تسجيل الدخول7
ขอคืน
สายตาของจ้าวฟู่เฉิงจับจ้องมาที่ร่างอ้วนกลม โม่สือปาเหงื่อแตกพลั่ก เดิมทีก็ขี้ขลาดตาขาวอยู่แล้ว ยิ่งไม่อยากถูกผู้มีอิทธิพลอย่างคุณชายจ้าวซักไซ้ ตอนมาส่งจดหมายก็เป็นสือปาที่เอามาส่ง พอจะเก็บกลับไปก็ยังเป็นสือปาคนนี้ที่ต้องหาวิธีเอากลับให้ได้ เป็นบุรุษร่างใหญ่อกสามศอกแต่กลับถูกสตรีข่มเหงรังแกอยู่ตลอด ชีวิตรันทดหดหู่และน่าสงสารเหลือเกิน คิดแล้วอยากกลั้นใจตายให้รู้แล้วรู้รอด งานนี้สงสัยว่าจะเดินเตะตอขนาดมหึมาเข้าแล้วอย่างจัง ใครเลยจะรู้ว่าคนตระกูลจ้าวแค้นเคืองหรือไม่
จ้าวฟู่เฉิงคิดอย่างไรกับเยว่ซานซีนั้นโม่สือปาไม่รู้หรอก รู้เพียงว่าสหายของตนคลั่งรักคุณชายจ้าวผู้นี้มาก พยายามหาของดีมาเอาใจบุรุษสารพัด ไม่สนคำติฉินนินทาของชาวบ้าน เหตุใดตั้งแต่ตกต้นผิงกวานางถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
“ซานซานอยากให้เจ้าอธิบายสิ่งใดหรือสือปา”
แม้ว่าน้ำเสียงที่จ้าวฟู่เฉิงเปล่งออกมาจะราบเรียบแต่สายตากลับแฝงความดุดัน โม่สือปารีบก้มหน้างุด ตอบกลับเสียงกระอ้อมกระแอ้ม
“เรื่องจดหมายเป็นเพียงการล้อเล่นกันขอรับ วันนั้นซานซานแพ้พนันข้า ข้าก็เลยอยากกลั่นแกล้งนางด้วยการให้นางเขียนจดหมายสารภาพรักขึ้นมา วันนี้ข้าตั้งใจมาขอโทษคุณชายจ้าวด้วยตนเองก็เลยคะยั้นคะยอให้นางมาเป็นเพื่อนด้วย”
จ้าวฟู่เชิงหน้าชาเพราะรู้สึกเสียหน้า คำพูดของโม่สือปาราวกับจะบอกว่าที่เยว่ซานซีมาวันนี้เพียงแค่มาเป็นเพื่อนสหายเท่านั้น ในใจยังหาเหตุผลมาแย้งว่าเป็นไปไม่ได้หรอก ที่ผ่านมาก็พอจะดูออกว่านางมีใจให้ตน ที่ยังไม่รวบรัดเพราะอยากให้นางค่อยๆ ตายใจเสียก่อน เรื่องส่งจดหมายหาบุรุษไม่เกินขีดความสามารถของสตรีหน้าโง่
แต่แค่จดหมายฉบับเดียวจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ถึงอย่างไรนางก็หลงเขาจนโงหัวไม่ขึ้นอยู่แล้ว เยว่ซานซีทั้งหัวอ่อนและโง่เขลาถึงเพียงนี้จะทันเล่ห์เหลี่ยมคนได้อย่างไร คิดได้ดังนั้นจากใบหน้าที่เรียบตึงก็มีรอยยิ้มขึ้นมาใหม่ เสแสร้งแกล้งใจเย็นแย้มถาม
“จริงหรือซานซาน”
“เจ้าค่ะ ฉะนั้นขอจดหมายคืนด้วย”
ถึงขนาดต้องขอจดหมายคืนเชียวหรือ จ้าวฟู่เฉิงไม่เข้าใจในการกระทำนี้
“ขอจดหมายคืน? แค่เรื่องล้อเล่นข้าทิ้งมันไปเองก็ได้”
“ขอคืนเจ้าค่ะ แค่เรื่องล้อเล่นยิ่งไม่ควรเก็บไว้”
เยว่ซานซีเคยขัดใจจ้าวฟู่เฉิงเสียที่ไหน แต่ไหนแต่ไรนางฟังคำเขาตลอด จ้าวฟู่เฉิงพูดคำเดียวก็โอนอ่อนตามเสียหมด ครั้งนี้ช่างแปลกประหลาดนัก หรือเป็นเพราะเรื่องของสวีจูเจียวทำให้นางขุ่นเคือง มิเช่นนั้นนางก็คงกำลังหึงหวงอยู่แน่ๆ ถึงได้แสดงอาการหมางเมินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“หรือว่าเจ้ายังโกรธเรื่องจูเจียว ข้าเคยบอกเจ้าแล้วอย่างไรว่าระหว่างข้ากับนางไม่มีอะไรทั้งนั้น ที่นางไปมาหาสู่ข้าบ่อยๆ เพียงเพราะอยากให้ข้าสอนดีดพิณ”
