Masukเสียงหัวเราะของนายบ่าวดังไปทั่วสวนหลวง แต่ไม่นานก็ค่อยๆ เงียบลง เมื่อเห็นว่าองค์หญิงสามและองค์หญิงห้าของแคว้น เดินมาทางศาลาที่พวกนางอยู่
“เห็นทีเราต้องรับศึกหนักแล้วกระมัง มากันเป็นคู่เช่นนี้” คู่ที่ว่า คือจวิ้นซูหนี่และจวิ้นเลี่ยงหรู คนหนึ่งเป็นธิดาของฮองเฮา ส่วนอีกคนกำเนิดจากครรภ์ของสนมขั้นหวงกุ้ยเฟย ฟังดูก็รู้ว่ามีบารมีเพียงใด
“พวกเจ้ารีบออกไปเสีย ข้ากับพี่หญิงซูหนี่จะนั่งที่ศาลานี้” เสียงแหลมของเลี่ยงหรูเอ่ยไล่พี่น้องต่างมารดา
“ข้ามาก่อน เหตุใดต้องหลบหลีกให้พวกเจ้าด้วย แต่หากอยากนั่งด้วยกันที่ตรงบันไดก็ว่างอยู่ เชิญ!” นอกจากจะมิยอมลุกออกไป ซิงเยียนยังถดตัวลงนอนอย่างมิรู้ร้อนรู้หนาว หญิงสาวหลับตาพริ้ม ส่วนหนิงเซียนก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตา จนคนที่เข้ามาทีหลังนึกโมโห ตวัดสายตาออกคำสั่งกับนางกำนัลคนสนิท
“พี่หญิงระวังเพคะ โอ๊ย!” จอกชาถูกนางกำนัลชั้นต่ำหยิบขึ้นมาสาดใส่ซิงเยียนนี่นอนอยู่ ทว่าผู้ที่รับเคราะห์กลับเป็นหนิงเซียน ที่ยกแขนขึ้นมากันเอาไว้
“องค์หญิง!!!”
“หนิงเซียน! เจ็บหรือไม่…กำนัลชั้นต่ำเช่นเจ้า กล้าดีอย่างไรมาทำร้ายเชื้อพระวงศ์” ทั้งเสี่ยวหง เสี่ยวเฟิน และซิงเยียนต่างรีบเข้ามาดูหนิงเซียน
“คิๆ องค์หญิงที่เกิดจากสนมชั้นต่ำ จะมีความหมายอันใด เสด็จพ่อจำชื่อน้องสาวเจ้าได้หรือยังก็มิอาจรู้ได้” ซูหนี่ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะ
“แต่น้องสาวข้าก็มีค่ากว่านางกำนัลพวกนี้กระมัง” ไม่ว่าเปล่า ซิงเยียนเปิดฝากาน้ำชา แล้วสาดเข้าใส่ใบหน้าของนางกำนัล คนที่สาดชาร้อนใส่หนิงเซียน
“กรี๊ดดดดด ร้อนๆ หม่อมฉันร้อนเหลือเกินเพคะองค์หญิงสาม ช่วยหม่อมฉันด้วย ฮื่อ!” ทั้งใบหน้าและลำคอของนางกำนัลผู้นั้น เริ่มขึ้นสีแดงจนน่ากลัว ซูหนี่และเลี่ยงหรูเห็นดังนั้นก็มิพอใจเป็นอย่างมาก ทำร้ายคนของนาง ย่อมตีความว่ามิให้เกียรติพวกนางแม้แต่น้อย
“ระวังไว้เถิด หากคราหน้ายังคิดรังแกพวกข้าอีก จะเป็นใบหน้างามๆ ของพวกเจ้าที่ถูกชาราดแทน”
“เจ้ากล้าข่มขู่ข้าหรือซิงเยียน เสด็จแม่มิปล่อยเรื่องนี้ไปแน่!”
