Mag-log in“เจ้าเป็นคนที่ไหน”
“นางมาจากเจียนหยาง ตอนแรกก็เป็นเมียน้อยคนใหญ่คนโต แต่
ข้าคือท่านหญิงลี่หลินแห่งจวนเซินอ๋อง ลูกสาวคนโตของท่านแม่อู๋ซานเหนียงกับท่านพ่อเอี้ยนเซินเจ้าค่ะ ปีนี้ข้าแปดขวบแล้ว มีพี่ชายหนึ่งคนชื่อพี่หยางสือ เขาชอบโม้ว่าตัวเองอายุสิบขวบ โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เฮอะ! โตที่ไหนกัน ช่างเถอะ ข้าไม่สนพี่บ้าๆ คนนี้หรอก“หลินเอ๋อร์ ตื่นได้แล้วลูก”ข้าพลิกตัวหนี ยังไม่อยากตื่น หัวไปทาง ขาไปทาง ยกขาถีบผนังเตียงไปหนึ่งที“เสี่ยวหยาง แม่บอกแล้วใช่หรือไม่ว่าให้นอนแยกเตียงใครเตียงมันได้แล้ว”“หลินเอ๋อร์กระโดดมานอนเตียงนี้แล้วไม่ยอมกลับเองนี่พ่ะย่ะค่ะ” หูข้าได้ยินพี่ชายฟ้องแม่ฉอดๆ ข้าอยากจะลุกขึ้นเถียงนะ แต่ตอนนี้ข้ายังงัวเงีย“หลินเอ๋อร์ ตื่นได้แล้ว ดูสิ เจ้านอนถีบเสี่ยวเจินอีกแล้ว”เสี่ยวเจิน? ใครหว่า... อ๋อ ลูกพี่ลูกน้องของข้าเอง เขาเป็นลูกชายของท่านอาหย่งอาน ท่านอาแต่งกับองค์ชายแคว้นหลี่ ผ่านไปหลายปีถึงได้กลับมาเยี่ยมแคว้นเอี้ยนบ้านเกิด ระหว่างนี้เสี่ยวเจินก็เลยมาพักอยู่กับเราเผียะ!!เจี๊ยก... พอโดนไม้เรียวกระทบก้น ข้าถึงได้ตื่นเต็มตา กระเด้งตัวขึ้นมานั่งเร
เขากำลังชันเข่าเก็บศรเกาทัณฑ์ที่หล่นเกลื่อนกลาด ร่างแข็งแรงเปลือยท่อนบน กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ กระตุกไหวตามท่วงท่า อู๋ซานเหนียงจึงพอใจที่จะมองเขาเงียบๆ แววตาเป็นประกายชื่นชม เมื่อคืนทั้งสองเพิ่งจะร่วมรักกันหนักหน่วงอย่างหมดหัวใจ แสนจะดุดันและดิบเถื่อน ตะกายเข้าหากันครั้งแล้วครั้งเล่าจนหมดเรี่ยวแรงแต่ถึงจะอย่างนั้น ทั้งคู่ก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ“เซินเซิน...” อู๋ซานเหนียงก้าวเข้าไปแต่หยุดยืนห่างจากเขา นางยิ้มอย่างมีความหมายขณะมองเรือนกายกำยำแสนเร้าใจของเขา นึกถึงตอนที่เขากลับจวนหลังจากสิ้นสุดสงครามครั้งใหญ่นั่น นางกับเขาทำสถิติข้ามวันข้ามคืนกันเลยทีเดียว นึกขึ้นมาคราวใดก็อดขำไม่ได้ที่นางกับเขาทำตัวเหมือนพวกตายอดตายอยากขนาดนั้น“หากเรียกข้าด้วยชื่อนั้นต้องมีค่าธรรมเนียมนะเมียข้า” เขาเงยหน้าขึ้นพลางขยิบตา อันเป็นกระบวนท่าร้ายกาจที่สุดกระบวนหนึ่ง แต่อู๋ซานเหนียงมั่นใจว่านางเด็ดกว่านั้น“ข้าไม่มีเงินทองติดกาย แต่ยินดีจ่ายด้วยเนื้อตัว... ท่านจอมทัพพยัคฆ์พอจะผ่อนผันรับไว้ได้หรือไม่” อู๋ซานเหนียงก้มลงหยิบศรเกาทัณฑ์ขึ้นมา จงใจให้ทรวงอก
