Masukขณะที่เว่ยซินเหยียนกำลังครุ่นคิดว่าจะตัดสินใจเลือกทางไหนดี จู่ ๆ ก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาพอดี พร้อมกับกล่าวออกว่า “ให้ข้าดูแผลให้นาง” เขาแอบสังเกตมาตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับพวกนาง
“ท่านเป็นหมอหรือ” เว่ยซินเหยียนเอ่ยถามอย่างมีความหวัง
แต่เขากลับส่ายหน้าเอ่ยออกเพียงว่า “แค่รู้วิธีแก้พิษตะขาบเท่านั้น”
เพราะอยู่ในสถานการณ์คับขันเว่ยซินเหยียนจึงอนุญาตแม้จะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร และถึงแม้ไม่รู้ว่าเขาทราบได้อย่างไรว่ามารดาของนางโดนตะขาบกัดก็ตาม แต่ตอนนี้นางไม่มีทางเลือกแล้ว
เขาหยิบเข็มเงินขึ้นมาแล้วปักลงไปที่ข้อมือของมารดา จากนั้นนำสมุนไพรที่บดมาอย่างดีแล้วโปะลงบาดแผล เสร็จแล้วจึงยื่นสมุนไพรตากแห้งให้นางอีกหนึ่งมัด แล้วพูดว่า “เอาไว้ต้มให้นางดื่มสามเวลาหลังอาหาร พรุ่งนี้นางจะหายเป็นปกติ” เท่าที่เว่ยซินเหยียนมองตอนนี้อาการมารดาของนางก็ดีขึ้นมากแล้ว
กล่าวจบเขาก็เตรียมตัวจากไปทันที จ้าวฟางหรูจึงพูดออก “ขอบคุณท่านมาก ไม่ทราบว่าชื่อของท่านคือ…”
“ข้าคนไร้แซ่ เรียกข้าว่าอี๋นั่วก็พอ”
“ขอบคุณนายท่าน ข้าแซ่จ้าวมีนามว่าฟางหรู ส่วนนั่นคือเว่ยซินเหยียนนางเป็นบุตรสาวของข้า หากท่านมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้ บอกข้าได้ตลอดเวลาเจ้าค่ะ” บุญคุณของเขาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หากไม่ได้เขาช่วยเอาไว้ ไม่รู้นางจะเป็นอย่างไรบ้าง
“ลำบากแม่นางจ้าวแล้ว” เขาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ ใบหน้าเฉยชาไร้ความรู้สึก
แม่นมเตียวกับซิ่วอิงยอบกายขอบคุณ ส่วนเว่ยซินเหยียนยอบกายพร้อมกล่าวออกว่า “ขอบคุณท่านลุง” ดูเหมือนว่าชายผู้นี้จะอายุมากกว่าท่านพ่อของนางสักเล็กน้อย แต่หน้าตาผิวพรรณสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลา แม้ว่าท่านพ่อของนางนับว่าเป็นบุรุษผู้หล่อเหลาแล้ว แต่ท่านลุงผู้นี้กลับดูหล่อมากกว่า “ขออนุญาตล่วงเกิน ไม่ทราบว่าบ้านของท่านลุงอยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ”
ตอนนี้ถึงอี๋นั่วอยากโกหกก็คงทำไม่ได้แล้ว เขาจึงบอกออกไปว่า “บ้านของข้าอยู่ถัดจากบ้านเจ้าไปไม่ถึงหนึ่งลี้” เขายังกล่าวต่ออีกว่า “แต่ข้าไม่ชอบให้ใครไปรบกวน” พูดจบเขาก็สาวเท้าเดินจากไปทันที
