Se connecter6
วอแวจ้าวฟู่เฉิง
“วอแวจ้าวฟู่เฉิงอะไรกันเล่า ข้าก็มีเกียรติมีศักดิ์ศรี”
ภารกิจของวันนี้คือไปหยุดยั้งจ้าวเฟยเทียนไม่ให้เอาจดหมายรักไปต่อยอดเกี่ยวดอง ป่านนี้จดหมายคงถึงมือตาเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นแล้ว อีกหน่อยก็คงไปวางแผนกับลูกชายเรื่องปล่อยข่าวลือให้นางเสื่อมเสีย เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงเจ้าเมืองด้วยเช่นกัน เยว่ซานซีจะไม่ยอมให้บิดาตกที่นั่งลำบากเพราะมีบุตรสาวอกตัญญูเป็นต้นเหตุ
“ลุกเร็วเข้าเจ้าอ้วน”
ยังไม่ทันที่โม่สือปาจะทันได้ตั้งตัวก็ถูกเยว่ซานซีดึงออกไป ทั้งสองได้มาหยุดอยู่หน้าจวนตระกูลจ้าว เรือนสี่ประสานหลังนี้ดูภูมิฐานสมคำร่ำลือ นางแหงนหน้ามองตัวอักษรเต๋อซึ่งแปลว่าคุณธรรม อักษรนั้นถูกเขียนด้วยเส้นที่ทั้งคมและเด่นชัด เยว่ซานซีมองแล้วก็แค่นหัวเราะ
“คุณธรรมอะไรกัน คนตระกูลนี้มีคุณธรรมเสียที่ไหน”
“เหตุใดกล่าววาจาเช่นนั้น เมื่อก่อนข้าตำหนิตระกูลจ้าวนิดหน่อยเจ้าก็ด่าทอข้าเป็นวันๆ รู้ไหมว่าเจ้าน่ะยกยอปอปั้นจ้าวฟู่เฉิงสุดๆ”
“อ๊า! นางเอกลุ่มหลงบุรุษขนาดนั้นเชียว แต่นั่นมันเมื่อก่อนตอนนี้ถึงคราวที่ดาราสาวเช่นข้าต้องปฏิวัติ”
ตอนนี้เยว่ซานซีไม่ใช่นางเอกผู้แสนอ่อนแอและมองความรักเสมือนว่าเป็นสิ่งที่ต้องเทิดทูนเอาไว้เหนือหัว โม่สือปาเหล่มองแล้วมองอีกอย่าไม่เชื่อสายตา สีหน้าแสดงถึงความกระอักกระอ่วน คิดไปไกลว่าอาการทางสมองของนางอาจจะกำเริบขึ้นมาแล้วก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นจริงหวังอย่างยิ่งว่าเยว่ซานซีจะไม่ทำเรื่องแผงๆ
“ข้ามาพบใต้เท้าจ้าว”
นางบอกคนเฝ้าประตู ฝ่ายนั้นยิ้มพลางตอบกลับมาว่า
“ใต้เท้าไม่อยู่ขอรับ แต่ว่าคุณชายนั่งอ่านตำราอยู่ในสวนหย่อม”
“เช่นนั้นข้าจะไปพบคุณชายของพวกเจ้า”
“เชิญขอรับ คุณชายสั่งว่าหากธิดาเจ้าเมืองมาให้เปิดประตูรับได้ตลอดเวลาขอรับ”
ที่แท้จ้าวฟู่เฉิงก็รอนางอยู่เช่นกัน ในตอนที่ยังไม่ได้แต่งนางเป็นภรรยาเขาเล่นละครตบตาเสแสร้งเป็นคนดีมาตลอด เคยเห็นพระเอกหลายเรื่องรับบทเหมือนจับฉลากได้ ชักอยากรู้แล้วว่าเขาจะแสดงบทบาทนี้ได้สมจริงเพียงใด
เมื่อเยื้องย่างเข้าสู่หลังประตูใหญ่ เบื้องหน้าคือเรือนหลัก ฟากหนึ่งเป็นสวนหย่อม ตระการตาไปด้วยมวลบุปผาและผีเสื้อหลายสายพันธุ์ ในศาลาบุรุษอาภรณ์ขาวกำลังก้มอ่านตำรา ดูสง่างามสุขุมทุกท่วงท่า
เสี้ยวขณะที่เยว่ซานซีเห็นเขานางไม่แปลกใจเท่าใดนัก เพราะเท่าที่เห็นในจอจ้าวฟู่เฉิงเป็นเช่นนี้จริง ลักษณะท่าทางคล้ายคุณชายนักกวี ความสามารถโดดเด่นเรื่องดีดฉินบรรเลงพิณ ชำนาญเครื่องดนตรีทุกชนิด เรื่องการวาดภาพไม่เป็นรองผู้ใด ใครจะไปคิดว่าคนที่มีความสามารถในด้านศิลปะจะโหดเหี้ยมถึงขั้นทำร้ายภรรยาให้ตายทั้งเป็นได้
