Masukณ สตูดิโอถ่ายภาพแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่นัดหมายสำหรับการถ่ายปกนิตยสาร ฉบับครบรอบ 30 ปี ของนิตยสารอิ๊ปส์ iips!!! ซึ่งเป็นนิตยสารระดับท็อปไฟว์ของเมืองไทย โดยมีจักรวาลและชยตร์เป็นนายแบบขึ้นปกร่วมกัน การร่วมงานกันของทั้งสองคนในครั้งนี้ เป็นที่จับตามองของบรรดาสื่อมวลชนทุกแขนง เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า ทั้งคู่ไม่กินเส้นกัน แม้จะอยู่สังกัดเดียวกันก็ตาม
ชยตร์มาถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลามากพอสมควร ดังนั้นเขาจึงเริ่มออกอาการหงุดหงิดเมื่อต้องรออีกฝ่ายเป็นเวลานาน แต่ก็ยังไม่เห็นแม้เงาของเพื่อนร่วมงาน
“ฉันต้องรอพระเอกเทวดานั่นอีกนานมั้ย!”
“โทร. ตามแล้วค่ะ คุณจักรกำลังเดินทางมาค่ะ” ทีมงานสาวรายงานอย่างเกรงใจระคนหวาดกลัวอาการฉุนเฉียวของชยตร์
“ถ้าภายในสิบนาทีจักรยังมาไม่ถึง ฉันจะไม่รอแล้วนะ ฉันมีงานรออยู่อีกเยอะ ไม่ใช่มีแค่งานนี้งานเดียว จะได้มีเวลามานั่งรอได้ทั้งวัน” ชยตร์โวยวาย พร้อมกับโอ้อวดอยู่ในทีว่าตนมีงานชุก วันๆ ต้องวิ่งรอกทำงานหลายที่
“เอ่อ...ความจริงแล้วนี่ก็ยังไม่ถึงเวลานัดเลยนะคะ ที่คุณรู้สึกว่ารอนาน อาจเป็นเพราะว่าคุณมาก่อนเวลาเยอะเท่านั้นเองค่ะ” ทีมงานสาวคนเดิมพยายามพูดให้ชยตร์ใจเย็นลง แต่ดูเหมือนว่าเธอจะทำพลาด เพราะคำพูดประโยคนี้ของเธอ กลับเป็นเหมือนน้ำมันที่สาดซัดลงไปบนกองไฟในใจของชยตร์ จนเป็นเหตุให้เขาระเบิดอารมณ์ใส่เธออย่างเกรี้ยวกราด
“นี่เธอหาว่าฉันเป็นคนผิด ที่มาก่อนเวลาอย่างนั้นเหรอ!”
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ฉันเพียงแค่...” ทีมงานสาวพยายามจะอธิบาย แต่ก็ถูกชยตร์พูดแทรกขึ้นเสียก่อน
“ใช่ซี๊...จักรวาลมันยิ่งใหญ่ มันเป็นเบอร์หนึ่งของวงการนี่ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ถูกไปหมดทุกอย่าง ส่วนฉัน แค่เป็นคนมีความรับผิดชอบ มาก่อนเวลางาน กลับกลายเป็นคนผิดซะได้”
“ไปกันใหญ่แล้วค่ะ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” ทีมงานสาวรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน เพราะหากชยตร์โกรธจนไม่ยอมทำงาน เธอจะต้องโดนลูกพี่ดุแน่ๆ