เว่ยซินเหยียนกล่าวตามหลังว่า “ข้าเข้าใจแล้ว” พอชายคนนั้นเดินลับสายตาไปแล้ว นางจึงพูดขึ้นอีก “ทำไมชอบทำตัวลึกลับจัง”
“อย่าไปสงสัยเลย แค่เขาช่วยแม่ก็ดีมากแล้ว” จ้าวฟางหรูกล่าว นางเพิ่งรู้ว่ามีบ้านคนอยู่แถวนี้ด้วย แต่นางกลับมาบ้านเกิดครั้งสุดท้ายตอนบิดาเสีย เช่นนั้นทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อวานตลอดเส้นทางที่นางนั่งรถม้าเข้ามาในหมู่บ้านอู๋หยวน ก็พบว่ามีบ้านคนผุดขึ้นมาอีกหลายสิบหลัง
“เจ้าค่ะ” เว่ยซินเหยียนจึงหันมาใส่ใจมารดาอีกครั้ง
หลังจากนั้นซิ่วอิงจึงประคองนายหญิงเข้าบ้าน และไม่ให้สองแม่ลูกออกมาด้านนอกอีก ส่วนนางกลับไปช่วยแม่นมเตียวถางหญ้าต่อ
อี๋นั่วเดินกลับกระท่อมของตนด้วยใจที่ไม่สงบนัก เขาอาศัยอยู่ที่นี่มากว่าห้าปีไม่เคยมีผู้ใดมาอยู่ในบ้านหลังนี้สักครั้ง เพราะเขาได้ยินคนในหมู่บ้านบอกว่าเจ้าของบ้านหลังนี้ได้ตายไปแล้ว อีกทั้งเขายังมีบุตรสาวเพียงคนเดียว ตอนนี้แต่งงานกับขุนนางในเมืองหลวง เขาจึงแอบหยิบจอบกับเสียมของบ้านหลังนั้นมาใช้อยู่บ่อยครั้ง ฟังจากบทสนทนาบ้านหลังนี้คงเป็นบ้านเดิมของสตรีผู้ถูกตะขาบกัดเป็นแน่ แต่ทำไมถึงมีแต่สตรี แล้วสามีของนางเล่า หรือว่านางจะเป็นม่าย แต่ดูจากหน้าตาและอายุของนางน่าจะราว ๆ ยี่สิบห้ายี่สิบหกปีเท่านั้น
เจ้าของร่างสูงใหญ่ในวัยสามสิบสี่ปีครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนหน้าเขาอยู่ที่นี่อย่างสงบ คนในหมู่บ้านแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายังมีคนอาศัยอยู่ที่นี่ แต่ตอนนี้มีคนมาอาศัยอยู่ใกล้ ๆ ซ้ำยังดูเหมือนว่าพวกนางจะตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นี่อีกนาน ในใจพลันคิดว่าหรือเขาจะย้ายไปจากที่นี่ดี แต่แล้วก็ตัดสินใจว่า “ดูไปก่อนก็แล้วกัน อย่างไรก็เป็นเพียงสตรีเท่านั้น” อี๋นั่วพึมพำกับตนเอง ก่อนเดินเข้าบ้าน แล้วทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนเก่า ๆ ของตน
พออาการดีขึ้นจ้าวฟางหรูที่อยู่ในบ้านก็ไม่ได้นิ่งดูดาย นางนำหีบของออกมาจัดเก็บให้เป็นระเบียบอีกครั้ง อีกทั้งยังหยิบตำราแพทย์ออกมาให้บุตรสาวด้วย
“ถ้าอ่านตรงไหนไม่ได้ให้ถามแม่นะ” จ้าวฟางหรูก็ไม่ใช่คนเก่งมาก ถึงบิดาไม่สอนวิชาแพทย์ แต่เขาก็สอนนางให้อ่านออกเขียนได้จนคล่อง
