด้วยซ้ำ กำจัดพี่ชายของนางเพราะปูทางเอาไว้รอบุตรของเจียงอี๋เหนียงที่จะเกิดหากเป็นชายตำแหน่งเจิ้งกั๋วกงซื่อจื่อย่อมเป็นของเด็กผู้นั้น วางยาพิษให้มารดาของนางตาบอดไม่พอขณะนั้นมารดาของนางตั้งภรรค์อ่อนก็ตกเลือดไปด้วย ทั้งหมดก็เพียงอยากขับไล่มารดาของนางกับกำจัดบุตรชายที่มีอยู่และอาจจะเกิดขึ้นมาใหม่ให้พ้นทางรักระหว่างเขากับเจียงเหมยลี่เท่านั้น!
หลังจากเหตุการณ์นั้นนอกจากมารดาของนางจะดวงตามืดลงเรื่อยๆ แล้วยังมิอาจตั้งครรภ์ได้อีก พวกเขาสองคนช่างเป็นบุรุษก็ร้ายสตรีก็ต่ำช้า ไม่มีใครดี ทั้งคู่เหมาะสมกันราวกับผีเน่ากับโลงผุ ยังดีขณะนั้นไท่ซ่างหวงยื่นมือปกป้องหลังนางกับมารดาขึ้นเขา มิเช่นนั้นป่านนี้ทั้งนางกับท่านแม่ก็คงตายไปตั้งแต่ยังมิทันขึ้นเขาแล้วกระมัง
เพราะสมรสพระราชทาน บิดาจึงหย่ากับมารดาของนางมิได้ แต่หากมารดาของนางตาย คราวนี้เจียงอี๋เหนียงก็จะสมหวังได้เป็นเจิ้งกั๋วกงฟู่เหรินแทน ทว่าจนบัดนี้ทั้งบิดานาง ทั้งสตรีแพศยาก็ยังไม่สมหวัง
"หึ! รอข้าก่อน สวีเกากง เจียงเหมยลี่ รอให้อำนาจมาอยู่ในมือของข้า พวกเจ้าจะได้รู้ซึ้งว่าอยู่มิสู้ตายเป็นเช่นไร"
สายลมพัดโชยมาวูบหนึ่ง กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าลอยมาแตะปลายจมูกของสวีหานเซียง นางหลับตาซึมซับ เป้าหมายเดียวของนางคือเป็นสตรีมากอำนาจ ส่วนความรักจากบุรุษช่างหัวมันเถอะ!
คือสามพ่อลูกสกุลเจียง เจียงพ่านสือ เจียงพ่านฉือ และเจียงเหม่ยลี่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนบิดาของนางก็ไม่ได้อยู่ในคุกหลวง แต่ถูกนำไปกักขังในบ้านนอกเมืองของซ่างกวนหานเซียงรอนางไป ‘จัดาร’ตามที่นางพึงใจ“แล้วจ้าวเจิ้งหรงเล่าเพคะ” นางอดจะถามถึงอดีตฮ่องเต้ที่สังหารบิดาและมารดาของสามีเสียบิดา“คนเช่นมันตายย่อมสบายเกินไป ข้าจะคุมขังมันให้ตายช้าๆ ในคุกหลวง ให้มันได้รู้ว่าข้าอยู่สุขสบายเพียงใด ปกครองบ้านเมืองให้ประชาชนรักขุนนางบูชา จนมันแค้นแสนสาหัส”“หึ! นี่จึงสมเป็นท่าน จ้าวเฉินจ้าน”“แล้วเจ้าเล่า?” เป็นจ้าวเฉินจ้านที่เอ่ยถามภรรยาบ้าง ขณะถามเขาก็ทอดสายตามองบุตรชายที่หลับอยู่บนเตียง“คง...ค่อยๆ แล่เนื้อ เลาะกรดูกพวกมันกระมังเพคะ” พี่ชายของนางตายศพไม่หวนคืน พวกมันก็ต้องเผชิญสิ่งเดียวกัน“แม้แต่บิดาของเจ้าก็ไม่มีละเว้นหรือ?”