เข้าสู่ระบบผมตื่นมาตอนสาย คนข้างๆ ที่อยู่ด้วยกันทั้งคืนก็หายไปแล้ว ผมรีบลุกขึ้นจากที่นอน ตามหาเธอในห้องน้ำ ห
“ใช่ ผมยุ่งจนไม่มีเวลา ดังนั้นผมจะเลือกใช้เวลากับเรื่องที่สำคัญเท่านั้นไงล่ะ” หมอวัต พูดกับผู้หญิงคนนั้น ในท่าทางที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน เขาดูสุขุมจริงจัง ทิ้งมาดผู้ชายกวนๆ ขี้เล่นที่ฉันเคยเห็นไปโดยสิ้นเชิง‘นี่ตกลงเค้าเป็นคนแบบไหนกันแน่เนี่ย ตัวตนของเขาคือคนไหนกัน หรือเป็นพวกหลายบุคลิกเหรอ แต่ท่าทางแบบนี้ของเค้าก็ทำเอาชั้นต้องเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเค้าใหม่’“นี่ แกหมายความว่าเรื่องของชั้นไม่สำคัญสินะ ไอ้หมอวัต แกคิดว่าแค่แกไม่เซ็นต์อนุมัติแล้วจะขวางชั้นได้เหรอ” ผู้หญิงคนนั้นเริ่มเดินเข้าไปประชิดตัวหมอวัต และพูดกับเขาเสียงเบาลงเหมือนพยายามไม่ให้คนอื่นได้ยิน แต่ฉันกลับได้ยินสิ่งที่เธอพูดชัดเจนทุกคำ“อ้อ ขอโทษนะคะ อย่าโกรธกันเลยนะที่มินท์มารบกวนเวลาของพวกคุณ พอดีมินท์ก็มีเรื่องสำคัญที่โรงพยาบาล ที่รอหมอวัตทำให้อยู่น่ะคะ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เค้าบอกว่ายุ่งจนไม่มีเวลา มินท์เลยแปลกใจว่าทำไมถึงมานั่งกินข้าวอยู่ที่นี่ได้” คราวนี้เธอจงใจพูดกับฉัน ท่าทางเหมือนจะเป็นมิตรนะ แต่คำพ
รุ่งเช้าฉันตื่นขึ้นมาก็เห็นยัยอัยย์นั่งเอนตัวพิงหัวเตียง ในมือยังคงกำมือถือเอาไว้แน่น เมื่อมองใบหน้านั้น ฉันรู้ได้ทันทีว่าเธอคงผ่านการร้องไห้มาตลอดคืนแน่นอนเห็นอย่างนั้นแล้ว ฉันยิ่งไม่วางใจให้เธออยู่คนเดียว จึงพยายามชักชวนจนถึงขั้นคะยั้นคะยอ แทบจะเป็นการบังคับให้เธอไปโรงพยาบาลกับฉัน เพราะฉันมีนัดตรวจสุขภาพสุดท้ายแล้ว เราสองคนก็มาถึงโรงพยาบาลในช่วงสายแล้ว การตรวจร่างกายของฉันใช้เวลาไม่นาน แต่หากจะรอผลต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เราทั้งคู่ตัดสินใจจะออกไปนั่งรอที่ร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงร้าน ฉันเห็นแผนกหมอออนไลน์จึงเรียกให้ยัยอัยย์ดูโดยที่ฉันไม่ทันได้คาดคิด เมื่อประตูอัตโนมัติเปิดออก เห็นหมอภีมที่กำลังคุยอยู่กับหมอท่านอื่นอยู่ตรงนั้น และกำลังจะเดินออกมา “คราวนี้เธอจะเอายังไงดี ยัยอัยย์” ฉันถามยัยอัยย์ทันที เพราะตั้งแต่เช้าที่ฉันเห็นอัยย์พยายามติดต่อหมอภีม แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เลยก่อนที่ยัยอัยย์จะทันได้ตอบอะไรฉันกลับมา เหมือนหมอภีมจะหันมาเห็นเราสองคนและเขารีบเร่งฝีเท้าตรง