“เจ้าค่ะ” เว่ยซินเหยียนหอบหนังสือไปนั่งใกล้กับขอบหน้าต่าง ซึ่งมีโต๊ะกับตั่งไม้เก่า ๆ อยู่หนึ่งชุด ซึ่งตรงนี้เคยเป็นที่ที่ท่านหมอจ้าวเคยสอนหนังสือจ้าวฟางหรูมาก่อน จากนั้นนางจึงหยิบหนังสือมาอ่านอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ได้เอ่ยถามมารดาสักคำ
ถึงจ้าวฟางหรูจะรู้สึกแปลกใจ แต่พอคิดถึงคำพูดของบุตรสาวที่เคยบอกว่า ตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมาครานั้นเหมือนนางมีจะความรู้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า จ้าวฟางหรูจึงไม่คิดเอะใจ ปล่อยให้นางอ่านหนังสืออย่างเงียบ ๆ โดยไม่ไปรบกวน
นางเก็บของให้เข้าที่ บ่อยครั้งยังชำเลืองมองบุตรสาว ภาพของตนในอดีตหวนกลับมาอีกครั้ง ในใจพลันคิดถึงบิดาขึ้นมาครามครัน นางไม่คาดคิดมาก่อนว่าตนจะได้กลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง และต่อจากนี้นางคงไม่ไปไหนอีกแล้ว คิดมาน้ำตาก็ไหลออกมา นางรีบเอามือเช็ดก่อนที่บุตรสาวจะมองเห็น
วันนั้นแม่นมเตียวกับซิ่วอิงถางหญ้าได้เพียงหนึ่งในสี่ส่วนเท่านั้น พอถึงยามเซินพวกนางจึงแบ่งหน้าที่กันไปทำงาน ซิ่วอิงตักน้ำในบ่อหลังบ้านไปใส่โอ่งดินในบ้าน ส่วนแม่นมเตียวปลีกตัวไปก่อไฟทำอาหาร
เย็นวันเดียวกันเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจ หลังจากซิ่วอิงกับแม่นมเตียวช่วยกันเตรียมอาหารเสร็จ จ้าวฟางหรูจึงแบ่งใส่ชามอีกหนึ่งใบ ซึ่งอาหารมื้อนี้เป็นข้าวต้มใส่หมูสับ ถึงแม้เงินที่มีอยู่จะไม่สามารถกินเนื้อได้ทุกวัน แต่จ้าวฟางหรูจะพยายามให้ทุกคนได้กินเนื้อมากที่สุด นางบอกกับซิ่วอิงว่า “เจ้าเอาข้าวต้มชามนี้ไปให้นายท่านอี๋นั่ว ไม่ต้องเข้าไปรบกวนเขา วางไว้หน้าบ้านแล้วบอกว่าจะมาเก็บชามภายหลังก็พอ”
“เจ้าค่ะ” ซิ่วอิงรับคำ
แต่เว่ยซินหยียนกลับพูดขึ้นว่า “ข้าเอาไปให้เองเจ้าค่ะ” นางรู้สึกถูกชะตากับท่านลุงคนนี้ ถึงเขาจะดูลึกลับไปหน่อย แต่จิตใต้สำนึกของนางกลับบอกว่าเขาเป็นคนดี
“เช่นนั้นก็เดินระวังหน่อย”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” มือน้อย ๆ คว้าเอาตะกร้าใส่ชามข้าวต้มจากมือซิ่วอิง ขาสั้น ๆ ก้าวเดินออกอย่างว่องไวแต่มั่นคงตรงไปตามถนนลูกรังด้านหน้า