เยว่ซานซีคิดไปพลันหยุดฝีเท้า เพ่งพิจารณาครู่หนึ่ง กำลังนึกอยู่ว่าควรเริ่มสนทนากับเขาจากเรื่องใดก่อน หากโพล่งออกไปตามตรงว่ามาตัดขาดความสัมพันธ์ก็อย่างไรอยู่ พึงระลึกได้ว่าระหว่างผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลยังไม่สมควรแตกหักในยามนี้ ระหว่างเยว่เยี่ยนซีกับจ้าวเฟยเทียนยังต้องพึ่งพาอาศัยกันหลายอย่าง นี่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นไม่ใช่ตอนจบ
“หยุดทำไม จ้าวฟู่เฉิงนั่งอยู่ในศาลา”
“ข้าเห็นแล้ว”
“เห็นแล้วก็เดินเข้าไปหาเขาสิ”
“สือปา”
“หืม”
“ช่วยข้าสักอย่าง”
ว่าแล้วเอียงคอขึ้นมากระซิบกระซาบสหายรัก พอฟังจบโม่สือปาก็เบิกตาโต กำลังจะอ้าปากคัดค้านแต่นางไม่ฟังอะไรแล้ว เยว่ซานซีเดินดุ่มเข้าไปในศาลาหยุดอยู่ตรงหน้าจ้าวฟู่เฉิง เขาเงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นใบหน้างามล้ำก็แย้มยิ้มให้นางอย่างอารมณ์ดี
“มาแล้วหรือ ข้ากำลังรอเจ้าอยู่พอดีซานซาน”
คำที่เขาเรียกขานนางสนิทสนม ก็แหงล่ะ! ก่อนนั้นนางเอกเอาแต่ตามติดเขาจนเป็นเหมือนเงาตามตัว ใสซื่อจนไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกหลอกใช้ เป็นเรื่องหดหู่ใจจริงๆ ที่ทำให้ทั้งตระกูลต้องมาตายด้วยน้ำมือคนผู้นี้ อยากรู้จริงๆ ว่าผู้กำกับคิดอย่างไร ตอนจบถึงให้พระเอกกับนางเอกคืนดีกัน แต่ถึงกระนั้นเยว่ซานซียังรู้สึกว่าไม่สามารถโกรธเคืองคนผู้นี้ได้ถึงขีดสุด เนื่องด้วยคิดอยู่เสมอว่าทุกตัวละครต่างเล่นไปตามบทบาทที่ได้รับ นางมาที่นี่เพื่อเปลี่ยนเนื้อเรื่อง ไม่ได้มาเพื่อตีหัวใครถ้าไม่จำเป็น
เฮ้อ! ดาราสาวเช่นข้าลำบากใจจริงๆ จะตั้งตัวเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยก็ไม่ได้ จะแสร้งเป็นรักใคร่ก็ทำไม่เป็น
“ซานซาน”
“ห๊ะ”
“เหตุใดถึงยังยืนเหม่อ นั่งลงสิเดี๋ยวข้าให้สาวใช้เอาขนมที่เจ้าชอบกินมาให้”
“ขอบคุณคุณชายจ้าว แต่ข้ามาเดี๋ยวเดียวก็จะไปแล้ว”
“จะไปแล้ว? มีธุระด่วนต้องไปทำงั้นหรือ” พูดจบก็เบนสายตาไปทางโม่สือปา คล้ายอยากจะถามว่าจะพานางไปที่ใดอีก” จดหมายที่เจ้าส่งมาท่านพ่อเป็นคนรับไว้ เมื่อเช้านี้เพิ่งถึงมือข้า ระหว่างเราสองคนไม่มีสิ่งใดต้องพูดกันให้มากความ”
“เป็นแค่เรื่องล้อเล่นเจ้าค่ะ”
จ้าวฟู่เฉิงอึ้ง แต่ยังส่งยิ้มให้นางอยู่ ดูเถิดบุรุษผู้นี้เสแสร้งไม่เบา ไร้เยื่อใยแต่ทำเหมือนว่ามีใจให้ เห็นน้ำใสๆ อย่าคิดว่าไม่มีพิษ เห็นท่าทางเป็นมิตรก็อย่าได้คิดว่าจริงใจ เยว่ซานซีเชื่อแล้วว่าเขามีฝีมือด้านการแสดงมากจริงๆ มิเช่นนั้นคงไม่ได้รับบทพระเอก
