Masuk"ทูลฝ่าบาท แผลที่แขนของคุณหนูเสิ่นเกิดจากการเฆี่ยนตี ส่วนที่หมดสติไปอาจเป็นเพราะไม่มีอาหารตกถึงท้องมาหลายวันพ่ะย่ะค่ะ"
ปึ้ง!! เสียงของกำปั้นทุบลงตกดังลั่นจนเหล่าขันทีและนางกำนัลต้องก้มหน้าลงอย่างหวาดกลัว
"ตระกูลเสิ่นใหญ่ถึงเพียงนั้น! แค่ข้าวสักเม็ดก็ไม่มีให้ลูกสาวกินหรือ!" ฮ่องเต้ตรัสออกมาอย่างไม่อยากเชื่อนัก แต่สถานการณ์ก่อนหน้าก็พอจะยืนยันได้ว่าสิ่งนี้เป็นความจริง
"ฝ่าบาทกระหม่อมขอตัวไปเตรียมยาก่อน จะได้ให้คุณหนูเสิ่นกินตอนตื่นพ่ะย่ะค่ะ"
"ไปเถอะ แล้วเจ้าก็ดูแลคุณหนูเสิ่นจนกว่าจะหายดี" หมอหลวงฉางก้มรับคำสั่งและเดินออกไป ดวงตาคมมองเห็นสาวใช้ของคุณหนูเสิ่นยืนอยู่อย่างร้อนใจ เพียงแค่พยักหน้ากับคนสนิทไม่นานนักอาลี่ก็ถูกพาตัวเข้ามาด้านใน
"เจ้าเป็นคนดูแลข้างกายคุณหนูเสิ่นใช่หรือไม่?"
"เพคะฝ่าบาท"
"ปกติคุณหนูของเจ้าถูกทำร้ายเช่นนี้ตลอดหรือ?"
"เพคะ หากฝ่าบาทอยากยืนยันข้อเท็จจริง ฝ่าบาทสามารถเสด็จไปที่ตระกูลเสิ่นในตอนนี้เพคะ"
เมื่อรับฟังคำก็พยักหน้าแล้วลุกขึ้นยืน ยังไม่ทันย่างก้าวไปได้ไกลแขนแกร่งก็ถูกดึงรั้งเอาไว้เสียก่อน หันไปดูก็พบเข้ากับสนมเอกที่ยืนอยู่
"เจ้ามีอะไร?"
"ฝ่าบาทจะเสด็จไปไหนเพคะ? แล้วจะให้คุณหนูเสิ่นอยู่ที่นี่...ไม่ส่งกับจวนหรือเพคะ?"
"นางยังไม่ได้สติ ข้าจะให้หมอหลวงดูแลนางก่อน ส่วนเจ้าก็กลับตำหนักไปเถิด ข้าจะไปที่จวนตระกูลเสิ่นเสียหน่อย"
"ฝ่าบาทจะเสด็จไปที่นั่นทำไมเพคะ?"
"หลี่หว่านลู่เจ้ารู้หรือไม่ แม้แต่ฮ่องเฮายังมิเคยกล้าถามคำถามนี้กับข้า" เพราะแววตาเรียบนิ่งแสนเย็นชาทำให้สนมเอกยอมปล่อยแขนของฮ่องเต้ในทันที แล้วมองตามไปด้วยความขุ่นเคืองใจจนต้องกำมือแน่น
"เสิ่นลู่ถิง!! ฮ่องเต้ไม่เคยเย็นชากับข้าอย่างนี้เลยสักครั้งจนกระทั่งเจอเจ้า....เห็นทีว่าเจ้ากับข้าคงอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้"
จวนตระกูลเสิ่น
"โบยมันเพิ่มอีก!! หากมันไม่ยอมพูดก็โบยให้ตาย!!"