ซ่งฉือได้สติจึงรีบขานรับ “ขอรับ ๆ” พลางคิดในใจว่า ที่ไม่ยอมแบ่งขนมให้ลูกน้องก็เพราะหวงไว้กินเองนี่เอง มุมปากจึงยกยิ้มขึ้นแล้วหัวเราะหึ ๆ ด้วยความชอบใจ จางหมัวมัวเดินเข้ามายอบกายคารวะเจิ้นเสิ่นอ๋อง เอ่ยว่า “ท่านอ๋อง พระชายาจะออกไปเที่ยวตลาดอีกแล้วเจ้าค่ะ” “ตามใจนางเถิด อย่ากลับค่ำก็พอ” เขาพูดเสียงเรียบคล้ายไม่ใส่ใจ จางหมัวมัวอ้าปากด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าเจิ้นเสิ่นอ๋องจะอนุญาตให้พระชายาออกจากจวนบ่อยขนาดนี้ ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นขนมเซียนฮวาปิ่งเหลืออยู่เพียงสองชิ้นเท่านั้น เจิ้นเสิ่นอ๋องมองตามสายตาของจางหมัวมัวจึงคิดหาคำแก้ตัว “ข้าก็แค่กลัวว่านางจะเสียน้ำใจ ต่อไปไม่ต้องให้นางซื้อมาอีก” “ข้าจะบอกพระชายาให้เจ้าค่ะ” ยอบกายคารวะแล้วจึงเดินอมยิ้มออกมา นางไม่ได้ตาฝาดจริง ๆ หากพระชายาทำให้เจิ้นเสิ่นอ๋องเข้าใจความรู้สึกระหว่างชายหญิงได้ก็คงจะดี คิดมาถึงตรงนี้จิตใจพลันรู้สึกห่อเหี่ยว พระชายางดงามปานนั้นไหนเลยจะมาชอบท่านอ๋องของนางได้ ภาวนาไม่ให้นางปลิดชีพตนเองยังง่ายกว่า ให้หลังจางหมัวมัว เจิ้นเสิ่นอ๋องจึงเรียกองครั
พ้นร่างจางหมัวมัว องครักษ์ทั้งสองที่ตามติดพระชายาไปทุกที่ก็ปรากฏตัวตรงริมหน้าต่างทันที เจิ้นเสิ่นอ๋องถามออกโดยไม่หันไปมอง “วันนี้นางไปที่ใดมาบ้าง” “จุดพักม้าแล้วก็ตลาดขอรับ” เฉาหยวนตอบ “นางไปทำอะไรที่จุดพักม้า” ที่นั่นเป็นจุดพักม้าและที่รับส่งจดหมายไปยังเมืองต่าง ๆ อีกทั้งยังมีโรงเตี๊ยมที่เอาไว้เป็นที่พักพิงสำหรับนักเดินทาง “ข้าเข้าไปสอบถามกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยมตอนที่นางออกไปแล้ว เถ้าแก่บอกว่านางมารับจดหมายขอรับ” เฟิ่งหนิงหลง “จดหมายจากผู้ใด” “เถ้าแก่โรงเตี๊ยมไม่ได้บอกขอรับ เขาบอกว่าเป็นความลับของลูกค้าขอรับ” เจิ้นเสิ่นอ๋องเพียงครุ่นคิดในใจอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา จากนั้นจึงถามองครักษ์ต่อ “แล้วที่ตลาดนางไปทำอะไรบ้าง” เฟิ่งหนิงหลงตอบว่า “นางไปกินข้าว เดินชมตลาด ซื้อขนมแล้วก็กลับจวนขอรับ ไม่ได้ไปพบผู้ใด” ซ่งฉือเหลือบมองขนมเซียนฮวาปิ่งแล้วลอบกลืนน้ำลาย พูดขึ้นว่า “หากท่านอ๋องไม่กินขนมนั่น ให้พวกข้าเอาไปแบ่งกันก็ได้นะขอรับ” พูดพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบจานขนม แต่มือขาวซีดของเจ้า