หลังจากดื่มน้ำจนหมดแก้ว ผมจึงค่อยๆ เดินไปทางห้องนอน แต่ไม่ได้เข้าไปด้านในนั้น แต่อยู่ที่ด้านหน้าห้องก็ยังได้ยินสองเสียงคุยกันถึงเรื่องอาการของคนบนเตียง“เรากำลังคุยกันอยู่ว่าสาเหตุจริงๆ ที่ทำให้อาการกำเริบวันนี้เกิดจากอะไร เท่าที่อัยย์เล่ามาให้ผมฟัง ผมคิดว่าอาการน่าจะเกิดขึ้นเมื่อเธออยู่ในเหตุการณ์ที่เป็นจุดสนใจของคนจำนวนหนึ่ง” ไอ้ภีม บอกข้อสันนิษฐานของมันเพื่อให้ทุกคนได้ช่วยกันวิเคราะห์หาสาเหตุต่อ“มันยังไงกันคะคุณหมอ อาการกำเริบเพราะเป็นจุดสนใจเหรอ อ้อเดี๋ยวนะ ชั้นว่ามันมีความเป็นไปได้อยู่นะ เพราะครั้งล่าสุด คือตอนไปงานประกาศรางวัลกับพ่อแม่เธอ แล้วเธอก็เริ่มมีอาการหนักตอนยื่นถ่ายรูปกับพ่อแม่ที่แบ็กดร็อป” นิต้าช่วยเสริมข้อมูลขึ้นมาอีกคน“ถ้างั้นแล้วครั้งแรกล่ะครับ พอจะจำได้มั้ยว่าเกิดขึ้นได้ยังไง” ผมยืนพิงที่ประตูห้องนอนไม่ได้เข้าไปด้านใน แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเสนอความเห็นของตัวเอง ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการของคุณอัยย์“ใช่ๆ ยัยอัยย์ ครั้งแรกที่เธอเป็นคือตอนไหนนะ ชั้นยังไม่เจอกับเธอเลยใช่มั้ย” จากที่นิต้าตอ
“ใครโทรมาตอนนี้วะ”ในจังหวะที่ฉันกำลังรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า จู่ ๆ ก็ได้ยินหมอวัตสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก เขายันตัวเองลุกขึ้นจากตัวฉัน ซึ่งแขนฉันที่คล้องเกี่ยวคอของเขาไว้ก็ปล่อยให้ร่วงหล่นลงบนที่นอนแบบไร้แรงต้านทาน“คงไม่ใช่น้องคนไหนของคุณโทรมาตามใช่มั้ยคะ” ฉันเอ่ยถามเขาออกไป พยายามไม่ให้เสียงดังจนเกินไปจนเข้าไปในสายให้ฝั่งตรงข้ามได้ยินเมื่อฉันลุกขึ้นใส่ชุดคลุมแล้วเดินตามเขาออกมาที่ห้องรับแขก เห็นเขาแนบมือถือที่หูแต่ไม่พูดอะไร ได้แต่ยื่นนิ่งเงียบ แต่เพราะเขายืนหันหลังให้ฉัน ฉันจึงไม่ทันได้เห็นสีหน้าเขา เลยเดาไม่ถูกว่าปลายสายนั้นโทรมาด้วยเรื่องดีหรือร้ายอย่างไรกันแน่“เอ่อ คุณใจเย็นๆ ก่อนนะ แล้วก็ เฮ้อ แต่งตัวเถอะ เดี๋ยวเราต้องออกไปกันแล้ว” หลังจากคำถามฉันจบเพียงไม่นาน หมอวัตวางสายแล้วจึงหันกลับมาคุยกับฉันด้วยท่าทีสงบ แต่เหมือนฉันจะมองออกว่า ความสงบนั้นเป็นเพียงท่าทีที่เขาพยายามแสดงออกมาเพื่อปกปิดอะไรไว้บางอย่างฉันไม่ได้ทำตามที่เขาบอกในทันที เพียงแต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ขมวดคิ้วมอง
