เข้าสู่ระบบขณะที่เว่ยซินเหยียนกำลังครุ่นคิดว่าจะตัดสินใจเลือกทางไหนดี จู่ ๆ ก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาพอดี พร้อมกับกล่าวออกว่า “ให้ข้าดูแผลให้นาง” เขาแอบสังเกตมาตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับพวกนาง
“ท่านเป็นหมอหรือ” เว่ยซินเหยียนเอ่ยถามอย่างมีความหวัง
แต่เขากลับส่ายหน้าเอ่ยออกเพียงว่า “แค่รู้วิธีแก้พิษตะขาบเท่านั้น”
เพราะอยู่ในสถานการณ์คับขันเว่ยซินเหยียนจึงอนุญาตแม้จะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร และถึงแม้ไม่รู้ว่าเขาทราบได้อย่างไรว่ามารดาของนางโดนตะขาบกัดก็ตาม แต่ตอนนี้นางไม่มีทางเลือกแล้ว
เขาหยิบเข็มเงินขึ้นมาแล้วปักลงไปที่ข้อมือของมารดา จากนั้นนำสมุนไพรที่บดมาอย่างดีแล้วโปะลงบาดแผล เสร็จแล้วจึงยื่นสมุนไพรตากแห้งให้นางอีกหนึ่งมัด แล้วพูดว่า “เอาไว้ต้มให้นางดื่มสามเวลาหลังอาหาร พรุ่งนี้นางจะหายเป็นปกติ” เท่าที่เว่ยซินเหยียนมองตอนนี้อาการมารดาของนางก็ดีขึ้นมากแล้ว
กล่าวจบเขาก็เตรียมตัวจากไปทันที จ้าวฟางหรูจึงพูดออก “ขอบคุณท่านมาก ไม่ทราบว่าชื่อของท่านคือ…”
“ข้าคนไร้แซ่ เรียกข้าว่าอี๋นั่วก็พอ”
“ขอบคุณนายท่าน ข้าแซ่จ้าวมีนามว่าฟางหรู ส่วนนั่นคือเว่ยซินเหยียนนางเป็นบุตรสาวของข้า หากท่านมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้ บอกข้าได้ตลอดเวลาเจ้าค่ะ” บุญคุณของเขาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หากไม่ได้เขาช่วยเอาไว้ ไม่รู้นางจะเป็นอย่างไรบ้าง
“ลำบากแม่นางจ้าวแล้ว” เขาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ ใบหน้าเฉยชาไร้ความรู้สึก
แม่นมเตียวกับซิ่วอิงยอบกายขอบคุณ ส่วนเว่ยซินเหยียนยอบกายพร้อมกล่าวออกว่า “ขอบคุณท่านลุง” ดูเหมือนว่าชายผู้นี้จะอายุมากกว่าท่านพ่อของนางสักเล็กน้อย แต่หน้าตาผิวพรรณสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลา แม้ว่าท่านพ่อของนางนับว่าเป็นบุรุษผู้หล่อเหลาแล้ว แต่ท่านลุงผู้นี้กลับดูหล่อมากกว่า “ขออนุญาตล่วงเกิน ไม่ทราบว่าบ้านของท่านลุงอยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ”
ตอนนี้ถึงอี๋นั่วอยากโกหกก็คงทำไม่ได้แล้ว เขาจึงบอกออกไปว่า “บ้านของข้าอยู่ถัดจากบ้านเจ้าไปไม่ถึงหนึ่งลี้” เขายังกล่าวต่ออีกว่า “แต่ข้าไม่ชอบให้ใครไปรบกวน” พูดจบเขาก็สาวเท้าเดินจากไปทันที
เว่ยซินเหยียนกล่าวตามหลังว่า “ข้าเข้าใจแล้ว” พอชายคนนั้นเดินลับสายตาไปแล้ว นางจึงพูดขึ้นอีก “ทำไมชอบทำตัวลึกลับจัง”