“ให้นางไปเปิดหูเปิดตาบ้างเถิดเจ้าค่ะ”เจิ้นเสิ่นอ๋องจึงเรียกหาองครักษ์เงาทั้งสอง “เฟิ่งหนิงหลง เฉาหยวน”ทันใดนั้นบุรุษหนุ่มสองคนรูปร่างสูงใหญ่ก็ปรากฏกายอยู่ริมหน้าต่าง ขานรับพร้อมกันว่า “ขอรับ”“ติดตามพระชายาไปห่าง ๆ อย่าให้นางรู้ตัว”“ขอรับ”เขาบอกจางหมัวมัวว่า “ไปบอกนางว่าข้าอนุญาต และให้นางกลับก่อนปลายยามเว่ย”“เจ้าค่ะ”เว่ยซินเหยียนเมื่อได้รับอนุญาตให้ออกจากจวนได้ก็ดีใจเป็นอย่างมาก ซิ่วอิงถามอย่างตื่นเต้นว่า “พระชายาเราจะไปที่ใดกันเจ้าคะ”“จุดพักม้า” ในจดหมายที่นางส่งให้หมอฉินตอนที่นางอยู่ที่จวนสกุลเว่ย นางบอกเขาว่านางมีความจำเป็นบางอย่างต้องมาอยู่ทางชายแดนเหนือ เรื่องการค้ากับโรงหมอจินฮงคงต้องหยุดไว้ก่อน แต่หากหมอฉินยังอยากทำการค้ากับนางให้ส่งจดหมายมาที่จุดพักม้าของเมืองเสิ่นหยาง หมอฉินเป็นคนที่พอไว้ใจได้ นางจึงอยากทำการค้ากับเขาต่อ หากเขารู้จักโรงหมอที่นี่นางก็พอมีช่องทางหาเงินได้บ้าง นายบ่าวทั้งสองยังสวมใส่ผ้าปิดบังใบหน้าเช่นเคย จากนั้นจึงขึ้นรถม้าของจวนเจิ้นเสิ่นอ๋องไปลงในตลาด และบอกกับคนขับรถม้าว่าให้รออยู่ที่นี่ จากนั้นทั้งสองก็เดินหายไปในตลาด พอลับสายตาสารถี สองนายบ่าวก็ห
ดวงตาของเจิ้นเสิ่นอ๋องเปล่งประกายวาววามคล้ายมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง บอกองครักษ์ว่า “สืบต่อไป” จากนั้นถามซ่งฉือว่า “เจ้าได้รับบาดเจ็บ แผลของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” “ใกล้จะหายดีแล้วขอรับ นางเย็บแผลได้อย่างดีเยี่ยมจนแทบไม่เห็นรอยแผลเป็นด้วยซ้ำ พรุ่งนี้นางนัดให้ข้าไปตัดไหม หากเป็นเมื่อก่อนตัวข้าต้องมีรอยแผลเป็นยาวแน่” พูดพลางถอดเสื้อให้เจิ้นเสิ่นอ๋องดู การเย็บแผลของนางสวยงามจริง ๆ “นางเป็นหมอรึ” เรื่องนี้เขาไม่เคยรู้มาก่อน เพราะเขาไม่เคยสนใจสตรีคนไหนที่แต่งเข้ามาในจวนอยู่แล้ว “ข้าไม่แน่ใจขอรับ แต่นางช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บทุกคน แถมยังช่วยเย็บแผลให้ข้าอีกด้วย นางยังบอกอีกว่าการเย็บแผลก็คล้ายกับการเย็บผ้าขอรับ” ซ่งฉือตอบ “ท่านอ๋อง หรือจะให้นางลองรักษาท่านดูขอรับ” หมิงจ้านออกความเห็น “ไม่ได้ หากนางตายขึ้นมาเจ้าจะรับผิดชอบไหว…อื้อ ๆ” ซ่งฉือพูดยังไม่ทันจบ หมิงจ้านก็ใช้มือปิดปากเขาไว้แน่นไม่ให้เขาพูดต่อ หมิงจ้านทั้งถลึงตาทั้งขยิบตาให้สหาย ซ่งฉือถึงได้สติกลับคืนมาว่าตนได้พลั้งปากไปแล้ว เขาจึงก้มหน้าสองมือประสานไว้ด้านหน้
