로그인14
ไม่อยากแต่งกับท่าน
“ไม่ทราบว่าใต้เท้าจ้าวมาวันนี้มีเรื่องใดให้ข้าช่วย”
“รบกวนท่านเจ้าเมืองแล้ว ที่มาวันนี้ไม่มีเรื่องใดให้ท่านเจ้าเมืองช่วยเหลือ เพียงแต่ฟู่เฉิงลูกชายของข้า...”
“จ้าวฟู่เฉิงมีปัญหาใดที่แก้ไม่ได้”
“เป็นเรื่องน่ายินดีของคนหนุ่มสาว ฟู่เฉิงก็ถึงวัยแต่งภรรยาแล้ว ทั่วทั้งเมืองจี้ฉู่ผู้คนต่างรู้กันทั่วว่าซานซานกับฟู่เฉิงผูกสมัครรักใคร่กันมานาน หากข้าปล่อยปละละเลยไม่ทำให้เรื่องราวมันถูกต้องก็เกรงว่าจะทำให้ซานซานเสียชื่อเสียง”
“ใต้เท้าจ้าวจะบอกสิ่งใด” เยว่เยี่ยนซีมีสีหน้าจริงจัง
“ข้ามาวันนี้ตั้งใจมาสู่ขอธิดาเจ้าเมืองให้ลูกชายข้า”
ทั้งห้องเงียบกริบ เยว่ซานซีกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ทำไมล่ะ ในเมื่อนางก็บอกไปแล้วว่าจดหมายนั่นเป็นแค่เรื่องล้อเล่น ทำไมตาเฒ่าจ้าวเฟยเทียนถึงยังทำตามแผนเดิม เหมือนมีมือล่องหนผลักให้เนื้อเรื่องดำเนินไปแบบเก่า
ไม่สิ! ไม่ใช่มือล่องหนแต่มันเป็นฝ่าเท้าต่างหาก เป็นฝ่าเท้าที่ถีบเยว่ซานซีเข้าไปในพล็อตเรื่องเดิม ถีบแรงจนหัวทิ่ม
“สู่ขอซานซาน การแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญต้องถามความสมัครใจของนางก่อน” เยว่เยี่ยนซีทวนถามพลางหันไปสบตากับบุตรสาว “เจ้าว่าอย่างไรซานซาน”
“ตามที่ข้าเคยพูดกับท่านพ่อไปแล้ว ข้าเห็นคุณชายจ้าวเป็นเพียงสหาย อีกอย่างข้าก็รู้มาว่าความสัมพันธ์ของคุณชายจ้าวกับคุณหนูสวีนั้นลึกซึ้ง เป็นเรื่องน่าขันเหลือเกินที่วันนี้พาแม่สื่อมาทาบทามข้าไปเป็นสะใภ้ หากท่านพ่อรับการเกี่ยวดองนี้ผู้คนทั้งเมืองอาจจะหัวเราะเยาะเอาได้”
สองพ่อลูกหน้าเสีย ได้ยินชัดทุกถ้อยคำถึงกระนั้นก็ยังไม่วางมือ เมื่อกล่าวถึงสวีจูเจียวจ้าวเฟยเทียนขุ่นเคืองแต่ก็ยังเก็บอารมณ์ได้ดีอยู่ เขาเคยตักเตือนลูกชายไปหลายครั้งแล้วว่าห้ามให้เรื่องของสวีจูเจียวกลายมาเป็นปัญหา คิดไม่ถึงว่าเยว่ซานซีจะหยิบยกเรื่องนี้มาพูดอย่างไม่ไว้หน้า
“ซานซานล้อเล่นแล้ว ข้ากับคุณหนูสวีเป็นเพียงสหายในวัยเยาว์เท่านั้น พูดเช่นนี้ต่อหน้าผู้ใหญ่อาจทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจผิดได้” จ้าวฟู่เฉิงที่รู้ตัวว่าบิดากำลังโกรธเคืองตนอยู่จึงรีบพูดแก้ต่าง
“ถูกแล้วๆ จูเจียวข้าก็รู้จักนางมาตั้งแต่เด็ก นางกับฟู่เฉิงสนิทกันก็จริงแต่ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้แน่นอน ในสายตาของฟู่เฉิงมีเพียงซานซาน” จ้าวเฟยเทียนรีบสำทับ
เห็นว่าทางเยว่เยี่ยนซีกับเยว่ซานซียังเงียบอยู่จ้าวฟู่เฉิงยิ่งร้อนใจ ต้องรีบทำอะไรสักอย่าง
“ท่านเจ้าเมือง ข้าขออนุญาตคุยกับซานซานเพียงลำพัง”