“คิดมากไปแล้ว ข้าจะไปโกรธท่านเรื่องนั้นทำไมล่ะ”
ปล่อยให้จ้าวฟู่เฉิงกับสวีจูเจียวคู่กันเป็นเรื่องดี ตัดเยว่ซานซีออกจากวงจรชีวิตแล้วแต่งกับนางร้ายจะดีที่สุด รีบได้กันไวๆ เสียเถิด บอกแล้วอย่างไรว่ามาเพื่อเปลี่ยนโครงเรื่องไม่ถนัดแย่งชิง
“เช่นนั้นยังต้องเอาจดหมายกลับไปงั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ”
เห็นว่านางยืนกรานหนักแน่น จ้าวฟู่เฉิงก็ทำอะไรไม่ได้อีก จึงสั่งให้สาวใช้ไปนำจดหมายที่เก็บไว้ในลิ้นชักห้องนอนของตนมาให้ พอได้รับจดหมายแล้วเยว่ซานซีฉีกยิ้มกว้าง ดีใจประหนึ่งว่าได้ของล้ำค่ามาครอบครอง
“เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัว”
“จะไปเดี๋ยวนี้เลยหรือ” ช่างแปลกประหลาดนัก ไม่มีท่าทีตอแยเลยสักนิด จ้างฟู่เฉิงขมวดคิ้วแน่น ตั้งใจจะถามย้ำอีกครั้งแต่นางก็ตอบสวนมาก่อน
“ไปเลยเจ้าค่ะ ไปกันเถอะสือปา”
เยว่ซานซีพยักพเยิดหน้าให้โม่สือปา ทั้งสองกำลังจะหมุนตัวเดินออกจากศาลา ทว่าสตรีสองนางที่กำลังเดินมาทางนี้ทำให้ต้องหยุดดูก่อน คนที่เดินนำคือสวีจูเจียว ส่วนคนที่เดินตามหลังมีนามว่าหงเป่าเป้ย ซึ่งเป่าเป้ยหอบพิณกู่ฉินมาด้วย พวกนางทั้งสองเป็นสหายสนิทกัน เนื่องด้วยบิดาทำการค้าร่วมกันหลายอย่าง อีกทั้งอายุยังสิบแปดหนาวเท่ากันพอดี
สวีจูเจียวร้ายเงียบ ส่วนหงเป่าเป้ยนั้นร้ายแบบเปิดเผย ปากไม่มีหูรูด หากไม่พอใจก็จะโพล่งออกมาทันที เผยให้คนรู้ความคิดผ่านคำพูดแค่ไม่กี่คำ ไม่ใช่ว่าขาดสติยั้งคิดแต่เป็นเพราะว่าโง่เขลาเกินไปจนไม่รู้จักสงวนท่าที
“น้องซานซานก็อยู่นี่ด้วย”
สวีจูเจียวกล่าวทักทาย เดินตรงเข้ามาจับมือทั้งสองของเยว่ซานซีราวกับสนิทสนมกันมาแต่ชาติปางก่อน ฝ่ายเยว่ซานซีชักมือกลับแล้วยิ้มแห้งๆ
“คนกันเองเรียกธิดาเจ้าเมืองจะดีกว่า”
ไม่สนิทอย่ามานับเป็นพี่สาวน้องสาว เจ๊สวีจูเจียวนี่แหละนางร้ายตัวแม่ เสแสร้งแกล้งตีสนิทจนนางเอกตายใจ บอกว่าคิดกับจ้าวฟู่เฉิงเพียงแค่สหาย ทั้งที่ความจริงแอบคบหากันลับหลังมาตลอด หน้าไว้หลังหลอกแบบนี้เยว่ซานซีไม่อยากคบค้าสมาคมด้วยหรอก ใครล่ะจะอยากถูกมีดแทงหัวใจสูบเอาโลหิตไปทำยา แค่คิดก็ขนลุกแล้ว
“ทำเป็นไม่อยากนับเป็นพี่สาวน้องสาวกับพวกเรา นางกำลังกวนประสาทเราเห็นๆ คิดว่าเกิดมาเป็นธิดาเจ้าเมืองแล้วสูงส่งนักหรือไง ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์เสียหน่อย”
หงเป่าเป้ยเอียงหน้ามากระซิบกระซาบ สวีจูเจียวแสร้งทำสีหน้าสลดลง พูดเสียงแผ่วตอบกลับ
“อย่าตำหนินางเลย เป็นเพราะข้าเกิดมาในตระกูลพ่อค้าอย่างไรก็สู้บุตรีขุนนางไม่ได้ นางคงไม่อยากคบค้าสมาคมกับข้า”
“พ่อข้าก็เป็นพ่อค้า หากเจ้าต่ำต้อยข้าก็ต่ำต้อยด้วยสิ! ธิดาเจ้าเมืองอะไรกันตัวอัปมงคลสิไม่ว่า เจ้ารู้ไหมว่ามารดาของนางต้อง”
“ระวังคำพูดด้วย” สวีจูเจียวปราม หงเป่าเป้ยหุบปากฉับ อยากพูดมากกว่านี้แต่ก็เกรงใจสายตาของจ้าวฟู่เฉิงที่กำลังมองมา
81 อ้อมกอดท่านตาก่อนที่จะเดินตามทุกคนเข้าเรือน เยว่ซานซีชะงักฝีเท้าลงครู่หนึ่งแล้วหมุนกายกลับไปมองที่กำแพงเตี้ยๆ ซึ่งกั้นระหว่างจวนเจ้าเมืองและบ้านตระกูลโม่ นางเห็นร่างอ้วนกลมของบุรุษที่ยืนเด่นท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามบ่ายโมสือปายกมือขึ้นโบกพร้อมกับส่งยิ้มมา เยว่ซานซีไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกไป นางเพียงแต่แย้มยิ้มกว้างตอบกลับแล้วโบกมือกลับ จากนั้นนางก็หันกลับมายังเรือนหลักแล้วก้าวเดินเข้าไปข้างในเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโถงกลาง กลิ่นหอมของอาหารก็โชยมาปะทะจมูก บนโต๊ะไม้ตัวยาวถูกจัดวางด้วยสำรับอาหารเลิศรสมากมายจนแทบไม่มีที่ว่าง ทั้งเป็ดตุ๋นน้ำแดงรสเข้มข้น ปลานึ่งซีอิ๊วที่เนื้อขาวนุ่ม และแกงผักป่า รวมไปถึงลูกพลับย่างที่เยว่ซานซีโปรดปราน ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างตั้งใจ ด้วยความรักของบิดาที่เฝ้ารอคอยวันนี้มาตลอดสี่ปีเต็ม"มาเถิดซานซาน เวยหลง มานั่งข้างพ่อนี่ หลันเอ๋อร์นั่งบนตักตาก็ได้ ตาจะป้อนขนมโก๋น้ำตาลให้เจ้าเอง" เยว่เยี่ยนซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื้นตันบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความรื่นเริงอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน เสิ่นเวยหลงที่ปกติมักจะเคร่งขรึมและรักษากิริยา
80 ข้าก็จะไม่ถือสาอาเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความไม่เข้าใจ ดวงตาของเขาฉายแววสับสนกึ่งขัดขืน "ทำไมล่ะขอรับท่านแม่ เมื่อครู่ท่านแม่ยังบอกว่าจะจัดการนางให้ข้าอยู่เลย เหตุใดตอนนี้ถึงต้องให้ข้าขอโทษเด็กซุ่มซ่ามนี่ด้วย""หุบปากเดี๋ยวนี้" หงเป่าเป้ยถลึงตาจนดูน่ากลัว "แม่บอกให้ขอโทษก็ขอโทษ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูผู้นี้เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเยว่เยี่ยนซี”คำว่าท่านเจ้าเมืองทำให้อาเจ๋อที่เคยอวดเบ่งถึงกับหดหัวลงทันที ใบหน้าที่เคยเย่อหยิงบัดนี้กลับจ๋อยสนิท ความอวดดีมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความหวาดกลัวที่แล่นพล่านขึ้นมาเขาก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเองสลับกับถังหูลู่ที่เปื้อนฝุ่นบนพื้น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักแผ่วเบา "ข้า...ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้วที่วิ่งชนเจ้า และข้าขอโทษที่พูดจาไม่ดีใส่เจ้าด้วย"อวี้หลันตัวน้อยยืนกอดอกมองอยู่ข้างมารดาไม่ได้ทำท่าทางเยาะเย้ย นางเพียงแต่พยักหน้าช้าๆ อย่างสำรวมตามแบบที่ได้รับการอบรมมา "ในเมื่อเจ้าสำนึกผิดข้าก็จะไม่ถือสา แต่คราวหน้าคราวหลังเจ้าควรหัดเดินให้ระวังและมีน้ำใจต่อผู้อื่น ไม่ใช่เอะอะก็อ้างชื่อท่านแม่ของเจ้าไปทั่ว เพราะมันจะท
79 แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะเยว่ซานซียืนนิ่ง มองดูเด็กชายตรงหน้าที่ยืนเท้าสะเอวเชิดหน้าอย่างถือดี ท่าทางโอหังเกินวัยของเขาทำให้นางนึกระอาใจมากกว่าจะโกรธเคืองอย่างจริงจัง แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะสั่งสอนเรื่องมารยาทให้เสียหน่อย"เจ้าหนู นอกจากจะวิ่งชนคนอื่นจนของเสียหายแล้วยังจะมาข่มขู่กันอีกรึ" เยว่ซานซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าดวงตากลับคมปลาบ "เจ้าบอกว่าถ้าบอกท่านแม่ของเจ้ารู้แล้วข้าจะไม่มีที่ซุกหัวนอน เช่นนั้นข้าขอถามหน่อยเถิดว่าตระกูลของเจ้าใหญ่โตมาจากไหน ถึงได้กล้าประกาศศักดากลางตลาดเช่นนี้"เด็กชายแค่นหัวเราะอย่างลำพองใจ เขาขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้เยว่ซานซีอีกนิด พลางชี้นิ้วใส่หน้าอวี้หลันที่ยังคงยืนจ้องเขาตาไม่กะพริบ "เหอะ! คงมาจากต่างเมืองล่ะสิถึงไม่รู้ความ ข้าจะบอกให้เอาบุญ รู้หรือไม่ว่าท่านแม่ของข้าเป็นใคร ในเมืองจี้ฉู่นี้ใครบ้างจะไม่เกรงใจนาง"เยว่ซานซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มอย่างนึกสนุก "อ้อ! แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะ ไหนลองบอกข้าให้เป็นบุญหูหน่อยสิ""ท่านแม่! ท่านแม่ขอรับ! มีคนมารังแกข้า!" เด็กชายตะโกนก้องลั่นตลาดพลางหันไปทางร้านเครื่องประดับหรูหราที่ตั้งอยู่
78 ขนมนั่นสีแดงสวยจังทั้งสี่เดินออกมาจากโรงเตี้ยม จ้าวฟู่เฉิงจ้องมองเงาร่างของเสิ่นเวยหลงที่ควบม้าเคียงข้างรถม้าคันใหญ่ และภาพใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของเสิ่นอวี้หลันที่โผล่พ้นหน้าต่างมาโบกมืออำลาอย่างร่าเริง จ้าวฟู่เฉิงยืนนิ่งราวรูปสลักหิน สายตาของเขาทอดมองตามฝุ่นที่ตลบอบอวลอยู่เบื้องหลังขบวนเดินทางนั้นจนกระทั่งมันค่อยๆ เลือนหายไปลับตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและเสียงกระดิ่งลมที่พัดไหวเบาๆ"เถ้าแก่มีที่ว่างสำหรับพวกเราสามคนหรือไม่" เสียงตะโกนของกลุ่มนักเดินทางชุดใหม่ที่เพิ่งลงจากเกวียนดังขึ้น ปลุกจ้าวฟู่เฉิงให้ตื่นจากภวังค์เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอาอากาศเข้าเต็มปอด ก่อนจะละสายตาจากถนนที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า รอยยิ้มที่ดูสงบและจริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าขณะที่เหันกลับไปหาแขกผู้มาใหม่"มีแน่นอนขอรับ เชิญด้านในเลยขอรับ แดดข้างนอกแรงนักเข้าไปจิบชาให้คลายเหนื่อยก่อนเถิด"หลังจากเดินทางผ่านขุนเขาและทุ่งกว้างมาอีกหนึ่งอาทิตย์เต็ม ในที่สุดขบวนรถม้าของตระกูลเสิ่นก็เคลื่อนผ่านประตูเมืองจี้ฉู่เข้าสู่เขตย่านการค้าที่คุ้นตา เสียงอึกทึกของตลาดทำให้เยว่ซานซีรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก นางมองออกไปนอกหน้
77 นับว่าเป็นวาสนาเสิ่นเวยหลงมองดูชุดผ้าป่านเนื้อหยาบของจ้าวฟู่เฉิงแล้วขมวดคิ้ว "ข้าจำได้ว่าโทษของตระกูลจ้าวนั้น แม้จะหนักหนาแต่ถ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในส่วนของตนเองได้บางส่วนโทษก็จะเบาลงบ้าง"จ้าวฟู่เฉิงยกชาขึ้นจิบเพียงนิด รอยยิ้มของเขาดูขมขื่นทว่าก็แฝงไปด้วยความปล่อยวาง "ตระกูลจ้าวก็เหมือนต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคน ทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด หลังจากที่คดีความของตระกูลจ้าวถูกตัดสินในคราวนั้น ครอบครัวของข้าทุกคนล้วนได้รับโทษประหารทั้งสิ้น เหลือเพียงข้าคนเดียวที่รอดพ้นความตายมาได้แต่ก็ถูกเนรเทศให้ไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนเพื่อไถ่โทษ"เยว่ซานซีชะงักมือที่กำลังจะหยิบถ้วยชา นางมองใบหน้าของจ้าวฟู่เฉิงที่ดูกร้านแดดและมีรอยแผลจางๆ ที่ข้อมือ ซึ่งคงเป็นร่องรอยจากการถูกตีตรวนและทำงานหนักในค่ายทหารที่ชายแดน"ข้าต้องใช้ชีวิตปะปนกับเหล่านักโทษและแบกหามหินทรายอยู่กลางแดดจ้าถึงสามปีเต็ม" จ้าวฟู่เฉิงเล่าต่อพลางแค่นยิ้มบางๆ "จนกระทั่งรับโทษครบกำหนดตามฎีกา ข้าจึงได้รับอิสรภาพคืนมาพร้อมกับเงินติดตัวเพียงไม่กี่ตำลึงที่แอบเก็บออมไว้ ข้าไม่อาจซัดเซพเนจรไปที่ใดได้ไกลนัก จนกระทั่งเดินทางมาถึงรอยต่อของเส้นทางนี