“ขนมมั้ยจ๊ะ... อร่อยนะ”ลี่หลินร้องหงอยๆ น้องสาวตัวเล็กเริ่มร้องกะจองอแงแล้ว แถมพี่เลี้ยงกำลังตรงมาลากกลับเข้าจวน แต่ลี่หลินก็ยิ่งฮึด ร้องขายเสียงดัง กะว่าขอทิ้งทวน “สามชิ้นห้าอีแปะ!! สามชิ้นห้าอีแปะเท่านั้นจ้า มาซื้อกันหน่อย ช่วยข้าซื้อกันหน่อยจ้า!!”ร้องขายไปก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งไป น้องสาวเห็นพี่ร้องก็ร้องตามเป็นวรรคเป็นเวร พี่เลี้ยงจึงอุ้มคนน้องแล้วจูงลี่หลิน จะพากลับเข้าจวนก่อนที่จะโดนดุกันไปหมด“ขอซื้อขนมหน่อยสิ”เสียงเด็กชายคนหนึ่งร้องเรียก แม่ค้าตัวเล็กกำลังสะอื้นสะอื้น พอได้ยินว่ามีลูกค้าจะซื้อขนม น้ำหูน้ำตาก็หายวับ รีบหันมาขายด้วยความดีใจ “ขนมไส้งา สามชิ้นห้าอีแปะเท่านั้นจ๊ะ”“งั้นเอายี่สิบอีแปะ”“ยี่สิบอีแปะ?”“ใช่ ยี่สิบอีแปะ” เด็กชายผู้นี้อายุราวๆ สิบขวบ รูปร่างสูงใหญ่มีสง่าราศี แต่งกายด้วยอาภรณ์เนื้อดี เข็มขัดห้อยหยกแกะสลักเป็นรูปมังกร เขาไม่ได้มาเพียงลำพังเพราะมีขุนนางและองครักษ์อีกสองสามคนเดินตาม เขาโบกพัดไม้จันทน์แกะสลักเบาๆ ไม่รีบไม่ร้อน
บทส่งท้าย ครองคู่ หลายปีถัดมาอู๋ซานเหนียงรักกลิ่นฝนฤดูใบไม้ผลิที่สุด ชอบดอกโบตั๋นดอกใหญ่ที่บานประชันกับดอกบัวในสระ และหลงรักวันเวลาดั่งสรวงสวรรค์ที่นางกับเขาช่วยกันสร้างขึ้น นางรักสุดหัวใจช่วงนี้วุ่นๆ นิดหน่อยเพราะหย่งอานกับองค์ชายหลี่เซวียนหลงผู้เป็นพระสวามีกลับมาเยือนแคว้นเอี้ยน พาลูกสาวลูกชายกลับมาเยี่ยมเสด็จตา ถึงแม้ว่าเอี้ยนอ๋องจะไม่สบอารมณ์ ไม่ถูกพระทัยลูกเขยคนนี้เท่าไหร่นักเพราะไอ้ลูกเขยโฉบองค์หญิงผู้เป็นแก้วตาดวงใจของพระองค์ไปหน้าด้านๆ แต่พอได้หลานตัวเล็กตัวน้อยมากอดแข้งกอดขาพร้อมร้องเรียกเสด็จตาๆๆ เอี้ยนอ๋องก็พระทัยละลาย โอ๋หลานๆ จนลืมลูกไปเลยเมื่อเอี้ยนอ๋องไม่ว่าอะไรแล้ว ถึงแม้ว่าบรรดาพี่ชายทั้งสามจะเกลียดขี้หน้าหลี่เซวียนหลงแค่ไหนก็พูดอะไรไม่ได้แล้วอู๋ซานเหนียงเคยไปเยี่ยมหย่งอานที่แคว้นหลี่ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นหย่งอานกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สาม เอี้ยนเซินเห็นน้องเขยช่วยเมียป้อนข้าวลูก ไอ้ที่เ
“เจ้าเป็นคนที่ไหน”“นางมาจากเจียนหยาง ตอนแรกก็เป็นเมียน้อยคนใหญ่คนโต แต่ไม่รู้ว่าไปเหยียบเท้าใครเข้า ก็เลยต้องระเห็จไปเป็นเมียเก็บของเจ้าอาวาส”“เมียเก็บของเจ้าอาวาส?”“ข้าไปทำบุญไหว้พระ เจอนางกวาดลานวัดร้องเพลงเสียงรันทดจับใจ ข้าเลยชวนมาเป็นนางงิ้ว เล่นเป็นตัวไฉ่ต้าน[1] ให้ค่าแรงคืนละสามสิบอีแปะ ค่ากินค่าอยู่ ข้าออกให้หมด”“เงินสามสิบอีแปะ น้อยไปหรือเปล่า”“ท่านหยง มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินน่ะสิ ถ้าใครเล่นดี คนดูตบรางวัล ข้าก็ไม่ยุ่ง แต่ละคืนคนดูให้รางวัลรวมๆ กันไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าสิบอีแปะ แต่นังหยำฉ่ามีเท่าไหร่ก็ไปลงที่เหล้า สันดานของนางเลี้ยงให้อิ่มแค่ไหนก็ไม่พอ ถ้าไม่ติดว่าเสียงร้องเพลงของนางดี ข้าก็ไม่เอาไว้หรอก”“เอาไปห้าสิบตำลึง ไปหานางงิ้วไฉ่ต้านคนใหม่ ไม่ต้องไปยุ่งกับนางอีก”“นายท่าน จะให้นางมาเป็นคนใช้งั้นหรือ ไม่ดีหรอก”“ฮูหยินข้าเพิ่งรับคนงานเข้ามาหลายคน ช่วงนี้คงจะไม่รับคนอีก ในเมื่อนางมีโอกาสดีก็ไม่ควรให้ปล่อยเลยไป เ
สันดานของจิวจิ่นฟางร้ายลึกกว่าที่นางเฉินคิดไว้ เพราะเมื่อถึงเวลาพลบค่ำ จิวจิ่นฟางพร้อมด้วยลูกเมียก็นั่งพร้อมบนรถม้า มีขบวนเกวียนขนสมบัติ ใส่ในไหดองผักปิดทับด้วยฟางแห้งตบตาไว้ถึงสิบคันรถ เมื่อสบโอกาสชาวบ้านเผลอ รีบเปิดประตูจวนแล้วเผ่นหนีไปแบบไม่คิดชีวิต ทิ้งป้าของตนเองไว้กับคนใช้แก่ๆ สองสามคนในจวนว่างเปล่า “ไอ้ชั่วจิวจิ่นฟางหนีไปแล้วๆๆ”ชาวบ้านตีเกราะเคาะไม้ โกรธแค้นที่นายอำเภอชั่วหนีไปได้ ดังนั้นจึงบุกเข้าไปเผาทำลายจวนสกุลจิวอย่างโกรธแค้น นางเฉินจินเหยาอายุมากแล้ว หนีไม่ทันจึงตายในกองเพลิง จากนั้นพวกชาวบ้านได้แต่ปลดปลง ไม่มีกำลังตามล่าจิวจิ่นฟาง ปล่อยให้กรรมไล่ล่ากันเอง “พวกไพร่ชั้นต่ำมันโง่เสียจริง ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ย่อมพ่ายแพ้ต่อข้าอยู่แล้ว”จิวจิ่นฟางหนีสุดกำลังตลอดคืนก็หลุดพ้นจากอำเภอหม่าเจียง หอบลูกเมียหลบหนีไปพร้อมทรัพย์สมบัติมหาศาลโดยปลอมตัวเป็นพ่
บทที่ 3 คัดเลือกตัว เดือนต่อมา ยามเช้าตรู่ อู๋ซานเหนียงตื่นเช้
“เจ้า!! พูดจาเหลวไหล!”จิวจิ่นฟางโกรธจัดเกือบจะบันดาลโทสะ แต่เป็นเพราะเป็นคนมีชนักปักหลัง แอบลักลอบเล่นชู้กับแม่เลี้ยงสาวของตนเอง จิวจิ่นฟางจึงยืนนิ่ง หน้าแดงก่ำเหมือนตับหมู เรื่องนี้ชาวบ้านก็พอรู้แต่ไม่มีใครกล้าพูด เมื่อมีเหตุการณ์ชี้ตัวจับผู้เฒ่าเข้าคุก แถมยังจงใจลบหลู่ฐานะของตาเฒ่าเพื่อทำลายความ
ปีนี้นางอายุสิบหกแต่ยังไม่มีคุณชายบ้านไหนสนใจส่งแม่สื่อมาทาบทาม อาจจะเป็นเพราะชื่อเสียงกิตติศัพท์ด้านไม่ดีไม่งามทั้งหลายดังกระฉ่อน หรืออาจจะเป็นเพราะเมื่อปีที่แล้วนางถีบคุณชายบ้านไหนสักบ้านตกน้ำ บรรดาแม่สื่อจึงพากันขีดฆ่าชื่อของนางทิ้งไป“ใต้เท้าโปรดพิจารณาด้วย คนร้ายอยู่ที่นี่แล้ว” อู๋ซานเหนียงเช็
บทที่ 2 อู๋ซานเหนียง ฤดูใบไม้ร่วง แคว้นเหลียนสภาพอากาศช่วงนี้ฝนตกหนักต่อเนื่องไม่ขาดระยะ หากไม่ฝนตกก็เมฆหนาครึ้ม ถนนหนทางกลายเป็นมังกรโคลนพาดเลื้อยเลี้ยวหายไปในม่านฝน เมื่อท้องฟ้าครึ้มก็ทำให้เมืองหานซานดูหม่นหมอง เนื่องจากเกิดสงครามแทบจะปีเว้นปี แผ่นดินขาดเอกภาพ เมืองหลวงจึงเริ่มขา