“หมายความว่าอย่างไรซานซาน”
“เรื่องนี้โม่สือปาจะอธิบายเองเจ้าค่ะ”
เจ้าอ้วนหันขวับมาทางนางทันที พลางทำสีหน้าบอกบุญไม่รับ ความรู้สึกตอนนี้เหมือนถูกโยนอุจจาระมาให้ ความผิดพลาดเดียวของโม่สือปาคือเกิดมาเป็นสหายของนางนี่แหละ
เยว่ซานซีเจ้ามันตัวหายนะ!
81 อ้อมกอดท่านตาก่อนที่จะเดินตามทุกคนเข้าเรือน เยว่ซานซีชะงักฝีเท้าลงครู่หนึ่งแล้วหมุนกายกลับไปมองที่กำแพงเตี้ยๆ ซึ่งกั้นระหว่างจวนเจ้าเมืองและบ้านตระกูลโม่ นางเห็นร่างอ้วนกลมของบุรุษที่ยืนเด่นท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามบ่ายโมสือปายกมือขึ้นโบกพร้อมกับส่งยิ้มมา เยว่ซานซีไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกไป นางเพียงแต่แย้มยิ้มกว้างตอบกลับแล้วโบกมือกลับ จากนั้นนางก็หันกลับมายังเรือนหลักแล้วก้าวเดินเข้าไปข้างในเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโถงกลาง กลิ่นหอมของอาหารก็โชยมาปะทะจมูก บนโต๊ะไม้ตัวยาวถูกจัดวางด้วยสำรับอาหารเลิศรสมากมายจนแทบไม่มีที่ว่าง ทั้งเป็ดตุ๋นน้ำแดงรสเข้มข้น ปลานึ่งซีอิ๊วที่เนื้อขาวนุ่ม และแกงผักป่า รวมไปถึงลูกพลับย่างที่เยว่ซานซีโปรดปราน ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างตั้งใจ ด้วยความรักของบิดาที่เฝ้ารอคอยวันนี้มาตลอดสี่ปีเต็ม"มาเถิดซานซาน เวยหลง มานั่งข้างพ่อนี่ หลันเอ๋อร์นั่งบนตักตาก็ได้ ตาจะป้อนขนมโก๋น้ำตาลให้เจ้าเอง" เยว่เยี่ยนซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื้นตันบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความรื่นเริงอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน เสิ่นเวยหลงที่ปกติมักจะเคร่งขรึมและรักษากิริยา
80 ข้าก็จะไม่ถือสาอาเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความไม่เข้าใจ ดวงตาของเขาฉายแววสับสนกึ่งขัดขืน "ทำไมล่ะขอรับท่านแม่ เมื่อครู่ท่านแม่ยังบอกว่าจะจัดการนางให้ข้าอยู่เลย เหตุใดตอนนี้ถึงต้องให้ข้าขอโทษเด็กซุ่มซ่ามนี่ด้วย""หุบปากเดี๋ยวนี้" หงเป่าเป้ยถลึงตาจนดูน่ากลัว "แม่บอกให้ขอโทษก็ขอโทษ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูผู้นี้เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเยว่เยี่ยนซี”คำว่าท่านเจ้าเมืองทำให้อาเจ๋อที่เคยอวดเบ่งถึงกับหดหัวลงทันที ใบหน้าที่เคยเย่อหยิงบัดนี้กลับจ๋อยสนิท ความอวดดีมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความหวาดกลัวที่แล่นพล่านขึ้นมาเขาก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเองสลับกับถังหูลู่ที่เปื้อนฝุ่นบนพื้น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักแผ่วเบา "ข้า...ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้วที่วิ่งชนเจ้า และข้าขอโทษที่พูดจาไม่ดีใส่เจ้าด้วย"อวี้หลันตัวน้อยยืนกอดอกมองอยู่ข้างมารดาไม่ได้ทำท่าทางเยาะเย้ย นางเพียงแต่พยักหน้าช้าๆ อย่างสำรวมตามแบบที่ได้รับการอบรมมา "ในเมื่อเจ้าสำนึกผิดข้าก็จะไม่ถือสา แต่คราวหน้าคราวหลังเจ้าควรหัดเดินให้ระวังและมีน้ำใจต่อผู้อื่น ไม่ใช่เอะอะก็อ้างชื่อท่านแม่ของเจ้าไปทั่ว เพราะมันจะท
79 แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะเยว่ซานซียืนนิ่ง มองดูเด็กชายตรงหน้าที่ยืนเท้าสะเอวเชิดหน้าอย่างถือดี ท่าทางโอหังเกินวัยของเขาทำให้นางนึกระอาใจมากกว่าจะโกรธเคืองอย่างจริงจัง แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะสั่งสอนเรื่องมารยาทให้เสียหน่อย"เจ้าหนู นอกจากจะวิ่งชนคนอื่นจนของเสียหายแล้วยังจะมาข่มขู่กันอีกรึ" เยว่ซานซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าดวงตากลับคมปลาบ "เจ้าบอกว่าถ้าบอกท่านแม่ของเจ้ารู้แล้วข้าจะไม่มีที่ซุกหัวนอน เช่นนั้นข้าขอถามหน่อยเถิดว่าตระกูลของเจ้าใหญ่โตมาจากไหน ถึงได้กล้าประกาศศักดากลางตลาดเช่นนี้"เด็กชายแค่นหัวเราะอย่างลำพองใจ เขาขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้เยว่ซานซีอีกนิด พลางชี้นิ้วใส่หน้าอวี้หลันที่ยังคงยืนจ้องเขาตาไม่กะพริบ "เหอะ! คงมาจากต่างเมืองล่ะสิถึงไม่รู้ความ ข้าจะบอกให้เอาบุญ รู้หรือไม่ว่าท่านแม่ของข้าเป็นใคร ในเมืองจี้ฉู่นี้ใครบ้างจะไม่เกรงใจนาง"เยว่ซานซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มอย่างนึกสนุก "อ้อ! แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะ ไหนลองบอกข้าให้เป็นบุญหูหน่อยสิ""ท่านแม่! ท่านแม่ขอรับ! มีคนมารังแกข้า!" เด็กชายตะโกนก้องลั่นตลาดพลางหันไปทางร้านเครื่องประดับหรูหราที่ตั้งอยู่
78 ขนมนั่นสีแดงสวยจังทั้งสี่เดินออกมาจากโรงเตี้ยม จ้าวฟู่เฉิงจ้องมองเงาร่างของเสิ่นเวยหลงที่ควบม้าเคียงข้างรถม้าคันใหญ่ และภาพใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของเสิ่นอวี้หลันที่โผล่พ้นหน้าต่างมาโบกมืออำลาอย่างร่าเริง จ้าวฟู่เฉิงยืนนิ่งราวรูปสลักหิน สายตาของเขาทอดมองตามฝุ่นที่ตลบอบอวลอยู่เบื้องหลังขบวนเดินทางนั้นจนกระทั่งมันค่อยๆ เลือนหายไปลับตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและเสียงกระดิ่งลมที่พัดไหวเบาๆ"เถ้าแก่มีที่ว่างสำหรับพวกเราสามคนหรือไม่" เสียงตะโกนของกลุ่มนักเดินทางชุดใหม่ที่เพิ่งลงจากเกวียนดังขึ้น