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น” เสียงทุ้มเข้มดังขึ้น ทำให้ผู้คนในศาลาต่างหันไปมองผู้มาใหม่
“เสด็จพ่อ! มิ- มิมีสีสิ่งใดเพคะ ลูกเพียงเข้ามาทักทายน้องสาวตามประสา” ซูหนี่ค้อมตัวเล็กน้อย ก่อนจะพูดจาเสียงอ่อนเสียงหวาน
“ไม่มีสิ่งใดก็ดีแล้ว พวกเจ้ากลับไปก่อน ข้ามีเรื่องจะพูดคุยกับซิงเยียนและหนิงเซียน” เมื่อเป็นคำสั่งขององค์ฮ่องเต้ จึงมิมีผู้ใดคิดจะขัด ต่างพากันกลับออกไปจากศาลา เว้นก็แต่เหล่าธารกำนัลของฮ่องเต้และซิงเยียนก็ยืนรออยู่ล่างศาลา
“เสด็จพ่อมีสิ่งใดรับสั่งกับลูกและน้องหรือเพคะ”
“พ่อจะพูดคุยเรื่องที่พวกเจ้าออกความเห็น เกี่ยวกับแก้ปัญหาอุทกภัยในเมืองจี๋ฉวน”
“หากเป็นเรื่องนี้ เสด็จพ่อคงต้องถามพี่หญิงแล้ว ลูกเพียงออกความเห็นเล็กน้อย และคอยรับฟังเท่านั้น” หนิงเซียนมิได้ถ่อมตน แต่เรื่องนี้นางเพียงรับฟังผู้เป็นพี่ หากว่าจะรับเอาความดีความชอบมาเป็นของตนด้วย ก็ดูจะเกินไปเสียหน่อย อีกอย่างนางมิได้อยากเป็นที่สนใจ นางเพียงอยากสนับสนุนพี่สาวอยู่ด้านหลังเท่านั้น
“เช่นนั้นหรือ”
“เพคะ อย่างไรลูกขอไปพบเสด็จแม่ก่อนได้หรือไม่เพคะ ออกมานอกตำหนักเสียนาน” ซิงเยียนสบตากับน้องสาว ก็พอจะเข้าใจว่าหนิงเซียนต้องการหลีกทางให้ตน ได้แสดงความสามารถให้เสด็จพ่อเห็นอย่างเต็มที่
“อืม ไปเถิด”
“อย่าลืมทายาด้วยเล่า” ซิงเยียนกระซิบกระซาบกับน้องสาว นัยน์ตามองตามหลังของหนิงเซียนไปจนลับสายตา แล้วจึงหันกลับมาสนทนากับพระบิดา
หลักการและวิธีการแก้ปัญหาที่ซิงเยียนได้ศึกษามา ถูกถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงที่จริงจังและมุ่งมั่น จนโอรสสวรรค์แปลกใจในบุตรีผู้นี้ กว่าจะพูดคุยปรึกษากันแล้วเสร็จ น้ำชาก็หมดไปหลายกา
“วันพรุ่ง พ่อจะให้เจ้าเข้าไปร่วมฟังการประชุมเช้าที่ท้องพระโรง เตรียมการให้พร้อม อย่าให้เกิดข้อผิดพลาด”
“เพคะเสด็จพ่อ ลูกจะทำให้ดีที่สุด” ร่างเล็กยอบกายส่งเสด็จองค์กษัตริย์ของแผ่นดิน ก่อนจะยกยิ้มกับตนเอง
ประชุมเช้าในท้องพระโรงวันพรุ่ง คงสนุกไม่น้อย
หลังจากเหตุการณ์นั้นเพียงสองวัน ก็มีข่าวลือว่าคุณหนูสกุลจ้าวเข้าไปเที่ยวเล่นในหอนางโลม จนตกเป็นของแขกชายที่ไปใช้บริการในหอนางโลมนั้น แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้มาจากศัตรูทางการเมือง ที่ต้องการทำให้สกุลจ้าวเสื่อมเสีย“มันเกิดสิ่งใดขึ้น เจ้า เจ้าถูกขืนใจจริงหรือ” เสนาบดีกรมโยธาเค้นถามบุตรสาว เขาทั้งโกรธ และเสียใจที่ดูแลบุตรสาวไม่ดี ปล่อยให้พวกนางคาดสายตาจนไปเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้“มิได้เจ้าค่ะท่านพ่อ ข่าวลือพวกนั้นเกินจริงไปมาก” เฟิงเหยียนรีบแก้ต่าง เมื่อเห็นว่าผู้เป็นบิดามีอาการเสียใจอย่างเห็นได้ชัด“แล้วเรื่องเป็นเช่นไร เล่าให้พ่อฟังเถิด พ่อพร้อมจะรับฟังพวกเจ้าเสมอ”“คือ…ลูกกับน้องหลงเข้าไปในหอนางโลมจริงเจ้าค่ะ และถูกพาไปที่ห้องรับรองแขกจริงๆ แต่มิได้มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลยนะเจ้าคะ เพียงแค่นั่งทานอาหารด้วยกันเท่านั้น เพราะประตูห้องรับรองลงกลอนจากด้านนอกจึงออกมาไม่ได้”“แน่หรือ! ชายผู้นั้นได้ล่วงเกินพวกเจ้าหรือไม่” เสนาบดีจ้าวถามซ้ำ“มิได้เจ้าค่ะ เขามิได้ล่วงเกินลูกแม้แต่น้อย” ฟาผิงตอบรับอย่างหนักแน่น แต่ก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าผู้อื่นคงมิเชื่อ ชายหญิงอยู่ในห้องรับรองของหอนางโลมเพียงลำพัง จะไม่ม
นับตั้งแต่สถาปนาขึ้นเป็นองค์ฮ่องเต้และองค์ฮองเฮาของแคว้น จ้านโหรวและซิงเยียนก็ทำงานเพื่อแผ่นดินอย่างสุดความสามารถ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ละเลยครอบครัว พวกเขามักพากันไปส่งบุตรทั้งหกเข้านอนอย่างที่เคยทำ เริ่มจากตำหนักของสองแฝด จากนั้นก็ตำหนักของโอรสคนที่สาม สี่ และห้า สุดท้ายก็กลับตำหนักใหญ่มากล่อมบุตรสาวคนเล็ก“เหตุใดวันนี้องค์หญิงของพ่อจึงไม่ยอมนอน หืม” จ้านโหรวมักจะพาบุตรสาวมานอนด้วยทุกคืน ตามประสา บิดาที่เห่อบุตรสาว ทั้งอี้เจินยังเป็นธิดาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้หนุ่ม“ม่ายหลับ”“หึๆ ทีนี้เสด็จพ่อจะงัดกลยุทธ์ใดมากล่อมลูกอีกเล่า” ซิงเยียนยิ้มขำ ตั้งแต่ที่ขึ้นครองราชย์ เหล่าขุนนางก็กดดันให้จ้านโหรวรับสนมอยู่หลายครา แต่เจ้าตัวก็เอ่ยปฏิเสธไปทุกครั้ง และแก้ปัญหาโดยการมีบุตรเพิ่ม เพื่อไม่ให้เหล่าขุนนางยกเรื่องทายาทมาอ้าง“ไม่บอก เป็นความลับ ใช่หรือไม่ลูกสาวพ่อ” คนเรือนผมทองก้มลงหอมแก้มบุตรสาวเสียฟอดใหญ่ องค์หญิงตัวน้อยก็หัวเราะคิกคัก“คิกๆ ฮ่าๆ เจินม่ายบอก ความลับของพี่ยอง”“ความลับของพี่รองเจ้าหรือ เรื่องใดเล่า” ซิงเยียนถามย้ำ“ม่ายบอก เจินม่ายบอกว่าพี่ยองไปหอโลม” ได้ยินดังนั้นสองสามีภรรยาก็สบตา
“อย่าดูเลย ไม่เหมาะกับเด็ก” หนิงหวงเอามือปิดตาน้องชายไว้“เจ้ากับข้าเป็นฝาแฝดกัน ลืมแล้วหรือ” ซิ่วอิงมีหรือจะยอม เขามาถึงที่จะให้กลับไป โดยไม่รู้สิ่งใดเลยมันก็มิใช่เขาแล้วเสียงครวญครางของนางโลมสาว ที่ถูกเคี่ยวกร่ำดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถูกชายร่างหนาควบขี่ด้วยจังหวะที่เร่งเร้า ซิ่วอิงเห็นดังนั้นก็หน้าแดงก่ำ หายใจไม่ทั่วท้อง แต่ก็ไม่อาจละสายตาได้ จนพี่ชายต้องรีบพาน้องชายออกจากที่นั่น“เป็นอย่างไรเจ้าคะ ครึกครื้นหรือไม่”“อืม ครึกครื้นมากเชียวล่ะ” ซิ่วอิงลดมือลงบังส่วนที่แข็งขืนขึ้นมา“เช่นนั้นเปิดห้องดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะให้เด็กๆ มาดูแล รับรองว่าน่ารัก ช่างออดช่างอ้อน ถูกใจคุณชายทั้งสองแน่”“ไม่-”“เอา! มาถึงนี่แล้ว อย่างไรก็ต้องลองสักที นะ นะ พี่ใหญ่” ซิ่วอิงพูดจาออดอ้อนพี่ชายของตน ปกติแล้วเขามักจะไม่เรียกหนิงหวงว่าพี่ใหญ่ เว้นเสียแต่ว่ามีสิ่งที่ต้องการ เขาก็จะออดอ้อนพี่เป็นพิเศษ“อย่างไรดีเจ้าคะ”“…เอาสองห้องเลยแม่นาง” เมื่อพี่ชายไม่ได้คัดค้าน ซิ่วอิงจึงรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ สั่งให้คณิกาสาวไปจัดการทันทีหนิงหวงนั่งอยู่ในห้องรับรองเพียงคนเดียว บนโต๊ะมีอาหารมากมายวางอยู่ สุราและชาเองก็ถูกเตร