ฮูหยินใหญ่เสิ่นเอ่ยปากสั่งให้โบยบ่าวรับใช้ที่กล้าช่วยเสิ่นลู่ถิงให้หลบหนีออกไปจากตระกูลเสิ่นได้อย่างโหดเหี้ยม ชีวิตของบ่าวตัวเล็กๆ ไม่ได้มีค่าในสายตาเลยสักนิด หากใครที่กล้าทำให้ที่ระบายของตนหนีรอดออกไปแม้ให้ฆ่าจนตายก็ไม่นึกเสียดาย
“ดูเหมือนว่าฮูหยินใหญ่ตระกูลเสิ่นจะชอบใช้ความรุนแรงอย่างที่ข้าได้ยินมาจริงๆ สินะ”
“ฝะ ฝ่าบาท ไม่ใช่อย่างนั้นนะเพคะ คือ…หม่อมชั้นเพียงแค่สั่งสอนบ่าวไพร่ที่ทำผิดคำสั่ง”
“คำสั่งที่ท่านว่าเกี่ยวกับคุณหนูตระกูลเสิ่นหรือไม่?”
ฮูหยินใหญ่ตระกูลเสิ่นตาเบิกกว้างแล้วได้แต่ครุ่นคิดด้วยความไม่เข้าใจ เหตุใดฮ่องเต้ถึงรู้เรื่องนี้ได้ หากเปิดเผยท่าทีกังวลเกินไปจนหลุดพูด มีหวังได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่
“ข้าถาม เจ้าไม่ได้ยินหรือ?”
“คะ คือไม่ใช่เพคะ”
“ฮูหยินใหญ่ท่านรู้หรือไม่ ข้อหาหลอกลวงฮ่องเต้จะมีผลเช่นไร?”
“ทูลฝ่าบาทได้โปรดช่วยอี้ชวนด้วยเพคะ เพราะอี้ชวนเห็นว่าฮูหยินชอบทำร้ายคุณหนูมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นพวกบ่าวเองไม่อาจทนได้อีกต่อไป พออี้ชวนยื่นมือเข้าช่วยคุณหนู นายหญิงคงไม่พอใจจึงได้ลงโทษรุนแรงเช่นนี้เพคะ”
อาลี่พูดออกไปอย่างไม่นึกเกรงใจ แม้สายตาเชือดเฉือนนั้นมองกันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้ หากต้องแลกชีวิตเพื่อช่วยให้คุณหนูสุขสบายนั่นก็เป็นสิ่งที่อาลี่คนนี้ยินดี
“กระ…กระหม่อมเป็นพยาน ให้กับคำพูดของอาลี่พ่ะย่ะค่ะ”
“เป็นอย่างนี้แล้ว ฮูหยินใหญ่เสิ่นจะทำเช่นไร”
“พวกเจ้ากล้าใส่ร้ายข้า! ตระกูลเสิ่นเลี้ยงดูพวกเจ้าตั้งแต่เล็กจนโต ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณแล้วยังใส่ร้ายข้าอีกหรือ!”
“ตั้งแต่เล็กจนโตฮูหยินเอาแต่ลงโทษตบตีพวกเรา มีเพียงคุณหนูเท่านั้นที่คอยดูแลเราอย่างดี แม้ในวันที่คุณหนูมีเพียงแค่หมั่นโถวหนึ่งลูกเพื่อประทังชีวิตก็ยังยอมเสียสละมันให้กับแม่ของอี้ชวนได้กิน”
“ข้าก็พึ่งรู้นะว่าอาหารของคุณหนูตระกูลเสิ่นจะมีเพียงแค่หมั่นโถวเท่านั้น ตระกูลเสิ่นไม่เคยเงินขาดมือ!! เหตุใดจึงให้ของอย่างนั้นแก่บุตรีของพวกเจ้ากิน!!!”
ตาคมหลับลงถอนหายใจ มือกำแน่นราวกับกำลังโกรธเคืองจนไม่สามารถเก็บความรู้สึกเอาไว้ได้ คุณหนูเสิ่นงดงามและบอบบางเช่นนั้น แถมยังใจดีกับบ่าวรับใช้เหตุใดจึงต้องอยู่กับมารดาที่จิตใจอำมหิตเช่นนี้ด้วย
“ฝ่าบาทเข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ หม่อมชั้นถูกใส่ร้าย เดิมทีเสิ่นลู่ถิงจิตใจอำมหิต ไม่รู้จักบุญคุณของบิดามารดา หม่อมชั้นจึง….”
“ในสายตาของท่านแม่ ลูกแย่ถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”
เป็นคุณหนูเสิ่นที่พยุงร่างแทบจะหมดเรี่ยวแรงของตนเดินเข้ามาและพูดขึ้น แววตานั่นวูบไหวเสียจนดวงตาคมไม่อาจหยุดมองได้ ผู้หญิงที่แสนจะบอบบางอย่างนี้ เหตุใดถึงได้มีคนกล้าทำร้ายจิตใจนาง
"มาแล้วหรือนางตัวดี! เจ้าพูดออกไปสิว่าข้าไม่เคยทรมานเจ้า"
"พูดออกมาเถิด ข้าอยู่ที่นี่ จะทวงคืนความยุติธรรมให้เจ้าเอง"
คุณหนูเสิ่นก้มหน้าลงในทันที แอบรอยยิ้มมุมปากก่อนจะหลับตาบีบน้ำตาให้ไหลลงอาบแก้มแล้วคุกเข่าลง ไหล่เล็กสั่นเทิ้มจนคนมองต้องสัมผัสแผ่นหลังแล้วลูบแผ่วเบา เสิ่นลู่ถิงเงยหน้ามาสบตาเพียงเพื่อให้ฮ่องเต้ได้เห็นหยาดน้ำตาที่อาบแก้มนั้นชัดเจนขึ้น
เรียวนิ้วเกลี่ยหยดน้ำใสที่ทำให้หัวใจกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้นั้นออกจากแก้มเนียน ยิ่งมองนานเท่าไหร่ก็ยิ่งได้รับรู้ว่าคนอย่างคุณหนูเสิ่นงดงามเกินกว่าจะต้องเสียน้ำตาหรือแม้แต่เสียใจกับเรื่องใด
“อย่าร้องไห้เลย ลุกขึ้นเถิด”
แขนเรียวถูกประคองให้ลุกขึ้นยืน ท่าทีใส่ใจนี้ทำให้เสิ่นลู่ถิงรู้ได้ทันทีว่าตนเรียกร้องความสนใจจากฮ่องเต้ได้สำเร็จ ดวงตากลมเสมองไปด้านหลังแล้วยิ้มเยาะ ข้าคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าท่านต้องตามมาที่นี่ เช่นนั้นสนมเอกก็ควรรู้สึกไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้ว่าข้าเป็นศัตรูของท่าน
“บอกข้ามาเถิดว่าเจ้าอยากให้ข้าจัดการเยี่ยงไร?”
“หม่อมชั้น… อย่างไรเสียท่านแม่ก็ให้กำเนิดหม่อมชั้น หม่อมชั้นมิกล้าเพคะ?”
“ลูกสาวของเจ้ากตัญญูถึงเพียงนี้ เหตุใดยังกล้าลงมือทารุณนาง!”
ฮูหยินใหญ่เสิ่นรีบก้มหน้าลงสู่พื้น ประโยคเอ่ยขอความกรุณาดังลั่นไปทั่วจวน นี่สิคือสิ่งที่คนใจดำอำมหิตอย่างท่านคู่ควร วันนี้ท่านพ่อไม่อยู่ ข้าจะรอดูว่าท่านแม่ผู้แสนดีของข้าจะแก้ตัวไปได้อย่างไร
“เจ้าจะยอมรับหรือไม่ว่าทำร้ายลูกสาวของตัวเอง แม้แต่ข้าวก็ไม่ให้นางกินจนนางเป็นลมหมดสติไป”
“หมะ…หม่อมชั้น”
“กระหม่อมเป็นพยานให้กับเสิ่นลู่ถิงได้พ่ะย่ะค่ะ”
เสียงคุ้นหูดังขึ้นจนทุกสายตาหันไปมอง ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้นก่อนที่จะขมวดคิ้วจนชนกัน ท่านอ๋องหรือ? เหตุใดเขาถึงพูดเหมือนกับจะช่วยข้า? ชาติก่อนแม้แต่หางตาก็ไม่ไยดี ทำไมชาตินี้ถึงได้…..