ไม่เชิงว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาต ทุกอย่างอยู่ที่การตัดสินใจของเยว่ซานซี นางเดินตามเขาออกมาจากห้องโถง ทั้งสองหยุดยืนคุยกันที่ระเบียง
“ซานซานข้ากับสวีจูเจียวบริสุทธิ์ใจ”
“ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้น อย่าคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปสิ”
“เพราะเจ้าหึงข้าก็เลยไม่ทันคิดให้ถี่ถ้วน เอาเถิด กลับเข้าไปบอกบิดาของเจ้าว่าเราจะแต่งงานกัน ถ้าไม่อย่างนั้นข้าจะเปลี่ยนใจไม่แต่งกับเจ้าแล้ว ถึงเจ้าจะเสียใจทีหลังก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อีก”
“ไม่แต่งก็ไม่แต่งสิ ข้ายิ่งไม่อยากแต่งกับท่าน”
“เยว่ซานซี! ถึงจะงี่เง่าก็ต้องมีขอบเขต คนทั้งเมืองรู้ว่าเจ้าชื่นชอบข้า ใครก็เห็นว่าเจ้าตามตอแยข้าเพียงใด หากไม่แต่งกับข้ายังจะมีใครกล้าแต่งกับเจ้าอีก ข้าเริ่มจะหมดความอดทนกับเจ้าแล้วนะ รีบไปพูดกับท่านพ่อของเจ้าให้เข้าใจ”
เอิ่ม...อันนี้พี่แกก็เล่นท่องตามบทพระเอกมินิซีรีส์แนวตั้งเกินไป
“ก็บอกว่าข้าไม่แต่ง”
“เจ้าแค่กำลังหึงหวงเลยพูดจาเพ้อเจ้อ ถ้าแต่งกันแล้วข้าก็จะให้เจ้าเป็นภรรยาเอกแน่นอน ยังจะเอาอะไรอีก”
เริ่มเบื่อจะเถียงกับพวกหลงตัวเอง ไม่น่าเดินตามไอ้หมอนี่ออกมาเลยจริงๆ
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว เดี๋ยวข้าจะกลับไปพูดให้ท่านพ่อเข้าใจ”
“เข้าใจก็ดีแล้ว เรื่องที่เจ้าชวนข้าทะเลาะวันนี้ข้าจะไม่ถือสาหาความให้มันแล้วกันไป”
เขาสะบัดอาภรณ์เดินนำหน้าไปก่อน เยว่ซานซีเดินตามหลังเข้าไปในห้องโถง พอไปถึงก็เห็นว่าบิดากำลังนั่งคุยเรื่องสัพเพเหระกับจ้าวเฟยเทียนอยู่ ผู้ใหญ่ทั้งสองหยุดการสนทนาหันมาทางคนหนุ่มสาวทันที
“ตกลงกันได้หรือยัง” เยว่เยี่ยนซีถาม
“ได้แล้วขอรับ” จ้าวฟู่เฉิงตอบกลับแล้วยิ้มบางๆ ก่อนจะหันไปสบตากับผู้เป็นพ่อ ราวกับอยากบอกว่าเกลี้ยกล่อมเยว่ซานซีได้สำเร็จแล้ว
“ว่าอย่างไรซานซาน สรุปแล้วอยากจะแต่งกับจ้าวฟู่เฉิงหรือไม่บอกพ่อมา”
“ไม่แต่งเจ้าคะ”
“ซานซาน!” จ้าวฟู่เฉิงอึ้งกับคำตอบ คิดว่าที่คุยกันเมื่อครู่นี้นางเข้าใจแล้วเสียอีก
“ข้าก็มาบอกท่านพ่อให้เข้าใจแล้วอย่างไรว่าไม่แต่ง ขอยืนยันคำเดิมว่าไม่แต่งแน่นอน” พูดจบนางก็ลุกจากเก้าอี้ “ท่านพ่อข้าขอตัว”
แม้จะอับอายกับพฤติกรรมไร้มารยาทของบุตรสาวแต่เยว่เยี่ยนซีกลับโล่งใจอย่างประหลาด เขาไม่ทัดทานและห้ามปรามเมื่อนางเดินจากไป แต่พูดกับสองพ่อลูกด้วยน้ำเสียงราบเรียบแทน
“ใต้เท้าจ้าวกับคุณชายจ้าวคงได้ยินชัดเจนแล้วนะ การแต่งงานถึงแม้ว่าจะเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ แต่บังเอิญจริงๆ ว่าพ่ออย่างข้าไม่กล้าขัดใจลูกสาวเสียด้วย ใครอยู่ข้างนอกส่งแขกเร็วเข้า!”
หลังจากสองพ่อลูกแบกใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยร้าวจากไปแล้ว เสิ่นเวยหลงที่เพิ่งกลับมาจากสืบคดีก็กลับเข้าจวน ในระหว่างที่กำลังจะไปหาเยว่เยี่ยนซีที่ห้องโถงใหญ่ บังเอิญเดินผ่านสาวใช้ที่กำลังเก็บชุดกาน้ำชาสำหรับรองรับแขกออกมาจากห้องจึงหยุดถาม
“มีแขกมาหรือ”
“เจ้าค่ะ ใต้เท้าจ้าวกับคุณชายจ้าวมาสู่ขอคุณหนูเจ้าค่ะ”
“สู่ของั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ เพิ่งกลับไปเมื่อครู่นี้เอง”
สาวใช้นางนั้นโค้งศีรษะลงเล็กน้อยแล้วเดินผ่านไป เสิ่นเวยหลงยังหยุดอยู่ที่เดิม ทอดมองไปข้างในห้องโถงใหญ่เห็นเยว่เยี่ยนซีกำลังก้มหน้าอ่านคำร้องของชาวบ้าน ใจจริงอยากเข้าไปถามเรื่องที่จ้าวฟู่เฉิงมาสู่ขอเยว่ซานซี แต่ก็ต้องเก็บคำถามเหล่านั้นเอาไว้ลึกสุดใจ
“ท่านลุง”
“กลับมาแล้วหรือ เรื่องคดีได้ความว่าอย่างไร”
“ข้าสั่งคนติดตามเรื่องนั้นแล้วขอรับ อีกไม่เกินสามวันต้องตามจับตัวคนร้ายได้แน่นอน”
“ดี ข้าเชื่อฝีมือเจ้า เจ้าทำงานได้ไวและรอบคอบ”
“ท่านลุง...”
“มีอะไร” เยว่เยี่ยนซีเงยหน้าขึ้นจากกองคำร้องเรียน ให้ความสนใจชายหนุ่มที่ยืนอยู่กลางห้อง เห็นอีกฝ่ายมีท่าทางกระอึกกระอักจึงพูดด้วยน้ำเสียงชุ่มเย็น
“เวยหลงเจ้ามีอะไรก็พูดมาเถิด เราคนกันเอง เจ้าก็เป็นเหมือนสมาชิกคนหนึ่งของตระกูลเยว่ ข้าเอ็นดูเจ้าไม่ต่างจากลูกชาย”
“ไม่มีขอรับ ข้าขอตัวก่อน”
81 อ้อมกอดท่านตาก่อนที่จะเดินตามทุกคนเข้าเรือน เยว่ซานซีชะงักฝีเท้าลงครู่หนึ่งแล้วหมุนกายกลับไปมองที่กำแพงเตี้ยๆ ซึ่งกั้นระหว่างจวนเจ้าเมืองและบ้านตระกูลโม่ นางเห็นร่างอ้วนกลมของบุรุษที่ยืนเด่นท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามบ่ายโมสือปายกมือขึ้นโบกพร้อมกับส่งยิ้มมา เยว่ซานซีไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกไป นางเพียงแต่แย้มยิ้มกว้างตอบกลับแล้วโบกมือกลับ จากนั้นนางก็หันกลับมายังเรือนหลักแล้วก้าวเดินเข้าไปข้างในเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโถงกลาง กลิ่นหอมของอาหารก็โชยมาปะทะจมูก บนโต๊ะไม้ตัวยาวถูกจัดวางด้วยสำรับอาหารเลิศรสมากมายจนแทบไม่มีที่ว่าง ทั้งเป็ดตุ๋นน้ำแดงรสเข้มข้น ปลานึ่งซีอิ๊วที่เนื้อขาวนุ่ม และแกงผักป่า รวมไปถึงลูกพลับย่างที่เยว่ซานซีโปรดปราน ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างตั้งใจ ด้วยความรักของบิดาที่เฝ้ารอคอยวันนี้มาตลอดสี่ปีเต็ม"มาเถิดซานซาน เวยหลง มานั่งข้างพ่อนี่ หลันเอ๋อร์นั่งบนตักตาก็ได้ ตาจะป้อนขนมโก๋น้ำตาลให้เจ้าเอง" เยว่เยี่ยนซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื้นตันบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความรื่นเริงอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน เสิ่นเวยหลงที่ปกติมักจะเคร่งขรึมและรักษากิริยา
