LOGINเมื่อความมักมากในกามารมณ์ทำให้ "หรูชิงเว่ย" คุณหนูผู้หิวโหยในรสสวาท เลือกทรยศคู่หมั้นมหาเศรษฐีที่ต้องนั่งรถเข็นอย่าง "จ้านรุ่ยหมิง" ไปลักลอบเป็นชู้กับเลขาหนุ่มคนสนิทของเขาถึงในบ้านและที่ทำงาน เธอคิดว่าตัวเองคือผู้ชนะที่สามารถปั่นหัวและหยามเกียรติชายพิการได้ ทว่า... ทั้งหมดนี้กลับเป็นเพียงหลุมพรางที่พญาอินทรีอย่างเขาขุดรอไว้! จ้านรุ่ยหมิงไม่ได้พิการ และเขาไม่เคยแยแสคู่หมั้นแพศยา เพราะผู้หญิงเพียงคนเดียวที่อยู่ในหัวใจและเป็น "ยาถอนพิษ" ให้เขาในคืนฝนตกเมื่อ 5 ปีก่อน คือหญิงสาวที่ชื่อ "ซูซาน" การปรากฏตัวของซูซานในฐานะเลขาคนใหม่ พร้อมกับเด็กแฝดสายเลือดตระกูลจ้านตัวน้อย นำไปสู่การเช็กบิลหนี้แค้น ทวงคืนอำนาจ และกวาดล้างศัตรูในตระกูลให้สิ้นซาก!
View Moreในยุคสมัยที่เงินตราคือพระเจ้าและอำนาจคือสิ่งเดียวที่การันตีความอยู่รอด การแข่งขันทางธุรกิจภายในตระกูลจ้านนั้นดุเดือดไม่ต่างจากสมรภูมิรบที่ไร้ควันปืน ท่ามกลางตึกระฟ้าที่ตั้งตระหง่านกลางใจเมืองหลวง ห้องประชุมบอร์ดบริหารชั้นบนสุดของ ‘จ้านกรุ๊ป’ มักจะอบอวลไปด้วยรังสีอำมหิตที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มจอมปลอมและชุดสูทราคาแพงเสมอ
จ้านรุ่ยหมิง ประธานบริหารหนุ่มวัยสามสิบสองปี นั่งนิ่งอยู่บนรถเข็นไฟฟ้าคันหรูที่ถูกสั่งทำพิเศษ นัยน์ตาคมกริบราวกับพญาอินทรีทอดมองตัวเลขผลประกอบการบนจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ด้วยใบหน้าที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนพนักวางแขนเป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่าทุกครั้งที่ปลายนิ้วนั้นกระทบลงไป มันกลับสร้างความกดดันให้แก่เหล่าผู้บริหารที่นั่งล้อมโต๊ะจนแทบจะหยุดหายใจ
“ผลกำไรไตรมาสนี้ตกลงไปสองเปอร์เซ็นต์ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ฝั่งตะวันออก” น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันในห้องประชุม “ใครจะรับผิดชอบ?”