“เอ่อไท่ เจ้ามาได้อย่างไร?”
“กราบทูลฮ่องเต้ กระหม่อมพึ่งได้ข่าวจากตระกูลเสิ่นว่าคุณหนูเสิ่นหายตัวไป ดังนั้นจึงมาตรวจสอบดูพ่ะย่ะค่ะ”
ท่านอ๋องมาเพื่อตรวจสอบดูการหายตัวไปของข้า นั่นเป็นคำพูดที่ไม่น่าเชื่อถือที่สุดในชีวิตที่ข้าเคยได้ยิน เหตุใดเขาถึงมาสนใจเรื่องของข้า ไหนจะแววตานั่นที่พยายามมองมา หากข้ามองไม่ผิดนั่นไม่ใช่แววตาที่เคยมองกันอย่างนึกรังเกียจอย่างเมื่อก่อน
“เป็นโชคดีของข้าจริงๆ ที่ท่านอ๋องใส่ใจถึงเพียงนี้”
“เจ้าเป็นคู่สมรสที่ฮ่องเต้ประทานให้ข้า เหตุใดข้าจะไม่สนใจเจ้าเล่า?”
“หึ ไม่มีใครแจ้งกับท่านหรือ? ว่าการประทานสมรสถูกยกเลิกไปแล้ว”
“ว่าอย่างไรนะ? แต่ว่าในช่วงเวลานี้….”
ท่าทางครุ่นคิดหนักของท่านอ๋องทำเอาเสิ่นลู่ถิงขมวดคิ้วแน่นตามไปด้วย เขาดูแปลกไปราวกับไม่ใช่คนที่เคยเกลียดข้ามากกว่าสิ่งใดในโลก แปลกไปมากจริงๆ
“เอาล่ะ ในเมื่อมีพยานมายืนยันมากถึงเพียงนี้ แล้วหลังจากนี้ฮูหยินใหญ่เสิ่นจะทำอย่างไร?”
“หม่อมชั้นขอประทานอภัยเพคะ สิ่งที่หม่อมชั้นทำแค่เพื่อสั่งสอนบุตรสาวที่ดื้อดึงเท่านั้น”
“วิธีการสอนลูกสาวของตระกูลเสิ่นช่างโหดร้ายเสียจริงๆ”
“ฝ่าบาทเพคะได้โปรดช่วยหม่อมชั้น”
เสิ่นลูถิงทิ้งตัวคุกเข่าลงอีกครั้งด้วยใบหน้าอ้อนวอน มือหนาพยายามแตะเพื่อพยุงให้ลุกขึ้นแต่คุณหนูเสิ่นกลับไม่ยอมขยับตัวขึ้นยืนตาม
“มีอะไรก็บอกกับข้าเถิด อย่าคุกเข่าเช่นนี้เลย”
“ฝ่าบาทได้โปรดช่วยหม่อมชั้นให้หลุดพ้นจากความทรมานนี้ที่เถิดเพคะ หม่อมชั้นไม่อาจทนกับการถูกทารุณได้อีกแล้ว”
“อย่างนั้นเจ้าอยากให้ข้าช่วยเหลือเช่นไร?”