80 ข้าก็จะไม่ถือสาอาเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความไม่เข้าใจ ดวงตาของเขาฉายแววสับสนกึ่งขัดขืน "ทำไมล่ะขอรับท่านแม่ เมื่อครู่ท่านแม่ยังบอกว่าจะจัดการนางให้ข้าอยู่เลย เหตุใดตอนนี้ถึงต้องให้ข้าขอโทษเด็กซุ่มซ่ามนี่ด้วย""หุบปากเดี๋ยวนี้" หงเป่าเป้ยถลึงตาจนดูน่ากลัว "แม่บอกให้ขอโทษก็ขอโทษ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูผู้นี้เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเยว่เยี่ยนซี”คำว่าท่านเจ้าเมืองทำให้อาเจ๋อที่เคยอวดเบ่งถึงกับหดหัวลงทันที ใบหน้าที่เคยเย่อหยิงบัดนี้กลับจ๋อยสนิท ความอวดดีมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความหวาดกลัวที่แล่นพล่านขึ้นมาเขาก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเองสลับกับถังหูลู่ที่เปื้อนฝุ่นบนพื้น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักแผ่วเบา "ข้า...ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้วที่วิ่งชนเจ้า และข้าขอโทษที่พูดจาไม่ดีใส่เจ้าด้วย"อวี้หลันตัวน้อยยืนกอดอกมองอยู่ข้างมารดาไม่ได้ทำท่าทางเยาะเย้ย นางเพียงแต่พยักหน้าช้าๆ อย่างสำรวมตามแบบที่ได้รับการอบรมมา "ในเมื่อเจ้าสำนึกผิดข้าก็จะไม่ถือสา แต่คราวหน้าคราวหลังเจ้าควรหัดเดินให้ระวังและมีน้ำใจต่อผู้อื่น ไม่ใช่เอะอะก็อ้างชื่อท่านแม่ของเจ้าไปทั่ว เพราะมันจะท
79 แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะเยว่ซานซียืนนิ่ง มองดูเด็กชายตรงหน้าที่ยืนเท้าสะเอวเชิดหน้าอย่างถือดี ท่าทางโอหังเกินวัยของเขาทำให้นางนึกระอาใจมากกว่าจะโกรธเคืองอย่างจริงจัง แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะสั่งสอนเรื่องมารยาทให้เสียหน่อย"เจ้าหนู นอกจากจะวิ่งชนคนอื่นจนของเสียหายแล้วยังจะมาข่มขู่กันอีกรึ" เยว่ซานซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าดวงตากลับคมปลาบ "เจ้าบอกว่าถ้าบอกท่านแม่ของเจ้ารู้แล้วข้าจะไม่มีที่ซุกหัวนอน เช่นนั้นข้าขอถามหน่อยเถิดว่าตระกูลของเจ้าใหญ่โตมาจากไหน ถึงได้กล้าประกาศศักดากลางตลาดเช่นนี้"เด็กชายแค่นหัวเราะอย่างลำพองใจ เขาขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้เยว่ซานซีอีกนิด พลางชี้นิ้วใส่หน้าอวี้หลันที่ยังคงยืนจ้องเขาตาไม่กะพริบ "เหอะ! คงมาจากต่างเมืองล่ะสิถึงไม่รู้ความ ข้าจะบอกให้เอาบุญ รู้หรือไม่ว่าท่านแม่ของข้าเป็นใคร ในเมืองจี้ฉู่นี้ใครบ้างจะไม่เกรงใจนาง"เยว่ซานซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มอย่างนึกสนุก "อ้อ! แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะ ไหนลองบอกข้าให้เป็นบุญหูหน่อยสิ""ท่านแม่! ท่านแม่ขอรับ! มีคนมารังแกข้า!" เด็กชายตะโกนก้องลั่นตลาดพลางหันไปทางร้านเครื่องประดับหรูหราที่ตั้งอยู่