สายตาหลายคู่ลอบมองหน้ากันอย่างหวาดหวั่น ไม่มีใครกล้าสบตากับชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนรถเข็น แม้ว่าเขาจะสูญเสียความสามารถในการเดินไปแล้ว แต่ความเฉียบขาดและความฉลาดหลักแหลมในการบริหารงานของเขากลับเพิ่มพูนขึ้นจนน่ากลัว ความ
เย็นชาที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขานั้นมากพอที่จะทำให้คนที่คิดจะเลื่อยขาเก้าอี้ต้องหนาวสั่น “โธ่ รุ่ยหมิง” เสียงยียวนของ จ้านอี้หลง น้องชายต่างมารดาดังขึ้นจากอีกฟากของโต๊ะ ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาติดจะเจ้าเล่ห์ยิ้มมุมปาก “นายก็อย่ากดดันพวกผู้บริหารนักเลย สุขภาพนายยิ่งไม่ค่อยดีอยู่ นั่งรถเข็นทำงานหนักๆ ระวังเส้นเลือดในสมองจะแตกเอาได้นะ ปล่อยวางให้คนที่มีความพร้อมทาง ‘ร่างกาย’ มากกว่าเข้ามาช่วยดูแลบ้างเถอะ”
คำพูดที่แฝงไปด้วยความดูถูกและเจตนาแย่งชิงอำนาจอย่างโจ่งแจ้งนั้น ไม่ได้ทำให้หัวคิ้วของรุ่ยหมิงขมวดเข้าหากันแม้แต่น้อย เขายังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ “ความพร้อมทางร่างกาย ไม่ได้ แต่สมองฉันยังไม่ตายมันจึงไม่เป็นอุปสรรค์ในการทำงาน เพราะฉันไม่จำเป็นต้องใช้ร่างกายไปแบกหามนะ อี้หลง” รุ่ยหมิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเชือดเฉือนลึกถึงกระดูก
“และถ้าสมองของนายมีความพร้อมสักครึ่งหนึ่งของฉัน โครงการที่นายรับผิดชอบอยู่คงไม่ขาดทุนย่อยยับจนต้องให้ฉันตามเช็ดตามล้างแบบนี้” สิ้นคำพูดนั้น ใบหน้าของอี้หลงก็เจื่อนลงทันที บรรยากาศในห้องประชุมยิ่งทวีความตึงเครียด ไม่มีใครกล้าสอดปากเข้ามายุ่งกับสงครามประสาทของสายเลือดตระกูลจ้านนอกจากรอฟังคำสั่งจากเจาเท่านั้น
การเป็นผู้นำตระกูลจ้านในสภาพที่ต้องนั่งรถเข็น ทำให้รุ่ยหมิงตกเป็นเป้าสายตาและเป็นที่ดูแคลนของบรรดาญาติพี่น้องอยู่ตลอดเวลา ทุกคนต่างจ้องมองเขาประหนึ่งหมาป่าที่รอคอยให้จ่าฝูงที่บาดเจ็บล้มลง เพื่อที่จะได้รุมทึ้งแย่งชิงอำนาจและตำแหน่งประธานบริษัท โดยเฉพาะเรื่องของ ‘คู่ครอง’ ที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียงและโจมตีอยู่เสมอ พวกเขาอ้างว่าผู้นำตระกูลที่ไร้ทายาทและไม่สามารถสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ได้ ไม่สมควรที่จะกุมบังเหียนของจ้านกรุ๊ปต่อไปและนั่นคือจุดเริ่มต้นของหมากกระดานใหม่ที่ ฮูหยินผู้เฒ่า ย่าแท้ๆ ของรุ่ยหมิงเป็นคนวางเอาไว้ เพื่ออุดปากพวกญาติพี่น้องที่คอยจะหาเรื่องโค่นอำนาจหลานชายคนโปรด ฮูหยินผู้เฒ่าจึงได้จัดการหาหญิงสาวที่เพียบพร้อมมาเป็นสะใภ้ โดยหวังว่าการแต่งงานครั้งนี้จะช่วยเสริมความมั่นคงและลบข้อครหาเรื่องการสร้างครอบครัวของรุ่ยหมิงลงได้
