เข้าสู่ระบบชายหนุ่มที่เนื้อตัวเปียกปอนเดินสะพายกล้องมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านพักตากอากาศหรูริมทะเล สภาพบ้านบ่งบอกฐานะของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี ว่าต้องเข้าขั้นมหาเศรษฐีแน่นอน
“บ้านหลังใหญ่ ราคาเป็นสิบล้าน แต่มาอยู่แค่ปีละไม่กี่วัน มันคุ้มกับเงินที่เสียไปไหมเนี่ย” เขาพึมพำกับตัวเองแล้วเดินผ่านประตูใหญ่หน้าบ้านเข้าไปอย่างคุ้นเคย
ชายหนุ่มเดินตรงไปยังห้องรับแขกแล้วทิ้งตัวลงบนโซฟาทั้งที่เสื้อผ้ายังเปียกอยู่ จากนั้นหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเปิดดูรูปที่ถ่ายไว้ ความจริงเช้านี้เขาตั้งใจจะไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นที่ชายหาด แต่ภาพที่ได้กลับเป็นภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่วิ่งกระเซอะกระเซิงมาตามชายหาด เขาไม่รู้ว่าเธอกำลังตามหาอะไรอยู่ แต่สักพักเธอก็วิ่งลงทะเลไปอย่างไม่คิดชีวิต
ตอนที่เห็น เขาไม่คิดว่าจะมีเรื่องร้ายแรง จึงแอบกดชัตเตอร์บันทึกภาพของเธอไว้ เพราะเห็นว่าเธอรูปร่างดีและเมื่อเขาซูมเลนส์เข้าไปในระยะใกล้ก็ทำให้ได้เห็นใบหน้าของเธอชัดเจนขึ้น เขายอมรับกับตัวเองโดยไม่มีข้อกังขาเลยว่า...
เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก
เขาแอบกดชัตเตอร์ตามไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เธอวิ่งเลาะไปตามชายหาดจนเธอวิ่งลงทะเลไป จากนั้นเขาก็เห็นว่าเธอผลุบๆ โผล่ๆ เหมือนคนกำลังจมน้ำจึงตัดสินใจวิ่งลงไปช่วย
เขากดปุ่มที่ตัวกล้องเพื่อเลื่อนดูรูปไปเรื่อยๆ แต่แล้วก็สะดุดตากับรูปๆ หนึ่งซึ่งเห็นสร้อยคอของหญิงสาวอย่างชัดเจน ชายหนุ่มหยิบสร้อยเส้นที่เก็บได้จากชายหาดออกมาจากกระเป๋าเสื้อเพื่อเทียบกับสร้อยที่หญิงสาวในรูปสวมอยู่
“สร้อยเส้นนี้เป็นของยัยมังกรพ่นไฟจริงด้วย” ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของชายหนุ่มจับจ้องอยู่ที่สร้อยคอที่ถืออยู่ก็จริง ทว่าเขากลับเห็นเป็นใบหน้าหญิงสาวเจ้าของสร้อยขึ้นมาแทน
“คุณหนู” เสียงของหญิงสูงวัยที่คุ้นหูฉุดช่างภาพหนุ่มให้หลุดออกจากภวังค์
“ป้านวล มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ”
“คุณหนูของป้า ทำไมมอมแมมอย่างนี้ละคะ ไปตกน้ำตกท่าที่ไหนมา” ป้านวลมองสำรวจไปทั่วเนื้อตัวของผู้ชายตัวโตที่เธอเรียกติดปากมาตั้งแต่เขายังเด็กว่า ‘คุณหนู’
“เลิกเรียกผมว่าคุณหนูได้แล้ว หนูที่ไหนตัวโตขนาดนี้” เขาวางกล้องถ่ายรูปลงบนโต๊ะรับแขกแล้วเลื่อนมือไปโอบร่างขาวท้วมตรงหน้าอย่างแสนรัก
“ไม่เอาค่ะ คุณหนูตัวเปียก อย่ามากอดป้า เดี๋ยวป้าก็เปียกไปด้วยพอดี” คนถูกกอดพูดพลางแกะมือของคุณหนูที่เกี่ยวอยู่รอบเอวของตนออก
“ขอกอดให้หายคิดถึงหน่อยไม่ได้เหรอ” ชายหนุ่มอ้อนราวกับเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ พร้อมกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นกว่าเดิม
“ไม่ต้องมาอ้อนเลยค่ะ คุณหนูยังไม่ได้บอกป้าเลยว่าไปตกน้ำตกท่าที่ไหนมา โตแล้วนะคะ ยังจะทำตัวซุกซนเป็นเด็กๆ อยู่อีก”
“ถามได้ว่าไปตกน้ำที่ไหนมา มาทะเลก็ต้องเล่นน้ำทะเลสิครับ” เขาไม่อยากเล่าว่าไปช่วยสาวน้อยตกน้ำมา เพราะกลัวจะถูกซักฟอกจนเปื่อย “ตกลงป้านวลมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง หรือว่ามากับ...” ชายหนุ่มเอะใจ
“นวลมากับแม่” เสียงทรงอำนาจของคุณหญิงนลินีดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“คุณแม่” ชายหนุ่มหันขวับไปตามทิศทางของเสียง
“แค่เห็นหน้าแม่ ต้องตกใจขนาดนั้นเลยเหรออธิน” ผู้เป็นมารดาถามลูกชายเสียงสะบัด
“ไม่ได้ตกใจครับ แค่แปลกใจนิดหน่อยเพราะไม่คิดว่าจะเจอคุณแม่ที่นี่” อธินตอบหน้านิ่ง
“ยังไม่เลิกอีกเหรอไอ้เรื่องถ่ายรูปเนี่ย” คุณหญิงนลินีมองไปที่กล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ
“คุณแม่...”