“อย่าไปสงสัยเลย แค่เขาช่วยแม่ก็ดีมากแล้ว” จ้าวฟางหรูกล่าว นางเพิ่งรู้ว่ามีบ้านคนอยู่แถวนี้ด้วย แต่นางกลับมาบ้านเกิดครั้งสุดท้ายตอนบิดาเสีย เช่นนั้นทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อวานตลอดเส้นทางที่นางนั่งรถม้าเข้ามาในหมู่บ้านอู๋หยวน ก็พบว่ามีบ้านคนผุดขึ้นมาอีกหลายสิบหลัง
“เจ้าค่ะ” เว่ยซินเหยียนจึงหันมาใส่ใจมารดาอีกครั้ง
หลังจากนั้นซิ่วอิงจึงประคองนายหญิงเข้าบ้าน และไม่ให้สองแม่ลูกออกมาด้านนอกอีก ส่วนนางกลับไปช่วยแม่นมเตียวถางหญ้าต่อ
อี๋นั่วเดินกลับกระท่อมของตนด้วยใจที่ไม่สงบนัก เขาอาศัยอยู่ที่นี่มากว่าห้าปีไม่เคยมีผู้ใดมาอยู่ในบ้านหลังนี้สักครั้ง เพราะเขาได้ยินคนในหมู่บ้านบอกว่าเจ้าของบ้านหลังนี้ได้ตายไปแล้ว อีกทั้งเขายังมีบุตรสาวเพียงคนเดียว ตอนนี้แต่งงานกับขุนนางในเมืองหลวง เขาจึงแอบหยิบจอบกับเสียมของบ้านหลังนั้นมาใช้อยู่บ่อยครั้ง ฟังจากบทสนทนาบ้านหลังนี้คงเป็นบ้านเดิมของสตรีผู้ถูกตะขาบกัดเป็นแน่ แต่ทำไมถึงมีแต่สตรี แล้วสามีของนางเล่า หรือว่านางจะเป็นม่าย แต่ดูจากหน้าตาและอายุของนางน่าจะราว ๆ ยี่สิบห้ายี่สิบหกปีเท่านั้น
เจ้าของร่างสูงใหญ่ในวัยสามสิบสี่ปีครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนหน้าเขาอยู่ที่นี่อย่างสงบ คนในหมู่บ้านแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายังมีคนอาศัยอยู่ที่นี่ แต่ตอนนี้มีคนมาอาศัยอยู่ใกล้ ๆ ซ้ำยังดูเหมือนว่าพวกนางจะตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นี่อีกนาน ในใจพลันคิดว่าหรือเขาจะย้ายไปจากที่นี่ดี แต่แล้วก็ตัดสินใจว่า “ดูไปก่อนก็แล้วกัน อย่างไรก็เป็นเพียงสตรีเท่านั้น” อี๋นั่วพึมพำกับตนเอง ก่อนเดินเข้าบ้าน แล้วทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนเก่า ๆ ของตน
พออาการดีขึ้นจ้าวฟางหรูที่อยู่ในบ้านก็ไม่ได้นิ่งดูดาย นางนำหีบของออกมาจัดเก็บให้เป็นระเบียบอีกครั้ง อีกทั้งยังหยิบตำราแพทย์ออกมาให้บุตรสาวด้วย
“ถ้าอ่านตรงไหนไม่ได้ให้ถามแม่นะ” จ้าวฟางหรูก็ไม่ใช่คนเก่งมาก ถึงบิดาไม่สอนวิชาแพทย์ แต่เขาก็สอนนางให้อ่านออกเขียนได้จนคล่อง
“เจ้าค่ะ” เว่ยซินเหยียนหอบหนังสือไปนั่งใกล้กับขอบหน้าต่าง ซึ่งมีโต๊ะกับตั่งไม้เก่า ๆ อยู่หนึ่งชุด ซึ่งตรงนี้เคยเป็นที่ที่ท่านหมอจ้าวเคยสอนหนังสือจ้าวฟางหรูมาก่อน จากนั้นนางจึงหยิบหนังสือมาอ่านอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ได้เอ่ยถามมารดาสักคำ