ไม่ทันที่คุณหนูเสิ่นจะได้เอ่ยปากตอบคำถาม ท่านอ๋องก็คุกเข่าลงและก้มหัวสู่พื้น ก่อนประโยคต่อมาที่เขาพูดจะทำให้เสิ่นลู่ถิงอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
“ฝ่าบาทได้โปรดประทานสมรสให้กระหม่อมกับคุณหนูเสิ่นอีกครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
“กระหม่อมอยากได้การประทานสมรสอีกครั้ง หลังจากสมรสกระหม่อมก็จะสามารถพาคุณหนูเสิ่นไปอยู่ด้วยกันที่จวนอ๋องและไม่ต้องถูกทรมานที่ตระกูลเสิ่นอีก”
“ข้าไม่แต่งกับท่าน!”
เสิ่นลู่ถิงเถียงขึ้นมาเสียงแข็ง ข้ากลับมาเกิดอีกครั้งเพื่อหลีกนี้จากทุกความทรมานที่ท่านมอบให้ข้า เหตุใดข้าจะต้องยอมให้มันลงเอยแบบเดิมเล่า
เงยมองสบดวงตาเรียบนิ่งของฮ่องเต้อย่างร้องขอ หรือความจริงแล้วข้าอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชาชีวิตของตัวเองได้ ต่อให้พยายามหลีกนี้อย่างไรก็จะยังลงเอยแบบเดิมเช่นนั้นหรือ
ไม่เอาน่า…ข้าอุตส่าห์ได้เกิดใหม่อีกครั้ง
จะไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงเลยหรือ
เช่นนั้นการเกิดใหม่ครั้งนี้จะมีประโยชน์อะไร
“นี่เจ้ากำลังปฏิเสธข้าหรือเสิ่นลู่ถิง? เจ้ารักข้ามาก เหตุใดถึงได้…?”
“ท่านอ๋องมีคนที่รักแล้ว ข้าไม่อยากเข้าไปเป็นส่วนเกินในชีวิตรักของท่าน”
“มะ ไม่สิ หากเจ้ายอมแต่งกับข้า ข้าสัญญาว่าจะให้เจ้าทุกอย่าง หากอยากเป็นชายาเอกของข้า ข้าก็จะให้มันกับเจ้า”
เหตุใดท่านอ๋องจึงพูดเช่นนี้ออกมา มิใช่ว่าท่านอย่าแต่งงานกับคุณหนูรองตระกูลหลี่มากกว่าใครหรือ
“ข้าไม่เคยอยากได้ตำแหน่งชายาเอกของท่าน”
“แล้วเจ้าอยากได้สิ่งใดเล่า บอกกับข้ามาเถิด”
“หม่อมชั้นรู้ว่าสิ่งนี้อาจดูล่วงเกินฝ่าบาท แต่หม่อมชั้นอยากขอเข้าวังเพคะ แค่ไปเป็นนางในก็ได้เพคะ ฝ่าบาทได้โปรดช่วยหม่อมชั้น…”
คางมลถูกเชยให้เงยขึ้นมอง เรียวนิ้วไล้ไปตามกรอบหน้าของคุณหนูเสิ่นแล้วยิ้ม ดวงตาแสนหวานที่มองมานั่นแสนลุ่มหลง เสิ่นลู่ถิงคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าตัวเองจะไม่พลาด”
“เจ้างดงามถึงเพียงนี้ หากข้าแค่พาเข้าไปเป็นนางในคงเสียดายแย่ ไหนลองพูดออกมาใหม่สิ ว่าเจ้าอยากเข้าวังไปทำไม?”
“หม่อมชั้น…หม่อมชั้นมิกล้าเพคะ แค่ได้เป็นนางในเพื่อรับใช้ฝ่าบาทก็เป็นพระมหากรุณาธิคุณมากแล้วเพคะ”
“หึ ฟู่เอ๋อ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“มีคำสั่งออกไป แต่งตั้งคุณหนูเสิ่นขึ้นเป็นกุ้ยเหรินและพาเข้าวังทันที”
จวนตระกูลเสิ่นฮ่องเต้เสด็จ!!! พระสนมเสิ่นเสด็จ!!!เสียงอึกกระทึกหน้าประตูจวนตระกูลเสิ่นดังขึ้นดังลั่น ก่อนบานประตูจวนต้องเปิดออกโดยไม่มีใครขัดขวางได้ ฮ่องเต้เดินประคองเสิ่นลู่ถิงอยู่ไม่ห่าง เหล่าบ่าวรับใช้ในเรือนต้องโค้งคำนับต้อนทำความเคารพตามที่ควร ดวงตากลมมองเห็นคนในตระกูลที่วิ่งออกมาต้อนรับอย่างร้อนรน“ถวายบังคมฝ่าบาท ขออภัยที่กระหม่อมและฮูหยินไม่ได้ออกมาต้อนรับ”“พี่ใหญ่ท่านกลับมาแล้วหรือ?”“ถิงถิง….” เสิ่นลู่ถิงขมวดใส่ผู้เป็นพ่อแม่ที่ใช้สายตาไม่ให้พี่ใหญ่พูดคุยกับตน นานมากแล้วที่เขาถูกส่งไปอยู่บ้านท่านป้าที่เมืองห่างไกล ชาติที่แล้วข้าจำได้ว่าพี่ใหญ่หาทุกวิถีทางเพื่อช่วยข้าให้ถูกยกเลิกการประหาร ทั้งยอมเสียบรรดาศักดิ์ แต่ในท้ายที่สุดก็ถูกฆ่าตายเพราะข้า ในชาตินี้ข้าจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น“ฝ่าบาทเพคะ ดูเหมือนว่าท่านพ่อท่านแม่จะสั่งห้ามไม่ให้พี่ใหญ่พูดคุยกับหม่อมชั้น”“เหลวไหลสิ้นดี!!”“บังอาจ!!! ฮูหยินเสิ่น แม้เจ้าจะเป็นมารดา แต่บัดนี้ถิงถ
ตำหนักจิ่งเหรินวุ่นวายด้วยความห่วงใยของฮ่องเต้ หลังเสิ่นลู่ถิงถูกอุ้มกลับมาที่ตำหนักไม่นานข่าวก็ไปถึงไท่เฮา และทันทีที่ได้รับข่าวก็รีบมาที่นี่ทันที ใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นบ่งบอกถึงความดีใจจนฮองเฮานึกขัดใจไม่น้อย ทั้งที่เปิดโปงสนมหลี่ได้แล้วแท้ เหตุใดยังเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีกครั้งนี้มองอย่างไรก็รู้ว่าเสิ่นลู่ถิงท้องจริงอย่างที่หมอหลวงว่า เช่นนี้แล้วฮองเฮาควรจะทำอย่างไร ปกติเสิ่นลู่ถิงก็เป็นที่โปรดปรานมากอยู่แล้ว ในวังหลังต่างรู้กันดี หากตั้งท้องลูกของฮ่องเต้เช่นนี้ คงกอบโกยทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย สุดท้ายแล้วตนก็จะเป็นแค่ฮองเฮาเพียงชื่อ แต่สิ้นอำนาจ“กังวลใจหรือฮองเฮา” ไท่เฮาเดินมาแตะที่มือจนฮองเฮาสะดุ้งตกใจอย่างไม่ได้ตั้งตัว มือเหี่ยวย่นลูบราวกับพยายามปลอบใจตาหารู้ไม่ว่านั่นไม่ช่วยอะไร อาการดีพระทัยของไท่เฮาเมื่อครู่กำลังทำให้ฮองเฮารู้ตัวว่าต้นเหลือพื้นที่ยืนในวังน้อยลงทุกที“ปกตินางก็เป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาท หากนางตั้งครรภ์โอรส….”“นั่นก็ถือเป็นเรื่องดี ข้าว่าสนมเสิ่นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร มันจะดีมากหากเจ้าอยู่กับนางได้อ
