เข้าสู่ระบบใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชาร่างเล็กก็มายืนอยู่หน้ากระท่อมหลังหนึ่งซึ่งมุงหลังคาด้วยหญ้า เว่ยซินเหยียนคิดว่านี่คงเป็นบ้านของนายท่านกระมัง เพราะนอกจากกระท่อมหลังนี้แล้วก็ไม่มีบ้านใครอีก นางจึงตะโกนบอกคนด้านในว่า “ชินเหยียนเอาข้าวมาให้ท่านลุง โปรดรับไว้ด้วยเจ้าค่ะ ส่วนชามข้าจะมาเก็บพรุ่งนี้ยามเหม่านะเจ้าคะ” ว่าจบร่างน้อย ๆ หยิบชามข้าวออกจากตะกร้า แล้ววางไว้บนพื้นกระท่อมข้างบันได ยังมีถ้วยใบเล็กที่ใส่ขิงซอยกับหอมซอยวางไว้ข้าง ๆ อีกด้วย จากนั้นก็เดินกลับบ้านตนทันที ในใจนางคิดว่าผู้ชายคนนี้คงเป็นคนโลกส่วนตัวสูงจึงไม่อยากคบค้าสมาคมกับใคร
เสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปไกลมากแล้ว อี๋นั่วจึงเปิดประตูออกมา ก้มมองชามข้าวต้มด้วยสายตาที่อ่านได้ยาก จากนั้นจึงยกชามข้าวต้มเข้าไปด้านใน ก่อนกินยังใช้เข็มทดสอบพิษเมื่อรู้ว่าปลอดภัยแล้วจึงกินข้าวต้มจนหมดโดยไม่กลับออกมาด้านนอกอีก กระทั่งยามอิ๋นจึงนำชามเปล่าออกมาวางไว้ดังเดิม
วันถัดมาก่อนไปเก็บสมุนไพรกับมารดาเว่ยซินเหยียนจึงมาเก็บชามกลับไป มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเขากินข้าวจนหมดชาม แอบคิดเล่น ๆ ว่า เขาคงไม่ได้เททิ้งกระมัง เพราะในยุคนี้ข้าวยากหมากแพงใครจะเอาของกินไปทิ้งกัน
จ้าวฟางหรู กับเว่ยซินเหยียนและซิ่วอิงขึ้นเขาเพื่อเก็บสมุนไพร ปล่อยให้แม่นมมเตียวอยู่บ้านถางหญ้าไปพลาง ๆ เพียงลำพัง
เมื่อคืนเว่ยซินเหยียนอ่านตำราแล่มหนึ่งแล้วค้นพบความจริงที่น่าทึ่งบางอย่างว่าสิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของนางตลอดเวลานั้นคือพลังปราณ นางไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เมื่อคืนหลังจากที่มารดาหลับไปแล้วนางตื่นขึ้นมาลองฝึกเดินลมปราณอย่างเงียบ ๆ สำคัญกว่านั้นคือ แม้ยามหลับร่างกายของนางก็ยังฝึกปราณได้ ในตำรายังบอกอีกว่าหากพลังปราณของใครอยู่ในระดับเก้าซึ่งเป็นระดับสูงสุด คนผู้นั้นจะสามารถหลอมยาได้ เรื่องนี้ทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
เดิมทีความคิดของนางในตอนนี้ไม่ได้อยากเป็นหมอแล้ว เพราะการเป็นหมอทำให้ชีวิตอยู่อย่างไม่สงบสุข ต้องทำงานอย่างหนักแม้ในโลกเดิมนางยังตายเพราะทำงานหนัก อีกทั้งยังต้องพบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา ต้องต่อสู้กับสังคมที่ไม่ยอมรับสตรีว่าเก่งเท่าเทียมกับบุรุษ เช่นนั้นเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนั้นจบ นางจึงอยากเป็นคนหลอมยาขายมากกว่าเป็นหมอ หากทำได้นางก็จะมีเงินเลี้ยงครอบครัวไปตลอดชีวิต
เว่ยซินเหยียนพลางคิดพลางเก็บสมุนไพรไปด้วย สิ่งใดที่มารดาบอกเกี่ยวกับสมุนไพรนางก็จดจำได้จนขึ้นใจ ส่วนมากสมุนไพรที่พวกนางเก็บได้จะเป็นจำพวกหวงฉี หล่อฮั้งก้วย และเก๋ากี้ จ้าวฟางหรูบอกว่าถึงจะเป็นสมุนไพรที่ดี แต่ก็ราคาไม่สูงมากนัก เว่ยซินเหยียนแอบบ่นในใจว่าทำไมไม่เจอโสมพันปีเหมือนกับในนิยายบ้างนะ ขายแค่ต้นเดียวก็สามารถรวยได้แล้ว