ถึงคราวที่ต้องดื่มสุรามงคลเขาก็เดินไปหยิบสุราที่จางหมัวมัวเตรียมไว้ให้มาให้นาง จากนั้นก็คล้องแขนกรอกสุราลงคอโดยไม่ถอดหน้ากาก เว่ยซินเหยียนทำตามอย่างว่าง่าย นางไม่ได้ซักถามหรือสงสัยแต่อย่างใด เพราะคิดว่าเจิ้นเสิ่นอ๋องคงไม่อยากให้ใครเห็นความอัปลักษณ์ของตนพิธีการทุกอย่างเสร็จสิ้นลงแล้วเขาจึงพูดเสียงเข้มว่า “ขอให้เจ้าอยู่ในจวนนี้ให้ดี อย่าได้เที่ยวเพ่นพ่านไปในที่ที่ข้าไม่อนุญาต” เขาพูดต่อว่า “อีกอย่างถ้าไม่อยากอายุสั้นก็อย่าได้สงสัยอะไรในตัวข้าหรือเรื่องที่ข้าไม่อยากให้รู้” กล่าวเพียงเท่านั้นร่างสูงโปร่งก็เดินออกกจากห้องหอทันทีเว่ยซินเหยียนพูดตามหลังว่า “เจ้าค่ะ” พูดประชดในใจต่ออีกว่า ดุจริง ๆจากนั้นจึงมีสาวใช้นางหนึ่งอายุราวสี่สิบต้นเดินเข้ามาพร้อมกับซิ่วอิง“ท่านอ๋องให้ข้าจางหมัวมัวมาปรนนิบัติพระชายาเจ้าค่ะ” นางคือหมัวมัวที่เคยอยู่กับมู่กุ้ยเฟยซึ่งเป็นมารดาของเจิ้นเสิ่นอ๋องมาก่อน ภายหลังเมื่อมู่กุ้ยเฟยถูกส่งตัวเข้าตำหนักเย็นเพราะให้กำเนิดพระโอรสหน้าตาอัปลักษณ์ และองค์ชายใหญ่ถูกส่งตัวมาอยู่ที่เมืองเสิ่นหยางนางจึงติดตามเขามาด้วยตามความต้องการของมู่กุ้ยเฟย เว่ยซินเหยียนมองน
เว่ยซินเหยียนเดินเข้าไปดูอาการของซ่งฉือกับทหารอีกคน เขาคือม่อห่าวหรัน จากนั้นจึงเอ่ยกับซิ่วอิงว่า “ต้องเย็บแผล” เพราะแผลโดนคมดาบมีลักษณะเป็นทางยาว หากไม่เย็บปิดปากแผล แผลอาจจะอักเสบได้ อีกทั้งยังหายช้าอีกด้วย ซ่งฉือกับหมิงจ้านพลันสบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย หมิงจ้านถามออกไปว่า “พระชายาทำเป็นหรือขอรับ” “ก็เหมือนเย็บผ้า เหตุใดข้าจะทำไม่เป็น” เหล่าองครักษ์ที่ได้ยินต่างกลืนน้ำลายดังเอื้อก ทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก คิดในใจว่าแค่เย็บผ้าเป็นก็เย็บแผลได้แล้วหรือ เหตุใดภรรยาที่บ้านไม่เคยเล่าให้พวกเขาฟังบ้างเลย เว่ยซินเหยียนบอกซ่งฉือว่า “ข้าจะเย็บแผลให้เจ้าก่อน” เพราะแผลของเขาฉกรรจ์กว่าของม่อห่าวหรัน “ขอรับ” ซ่งฉือรับคำอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แม้ตอนออกรบต่อสู้กับข้าศึก เขายังไม่รู้สึกกลัวเท่านี้มาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมถอดเสื้อออกโดยง่าย ซ่งฉือได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่ซ้าย ยังนับว่าโชคดีที่เขาถนัดขวา เว่ยซินเหยียนล้างแผลด้วยน้ำเกลือ จากนั้นใช้สำลีเช็ดรอบบาดแผลด้วยแอลกอฮอล์ และซับแผลให้แห้งด้วยผ้าสะอาดก่อนฉีดยาชา จากนั้นจึงเริ่ม





![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [นางร้าย]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