“แล้วเหตุใดหม่อมฉันต้องละเว้นมันด้วย”“ดี! นี่จึงสมเป็นซ่างกวนฮองเฮา”“ท่านไม่คิดว่าหม่อมฉันเหี้ยมโหดอกตัญญูหรือเพคะ?”“ไม่เคยคิด สวีเกากงสมควรโดนเช่นนี้นานแล้ว คนที่แม้แต่ลูกในไส้ยังสังหารได้ ความเป็นคนไม่มีนานแล้ว ว่าแต่...”จ้าวเฉินจ้านก้าวเข้าไปใกล้ซ่างกวนจนปลายเท้าของตนกับนาง
ตอนที่ 54 || อวสานเฉินตี้ฮ่องเต้ทรงผินพระพักตร์ไปทางซ้าย ที่ซึ่งจ้าวเจิ้งอัน เป่ยฉีอ๋องยืนสงบนิ่ง เสื้อคลุมสีกรมท่าของฝ่ายบู๊พาดอยู่บนไหล่กว้างที่ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน ใบหน้าคมเข้มมีรอยแผลบางจางจากคมดาบในอดีต เขายืนตัวตรง สายตาแน่วแน่ แต่ไม่แสดงความทะเยอทะยานแม้แต่น้อย“เสด็จอาเล็กของเรา”พระสุรเสียงกังวานชัดในโถงกว้าง “ถูกใส่ร้ายจนต้องจากเมืองหลวงไปชายแดนเหนือนานถึงสิบเก้าปี ปกป้องแคว้นเป่ยซวีอันยากแค้นรับลมหนาวและคมดาบแทนราชสำนัก มิหนำซ้ำยังสูญเสียทั้งภรรยาและบุตรชายหญิง ไร้ทายาทสืบสกุล”ถ้อยคำแต่ละคำหนักแน่นเหมือนก้อนหินตกลงในสระนิ่ง เงียบงันแผ่ซ่านไปทั่วท้องพระโรง ขุนนางฝ่ายบุ๋นหลายคนก้มหน้าลง บางคนหลบสายตาอย่างรู้สึกผิดในใจ แม้ไม่ได้เป็นผู้ใส่ร้ายในวันนั้น แต่ก็ไม่มีผู้ใดยืนหยัดปกป้องเขาอดีตองค์ชายสามที่มีวัยเพียงยี่สิบเอ็ดปีเฉินตี้ฮ่องเต้ทรงลุกจากบัลลังก์มังกร การที่ฮ่องเต้เสด็จลงจากบัลลังก์ในท้องพระโรงเต็มไปด้วยความหมาย มันคือการลดช่องว่างแห่งอำนาจลงด้วยพระองค์เอง เสียงฝีพระบาทกระทบขั้นหินอ่อนทีละขั้น กังวานชัดเจนในความเงียบราวกับนับเวลาย้อนสู่อดีตจ้าวเจิ้งอันรีบก้าวออกมาค
เสียงซิบซุบฮือฮาดังแผ่วเบาขึ้นทันทีหลังจบราชโองการ แม้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยท้วงชัดเจนแต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการตั้งแต่งคราวนี้เนื่องจากรู้สึกไม่ถูกต้องที่เด็กน้อยวัยเพียงหนึ่งขวบครึ่งจะขึ้นเป็นไท่จื่อของแผ่นดิน เนื่องจากเด็กวัยเท่านี้ล้วนยังมิพ้นอ้อมอกหมัวมัวด้วยซ้ำในอดีตไม่เคยมีมาก่อน สุดท้ายจึงเป็นเสนาบดีกรมกลาโหมที่ใจกล้าก้าวออกมาอย่างระมัดระวัง ประสานมือคารวะสูงแล้วเอ่ยทัดทาน“กราบทูลฝ่าบาท ตามแบบแผนโบราณ ไท่จื่อมักได้รับการสถาปนาเมื่อพระชนมายุครบสิบแปดหรือยี่สิบปี