78 ขนมนั่นสีแดงสวยจังทั้งสี่เดินออกมาจากโรงเตี้ยม จ้าวฟู่เฉิงจ้องมองเงาร่างของเสิ่นเวยหลงที่ควบม้าเคียงข้างรถม้าคันใหญ่ และภาพใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของเสิ่นอวี้หลันที่โผล่พ้นหน้าต่างมาโบกมืออำลาอย่างร่าเริง จ้าวฟู่เฉิงยืนนิ่งราวรูปสลักหิน สายตาของเขาทอดมองตามฝุ่นที่ตลบอบอวลอยู่เบื้องหลังขบวนเดินทางนั้นจนกระทั่งมันค่อยๆ เลือนหายไปลับตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและเสียงกระดิ่งลมที่พัดไหวเบาๆ"เถ้าแก่มีที่ว่างสำหรับพวกเราสามคนหรือไม่" เสียงตะโกนของกลุ่มนักเดินทางชุดใหม่ที่เพิ่งลงจากเกวียนดังขึ้น ปลุกจ้าวฟู่เฉิงให้ตื่นจากภวังค์เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอาอากาศเข้าเต็มปอด ก่อนจะละสายตาจากถนนที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า รอยยิ้มที่ดูสงบและจริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าขณะที่เหันกลับไปหาแขกผู้มาใหม่"มีแน่นอนขอรับ เชิญด้านในเลยขอรับ แดดข้างนอกแรงนักเข้าไปจิบชาให้คลายเหนื่อยก่อนเถิด"หลังจากเดินทางผ่านขุนเขาและทุ่งกว้างมาอีกหนึ่งอาทิตย์เต็ม ในที่สุดขบวนรถม้าของตระกูลเสิ่นก็เคลื่อนผ่านประตูเมืองจี้ฉู่เข้าสู่เขตย่านการค้าที่คุ้นตา เสียงอึกทึกของตลาดทำให้เยว่ซานซีรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก นางมองออกไปนอกหน้
77 นับว่าเป็นวาสนาเสิ่นเวยหลงมองดูชุดผ้าป่านเนื้อหยาบของจ้าวฟู่เฉิงแล้วขมวดคิ้ว "ข้าจำได้ว่าโทษของตระกูลจ้าวนั้น แม้จะหนักหนาแต่ถ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในส่วนของตนเองได้บางส่วนโทษก็จะเบาลงบ้าง"จ้าวฟู่เฉิงยกชาขึ้นจิบเพียงนิด รอยยิ้มของเขาดูขมขื่นทว่าก็แฝงไปด้วยความปล่อยวาง "ตระกูลจ้าวก็เหมือนต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคน ทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด หลังจากที่คดีความของตระกูลจ้าวถูกตัดสินในคราวนั้น ครอบครัวของข้าทุกคนล้วนได้รับโทษประหารทั้งสิ้น เหลือเพียงข้าคนเดียวที่รอดพ้นความตายมาได้แต่ก็ถูกเนรเทศให้ไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนเพื่อไถ่โทษ"เยว่ซานซีชะงักมือที่กำลังจะหยิบถ้วยชา นางมองใบหน้าของจ้าวฟู่เฉิงที่ดูกร้านแดดและมีรอยแผลจางๆ ที่ข้อมือ ซึ่งคงเป็นร่องรอยจากการถูกตีตรวนและทำงานหนักในค่ายทหารที่ชายแดน"ข้าต้องใช้ชีวิตปะปนกับเหล่านักโทษและแบกหามหินทรายอยู่กลางแดดจ้าถึงสามปีเต็ม" จ้าวฟู่เฉิงเล่าต่อพลางแค่นยิ้มบางๆ "จนกระทั่งรับโทษครบกำหนดตามฎีกา ข้าจึงได้รับอิสรภาพคืนมาพร้อมกับเงินติดตัวเพียงไม่กี่ตำลึงที่แอบเก็บออมไว้ ข้าไม่อาจซัดเซพเนจรไปที่ใดได้ไกลนัก จนกระทั่งเดินทางมาถึงรอยต่อของเส้นทางนี