ปลุกจ้าวฟู่เฉิงให้ตื่นจากภวังค์เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอาอากาศเข้าเต็มปอด ก่อนจะละสายตาจากถนนที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า รอยยิ้มที่ดูสงบและจริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าขณะที่เหันกลับไปหาแขกผู้มาใหม่"มีแน่นอนขอรับ เชิญด้านในเลยขอรับ แดดข้างนอกแรงนักเข้าไปจิบชาให้คลายเหนื่อยก่อนเถิด"หลังจากเดินทางผ่านขุนเขาและทุ่งกว้างมาอีกหนึ่งอาทิตย์เต็ม ในที่สุดขบวนรถม้าของตระกูลเสิ่นก็เคลื่อนผ่านประตูเมืองจี้ฉู่เข้าสู่เขตย่านการค้าที่คุ้นตา เสียงอึกทึกของตลาดทำให้เยว่ซานซีรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก นางมองออกไปนอกหน้
77 นับว่าเป็นวาสนาเสิ่นเวยหลงมองดูชุดผ้าป่านเนื้อหยาบของจ้าวฟู่เฉิงแล้วขมวดคิ้ว "ข้าจำได้ว่าโทษของตระกูลจ้าวนั้น แม้จะหนักหนาแต่ถ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในส่วนของตนเองได้บางส่วนโทษก็จะเบาลงบ้าง"จ้าวฟู่เฉิงยกชาขึ้นจิบเพียงนิด รอยยิ้มของเขาดูขมขื่นทว่าก็แฝงไปด้วยความปล่อยวาง "ตระกูลจ้าวก็เหมือนต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคน ทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด หลังจากที่คดีความของตระกูลจ้าวถูกตัดสินในคราวนั้น ครอบครัวของข้าทุกคนล้วนได้รับโทษประหารทั้งสิ้น เหลือเพียงข้าคนเดียวที่รอดพ้นความตายมาได้แต่ก็ถูกเนรเทศให้ไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนเพื่อไถ่โทษ"เยว่ซานซีชะงักมือที่กำลังจะหยิบถ้วยชา นางมองใบหน้าของจ้าวฟู่เฉิงที่ดูกร้านแดดและมีรอยแผลจางๆ ที่ข้อมือ ซึ่งคงเป็นร่องรอยจากการถูกตีตรวนและทำงานหนักในค่ายทหารที่ชายแดน"ข้าต้องใช้ชีวิตปะปนกับเหล่านักโทษและแบกหามหินทรายอยู่กลางแดดจ้าถึงสามปีเต็ม" จ้าวฟู่เฉิงเล่าต่อพลางแค่นยิ้มบางๆ "จนกระทั่งรับโทษครบกำหนดตามฎีกา ข้าจึงได้รับอิสรภาพคืนมาพร้อมกับเงินติดตัวเพียงไม่กี่ตำลึงที่แอบเก็บออมไว้ ข้าไม่อาจซัดเซพเนจรไปที่ใดได้ไกลนัก จนกระทั่งเดินทางมาถึงรอยต่อของเส้นทางนี
76 ใช่ท่านจริงๆ หรือเยว่ซานซีพยักหน้าพลางอุ้มอวี้หลันลงจากรถม้าเมื่อขบวนหยุดนิ่งสนิท โรงเตี๊ยมแห่งนี้สร้างจากไม้เนื้อแข็งสภาพเก่าแก่แต่ดูสะอาดสะอ้าน มีป้ายผ้าสีซีดโบกสะบัดอยู่หน้าร้าน ลานกว้างด้านข้างเต็มไปด้วยรถม้าจากต่างเมืองและพ่อค้าหาบเร่ที่มานั่งพักคลายร้อน"ท่านแม่เจ้าค่ะ ข้าหิวแล้วเจ้าค่ะ" อวี้หลันจูงมือมารดาเดินนำเข้าไปในโถงด้านในซึ่งมีโต๊ะไม้จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบขณะที่เสิ่นเวยหลงกำลังหันไปสั่งผู้ดูแลขบวนเกวียน