ทั้งสามเก็บสมุนไพรจนถึงปลายยามเว่ยก็กลับบ้าน พวกนางได้สมุนไพรมาทั้งหมดสองตะกร้า เห็นท่าทางมารดาอ่อนล้า เว่ยซินเหยียนจึงช่วยนางแบกตะกร้าสมุนไพร คราแรกจ้าวฟางหรูไม่ยินยอม แต่เมื่อบุตรสาวขอลองแบกดูนางจึงให้ลอง และนางก็แบกได้ดียิ่งกว่ามารดาเสียอีก
จ้าวฟางหรูกับซิ่วอิงสบตากัน มองเว่ยซินเหยียนด้วยความประหลาดใจ จากเด็กขี้โรคกลายเป็นเด็กแข็งแรงกว่ามารดาได้อย่างไร เช่นนั้นจ้าวฟางหรูจึงยินยอมให้นางแบกตะกร้าสมุนไพรกลับบ้าน
กลับมาถึงบ้าน แม่นมเตียว ซิ่วอิง และเว่ยซินเหยียนก็ช่วยกันแยกสมุนไพร ส่วนจ้าวฟางหรูนางเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางเกินไปจึงหลับไปก่อนแล้ว
หลายอึดใจต่อมาเว่ยซินเหยียนจึงเอ่ยขึ้นว่า “แม่นมเตียวช่วยเล่าเรื่องที่ท่านแม่โดนโบยวันนั้นให้ข้าฟังหน่อยสิ” วันที่ท่านแม่ถูกสั่งโบยนางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นางสัมผัสได้ถึงแรงแค้นของเจ้าของร่างนี้ว่าอย่างไรนางก็ต้องเอาคืนคนในจวนสกุลเว่ยให้ได้ วันนั้นเว่ยซินเหยียนได้ยินเพียงสาวใช้ของเสิ่นอี๋เหนียงพูดว่ามารดาของนางลอบคบชู้จนนายท่านจับได้
“เอ่อ… จะดีหรือเจ้าคะคุณหนู คุณหนูยังเด็กนัก ไม่เข้าใจเรื่องของผู้ใหญ่หรอกจ้าค่ะ” แม่นมเตียวพูดออกด้วยความลำบากใจ เด็กอายุเพียงเก้าขวบจะให้มารับรู้เรื่องซับซ้อนของผู้ใหญ่ได้อย่างไร อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่ทำให้มารดาของนางต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง
เว่ยซินเหยียนปรายตามองแม่นมเตียวแวบหนึ่งพลางคิดในใจว่า ‘ตอนนี้ข้าอายุมากกว่าเจ้าเสียอีก’ ตอนนี้ในบ้านเหมือนจะเป็นนางที่อายุมากกว่าเพื่อน เพราะมารดาของนางก็อายุเพียงยี่สิบหกปี แม่นมเตียวนั้นก็อายุเพียงสามสิบปี ส่วนซิ่วอิงไม่ต้องพูดถึงเพราะนางเพิ่งอายุสิบสามปีเท่านั้น
เว่ยซินเหยียนกล่าวออกเสียงเรียบว่า “เล่ามาเถิด แม่นมเตียวลืมไปแล้วหรือว่าข้าโตขึ้นมากแล้ว ข้าแค่อยากรู้ว่าท่านแม่โดนกลั่นแกล้งอย่างไรบ้าง”
ดวงตาของแม่นมเตียวกระตุกวูบหนึ่ง พลางถามออกไปว่า “คุณหนูรู้หรือเจ้าคะ”
“ก็เดาไม่ยากไม่ใช่หรือ”
นางมองดวงหน้าเล็กของผู้เป็นนายอย่างชั่งใจแล้วเอ่ยออกว่า “เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ” ตอนนี้เว่ยซินเหยียนมีท่าทางเข็มแข็งไม่อ่อนปวกเปียกเหมือนอยู่ในจวนสกุลเว่ย แม่นมเตียวจึงไม่ลังเลที่จะเล่าความจริงที่เกิดขึ้นกับนายหญิงให้เว่ยซินเหยียนฟัง
นางเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นตั้งแต่เสิ่นอี๋เหนียงมาขอพบจ้าวฟางหรูเพื่อคารวะในตอนเช้า วันนั้นจ้าวฟางหรูตื่นสายกว่าทุกวัน แม่นมเตียวพยายามเรียกเท่าไรแต่จ้าวฟางหรูก็ไม่ยอมตื่น นางรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่าง และด้วยความเป็นห่วงนางจึงถือวิสาสะผลักประตูเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