ถึงจ้าวฟางหรูจะรู้สึกแปลกใจ แต่พอคิดถึงคำพูดของบุตรสาวที่เคยบอกว่า ตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมาครานั้นเหมือนนางมีจะความรู้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า จ้าวฟางหรูจึงไม่คิดเอะใจ ปล่อยให้นางอ่านหนังสืออย่างเงียบ ๆ โดยไม่ไปรบกวน
นางเก็บของให้เข้าที่ บ่อยครั้งยังชำเลืองมองบุตรสาว ภาพของตนในอดีตหวนกลับมาอีกครั้ง ในใจพลันคิดถึงบิดาขึ้นมาครามครัน นางไม่คาดคิดมาก่อนว่าตนจะได้กลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง และต่อจากนี้นางคงไม่ไปไหนอีกแล้ว คิดมาน้ำตาก็ไหลออกมา นางรีบเอามือเช็ดก่อนที่บุตรสาวจะมองเห็น
วันนั้นแม่นมเตียวกับซิ่วอิงถางหญ้าได้เพียงหนึ่งในสี่ส่วนเท่านั้น พอถึงยามเซินพวกนางจึงแบ่งหน้าที่กันไปทำงาน ซิ่วอิงตักน้ำในบ่อหลังบ้านไปใส่โอ่งดินในบ้าน ส่วนแม่นมเตียวปลีกตัวไปก่อไฟทำอาหาร
เย็นวันเดียวกันเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจ หลังจากซิ่วอิงกับแม่นมเตียวช่วยกันเตรียมอาหารเสร็จ จ้าวฟางหรูจึงแบ่งใส่ชามอีกหนึ่งใบ ซึ่งอาหารมื้อนี้เป็นข้าวต้มใส่หมูสับ ถึงแม้เงินที่มีอยู่จะไม่สามารถกินเนื้อได้ทุกวัน แต่จ้าวฟางหรูจะพยายามให้ทุกคนได้กินเนื้อมากที่สุด นางบอกกับซิ่วอิงว่า “เจ้าเอาข้าวต้มชามนี้ไปให้นายท่านอี๋นั่ว ไม่ต้องเข้าไปรบกวนเขา วางไว้หน้าบ้านแล้วบอกว่าจะมาเก็บชามภายหลังก็พอ”
“เจ้าค่ะ” ซิ่วอิงรับคำ
แต่เว่ยซินหยียนกลับพูดขึ้นว่า “ข้าเอาไปให้เองเจ้าค่ะ” นางรู้สึกถูกชะตากับท่านลุงคนนี้ ถึงเขาจะดูลึกลับไปหน่อย แต่จิตใต้สำนึกของนางกลับบอกว่าเขาเป็นคนดี
“เช่นนั้นก็เดินระวังหน่อย”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” มือน้อย ๆ คว้าเอาตะกร้าใส่ชามข้าวต้มจากมือซิ่วอิง ขาสั้น ๆ ก้าวเดินออกอย่างว่องไวแต่มั่นคงตรงไปตามถนนลูกรังด้านหน้า
“ท่านก็ช่วยข้าดูแลอยู่ทุกวันอยู่แล้วนี่เจ้าคะ” “แต่ข้าอยากดูแลมากกว่านั้น” “ท่านอยากดูส่วนไหนเพิ่มอีกหรือเจ้าคะ” “ไม่ใช่ ๆ” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลคนงานดีหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่ใช่อย่างนั้น” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลเรื่อง…” “หัวใจของเจ้า” เขาผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อพูดคำนี้ออกมาได้สักที “เจ้าคะ” จ้าวฟางหรูทำหน้าตาสงสัย “ข้าหมายถึง