“ไม่ต้องแก้ตัวอะไรทั้งนั้น ฉันไม่ฟัง!” ชยตร์พูดจบ ก็ผลักไหล่ทีมงานสาวจนล้มก้นจ้ำเบ้า แล้วตัวเองก็เดินกระแทกเท้าออกไปหามุมส่วนตัว เพื่อสงบสติอารมณ์ที่ด้านนอก โดยไม่ยี่หระต่อสายตาหลายคู่ของทีมงาน ซึ่งมองตามด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ ที่เขาทำร้ายได้แม้กระทั่งผู้หญิงไม่มีทางสู้
วันชัยเห็นชยตร์เดินกระฟัดกระเฟียดออกจากสตูดิโอ แล้วหายลับเข้าไปในมุมหนึ่งทางด้านหลัง เขาจึงปลีกตัวออกจากนักข่าวกลุ่มใหญ่ ที่มาดักรอสัมภาษณ์จักรวาล แล้วเดินตามชยตร์ไป
“อารมณ์เสียอะไรเหรอคุณชยตร์” วันชัยเอ่ยทักด้วยท่าทีเย้ยหยันเล็กน้อย
“พี่วันชัย!” นักแสดงหนุ่มอุทานเสียงดังด้วยความตกใจที่เห็นวันชัยปรากฏตัวขึ้น จากนั้นจึงรีบลากตัวนักข่าวหนุ่มใหญ่หลบเข้ามุม เพราะเกรงว่าจะมีคนมาเห็น จนกลายเป็นที่สงสัยได้
“พี่มาก็ดีแล้ว ผมกำลังอยากคุยกับพี่อยู่พอดี”
“มีอะไร?” วันชัยขมวดคิ้วสงสัย
“ผมอยากรู้ว่าเมื่อไรพี่จะจัดการกับไอ้จักรได้สักที ไหนพี่คุยว่าเก่งนักเก่งหนา ใช้ปากกาฆ่าคนได้ไม่ใช่เหรอ ทำไมพี่ไม่เขียนข่าวฆ่าไอ้จักรให้ตายไปจากวงการนี้สักทีล่ะ” ชยตร์อารมณ์พลุ่งพล่านถึงขีดสุด จนเผลอต่อว่าวันชัยออกไปโดยไม่รู้ตัว
“นี่คุณโกรธแค้นไอ้จักรมาแต่ชาติปางไหน ถึงได้จงเกลียดจงชังเขาขนาดนี้ อันที่จริงระหว่างคุณสองคนน่ะ ต่างคนต่างทำงานก็สิ้นเรื่อง เพราะดีกรีความดังก็พอๆ กัน ไม่เห็นจะต้องมาห้ำหั่นกันถึงขนาดนี้เลย คิดซะว่าแบ่งกันดัง อย่าแข่งกันดังเลย” วันชัยมองไม่เห็นจริงๆ ว่ามีเหตุผลอะไร ที่ทำให้จักรวาลและชยตร์ต้องมาตั้งตัวเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันเช่นนี้
“พี่ไม่ต้องรู้เรื่องของผมหรอก มันก็เหมือนกับที่พี่ไม่อยากให้ผมรู้ ว่าพี่มีความแค้นอะไรกับไอ้จักรนั่นแหละ พี่รู้ไว้แค่ว่าเราสองมีอุดมการณ์เดียวกันคือ อยากเห็นความย่อยยับของไอ้จักรเท่านั้นก็พอ” ดาราหนุ่มยอกย้อน
“แล้วคุณมีแผนอะไรในใจบ้างหรือเปล่า” วันชัยหยั่งเชิง
“ไอ้จักรมันหนังเหนียว คราวที่แล้วโดนแค่ภาพนิ่ง มันเลยรอดตัวไปได้แบบไม่เจ็บตัวเท่าไร แต่คราวนี้ผมจะเล่นงานเมียมัน ผมจะทำให้มันเจ็บจนร้องไม่ออกเชียวล่ะ” แววตาของชยตร์ส่อแววอาฆาต ราวกับจะทำให้ตายกันไปข้างหนึ่งให้ได้