76 ใช่ท่านจริงๆ หรือเยว่ซานซีพยักหน้าพลางอุ้มอวี้หลันลงจากรถม้าเมื่อขบวนหยุดนิ่งสนิท โรงเตี๊ยมแห่งนี้สร้างจากไม้เนื้อแข็งสภาพเก่าแก่แต่ดูสะอาดสะอ้าน มีป้ายผ้าสีซีดโบกสะบัดอยู่หน้าร้าน ลานกว้างด้านข้างเต็มไปด้วยรถม้าจากต่างเมืองและพ่อค้าหาบเร่ที่มานั่งพักคลายร้อน"ท่านแม่เจ้าค่ะ ข้าหิวแล้วเจ้าค่ะ" อวี้หลันจูงมือมารดาเดินนำเข้าไปในโถงด้านในซึ่งมีโต๊ะไม้จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบขณะที่เสิ่นเวยหลงกำลังหันไปสั่งผู้ดูแลขบวนเกวียน เยว่ซานซีก็ก้าวเท้าเข้าไปในโรงเตี๊ยม นางกวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งปะทะเข้ากับร่างของชายผู้หนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดโต๊ะไม้ตัวยาวอยู่ที่มุมห้อง เขาอยู่ในชุดผ้าป่านเรียบง่าย ท่าทางกระฉับกระเฉงและดูมีสง่าราศีผิดกับชาวบ้านทั่วไปเมื่อชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมาเพื่อต้อนรับลูกค้าใหม่ ดวงตาของเขาและเยว่ซานซีก็สบกันนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง เยว่ซานซีถึงกับชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวต่อ หัวใจของนางกระตุกวูบด้วยความประหลาดใจ ภาพบุรุษผู้สง่างามในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนซ้อนทับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว"จ้าวฟู่เฉิง!"ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของเยว่ซานซีแผ่วเบา นางจ้องมองใบหน้าที่คมเข้มซึ
34ฝนพรากไป“ขอบคุณสวรรค์ฝนยังไม่ตก ข้ายังไม่ต้องไปตอนนี้ใช่ไหม”นางเอาแต่นั่งหน้าซึมอยู่ตรงศาลาริมน้ำ สายตาเหม่อลอยจดจ้องไปยังประตูจวน ราวกับว่าหากกะพริบตาเพียงนิดจะพลาดเสี้ยวเวลาที่เขาควบม้ากลับมา“นั่งถอนหายใจจนดอกไม้ในสวนจะเหี่ยวเฉาหมดแล้ว”โม่สือปาเดินเข้ามาพร้อมขนมในมือ ปากยังเคี้ยมตุ้ยๆ จนแก
29ไม่สบาย“พี่เสิ่น”เยว่ซานซีเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้มละมุน เสิ่นเวยหลงเงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยดุดันยามเผชิญหน้ากับคนร้ายกลับอ่อนลงทันตา“ข้านึกว่าเจ้าจะเพลียจากเรื่องเมื่อคืนจนตื่นสายเสียอีก”“ข้าโปร่งโล่งสบายใจได้นอนเต็มอิ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนต่างหาก นี่เป็นขนมที่ข้าสั่งให้ห้องครัวทำเป็นพิเศษ ท่า
17ไม่มีหลักฐานเอาผิดไม่เหมือนกับที่คิดเอาไว้ แก่ขนาดนี้เขายังจะมีแรงวิ่งหนีอยู่หรือเปล่า เยว่ซานซีกับโม่สือปามองหน้ากันอย่างเลิ่กลัก ไม่อยากเชื่อว่าตาเฒ่าเป็นคนดี จะมีคนดีที่ไหนแอบไปทำลับๆ ล่อๆ ข้างบ้านคนอื่นราวกับว่ามาดูราวเราเอาไว้ คงหวังเข้าไปลักทรัพย์หลังพระอาทิตย์ตกดินเสียมากกว่า“แก่แล้วก็ไ
16สหายรักชายผู้นั้นแนบดวงตากับช่องกำแพงแอบมองเข้าไปด้านใน เขาสวมหมวกฟางปิดบังใบหน้า แต่งตัวมิดชิดด้วยอาภรณ์สีเข้ม ทำให้เยว่ซานซีนึกถึงคำพูดหนึ่งของบิดา เมื่อสองสามวันก่อนเยว่เยี่ยนซีเคยเอ่ยถึงคดีความเกี่ยวกับเรื่องลักเล็กขโมยน้อย นางจึงหยุดฝีเท้าแล้วดึงโม่สือปาเข้ามากระซิบกระซาบเบาๆ“ข้าได้ยินท่า