ข้าอยากดูแลหัวใจของเจ้า” จ้าวฟางหรูยืนนิ่งงันคล้ายกับไม่อยากเชื่อหู เพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าคุยเรื่องนี้กับนางเกาเต๋อเห็นนางยังยืนเงียบหัวใจก็พลันสลดวูบลง และคิดว่าจ้าวฟางหรูคงไม่เคยรู้สึกกับตนเกินกว่าคำว่าเพื่อนบ้าน เขาพูดออกคล้ายสำนึกผิดว่า “ข้าขอโทษ คิดเสียว่าข้าไม่เคยพูดคำนี้กับเจ้าก็แล้วกัน” ว่าจบก็หันหลังเตรียมเดินจากไป จ้าวฟางหรูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ เมื่อครูข้าฟังไม่ค่อยถนัด” เกาเต๋อหันกลับมาหานางช้า ๆ ถามนางว่า “เจ้าอยากฟังอีกครั้งจริง ๆ หรือ” จ้าวฟางหรูพยักหน้าน้อย ๆ เขาเดินเข้ามาใก
ยิ่งได้ฟังดังนั้นสุยฮุ่ยหมิงก็ยิ่งน้ำตาไหลไม่หยุด ตลอดระยะเวลาที่เขาถูกขังอยู่ในคุกหลวงจนครบหนึ่งเดือน สุยฮุ่ยหมิงได้ตกตะกอนทางความคิดแล้วว่าความลำบากเป็นเช่นไร การกินข้าวบูดมันช่างทรมานเหลือเกิน ที่ผ่านมาเขาช่างต่ำช้าเลวทราม ฆ่าพ่อแท้ ๆ ของตน แถมยังคิดแย่งชิงบัลลังก์แม้กระทั่งคนที่เลี้ยงดูและให้ทุกอย่างแก่ตนมาตั้งแต่เล็กจนโต “กระหม่อมขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดชาติหน้า กระหม่อมอยากเกิดเป็นลูกเสด็จพ่อ และจะไม่ทำตัวเหลวไหลเช่นนี้อีก” กล่าวจบก็คุกเข่าโขกศีรษะอยู่อย่างนั้น “ลุกขึ้นเถิด เราดีใจที่เจ้าคิดได้เช่นนั้น ต่อจากนี้ระหว่างเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” กล่าวจบฮ่องเต้ก็รีบหมุนกายเดินออกจากห้องขังทันที เพราะเกรงว่าเขาจะเห็นน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นออกมาแล้ว ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดเพียงใด แต่ก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง หลังจากประหารคนตระกูลเซี่ยทั้งหมดกว่าสี่ร้อยสามสิบชีวิตแล้วต่อจากนั้นอีกสามวันก็ถึงวันเนรเทศอีกสี่ตระกูล อันได้แก่ตระกูลเว่ย ตระกูลลิ้ม ตระกูลตั้ง และตระกูลจิว เจ้าหน้าที่จัดการเรื่องสตรีและเด็กเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเหล่าบุรุษที่มีอายุมากกว
ทางด้านของวังหลวง พอฮ่องเต้ทรงทราบว่า เว่ยซินเหยียนหลับไปและยังไม่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่รักษามู่กุ้ยเฟย พระองค์ก็ทรงเป็นห่วงเจิ้นเสิ่นอ๋องเป็นอย่างมาก โทษประหารและเนรเทศนักโทษกบฏจึงรั้งรอไว้ก่อนจนกว่าเว่ยซินเหยียนจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งตอนนี้มู่กุ้ยเฟยอาการดีขึ้นมากแล้ว เดินเหินเองได้สะดวก