“ที่แท้เรื่องรูปนั่นก็เป็นฝีมือคุณนี่เอง” วันชัยหรี่ตาลงอย่างใช้ความความคิด หากภาพเปลือยของจักรวาลที่เคยถูกมือดีนำไปโพสท์ในอินเทอร์เน็ตเป็นภาพที่ชยตร์สร้างขึ้น ก็หมายความว่าซุปเปอร์สตาร์หนุ่มอาจจะไม่ได้เป็นรักร่วมเพศอย่างที่เขาเข้าใจมาตลอด และมันก็ทำวันชัยเริ่มไม่แน่ใจว่าเขาปรักปรำคนผิดหรือไม่
“พี่จะร่วมมือกับผมมั้ย ผมยังยินดีที่จะจ่ายพี่ราคาดีเหมือนเดิมนะ และถ้างานสำเร็จ ผมก็จะมีโบนัสพิเศษให้พี่อีกก้อนด้วย สนใจหรือเปล่า?” ชยตร์กระตุ้นวันชัยด้วยเม็ดเงินจำนวนมาก เมื่อเห็นว่าเขาเงียบไปนาน
“ผมไม่ทำร้ายผู้หญิง” วันชัยบอกด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“พี่จะมาเป็นคนดีอะไรตอนนี้” ดาราหนุ่มหัวเสีย เมื่อผู้ร่วมขบวนการคนสำคัญทำท่าจะไม่เล่นด้วย
“อุดมการณ์ของเรามันต่างกันแล้วล่ะ...โชคดี” เมื่อพูดจบ วันชัยก็กลับหลังหัน แล้วเดินจากไปทันที
ชยตร์อารมณ์เสีย ยืนตีอกชกลมอยู่ที่เดิม โดยหารู้ไม่ว่า เรืองฤทธิ์ได้ซุ่มฟังเรื่องราวทั้งหมดอยู่ตั้งแต่ต้น!
จักรวาลปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางความโล่งอกของทีมงานทุกคน ส่วนเรืองฤทธิ์รีบปรี่เข้าไปหาซุปเปอร์สตาร์หนุ่ม แล้วลากเขาเข้าไปในห้องแต่งตัวอย่างรวดเร็ว โดยไม่ลืมที่จะกำชับทีมงาน ว่าไม่ให้ใครเข้าไปรบกวนเด็ดขาด
“พี่ฤทธิ์ทำท่าทางแปลกๆ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ”
“พี่รู้ตัวคนที่ปล่อยภาพตัดต่อของจักรแล้วนะ”
“มันเป็นใคร!”
“ไอ้ชยตร์น่ะสิ” เรืองฤทธิ์กัดฟันบอกด้วยความแค้น เขารู้ว่าชยตร์ไม่ชอบหน้าจักรวาล แต่ก็ไม่คิดว่าดาราหนุ่มจะชั่วร้ายถึงขนาดลอบกัดกันแบบนี้
“พี่รู้ได้ยังไง”
“พี่แอบได้ยินมันคุยกับวันชัย มันสองคนร่วมมือกัน”
จักรวาลกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน ดวงตาสีดำสนิทของชายหนุ่มวาวโรจน์ ราวกับดวงไฟโชนแสง ซึ่งพร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้มอดไหม้ ฉับพลันซุปเปอร์สตาร์เลือดร้อนก็ลุกพรวดพราดขึ้น แล้วเดินจ้ำอ้าวไปยังประตูหน้าห้อง เรืองฤทธิ์รู้เท่าทันความคิดของจักรวาล ว่าเขาจะต้องออกไปเอาเรื่องชยตร์แน่นอน ดังนั้นผู้จัดการร่างขาวอวบจึงรีบกระโจนไปรั้งร่างสูงเอาไว้ เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องเป็นราว เป็นข่าวใหญ่โตขึ้นอีก
“ใจเย็นๆ สิจักร วันนี้นักข่าวมากันเยอะนะ”
“ผมไม่สน!”