เพื่อแสดงถึงความพร้อมทั้งด้านร่างกายและปัญญา…”เฉินตี้ฮ่องเต้มองลงมายังท่านเจ้ากรมกลาโหมนิ่ง พระพักตร์สงบแต่สายตาคมกริบราวคมดาบพร้อมประหารคนได้ทั้งที่ปกติแล้วครั้งที่อีกฝ่ายเป็นหวงซุนจนถึงฐานะไท่จื่อจ้าวเฉินจ้านกิริยานั้นสุขุมก็จริง ทว่าก็มีแววตาอ่อนโยนเป็นนิด“ความพร้อมมิได้วัดที่ตัวเลขของอายุ หากวัดที่การเตรียมการ เรากับฮองเฮาจะอบรมไท่จื่อด้วยตนเอง ให้เขาเติบโตอย่างเปรียบพร้อม มิใช่ปล่อยให้การเมืองเลี้ยงดูแทนพ่อแม่”ถ้อยคำเรียบง่าย แต่ตัดบทสนทนาอย่างเด็ดขาดจากนั้นไม่มีขุนนางคนใดกล้าทักท้วงอีก สัญญาณจากกรมพิธีการดังขึ้นอีกคร
ตอนที่ 53 || ซ่างกวนฮองเฮาทันทีที่สิ้นพระสุรเสียง กรมพิธีการเคลื่อนขบวนเข้าสู่ท้องพระโรงอย่างเป็นลำดับขั้นขันทีเอกสองนายอุ้มพานทองคำลงยาสีแดง เดินนำหน้าอย่างช้า ๆ ทุกก้าวย่างต้องเหยียบลงตรงจังหวะกลองพิธีที่บรรเลงต่ำหนักเป็นจังหวะเดียวกัน ด้านหลังคือนางกำนัลชั้นในสี่นาง ถือพัดหางนกยูงและฉัตรหงส์ทองลดระดับต่ำตามระเบียบ ไม่ให้สูงเกินพระพักตร์ฮ่องเต้บนพานทอง เบื้องซ้ายคือ ตราประจำตำแหน่งฮองเฮา แกะสลักหยกขาวลายหงส์โผบินเหนือเมฆ อักษรประทับด้านล่างคมชัดเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจฝ่ายใน เบื้องขวาคือ มงกุฎหงส์ทอง ตัวเรือนถักจากทองคำบริสุทธิ์ ฝังทับทิม ไข่มุก และหยกเขียวอ่อน สองปีกหงส์กางออกโค้งรับแสงอรุณ เส้นพู่ไข่มุกห้อยระย้าลงมาข้างแก้มตามแบบพิธีใหญ่เมื่อขบวนหยุดลงเบื้องหน้าบันไดบัลลังก์ ขันทีทั้งสองคุกเข่าพร้อมกัน ยกพานเหนือศีรษะตามธรรมเนียม “ถวายตราฮองเฮาและมงกุฎหงส์ทองพ่ะย่ะค่ะ”ดนตรีพิธีการเปลี่ยนทำนองเป็นช้า ลึก และสงบ เสียงระฆังสำริดดังหนึ่งครั้งเพื่อประกาศขั้นตอนสำคัญถัดไปประตูทิศตะวันออกของท้องพระโรงเปิดออกอย่างพร้อมเพรียง ซ่างกวนซ่างกวนหานเซียงปรากฏกายในฉลองพระองค์เต็มยศฝ่ายในสีแดงชา
เมื่อเอ่ยถึงสวีเกากง อดีตเจิ้งกั๋วกง ไท่ซ่างหวงทรงตรัสสำทับทันที พระสุรเสียงชัดเจนไม่เปิดช่องคลุมเครือ“สวีหานเซียงมิได้เกี่ยวข้องกับสกุลสวี เพราะนางแต่งงานเข้าราชวงศ์ก่อนหน้านี้นานแล้ว ซ่างกวนเฉี่ยน อดีตเจิ้งกั๋วกงฟู่เหริน ก็ได้รับพระราชทานหนังสือหย่านานแล้วเช่นกัน ส่วนสกุลสวีสายหลักทั้งหมดที่ถูกเนรเทศไปแดนเหนือ ให้ถือว่ารับโทษไปแล้ว ไม่เกี่ยวกันกับโทษของสวีเกากงโดยสิ้นเชิง”ถ้อยคำนี้ทำให้หลายคนในแถวฝ่ายบุ๋นถอนหายใจเบา ๆ อย่างไม่รู้ตัว การลงโทษถูกกำหนดครบถ้วน ชัดเจน ไม่มีช่องโหว่ ไม่มีความคลุมเครือท้องพระโรงอันเคยสั่นสะเทือนด้วยเสียงฮือฮากลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ความเงียบที่หนักแน่นกว่าก่อนหน้า เพราะทุกคนตระหนักชัดแล้วว่าในวันนี้มิใช่เพียงการประชุมยามเช้า หากเป็นวันที่ชะตาของแผ่นดินต้าเยี่ยนถูกพลิกกลับต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนักจริง ๆเมื่อการลงโทษประกาศครบถ้วน ไท่ซ่างหวงจ้าวเหยียนจ้งประทับนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์มังกรช้า ๆการลุกขึ้นครั้งนั้น มิใช่เพียงการเคลื่อนไหวของพระวรกายชรา หากเป็นการกระทำตามธรรมเนียมถ่ายโอนราชอำนาจที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปีเมื่อมังกรรุ่น
ถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยคนั้นทำให้ทั้งท้องพระโรงสั่นสะเทือน เสียงฮือฮาปะทุขึ้นราวคลื่นซัดผนังศิลา ขุนนางบางคนเผลอก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ชายแขนครุยสะบัดไหวเป็นระลอก ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าแตกแถวหรือส่งเสียงเกินกว่าธรรมเนียมอัครมหาเสนาบดีเฝิงก้าวออกมาอีกครั้ง สีหน้าที่เคยสงบนิ่งเปลี่ยนไปเพียงชั่ววูบ ก่อนประสานมือคารวะเอ่ยถาม“ไท่ซ่างหวง ฝ่าบาททำสิ่งใดผิดหนักหนาจนต้องโทษคุมขังหรือพ่ะย่ะค่ะ”คำถามตรงไปตรงมา ทว่าทั้งท้องพระโรงกลับเงียบสนิทลงในฉับพลัน รอฟังคำตอบจากมังกรชรา ไท่ซ่างหวงมิทรงหลบเลี่ยง พระเนตรคมทอดมองลงมาจากบัลลังก์“ไม่ปิดบังขุนนางทั้งหลาย เฟิ่งตี้ฮ่องเต้ต้องโทษหนักด้วยข้อหาทรยศต่อราชวงศ์ ฆ่าพี่ ใส่ร้ายน้อง ลอบปลงพระชนม์บิดา และกำจัดขุนนางสุจริต ส่งเสริมพรรคพวกกังฉิน จนประชาชนเดือดร้อนมาสิบเก้าปี”ถ้อยคำแต่ละคำตกกระทบพื้นหินเย็นเฉียบดั่งก้อนเหล็กทุบลงบนแผ่นน้ำแข็ง ไม่มีช่องว่างให้ตีความ ไม่มีถ้อยคำใดให้ขุนนางใต้ปกครองเข้าใจผิดและพระองค์ยังตรัสต่อทันที ไม่เปิดโอกาสให้เสียงซุบซิบแทรกไปมากกว่านี้“เมื่อครั้งยังเป็นองค์ชายรอง จ้าวเจิ้งหรงลอบซื้อตัวนางกำนัลคนสนิทของอดีตไท่จื่อเฟย ให้วางย