ผมนั่งจิบไวน์กับนิต้าไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้พูดคุยอะไรกัน มีเพียงเสียงจากทีวีที่เปิดหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมา ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าชื่อเรื่องอะไร ไม่รู้ว่าใครเป็นนักแสดงด้วยซ้ำ อีกทั้งยังไม่ได้สนใจจะดูหรือฟังเนื้อหาของหนังเลยแม้แต่น้อยในหัวยังคงวนเวียนคิดถึงประโยคนั้นของเธอ อย่าบอกว่าจะจริงจังกับชั้นนะ ชั้นบอกนายไว้ก่อนเลยนะ ว่าชั้นไม่คิดจะผูกมัดกับใคร แค่เจอกันครั้งคราวชั้นก็โอเค แต่ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด ผมไม่เข้าใจและยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยจริงๆการที่ผมทำแบบนี้ ให้การ์ดคอนโดเธอ เผื่อเอาไว้เวลาที่เรานัดกัน เธอสามารถมารอผมที่ได้จะได้สะดวกขึ้น ก็ดีไม่ใช่หรือไง และผมก็แค่คิดว่าเธอมีความสามารถหาเงินได้เองเยอะแยะขนาดนั้นก็คงจะไว้ใจได้ คงไม่ขโมยของผมหรือพาใครมายกเค้าบ้านผมหรอก แบบนี้เรียกว่าผมจริงจังกับเธอเหรอก็ใช่ไง ผมก็ไม่ได้จริงจัง ไม่ได้คิดจะผูกมัดเธอ เพียงแต่ผมก็ไม่โอเคที่จะต้องหลบซ่อนห้ามให้ใครรู้นี่หว่า รูปร่างหน้าตาผมก็ไม่ได้แย่ถึงกับจะโชว์ใครไม่ได้เลยซะที่ไหน ฐานะหน้าที่การงานก็ดี สามารถเอาไปเชิดหน้าชูตาที่ได้คว
ในใจของฉันกำลังสับสน และสมองก็กำลังตีกันอย่างบ้าคลั่ง‘เค้าไม่ได้จะแต่งงานแสดงว่าก็ยังโสดนะสิ ทางสะดวกเธอแล้วไงนิต้า’‘เธอจะบ้าเหรอ ทางสะดวกอะไร เธอไม่ได้อยากคบเค้าซักหน่อย’‘แต่นี่เค้าติดใจเธอแล้วสินะนิต้า เธอมีผู้ชายไว้แก้เหงาแล้วไง เค้าไม่ได้แต่งงานก็เป็นคนแก้เหงาให้เธอได้ไง ไม่ผิดศีลธรรม’‘เธอจะเอาตัวเองไปล้อเล่นกับคนแบบนั้นเหรอ เค้าน่ะเสือผู้หญิงเชียวนะ เธอก็เจอผู้หญิงที่เค้าควงมาซ้ำหน้ากันที่ไหน’‘ก่อนหน้านี้ก็เป็นเรื่องผ่านไปแล้วสิ ถ้าตอนนี้เค้าไม่ยุ่งกับคนอื่น อย่างน้อยก็ช่วงที่ยังยุ่งกับเธอล่ะ’‘เธอแน่ใจได้เหรอว่าเค้าจะยอมทำแบบนั้นน่ะ ที่ผ่านมาเค้าเป็นยังไงเธอก็เห็นนี่ ยังจะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอีกหรือไง’‘จะไปยากอะไร ถ้าเค้าไปยุ่งกับคนอื่นอีก เธอก็แค่ถอยห่างเลิกยุ่งก็แค่นั้นไง ไม่ดีเหรอ เล่นง่ายเลิกง่ายๆ ก็ไม่ต้องผูกมัด เหมือนที่เธอต้องการเลย แถมเค้ายังทำถูกใจเธอไม่ใช่เหรอไง’“คุณคิดอะไรของคุณอยู่น่ะ ตกลงชอบหรือเปล่า” ในขณะ