รุ่ยหมิงไม่ได้ตอบตกลง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากคัดค้าน สำหรับเขาแล้ว ผู้หญิงที่จะเข้ามาอยู่ในฐานะ ‘ภรรยา’ ก็เป็นเพียงแค่ตัวหมากตัวหนึ่งบนกระดานธุรกิจ ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร มาจากไหน ก็ไม่อาจสร้างผลกระทบต่อแผนการใหญ่ในชีวิตของเขาได้ หากการยอมหมั้นหมายและแต่งงานกับผู้หญิงที่ย่าเลือกให้ จะช่วยให้ฮูหยินผู้เฒ่ามีความสุข และทำให้พวกปลิงที่คอยสูบเลือดตระกูลหมดข้ออ้างในการโจมตี เขาเองก็ยินดีที่จะเล่นตามน้ำไปผู้หญิงคนนั้นคือ หรูชิงเว่ย คุณหนูจากตระกูลหรู หญิงสาวถูกส่งตัวเข้ามาอาศัยอยู่ใน
‘วิลล่าย่างตงไห่’ คฤหาสน์หรูริมทะเลที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของรุ่ยหมิงตั้งแต่เริ่มพิธีหมั้นหมาย ฮูหยินผู้เฒ่าให้เหตุผลว่าต้องการให้ทั้งสองได้ทำความคุ้นเคยกันและให้ชิงเว่ยมาช่วยดูแลรุ่ยหมิง เพราะปกติแล้วที่วิลล่าแห่งนี้จะมีเพียงชายหนุ่ม เลขาคนสนิท และแม่บ้านอีกเพียงห้าคนเท่านั้นที่อาศัยอยู่
แต่ฮูหยินผู้เฒ่าคงไม่เคยรู้เลยว่า ภายใต้ภาพลักษณ์คุณหนูผู้สูงศักดิ์ หรูชิงเว่ยซุกซ่อนตัวตนที่แท้จริงเอาไว้อย่างมิดชิด แม้ตระกูลหรูจะร่ำรวยและมีหน้ามีตา แต่พื้นเพเดิมของพวกเขามาจากชนบท ชิงเว่ยเติบโตมาจากการถูกเลี้ยงดูแบบตามใจขั้นสุด บิดามารดาประเคนทุกอย่างให้เธอราวกับเจ้าหญิง จนกระทั่งอายุครบสิบห้าปี เธอถูกส่งตัวไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ และที่นั่นเองที่นกน้อยในกรงทองได้โบยบินออกสู่โลกกว้าง ชีวิตของคุณหนูชนบทเริ่มหลุดกรอบประเพณีอันเคร่งครัดของตะวันออก
ชิงเว่ยใช้ชีวิตวัยรุ่นในยุโรปไปตามความหรรษาและร่าเริงอย่างถึงที่สุด เธอเข้าร่วมปาร์ตี้ สังสรรค์ และปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอิสระที่หอมหวาน การใช้ชีวิตต่างแดนทำให้เธอผ่านการมีสัมพันธ์ลึกซึ้งมาตั้งแต่อายุยังน้อย รสสัมผัสของบุรุษเพศกลายเป็นเสพติด เธอหลงใหลในเรื่องเซ็กส์และพึงพอใจกับการได้เป็นผู้ควบคุมผู้ชายเหล่านั้นด้วยเรือนร่างและเสน่ห์ของตนเอง
เมื่อเรียนจบและต้องกลับมายังแผ่นดินเกิด ชิงเว่ยพบว่าตัวเองไม่สามารถทนทำตัวเป็นผ้าพับไว้หรือหญิงสาวหัวอ่อนตามแบบฉบับกุลสตรีดั้งเดิมได้อีกต่อไป เธอเบื่อหน่ายกับชีวิตที่ต้องสวมหน้ากาก แต่เมื่อโอกาสที่จะได้แต่งงานกับประธานจ้านกรุ๊ปมาถึง เธอก็มองเห็นแสงสว่าง… ความมั่งคั่ง อำนาจ และชายหนุ่มรูปงาม แม้เขาจะนั่งรถเข็น แต่ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรจำแลงของรุ่ยหมิงก็ทำให้เธอใจสั่นตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นรูป
ทว่า ความเป็นจริงเมื่อได้เข้ามาอยู่ในวิลล่าย่างตงไห่กลับตรงกันข้ามกับที่เธอจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ของห้องอาหารสุดหรูที่สามารถมองเห็นวิวทะเลตงไห่ได้อย่างชัดเจน เสียงคลื่นที่กระทบฝั่งดังแว่วเข้ามาเป็นจังหวะ แต่กลับไม่สามารถทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในห้องได้