อีกทั้งร่างกายยังแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย แต่ทางด้านจิตใจกลับห่วงบุตรชายและลูกสะใภ้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เว่ยซินเหยียนหลับใหลไปได้สิบวัน นางจึงทูลขออนุญาตฮ่องเต้ไปบำเพ็ญภาวนาที่อารามชี เพื่อให้ลูกสะใภ้ฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน หากลูกสะใภ้นางเป็นอะไรไป นางจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไรขณะที่นางกำลังนั่งหลับตา ปากภาวนา มือนับลูกประคำอยู่ในอาราม จางหมัวมัวก็เดินเข้ามาบอกว่า “มู่กุ้ยเฟย พระชายาเจิ้นเสิ่นอ๋องฟื้นแล้วเพคะ”มือของนางหยุดชะงัก ลืมตาแล้วหันหน้ามาหาจางหมัวมัว จางหมัวมัวยิ้มให้พร้อมกล่าวอีกว่า “อีกทั้งมู่กุ้ยเฟยยังใกล้จะได้เป็นเสด็จย่าด้วยนะเพคะ”มู่กุ้ยเฟยนิ่งงันไปชั่วขณะ คิดตามคำพูดของจางหมัวมัวอีกครั้งนางถึงกับน้ำตาไหลออกมา อ้าปากเอ่ออ่าจะพูดออกแต่ก็นึกคำพูดไม่ได้จางหมัวมัวจึงช่วยหาทางออกให้ “เรา
“ยาที่คนตายกินแล้วสามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งเจ้าค่ะ”ดวงตาคมเข้มที่เคยมืดมนสว่างวาบขึ้นในตอนนั้น จ้าวฟางหรูได้ยินดังนั้นก็รีบถามออกว่า “เจ้าพูดจริงหรือ”“จริงเจ้าค่ะ พระชายาเคยหลอมยานี้แล้วเก็บไว้กับตัวหนึ่งเม็ดเจ้าค่ะ”“แล้วตอนนี้ยานั้นอยู่ที่ใด” เจิ้นเสิ่นอ๋องเอ่ยถามอย่างร้อนใจทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก“น่าจะอยู่ในกล่องไม้ที่พระชายามักใช้เก็บของสำคัญไว้เจ้าค่ะ”ได้ยินซิ่วอิงพูดเช่นนั้น เจิ้นเสิ่นอ๋องก็รีบเดินไปหากล่องไม้นั้นทันที เขาเปิดกล่องไม้นั้นออกดู และก็พบว่ามียาหลายชนิดอยู่ในนั้น แต่ยังมีกล่องไม้กล่องเล็กอีกใบเขาจึงหยิบมันขึ้นมาเจิ้นเสิ่นอ๋องเปิดกล่องไม้ขนาดเล็กออกดูก็พบยาเม็ดสีเขียวมรกตอยู่ในนั้น เกาเต๋อจึงเอ่ยออกว่า “ใช่ยาท้าพญายมจริง ๆ ด้วย” ยานี้เขาเคยห้ามไม่ให้นางหลอม แต่ไม่ได้บอกเหตุผลกับนางว่าทำไม ทำให้นางไม่รู้ผลเสียที่จะตามมา ตอนนี้ยาที่นางหลอมไว้คงมีคนนำไปใช้แล้วกระมังเจิ้นเสิ่นอ๋องรีบนำยาเม็ดนั้นไปให้นางกิน เกาเต๋อบอกเขาว่า “ยาเม็ดนี้จะทำให้นางมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงครึ่งปีเท่านั้น“ถึงแม้ยานี้ทำให้นางอยู่ได้เพียงวันเดียวข้าก็ให้นางกินอยู่ดี” ว่าแล้ว