“แต่เราไม่มีหลักฐาน ตอนนี้เรายังทำอะไรมันไม่ได้หรอก” เรืองฤทธิ์พยายามหาทางเลี่ยงเหตุปะทะอย่างสุดชีวิต
“แค่พี่บอกว่ามันเป็นคนทำ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
“มันก็เป็นแค่คำพูดลอยๆ ของพี่ ใครเขาจะมาเชื่อ ดีไม่ดี เขาจะหาว่าเราใส่ร้ายชยตร์ก็ได้”
จักรวาลไม่ฟังคำทัดทานใดๆ เขากระตุกแขนตัวเองออกจากการเหนี่ยวรั้งของเรืองฤทธิ์ แล้วเดินเร็วๆ ไปจนถึงประตูห้อง แต่แล้วมือหนาที่คว้าหมับเข้าที่ลูกบิดก็ต้องชะงักงัน เมื่อผู้จัดการส่วนตัวของเขาตะโกนตามหลังให้ได้ยินว่า
“ถ้าจักรไม่ใจเย็นกว่านี้ คนที่จะเดือดร้อนก็คือมะปราง”
“มะปรางเกี่ยวอะไรด้วยครับ” ร่างสูงละมือออกจากลูกบิดประตู แล้วหันหน้ากลับมาถามเรืองฤทธิ์
“เกี่ยวสิ ในเมื่อตอนนี้มะปรางอยู่ในฐานะภรรยาของจักร ไอ้ชยตร์มันต้องการทำร้ายคนที่จักรรักมากที่สุด เพื่อเป็นการเล่นงานจักรทางอ้อมยังไงล่ะ”
“ถ้ามันกล้าแตะมะปรางแม้เพียงปลายเล็บ ผมเอามันตายแน่” จักรวาลไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายเฌอปรางค์เด็ดขาด ในเมื่อเขาเป็นคนดึงเธอเข้าสู่วงจรอันไม่น่ารื่นรมย์นี้ เขาก็ต้องปกป้องเธอให้ถึงที่สุด
การถ่ายแบบกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ทว่านายแบบคนดังทั้งสองกลับทำท่าเหมือนจะวางมวยใส่กัน สวนทางกับคอนเซปท์ของแฟชั่นชุดนี้ ที่ต้องการให้ภาพออกมาในลักษณะของสองหนุ่มเพื่อนซี้ สุดเซ็กซี่ ที่จะมากระชากใจสาวๆ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของนิตยสารให้เคลิบเคลิ้ม หลงใหลในเสน่ห์อันแสนเย้ายวนใจของทั้งคู่
“พร้อมทำงานกันรึยังครับ!” ตากล้องหนุ่มใหญ่วัยราวสี่สิบห้าปีตะโกนถาม หลังจากเฝ้ามองสถานการณ์อย่างใจเย็นอยู่ร่วมสิบนาที ทว่านายแบบทั้งสองคนก็ไม่มีใครยอมขยับออกจากฐานที่มั่นของตัวเอง ตากล้องหนุ่มใหญ่จึงหันไปถามทีมงานสาวที่ยืนอยู่ใกล้ตัวอย่างหงุดหงิดว่า “ไม่มีใครอธิบายคอนเซปท์งานให้สองคนนี้ฟังเหรอ ว่าต้องเป็นเพื่อนซี้ ไม่ใช่คู่อาฆาต ถ้าเป็นแบบนี้แล้วจะทำงานกันได้มั้ย”
“บอกแล้วค่ะพี่ บอกอย่างละเอียดเลยล่ะค่ะ” ทีมงานสาวตอบเบาๆ เพราะยังรู้สึกเข็ดขยาดจากการที่ถูกชยตร์ฟาดงวงฟาดงาใส่เมื่อครู่