“คิดอะไรอยู่ หืม? มาดาม”เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับวงแขนแกร่งที่สอดเข้ามาโอบรัดเอวคอดของเธอเอาไว้แน่น ซูซานสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเอนหลังพิงแผงอกกว้างที่คุ้นเคย กลิ่นอายบุรุษเพศผสมผสานกับกลิ่นไอทะเลและกลิ่นเหงื่อจางๆ ของเขากระตุ้นให้หัวใจของเธอเต้นแรงได้เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน“แล้วเด็กๆ ล่ะคะ?” หญิงสาวเอ่ยถามพลางลูบไล้หลังมือหนาที่กุมอยู่ตรงหน้าท้องของเธอ “พี่เลี้ยงพาไปอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอนแล้ว วันนี้เล่นกันจนหมดแรง พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนแต่เช้าด้วย” รุ่ยหมิงตอบเสียงนุ่ม ฝังจมูกโด่งเป็นสันลงบนซอกคอหอมกรุ่นของภรรยา สูดดมกลิ่นดอกลาเวนเดอร์ที่เขาหลงใหลเข้าเต็มปอด “ทีนี้ก็เหลือแค่เวลาของ ‘เรา’ สองคนแล้ว”ซูซานหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม แขนเรียวยกขึ้นคล้องคอเขาเอาไว้ นัยน์ตากลมโตสบตากับดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความรักและความปรารถนาที่ลุกโชนอยู่เสมอ “เวลาของเรา… ท่านประธานจ้านวางแผนจะทำอะไรคะคืนนี้?”รุ่ยหมิงเหยียดยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หล่อเหลา ร้ายกาจ และทรงเสน่ห์จนทำให้คนมองแทบละลาย ชายหนุ่มช้อนตัวซูซานขึ้น หญิงสาวหวีดร้องเบาๆ แต่ก็กอดคอเขาไ
นายหญิงคนนี้ไม่ใช่แค่มีรูปโฉมงดงาม แต่เธอยังมีสมองที่เฉียบขาดและพร้อมจะปกป้องผลประโยชน์ของตระกูลจ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อการประชุมจบลงและทุกคนทยอยเดินออกจากห้องไปจนหมด เหลือเพียงรุ่ยหมิงและซูซาน รุ่ยหมิงกดล็อกประตูห้องประชุมด้วยรีโมทคอนโทรลทันที ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินเข้ามาประชิดร่างบางที่กำลังเก็บเอกสารอยู่“เก่งมากเลยนะ มาดามจ้าน…” รุ่ยหมิงกระซิบเสียงแหบพร่า สอดแขนแกร่งเข้าโอบรัดเอวบางจากด้านหลัง รั้งร่างของเธอเข้ามากระทบกับแผงอกกว้าง “เธอเล่นเอาประธานโจวหงายหลังตกเก้าอี้ไปเลย รู้ไหมว่าท่าทางเด็ดเดี่ยวของเธอตอนที่ตอกหน้าเจ้านั่น… มันทำให้ฉันมีอารมณ์ขึ้นมาสุดๆ”ซูซานสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งดุดันที่กำลังดันตุนอยู่ตรงสะโพกด้านหลังของเธอ หญิงสาวหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ใบหน้าหวานแดงซ่าน“นี่มันในห้องประชุมนะคะ รุ่ยหมิง! คุณจะมาหื่นอะไรตรงนี้!”“ก็ในห้องประชุมนี่แหละ… กระจกบานใหญ่ มองเห็นวิวเมืองหลวงชัดเจนดีออก”รุ่ยหมิงเหยียดยิ้มร้ายกาจ นัยน์ตาคมกริบวาวโรจน์ไปด้วยไฟราคะที่ถูกจุดระเบิด เขาช้อนตัวซูซานขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาว ก่อนจะวางร่างระหงลงบนขอบโต๊ะประชุ