76 ใช่ท่านจริงๆ หรือเยว่ซานซีพยักหน้าพลางอุ้มอวี้หลันลงจากรถม้าเมื่อขบวนหยุดนิ่งสนิท โรงเตี๊ยมแห่งนี้สร้างจากไม้เนื้อแข็งสภาพเก่าแก่แต่ดูสะอาดสะอ้าน มีป้ายผ้าสีซีดโบกสะบัดอยู่หน้าร้าน ลานกว้างด้านข้างเต็มไปด้วยรถม้าจากต่างเมืองและพ่อค้าหาบเร่ที่มานั่งพักคลายร้อน"ท่านแม่เจ้าค่ะ ข้าหิวแล้วเจ้าค่ะ" อวี้หลันจูงมือมารดาเดินนำเข้าไปในโถงด้านในซึ่งมีโต๊ะไม้จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบขณะที่เสิ่นเวยหลงกำลังหันไปสั่งผู้ดูแลขบวนเกวียน เยว่ซานซีก็ก้าวเท้าเข้าไปในโรงเตี๊ยม นางกวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งปะทะเข้ากับร่างของชายผู้หนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดโต๊ะไม้ตัวยาวอยู่ที่มุมห้อง เขาอยู่ในชุดผ้าป่านเรียบง่าย ท่าทางกระฉับกระเฉงและดูมีสง่าราศีผิดกับชาวบ้านทั่วไปเมื่อชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมาเพื่อต้อนรับลูกค้าใหม่ ดวงตาของเขาและเยว่ซานซีก็สบกันนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง เยว่ซานซีถึงกับชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวต่อ หัวใจของนางกระตุกวูบด้วยความประหลาดใจ ภาพบุรุษผู้สง่างามในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนซ้อนทับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว"จ้าวฟู่เฉิง!"ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของเยว่ซานซีแผ่วเบา นางจ้องมองใบหน้าที่คมเข้มซึ
16สหายรักชายผู้นั้นแนบดวงตากับช่องกำแพงแอบมองเข้าไปด้านใน เขาสวมหมวกฟางปิดบังใบหน้า แต่งตัวมิดชิดด้วยอาภรณ์สีเข้ม ทำให้เยว่ซานซีนึกถึงคำพูดหนึ่งของบิดา เมื่อสองสามวันก่อนเยว่เยี่ยนซีเคยเอ่ยถึงคดีความเกี่ยวกับเรื่องลักเล็กขโมยน้อย นางจึงหยุดฝีเท้าแล้วดึงโม่สือปาเข้ามากระซิบกระซาบเบาๆ“ข้าได้ยินท่า
15หลบหน้าเพราะคำว่าเอ็นดู ลูกชาย พี่ชาย ในบางครั้งก็เปรียบเสมือนชนักที่ปักกลางหลัง ยิ่งเยว่เยี่ยนซีดีด้วยเท่าไร หัวใจของเสิ่นเวยหลงยิ่งหนักอึ้งมากเท่านั้นก่อนออกเรือนหลัก เสิ่นเหวยหลงได้วางจดหมายที่เก็บได้วันนั้นไว้บนโต๊ะ จากนั้นกลับไปที่กองปราบจัดการงานอื่นๆ ต่อจนดึกดื่น ครั้นเมื่อเสร็จจากภารกิ
14ไม่อยากแต่งกับท่าน“ไม่ทราบว่าใต้เท้าจ้าวมาวันนี้มีเรื่องใดให้ข้าช่วย”“รบกวนท่านเจ้าเมืองแล้ว ที่มาวันนี้ไม่มีเรื่องใดให้ท่านเจ้าเมืองช่วยเหลือ เพียงแต่ฟู่เฉิงลูกชายของข้า...”“จ้าวฟู่เฉิงมีปัญหาใดที่แก้ไม่ได้”“เป็นเรื่องน่ายินดีของคนหนุ่มสาว ฟู่เฉิงก็ถึงวัยแต่งภรรยาแล้ว ทั่วทั้งเมืองจี้ฉู่ผู้
13ข้าไม่ได้บ้าเมื่อแสงอาทิตย์สาดทอ อุณหภูมิยามซื่อเริ่มอบอุ่น ทั่วบริเวณอาบไล้ด้วยสีทองอร่ามของแสงแดด เส้นแสงหลายสายลอดผ่านช่องหน้าต่างแคบๆ พอกระทบกับดวงหน้าเยว่ซานซีรู้สึกเหมือนถูกรบกวนจึงดึงผ้าห่มคลุมโปงพอจัดการเรื่องจ้างฟู่เฉิงแล้วนางไม่มีอะไรต้องกังวล ต่อจากนี้ไปก็แค่กินๆ นอนๆ รอให้พายุลูกให