ภายในวังหลวงที่แสนน่าอยู่ มองไปทางใดก็มีแต่ความร่มรื่น เต็มไปด้วยเสียงเด็กชายที่เล่นกันอยู่กลางสวน มิได้ทำให้องค์ชายรอง จวิ้นซิ่วอิง รู้สึกสนุกสนานไปด้วยเลย“หนิงหวง เราออกไปเที่ยวนอกวังดีหรือไม่” เด็กหนุ่มวัยสิบห้าหนาว กำลังอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง จึงได้เอ่ยถามพี่ชายฝาแฝดที่นั่งอยู่ข้างกัน“เจ้าอยากไปที่ใดเล่า แต่คงต้องรอให้เสด็จพ่อและเสด็จแม่กลับมาจากท้องพระโรงเสียก่อน” หนิงหวงว่า พลางอุ้มน้องสาวคนเล็กขึ้นมานั่งบนตักจวิ้นหนิงหวง องค์ชายใหญ่ของราชวงศ์จวิ้น มักจะตามใจน้องทุกคนอยู่เสมอ โดยเฉพาะ น้องสาวคนเล็ก เขามีพี่น้องทั้งหมด 6 คน ตัวเขาและซิ่วอิงเป็นฝาแฝด มีน้องชายอีกสามคน คือ เจียวเจี้ย 13 หนาว ฉางชุน 10 หนาว ซีฮัน 6 หนาว และน้องสาวคนเล็ก อี้เจิน ที่อายุเพียงสามหนาวเท่านั้น“ข้าอยากออกไปตอนกลางดึก” ซิ่วอิงป้องปากพูด เพราะไม่อยากให้เหล่าขันทีกำนัลบริเวณนั้นได้ยิน“หืม ไปที่ใดกัน เหตุใดต้องออกไปกลางดึกด้วยเล่า เจ้าก็รู้ว่ามันอันตราย”“พอๆ เลิกบ่นเสียที ที่ข้าจะไปตอนกลางคืน เพราะข้าอยากไปหอนางโลม”“ห๊า! หอนางโล- อุบ” เด็กหนุ่มเคลื่อนตัวมาปิดปากพี่ชายฝาแฝดอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเจ้
จ้านโหรวและซิงเยียนอุ้มเด็กน้อยทั้งสองออกมาดูหน้าจวน ก็พบว่าเฟยหย่ากำลังชี้นิ้วสั่งการให้บ่าวไพร่นำของลงจากเกวียน“ท่านป้า ท่านลุง ของพวกนี้คือสิ่งใดหรือขอรับ” จ้านโหรวเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขาแน่ใจว่ามิได้สั่งซื้อสิ่งใดมา“อ้าว พระชายายังมิได้บอกกับองค์รัชทายาทหรือพ่ะย่ะค่ะ”“บอกเรื่องใดหรือเยียนเอ๋อร์” ซิงเยียนอมยิ้ม ก่อนจะตอบออกไป“อีกสองวันข้างหน้าเป็นวันเกิดของเจ้ามิใช่หรือ ข้าเลยคิดว่าจะจัดงานเลี้ยงที่จวน เชิญเฉพาะครอบครัวมาดื่มกินสังสรรค์กัน”“อ่อ มิเห็นจะต้องลำบาก อย่างไรอีกสองวันก็ต้องจัดงานในวังอยู่แล้ว”“เพราะวันนั้นผู้คนจะมาร่วมอวยพรให้เจ้ามากมาย คงมิได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว” จ้านโหรวยกยิ้มเต็มใบหน้า เข้าไปจุมพิตปรางแก้มเนียนของภรรยาเป็นรางวัล เขามิได้อยากมีงานฉลองยิ่งใหญ่ เพียงได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าก็เพียงพอแล้ว“พอๆ รีบไปอาบน้ำแต่งตัวเถิดพ่ะย่ะค่ะ แม้จะมีเพียงครอบครัว แต่คนก็มากมายทีเดียว มิรู้ว่าฝ่าบาทจะเสด็จมาด้วยหรือไม่” ป๋อเหวินรีบไล่หลานสาวและหลานเขยไปอาบน้ำอาบท่า“เอาองค์ชายน้อยทั้งสองมาฝากกระหม่อมไว้เถิด”“เจ้าค่ะ แต่ท่านป้าอย่าสอนเรื่องแปลกๆ ให้บุตรของข้านะเจ