แต่นางก็ต้องยืนตะลึงตาค้างเมื่อพบว่าบนเตียงของเจ้านายมีบุรุษผู้หนึ่งนอนอยู่ด้วย นั่นก็คือพ่อบ้านจวง แต่ยังดีที่ทั้งคู่ไม่ได้อยู่ในสภาพโป๊เปลือย แม่นมเตียวยังอยู่ในอาการตกใจไม่ทันได้สั่งห้ามไม่ให้ทุกคนเข้ามา เสิ่นอี๋เหนียงกับสาวใช้ก็พรวดพราดเข้ามาในห้องนอนของนายหญิงแล้ว อีกทั้งยังโวยวายเสียงดังเมื่อเห็นหน้าชายคนนั้นหาว่านายหญิงแอบคบชู้จนบ่าวรับใช้ได้ยินไปทั้งจวน
เสิ่นอี๋เหนียงรีบให้สาวใช้ไปรายงานนายท่าน พอเว่ยเฉิงวิ่งมาเห็นภาพนั้นก็ไม่คิดจะสอบสวนหาความจริงจากปากจ้าวฟางหรูสักคำ รีบออกคำสั่งให้นำนายหญิงไปโบยและมอบหนังสือหย่าให้ทันที ส่วนพ่อบ้านจวงก็โดนโบยห้าสิบไม้แล้วนำไปถ่วงน้ำตามกฎของจวนสกุลเว่ย
“ท่านก็ช่วยข้าดูแลอยู่ทุกวันอยู่แล้วนี่เจ้าคะ” “แต่ข้าอยากดูแลมากกว่านั้น” “ท่านอยากดูส่วนไหนเพิ่มอีกหรือเจ้าคะ” “ไม่ใช่ ๆ” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลคนงานดีหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่ใช่อย่างนั้น” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลเรื่อง…” “หัวใจของเจ้า” เขาผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อพูดคำนี้ออกมาได้สักที “เจ้าคะ” จ้าวฟางหรูทำหน้าตาสงสัย “ข้าหมายถึง ข้าอยากดูแลหัวใจของเจ้า” จ้าวฟางหรูยืนนิ่งงันคล้ายกับไม่อยากเชื่อหู เพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าคุยเรื่องนี้กับนางเกาเต๋อเห็นนางยังยืนเงียบหัวใจก็พลันสลดวูบลง และคิดว่าจ้าวฟางหรูคงไม่เคยรู้สึกกับตนเกินกว่าคำว่าเพื่อนบ้าน เขาพูดออกคล้ายสำนึกผิดว่า “ข้าขอโทษ คิดเสียว่าข้าไม่เคยพูดคำนี้กับเจ้าก็แล้วกัน” ว่าจบก็หันหลังเตรียมเดินจากไป จ้าวฟางหรูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ เมื่อครูข้าฟังไม่ค่อยถนัด” เกาเต๋อหันกลับมาหานางช้า ๆ ถามนางว่า “เจ้าอยากฟังอีกครั้งจริง ๆ หรือ” จ้าวฟางหรูพยักหน้าน้อย ๆ เขาเดินเข้ามาใก
ยิ่งได้ฟังดังนั้นสุยฮุ่ยหมิงก็ยิ่งน้ำตาไหลไม่หยุด ตลอดระยะเวลาที่เขาถูกขังอยู่ในคุกหลวงจนครบหนึ่งเดือน สุยฮุ่ยหมิงได้ตกตะกอนทางความคิดแล้วว่าความลำบากเป็นเช่นไร การกินข้าวบูดมันช่างทรมานเหลือเกิน ที่ผ่านมาเขาช่างต่ำช้าเลวทราม ฆ่าพ่อแท้ ๆ ของตน แถมยังคิดแย่งชิงบัลลังก์แม้กระทั่งคนที่เลี้ยงดูและให้ทุกอย่างแก่ตนมาตั้งแต่เล็กจนโต “กระหม่อมขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดชาติหน้า กระหม่อมอยากเกิดเป็นลูกเสด็จพ่อ และจะไม่ทำตัวเหลวไหลเช่นนี้อีก” กล่าวจบก็คุกเข่าโขกศีรษะอยู่อย่างนั้น “ลุกขึ้นเถิด เราดีใจที่เจ้าคิดได้เช่นนั้น ต่อจากนี้ระหว่างเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” กล่าวจบฮ่องเต้ก็รีบหมุนกายเดินออกจากห้องขังทันที เพราะเกรงว่าเขาจะเห็นน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นออกมาแล้ว ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดเพียงใด แต่ก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง หลังจากประหารคนตระกูลเซี่ยทั้งหมดกว่าสี่ร้อยสามสิบชีวิตแล้วต่อจากนั้นอีกสามวันก็ถึงวันเนรเทศอีกสี่ตระกูล อันได้แก่ตระกูลเว่ย ตระกูลลิ้ม ตระกูลตั้ง และตระกูลจิว เจ้าหน้าที่จัดการเรื่องสตรีและเด็กเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเหล่าบุรุษที่มีอายุมากกว
ทางด้านของวังหลวง พอฮ่องเต้ทรงทราบว่า เว่ยซินเหยียนหลับไปและยังไม่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่รักษามู่กุ้ยเฟย พระองค์ก็ทรงเป็นห่วงเจิ้นเสิ่นอ๋องเป็นอย่างมาก โทษประหารและเนรเทศนักโทษกบฏจึงรั้งรอไว้ก่อนจนกว่าเว่ยซินเหยียนจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งตอนนี้มู่กุ้ยเฟยอาการดีขึ้นมากแล้ว เดินเหินเองได้สะดวก อีกทั้งร่างกายยังแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย แต่ทางด้านจิตใจกลับห่วงบุตรชายและลูกสะใภ้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เว่ยซินเหยียนหลับใหลไปได้สิบวัน นางจึงทูลขออนุญาตฮ่องเต้ไปบำเพ็ญภาวนาที่อารามชี เพื่อให้ลูกสะใภ้ฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน หากลูกสะใภ้นางเป็นอะไรไป นางจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไรขณะที่นางกำลังนั่งหลับตา ปากภาวนา มือนับลูกประคำอยู่ในอาราม จางหมัวมัวก็เดินเข้ามาบอกว่า “มู่กุ้ยเฟย พระชายาเจิ้นเสิ่นอ๋องฟื้นแล้วเพคะ”มือของนางหยุดชะงัก ลืมตาแล้วหันหน้ามาหาจางหมัวมัว จางหมัวมัวยิ้มให้พร้อมกล่าวอีกว่า “อีกทั้งมู่กุ้ยเฟยยังใกล้จะได้เป็นเสด็จย่าด้วยนะเพคะ”มู่กุ้ยเฟยนิ่งงันไปชั่วขณะ คิดตามคำพูดของจางหมัวมัวอีกครั้งนางถึงกับน้ำตาไหลออกมา อ้าปากเอ่ออ่าจะพูดออกแต่ก็นึกคำพูดไม่ได้จางหมัวมัวจึงช่วยหาทางออกให้ “เรา
“ยาที่คนตายกินแล้วสามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งเจ้าค่ะ”ดวงตาคมเข้มที่เคยมืดมนสว่างวาบขึ้นในตอนนั้น จ้าวฟางหรูได้ยินดังนั้นก็รีบถามออกว่า “เจ้าพูดจริงหรือ”“จริงเจ้าค่ะ พระชายาเคยหลอมยานี้แล้วเก็บไว้กับตัวหนึ่งเม็ดเจ้าค่ะ”“แล้วตอนนี้ยานั้นอยู่ที่ใด” เจิ้นเสิ่นอ๋องเอ่ยถามอย่างร้อนใจทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก“น่าจะอยู่ในกล่องไม้ที่พระชายามักใช้เก็บของสำคัญไว้เจ้าค่ะ”ได้ยินซิ่วอิงพูดเช่นนั้น เจิ้นเสิ่นอ๋องก็รีบเดินไปหากล่องไม้นั้นทันที เขาเปิดกล่องไม้นั้นออกดู และก็พบว่ามียาหลายชนิดอยู่ในนั้น แต่ยังมีกล่องไม้กล่องเล็กอีกใบเขาจึงหยิบมันขึ้นมาเจิ้นเสิ่นอ๋องเปิดกล่องไม้ขนาดเล็กออกดูก็พบยาเม็ดสีเขียวมรกตอยู่ในนั้น เกาเต๋อจึงเอ่ยออกว่า “ใช่ยาท้าพญายมจริง ๆ ด้วย” ยานี้เขาเคยห้ามไม่ให้นางหลอม แต่ไม่ได้บอกเหตุผลกับนางว่าทำไม ทำให้นางไม่รู้ผลเสียที่จะตามมา ตอนนี้ยาที่นางหลอมไว้คงมีคนนำไปใช้แล้วกระมังเจิ้นเสิ่นอ๋องรีบนำยาเม็ดนั้นไปให้นางกิน เกาเต๋อบอกเขาว่า “ยาเม็ดนี้จะทำให้นางมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงครึ่งปีเท่านั้น“ถึงแม้ยานี้ทำให้นางอยู่ได้เพียงวันเดียวข้าก็ให้นางกินอยู่ดี” ว่าแล้ว