เรืองฤทธิ์กลัวว่างานจะล่ม จึงรีบออกหน้าช่วยกอบกู้สถานการณ์ โดยเดินเข้าไปหาจักรวาลและบอกให้เขาอดทนทำงานให้เสร็จๆ ไป จากนั้นเรืองฤทธิ์ก็เข้าไปคุยกับชยตร์ในฐานะผู้ที่ทำงานอยู่ร่วมบริษัทเดียวกัน และในฐานะที่เรืองฤทธิ์เองก็เคยให้ความช่วยเหลือเรื่องงานแก่ชยตร์อยู่บ้าง จึงทำให้ดาราหนุ่มมีความเกรงใจเขาอยู่พอสมควร
ในที่สุดสถานการณ์ตึงเครียดก็คลี่คลายลง จักรวาลและชยตร์ยอมเดินมาเจอกันตรงกลางเฟรม และเริ่มโพสต์ท่าตามที่ตากล้องและทีมงานบอก โดยที่ชยตร์ต้องกอดคอจักรวาล ประหนึ่งว่าเป็นเพื่อนรักแบบตายแทนกันได้ ซึ่งชยตร์ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่จักรวาลกลับมีท่าทีเมินเฉย ไม่ให้ความร่วมมือเท่าใดนัก
“ตั้งใจทำงานหน่อยสิวะ” ชยตร์ล็อคคอจักรวาลแล้วรั้งเข้ามาใกล้ พลางกระซิบบอกเบาๆ พอให้ได้ยินกันแค่สองคน ในขณะเดียวกันเขาก็โพสต์ท่า และยิ้มให้กล้อง เสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างแนบเนียน
“แกจะใส่ร้ายฉันยังไง ฉันไม่ว่า แต่อย่ายุ่งกับมะปรางเด็ดขาด ไม่งั้นแกตายแน่” จักรวาลกัดฟันพูดโต้ตอบ
“แกพูดอะไร ฉันไม่เข้าใจ” ชยตร์แกล้งตีหน้าซื่อ ทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“แกไม่จำเป็นต้องเข้าใจ แค่จำเอาไว้ว่าอย่ายุ่งกับเมียฉันเท่านั้นก็พอ” จักรวาลกัดฟันพูด โดยที่ริมฝีปากแทบไม่ขยับ พร้อมๆ กับที่โพสต์ท่าถ่ายภาพไปด้วย จนตากล้องและคนอื่นๆ ไม่ผิดสังเกต
“เมียมือสอง ที่แกไปแย่งชาวบ้านเขามาน่ะเหรอ ผู้หญิงพรรค์นั้นทำไมฉันจะแตะต้องไม่ได้” ชยตร์พูดจาดูแคลน เมื่อได้ยินจักรวาลเรียกเฌอปรางค์ว่า ‘เมีย’ อย่างเต็มปากเต็มคำ
“ไอ้ชยตร์!” ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มสติหลุด ผลักอกคู่กรณีอย่างแรง จนร่างที่มีความสูงไล่เลี่ยกันเซถลาเกือบจะล้ม
“ทนฟังความจริงไม่ได้รึไงวะ” ชยตร์ตั้งหลักได้ ก็เดินกลับเข้ามาเผชิญหน้ากับจักรวาล และพูดจาท้าทาย
“อย่าดูถูกมะปรางอย่างนี้อีก!” เมื่อสิ้นประโยค กำปั้นของจักรวาลก็ลอยไปกระแทกที่ใบหน้าของชยตร์อย่างจัง จนดาราหนุ่มหน้าหงาย ล้มทั้งยืน
เมื่อเห็นว่าจักรวาลกำลังจะตามไปชกชยตร์ซ้ำอีก ทีมงานทั้งหลายจึงรีบเข้าไปแยกมวยคู่เอกกันจ้าละหวั่น เสียงอาละวาดโหวกเหวกของดาราหนุ่มทั้งสองดังลอดออกไปด้านนอก เป็นเหตุให้นักข่าวกลุ่มใหญ่วิ่งกรูกันเข้ามาภายใน แล้วรุมถ่ายภาพกันยกใหญ่
“เละ เละ เละ!” เรืองฤทธิ์ยกมือขึ้นทาบอก แล้วตะโกนออกมาอย่างสุดกลั้น
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