ด้านซิงเยียนและจ้านโหรวแวะเข้ามาชำระกายที่หอนางโลม เพราะไม่อยากให้เลือดของสตรีชั่วช้าไปแปดเปื้อนในจวนผิงจิ้งของพวกเขา“ดีขึ้นแล้วหรือยัง ความแค้นในใจของท่าน”“ราวกับถูกปลดปล่อยเลยล่ะ ข้าอยากให้นางมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมาน”“มันจะเป็นเช่นนั้น ในเมื่อคิดจะทำร้ายผู้อื่นก่อน ก็ต้องถูกเอาคืนเช่นนี้” จ้านโหรววักน้ำขึ้นมาขัดถูตามเนื้อตัวให้ภรรยา เขาเองก็อยากจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง เพราะไม่อยากให้มือที่แสนงดงามนี้ต้องเปื้อนเลือด ทว่าซิงเยียนกลับไม่ยอม“อย่าพูดถึงนางอีกเลย เรารีบอาบน้ำแล้วกลับไปหาเจ้าตัวเล็กทั้งสองเถิด ข้าคิดถึงพวกเขาแล้ว”“หึๆ ภรรยาติดลูกเช่นนี้ สามีจะทำอย่างไรเล่า”“มิต้องเลย รีบอาบเร็วเข้า ประเดี๋ยวลูกจะหิวนม” แม้ปากจะเอ่ยห้าม แต่กลับเงยหน้ารับจุมพิตแสนหวานจากสามีอ่า~ ดูเหมือนว่าบิดาก็หิวนมมิต่างจากบุตรชายทั้งสองหลังจากจัดการกับกองกำลังกบฏเรียบร้อย บ้านเมืองก็กลับมาสุขสงบอีกครั้ง จ้านโหรวในฐานะองค์รัชทายาทใช้เวลากว่าสามเดือนในการแก้พื้นฐานการปกครองของราชสำนัก ขุนนางที่คิดคด ทุจริตต่อบ้านเมือง ถูกตัดสินโทษทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ แน่นอนว่าซิงเยียนเองก็คอยช
นับวันการเรียนการสอนของท่านอาจารย์ก็ยิ่งวนซ้ำไปมา พวกเขาเรียนมาสิบวันก็ยังพูดถึงแต่เรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนวิธีแก้มิได้พูดถึงแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้จ้านโหรวที่ต้องใช้เวลาช่วงกลางคืนในการทำงานต่างๆ ต้องมาหลับในขณะเรียนเป็นประจำกระทั่งซิงเยียนได้รับรายงานจากท่านอาจารย์ ว่าสามีตัวดีของนาง หลับตล
“ข้าไม่เมา ไม่เมาเลยสักนิด ข้าจำเจ้าได้ เจ้าตาสีขนเป็ด คิกๆ” ซิงเยียนว่าด้วยเสียงยานคาง พร้อมกับใช้นิ้วจิ้มไปที่แก้มของชายหนุ่ม“ตาข้าน่ะหรือ สีเหมือนขนเป็ด” จ้านโหรวพูดไปด้วย พลางสาวเท้าขึ้นรถม้าไปด้วย“ช่าย คิกๆ ผมก็สีขนเป็ด ตาก็สีขนเป็ด เจ้าเป็นเป็ดหรือ” ชายหนุ่มส่ายหัวให้กับความคิดของคนในอ้อมกอ
อย่างที่ผู้คนทั่วไปรับรู้ จ้านโหรวมีสายเลือดของชนเผ่าเอ๋อร์หลัว ที่ถูกล้มล้างไป โทษฐานที่มีใจคิดแปรพักตร์ไปจากแคว้นจวิ้นจ้านโหรวใช้เวลาอยู่นาน เพื่อสืบหาเรื่องราวของชนเผ่าเอ๋อร์หลัว เนื่องจากทุกครั้งที่เขาถามถึงความผิดของเผ่าเอ๋อร์หลัว ท่านแม่มักจะพูดเสมอว่าชนเผ่าของพวกเราถูกใส่ร้าย ท่านตามิเคยคิด
หลังจากที่องค์หญิงหนิงเซียนเดินทางไปแคว้นฉิน องค์หญิงห้า จวิ้นเลี่ยงหรูก็ได้สมรสกับใต้เท้าซ่งตามที่ต้องการ ส่วนฮูหยินคนงามของจ้านโหรวก็กลับมานั่งซึมอีกครั้ง ครานี้เกรงว่าจะเป็นหนักกว่าเดิม เห็นทีเขาคงต้องทำอันใดสักอย่างแล้ว“ไปกันเถิด” มือใหญ่คว้าแขนเรียวของภรรยาให้ตามมา“ไปที่ใด ข้าจะอ่านตำรา”“ตำ