“ขอบคุณค่ะคุณย่า… ดิฉันจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด จะปกป้องดูแลรุ่ยหมิงและลูกๆ ด้วยชีวิตค่ะ” ซูซานให้คำมั่นสัญญาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หลังมื้ออาหารเช้า รุ่ยหมิงเตรียมตัวจะเดินทางไปบริษัท ชายหนุ่มหันมามองซูซานที่กำลังจัดเตรียมแฟ้มเอกสารอยู่ “วันนี้เธอพักผ่อนอยู่ที่บ้านเถอะซูซาน เพิ่งผ่านเรื่องหนักหน่วงมาเมื่อวาน แถมเมื่อเช้าฉันก็… รังแกเธอไปเยอะ ให้ลูกๆ ได้อยู่เล่นกับคุณย่า ส่วนเธอไปนอนพักซะ”“ไม่ได้ค่ะ!” ซูซานปฏิเสธทันควัน หันมามองหน้าชายหนุ่มด้วยแววตาจริงจัง“ฉันยังมีตำแหน่งเป็นเลขานุการส่วนตัวของประธานจ้านอยู่นะคะ งานที่ค้างไว้ตั้งแต่เมื่อวานยังไม่ได้สะสาง และวันนี้คุณมีการประชุมสำคัญกับกลุ่มทุน ‘หลงไท่กรุ๊ป’ ฉันได้อ่านแฟ้มข้อเสนอของพวกเขาแล้ว มีบางจุดที่ฉันรู้สึกไม่สมเหตุสมผล ฉันต้องไปกับคุณค่ะ”รุ่ยหมิงเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากกระตุกยิ้มด้วยความพึงพอใจ ผู้หญิงของเขาไม่ใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ต้องตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจก แต่เธอคือราชินีที่พร้อมจะออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา “ดื้อจริงๆ… เอาล่ะ ถ้าเธอไหว ฉันก็ไม่ขัดใจ แต่ถ้าเหนื่อยต้องรีบบอกทันที เข้าใจไหม?” “รับทราบค่ะ ท่านประธาน”
เมื่อแผ่นหลังของซูซานสัมผัสกับฟูกนุ่ม เสื้อผ้าที่เคยสวมใส่ก็ถูกมือหนาปลดเปลื้องออกไปอย่างรวดเร็วและชำนาญราวกับมีเวทมนตร์ เผยให้เห็นเรือนร่างขาวผ่องที่เต็มไปด้วยร่องรอยสีกุหลาบจางๆ จากค่ำคืนก่อนนัยน์ตาคมกริบของรุ่ยหมิงกวาดมองเรือนร่างที่สมบูรณ์แบบของภรรยาด้วยความหลงใหล ชายหนุ่มก้มลงครอบครองความอวบอิ่มที่ชูชันท้าทายสายตา ดูดดึงและขบเม้มจนซูซานต้องแอ่นอกขึ้นรับสัมผัสอันวาบหวาม เล็บเรียวจิกเกร็งลงบนแผ่นหลังกว้างของเขาเพื่อระบายความเสียวซ่าน “รุ่ยหมิง… อ๊า…” หญิงสาวครางกระเส่าเมื่อฝ่ามือร้อนผ่าวลูบไล้ลงมาตามหน้าท้องแบนราบ และสอดแทรกเข้าสู่ใจกลางความอ่อนนุ่มที่ฉ่ำเยิ้มไปด้วยความต้องการ ปลายนิ้วร้ายกาจขยับรุกรานเป็นจังหวะเนิบนาบสลับดุดัน ปลุกเร้าให้พายุแห่งราคะก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว“เธอคือของฉัน… ซูซาน ของฉันคนเดียว…” เขากระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนจะสอดประสานความแข็งแกร่งดุดันเข้าสู่ความคับแคบที่รัดรึงทำเอาเขาแทบคลั่ง บทเพลงรักอันร้อนแรงและลึกซึ้งบรรเลงขึ้นอีกครั้งท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง ไม่มีการหลอกลวง ไม่มีการแก่งแย่งชิงดี มีเพียงความรักแท้และตัณหาที่หลอมรวมคนทั้งสองให้กลายเป็นหนึ่