บรรยากาศวันพระราชสมภพใหญ่โตตามคาด เหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่ถูกเชิญเข้าวังมามากเสียใจผิดปกติ เสิ่นลู่ถิงยิ้มอย่างรู้ทัน วันนี้คงไม่ใช่แค่ฮองเฮาที่คิดจะทำการใหญ่ แต่สนมหลี่เองก็มีการใหญ่ที่วางแผนเอาไว้ตามคาด แล้วไม่แน่ว่าก็คงเกี่ยวข้องกับมารดาข้าที่นั่งอยู่ตรงนั้นด้วยเยว่จินรินชาร้อนให้ทั้งสายตายังคอยระแวดระวังอยู่เสมอ อย่างน้อยข้าก็มองคนไม่ผิดเลย เยว่จินเป็นหญิงสาวที่มีความภักดีมาก การได้นางมาอยู่ในกำมือช่างดียิ่ง“วันนี้สนมหลี่กับมีหน้าท้องนูนขึ้นมานิดหน่อย หรือว่านางจะตั้งครรภ์จริงๆ เพคะ”“ท้องคนเราจะนูนและใหญ่ขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่วันได้อย่างไร ข้าคิดวาวันนี้คงมีอะไรสนุกกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก” เสิ่นลู่ถิงยกชาขึ้นดื่มอย่างสบายใจ ก่อนเสียงพูดที่แสนระคายหูจะดังขึ้นมาจนต้องวางจอกชาลงแล้วหันมองอย่างไม่นึกหวาดกลัว“ได้ยินมาว่าฝ่าบาททรงสั่งให้จัดการงานพระราชสมภพอย่างใหญ่โตเพื่อสนมหลี่ คิดว่าอีกไม่นานก็คงเป็นคนโปรดเช่นเคย ไม่แน่ว่าตำแหน่งสนมเอกก็อาจจะได้คืนมาไม่ยาก” คุณหนูตระกูลเจียงคนนี้มิใช่ว่าเป็นเพื่อนตั้งแต่วั
เสิ่นลู่ถิงนั่งอยู่ที่ศาลาริมสระ ดวงตากลมจดจ้องอยู่กับการปักผ้าผืนสวยเพื่อจะมอบให้สนมหลี่เป็นของขวัญ อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสนมหลี่ ดูเหมือนฮ่องเต้จะสั่งให้คนเตรียมงานอย่างเอาอกเอาใจ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ข้านึกหนักใจแม้สักนิดถึงแม้ว่าฮ่องเต้จะเอาใจสนมหลี่เพียงใด แต่ใครต่างก็รู้ว่านั่นเพราะนางมีทายาทของฮ่องเต้อยู่ในครรภ์ ทุกค่ำคืนฮ่องเต้ยังคงเสด็จมาหาข้าอยู่เสมอ ไม่มีใครได้เห็นฮ่องเต้ในยามท้องฟ้ามืดยกเว้นข้า และข้าก็เชื่อว่าจะมีข่าวดีอีกไม่นานนี้“พระสนมเพคะ”“ว่าอย่างไรบ้าง?”“ดูเหมือนว่าฮองเฮาจะทำการใหญ่ในวันพระราชสมภพของสนมหลี่เพคะ อีกอย่างเท่าที่หม่อมชั้นให้คนคอยจับตาดู สนมหลี่ไม่เหมือนกับคนกำลังตั้งครรภ์เลยเพคะ”“อย่างไร?” เยว่จินขยับมาพูดที่ข้างหูอย่างแผ่วเบาเกี่ยวกับสิ่งที่สังเกตมา เสิ่นลู่ถิงฟังอย่างตั้งใจทั้งคิดตามก่อนจะยิ้มกว้าง ก็จริงอย่างที่เยว่จินว่า ทั้งที่ท้องแต่ยังพยายามยั่วให้ได้ร่วมรักกับฮ่องเต้อยู่บ่อยครั้ง แต่เป็นฮ่องเต้ที่ไหวตัวทันและไม่ได้ทำอ