เยว่ซานซีก็ก้าวเท้าเข้าไปในโรงเตี๊ยม นางกวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งปะทะเข้ากับร่างของชายผู้หนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดโต๊ะไม้ตัวยาวอยู่ที่มุมห้อง เขาอยู่ในชุดผ้าป่านเรียบง่าย ท่าทางกระฉับกระเฉงและดูมีสง่าราศีผิดกับชาวบ้านทั่วไปเมื่อชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมาเพื่อต้อนรับลูกค้าใหม่ ดวงตาของเขาและเยว่ซานซีก็สบกันนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง เยว่ซานซีถึงกับชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวต่อ หัวใจของนางกระตุกวูบด้วยความประหลาดใจ ภาพบุรุษผู้สง่างามในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนซ้อนทับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว"จ้าวฟู่เฉิง!"ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของเยว่ซานซีแผ่วเบา นางจ้องมองใบหน้าที่คมเข้มซึ
34ฝนพรากไป“ขอบคุณสวรรค์ฝนยังไม่ตก ข้ายังไม่ต้องไปตอนนี้ใช่ไหม”นางเอาแต่นั่งหน้าซึมอยู่ตรงศาลาริมน้ำ สายตาเหม่อลอยจดจ้องไปยังประตูจวน ราวกับว่าหากกะพริบตาเพียงนิดจะพลาดเสี้ยวเวลาที่เขาควบม้ากลับมา“นั่งถอนหายใจจนดอกไม้ในสวนจะเหี่ยวเฉาหมดแล้ว”โม่สือปาเดินเข้ามาพร้อมขนมในมือ ปากยังเคี้ยมตุ้ยๆ จนแก
29ไม่สบาย“พี่เสิ่น”เยว่ซานซีเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้มละมุน เสิ่นเวยหลงเงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยดุดันยามเผชิญหน้ากับคนร้ายกลับอ่อนลงทันตา“ข้านึกว่าเจ้าจะเพลียจากเรื่องเมื่อคืนจนตื่นสายเสียอีก”“ข้าโปร่งโล่งสบายใจได้นอนเต็มอิ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนต่างหาก นี่เป็นขนมที่ข้าสั่งให้ห้องครัวทำเป็นพิเศษ ท่า
17ไม่มีหลักฐานเอาผิดไม่เหมือนกับที่คิดเอาไว้ แก่ขนาดนี้เขายังจะมีแรงวิ่งหนีอยู่หรือเปล่า เยว่ซานซีกับโม่สือปามองหน้ากันอย่างเลิ่กลัก ไม่อยากเชื่อว่าตาเฒ่าเป็นคนดี จะมีคนดีที่ไหนแอบไปทำลับๆ ล่อๆ ข้างบ้านคนอื่นราวกับว่ามาดูราวเราเอาไว้ คงหวังเข้าไปลักทรัพย์หลังพระอาทิตย์ตกดินเสียมากกว่า“แก่แล้วก็ไ
16สหายรักชายผู้นั้นแนบดวงตากับช่องกำแพงแอบมองเข้าไปด้านใน เขาสวมหมวกฟางปิดบังใบหน้า แต่งตัวมิดชิดด้วยอาภรณ์สีเข้ม ทำให้เยว่ซานซีนึกถึงคำพูดหนึ่งของบิดา เมื่อสองสามวันก่อนเยว่เยี่ยนซีเคยเอ่ยถึงคดีความเกี่ยวกับเรื่องลักเล็กขโมยน้อย นางจึงหยุดฝีเท้าแล้วดึงโม่สือปาเข้ามากระซิบกระซาบเบาๆ“ข้าได้ยินท่า