ย่างเข้าสู่วันที่สิบเจ็ดชีพจรของเว่ยซินเหยียนก็แทบสัมผัสไม่ได้แล้ว อีกทั้งมารดาของนางกับแม่นมเตียวก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้วเกาเต๋อส่งข่าวบอกจ้าวฟางหรูตั้งแต่เว่ยซินเหยียนสลบไปได้ห้าวัน พอเดินเข้ามาในห้องของบุตรสาวก็ปรี่เข้าไปหาร่างที่นอนหายใจแผ่วอยู่บนเตียงนอนทันที“เหยียนเอ๋อร์ลูกแม่” จ้าวฟางหรูร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ มองหน้าเกาเต๋อแล้วเอ่ยว่า “ท่านเป็นถึงหมอผู้เก่งกาจแต่ไม่สามารถช่วยนางได้เลยหรือเจ้าคะ” นางจับมือของบุตรสาวมากุมไว้ด้วยความรักและห่วงใยอย่างสุดซึ้งเกาเต๋อส่ายหน้าช้า ๆ “นางไม่ได้ป่วย แต่นางสูญเสียพลังชีพมากเกินไป”ขณะที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ จ้าวฟางหรูก็รู้สึกว่า มือของเว่ยซินเหยียนอ่อนระทวยคล้ายกับคนไร้เรี่ยวแรง นางจึงหันไปมองมือบุตรสาว พร้อมกับใช้หลังนิ้วมืออังบริเวณจมูกของนางนางตกใจจนแทบสิ้นสติ เอ่ยออกเสียงสั่นว่า “ท่านอ๋องเหยียนเอ๋อร์ไม่หายใจแล้วเจ้าค่ะ”เจิ้นเสิ่นอ๋องและเกาเต๋อสาวเท้าเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จ้าวฟางหรูลุกขึ้นจากเตียงให้คนทั้งสองเข้ามาแทนที่เกาเต๋อรีบตรวจชีพจรให้เว่ยซินเหยียน ก็พบความจริงดั่งที่จ้าวฟางหรูบอก เกาเต๋อกล่าวออกเสียงเศร้าว่า
เจิ้นเสิ่นอ๋องตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเว่ยซินเหยียนกล่าวเช่นนั้น เขายืนนิ่งงันไปชั่วขณะ หลายอึดใจจึงเอ่ยออก “เจ้าจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม”“ข้าแข็งแรงออกปานนี้จะเป็นอะไรได้”“เช่นนั้นข้าสามารถช่วยเหลืออะไรเจ้าได้บ้าง”“ข้าต้องการผู้ช่วยที่เป็นหมอหลวงสักสี่คนเจ้าค่ะ”“ข้าขออาสาช่วยเจ้า” เกาเต๋อรีบพูดขึ้น“เช่นนั้นท่านช่วยหาหมอหลวงให้ข้าอีกสามคน”“ได้”กล่าวจบเจิ้นเสิ่นอ๋องก็ทำตามที่นางต้องการทันที เว่ยซินเหยียนเตรียมอุปกรณ์การผ่าตัดไว้อย่างพร้อมเพรียง พอทุกอย่างพร้อมแล้วนางก็เริ่มลงมือผ่าตัดทันที ยังดีที่นางมียาผงโรยห้ามเลือด เลือดของมู่กุ้ยเฟยจึงไม่ไหลออกมามากนัก ทว่าก็ยังทำให้บรรดาหมอหลวงทั้งสามถึงกับเหงื่อตกตัวซีดไปตาม ๆ กัน ตั้งแต่เป็นหมอหลวงมาพวกเขาไม่เคยผ่าตัดท้องคนเช่นนี้มาก่อน แค่เห็นนางเปิดแผลหน้าท้องหมองหลวงทั้งสามก็แทบเป็นลมไปตรงนั้นแล้ว แต่เว่ยซินเหยียนกลับทำด้วยความชำนาญและรวดเร็วแม่นยำ มีเพียงเกาเต๋อที่แอบมองนางด้วยความชื่นชมและศรัทธานางเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาเองก็ไม่เคยผ่าตัดเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งเขายังไม่เคยสอนนางด้วย แล้วนางไปร่ำเรียนเรื่องพวกนี้มาจากที่ใด เพราะเขาเองก็อย