ย่างเข้าสู่วันที่สิบเจ็ดชีพจรของเว่ยซินเหยียนก็แทบสัมผัสไม่ได้แล้ว อีกทั้งมารดาของนางกับแม่นมเตียวก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้วเกาเต๋อส่งข่าวบอกจ้าวฟางหรูตั้งแต่เว่ยซินเหยียนสลบไปได้ห้าวัน พอเดินเข้ามาในห้องของบุตรสาวก็ปรี่เข้าไปหาร่างที่นอนหายใจแผ่วอยู่บนเตียงนอนทันที“เหยียนเอ๋อร์ลูกแม่” จ้าวฟางหรูร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ มองหน้าเกาเต๋อแล้วเอ่ยว่า “ท่านเป็นถึงหมอผู้เก่งกาจแต่ไม่สามารถช่วยนางได้เลยหรือเจ้าคะ” นางจับมือของบุตรสาวมากุมไว้ด้วยความรักและห่วงใยอย่างสุดซึ้งเกาเต๋อส่ายหน้าช้า ๆ “นางไม่ได้ป่วย แต่นางสูญเสียพลังชีพมากเกินไป”ขณะที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ จ้าวฟางหรูก็รู้สึกว่า มือของเว่ยซินเหยียนอ่อนระทวยคล้ายกับคนไร้เรี่ยวแรง นางจึงหันไปมองมือบุตรสาว พร้อมกับใช้หลังนิ้วมืออังบริเวณจมูกของนางนางตกใจจนแทบสิ้นสติ เอ่ยออกเสียงสั่นว่า “ท่านอ๋องเหยียนเอ๋อร์ไม่หายใจแล้วเจ้าค่ะ”เจิ้นเสิ่นอ๋องและเกาเต๋อสาวเท้าเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จ้าวฟางหรูลุกขึ้นจากเตียงให้คนทั้งสองเข้ามาแทนที่เกาเต๋อรีบตรวจชีพจรให้เว่ยซินเหยียน ก็พบความจริงดั่งที่จ้าวฟางหรูบอก เกาเต๋อกล่าวออกเสียงเศร้าว่า
เจิ้นเสิ่นอ๋องตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเว่ยซินเหยียนกล่าวเช่นนั้น เขายืนนิ่งงันไปชั่วขณะ หลายอึดใจจึงเอ่ยออก “เจ้าจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม”“ข้าแข็งแรงออกปานนี้จะเป็นอะไรได้”“เช่นนั้นข้าสามารถช่วยเหลืออะไรเจ้าได้บ้าง”“ข้าต้องการผู้ช่วยที่เป็นหมอหลวงสักสี่คนเจ้าค่ะ”“ข้าขออาสาช่วยเจ้า” เกาเต๋อรีบพูดขึ้น“เช่นนั้นท่านช่วยหาหมอหลวงให้ข้าอีกสามคน”“ได้”กล่าวจบเจิ้นเสิ่นอ๋องก็ทำตามที่นางต้องการทันที เว่ยซินเหยียนเตรียมอุปกรณ์การผ่าตัดไว้อย่างพร้อมเพรียง พอทุกอย่างพร้อมแล้วนางก็เริ่มลงมือผ่าตัดทันที ยังดีที่นางมียาผงโรยห้ามเลือด เลือดของมู่กุ้ยเฟยจึงไม่ไหลออกมามากนัก ทว่าก็ยังทำให้บรรดาหมอหลวงทั้งสามถึงกับเหงื่อตกตัวซีดไปตาม ๆ กัน ตั้งแต่เป็นหมอหลวงมาพวกเขาไม่เคยผ่าตัดท้องคนเช่นนี้มาก่อน แค่เห็นนางเปิดแผลหน้าท้องหมองหลวงทั้งสามก็แทบเป็นลมไปตรงนั้นแล้ว แต่เว่ยซินเหยียนกลับทำด้วยความชำนาญและรวดเร็วแม่นยำ มีเพียงเกาเต๋อที่แอบมองนางด้วยความชื่นชมและศรัทธานางเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาเองก็ไม่เคยผ่าตัดเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งเขายังไม่เคยสอนนางด้วย แล้วนางไปร่ำเรียนเรื่องพวกนี้มาจากที่ใด เพราะเขาเองก็อย