“ชายาชินอ๋องมาหาเราถึงที่นี่ คงมีเรื่องด่วน?” ฮ่องเต้เอ่ยปากถามคนที่นั่งคุกเข่าอย่างร้อนใจอยู่ตรงหน้า คิดสงสัยเสียจริงว่าเหตุใดถึงได้กล้ามาพบข้าด้วยตัวเองถึงที่นี่“หม่อมชั้นอยากทูลขอฝ่าบาทให้ปล่อยตัวพี่สาวหม่อมชั้นออกจากตำหนักเพคะ”“หลี่หว่านลู่ทำผิดเช่นไรเจ้ามิรู้หรือ?”“หม่อมชั้นทราบเพคะ แต่ถึงอย่างนั้นพี่สาวหม่อมชั้นก็ภักดีต่อฝ่าบาทมานาน นางทำไปเพียงเพราะอารมณ์หึงหวงชั่วครู่เท่านั้น ฝ่าบาทได้โปรดเห็นแก่ความรักที่มีต่อพี่สาวหม่อมชั้น อย่างน้อยให้พี่สาวหม่อมชั้นได้มีที่ยืนต่อไปในวังก็ยังดีเพคะ”ฮ่องเต้ครุ่นคิดตามสิ่งที่คุณหนูรองหลี่พูด ต้องยอมรับว่าความรักของตนกับหลี่หว่านลู่เมื่อครั้งอดีตนั้นหวานชื่น แม้จะรับสนมเข้ามากี่คนก็ยังไม่มีใครเป็นที่โปรดปรานเท่า ทุกครั้งที่ทำผิดก็ถูกประทานอภัยโดยง่าย แต่ความผิดครั้งนี้มันใหญ่นัก หากตัดสินไม่เด็ดขาดอาจถูกคนในวังครหาเอาได้“แต่ความผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก”“แต่หากปล่อยพี่สาวหม่อมชั้นเอาไว้เช่นนี้ อาจจะแท้งลูกได้นะเพคะ”&ld
เสิ่นลู่ถิงถูกแบกพาดบ่ากลับเข้ามาที่ตำหนัก ฮ่องเต้วางกายเล็กลงแม้จะดูขุ่นเคืองแต่ยังคงใช้มือประคองไม่ให้กระแทกจนบาดเจ็บ ดวงตาคมที่มองจ้องเขม็งกลับทำให้คุณหนูเสิ่นรอบกลืนน้ำลายอย่างรู้สึกประหม่า“ฝ่าบาททรงกริ้วหรือเพคะ?”มือเล็กยกขึ้นแตะที่ข้างแก้มหวังให้ฮ่องเต้ลดอารมณ์โทสะลง แต่เรียวคิ้วที่ขมวดนั้นบ่งบอกว่าการกระทำนี้ไม่ช่วยอะไรเลย เสิ่นลู่ถิงรู้สึกได้ถึงรังสีความโกรธเคือง ไม่รู้ทำไม แต่กลับรู้สึกไม่อยากให้ฮ่องเต้โกรธกันเช่นนี้เลย“ฝ่าบาทเพคะ”“เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้า เหตุใดถึงไปที่จวนอ๋อง หรือว่าคิดถึงรักเก่าขึ้นมา”“ฝ่าบาท!!!”“กล้าขึ้นเสียงกับข้าหรือ”เสิ่นลู่ถิงรู้ตัวว่าเผลอทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่เมื่อได้ยินประโยคนั้นก็รู้สึกโกรธจนห้ามไม่ได้ ข้าไม่มีทางหวนคิดถึงชินอ๋องอีกแน่ เหตุใดฮ่องเต้ถึงได้ตัดสินเองเช่นนี้ เดิมทีตั้งใจให้ทหารองครักษ์ตามไปเพราะคิดว่าอาจเกิดเรื่องทะเลาะแน่ และให้ฝ่าบาทได้รับรู้ว่าข้าถูกรังแกก็เท่านั้น แต่ในตอนนี้ทุกอย่างกลับผิดเพี้ยนไปหมด