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น” คุณหญิงนลินีตัดบท
“ธินจำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ได้มั้ย”
“สัญญา...” อธินทวนคำ
“ธินขอเวลาแม่สามปีทำสตูดิโอถ่ายภาพ ครบสามปีแล้วธินจะกลับไปช่วยงานที่บริษัทของเรา” มารดาทบทวนสัญญาให้ลูกชายฟังอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“แต่ที่บริษัทก็มีพี่ธันว์กับยัยธารช่วยอยู่แล้วนี่ครับ”
“แปลว่าธินจะผิดสัญญากับแม่” คุณหญิงนลินีจ้องหน้าลูกชายคนกลางตาดุ
“ผมไม่ลืมสัญญาหรอกครับ เพียงแต่ผมไม่คิดว่าสามปีมันจะเร็วขนาดนี้ ตกลงครับ ในเมื่อผมสัญญากับคุณแม่ไว้แล้ว ผมก็ต้องรักษาคำพูด แต่ผมขอเวลาเคลียร์งานที่ยังค้างอยู่ให้เสร็จก่อนนะครับ ผมไม่อยากทิ้งไว้ให้เป็นภาระของไอ้ปราบ” อธินอ้างชื่อเพื่อนรักผู้เป็นหุ้นส่วนผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโออัลตร้ามาเป็นข้อต่อรองกับมารดา
“แม่ให้เวลาธินเคลียร์งานสามเดือน”
“คุณแม่ครับ...” อธินตั้งท่าจะต่อรอง
“ไม่ต้องต่อรอง แม่ให้เวลาธินมามากแล้ว” คุณหญิงนลินีปิดโอกาสต่อรองของบุตรชายอย่างเด็ดขาด
“ครับ คุณแม่” ชายหนุ่มตอบรับอย่างยอมจำนน
เมื่อเห็นแม่ลูกตกลงกันได้ในระดับหนึ่ง ป้านวลจึงรีบเข้าไปขัดตาทัพช่วยคุณหนูของเธอก่อนที่เรื่องราวจะรุนแรงไปมากกว่านี้เพราะรู้นิสัยเจ้านายทั้งสองเป็นอย่างดีว่าต่างฝ่ายต่างแข็งทั้งคู่
คุณหญิงนลินีมักจะเด็ดขาดกับลูกทั้งสามคนอย่างนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นธันวาเกษมบุตรชายคนโตหรือธารวารินทร์บุตรสาวคนเล็ก ทุกคนล้วนต้องทำตามคำบัญชาของคุณหญิงนลินีทั้งสิ้น
ส่วนอธินเป็นคนดื้อเงียบ ถึงแม้จะไม่ค่อยโต้เถียงแต่ก็ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของมารดาง่ายๆ หากเป็นเรื่องที่เขาไม่เห็นด้วย เขาก็มักจะหาวิธีขัดคำสั่งแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นได้เสมอ
“คุณหนูไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ แล้วค่อยลงมาทานอาหารเช้ากับคุณหญิง” ป้านวลบอกคุณหนูตัวโตของเธอพลางใช้สองมืออันอวบอิ่มรุนหลังชายหนุ่มให้รีบขึ้นไปชั้นบน
“พรุ่งนี้ไปงานเปิดตัวโรงแรมซันสวีตของคุณสมบัติกับแม่ด้วยนะ” คุณหญิงสั่งลูกชายเสียงเรียบ
อธินชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นบันไดแล้วหันกลับมาถามอย่างข้องใจ “ผมจำเป็นต้องไปด้วยเหรอครับ”
“นี่คือคำสั่ง” ผู้เป็นมารดาตอบอย่างเผด็จการเหมือนเคย
“ครับ” อธินรับคำแต่เพียงสั้นๆ แล้วก้าวเท้าขึ้นบันไดไปโดยไม่โต้แย้งใดๆ เพราะรู้ดีว่าเมื่อใดที่มารดาออกปากว่า ‘นี่คือคำสั่ง’ นั่นหมายความว่าทุกคนต้องปฏิบัติตาม
“คุณหญิงนั่งรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวดิฉันจะไปเตรียมตั้งโต๊ะอาหารเช้าให้ค่ะ” ป้านวลบอกกับนายหญิงของเธอหลังจากที่อธินเดินขึ้นชั้นบนไปแล้ว
คุณหญิงนลินีพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้แล้วทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาพลางทอดสายตาไปยังกล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพที่อธินวางทิ้งไว้บนโต๊ะแล้วส่ายหน้าอย่างไม่ได้ดั่งใจ
“นอนไม่หลับเหรอเม” นันทลีงัวเงียลุกขึ้นมาถามเมื่อรู้สึกว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกันขยับตัวยุกยิกไปมา
“ฮื่อ...นอนไม่หลับ ไม่รู้เป็นไร” เมษิตาลุกขึ้นแล้วเดินไปนั่งที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อจะเปิดแม็กบุ๊กทำงาน “คงยังไม่ถึงเวลานอนของเมมั้ง นี่เพิ่งจะสี่ทุ่มกว่าเอง ปกติเมนอนดึกจะตาย ทำงานถึงเช้าก็บ่อย” หญิงสาวกดปุ่มเปิดเครื่องแล้วมองสำรวจตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ พลันสายตาสะดุดก็อยู่ที่ลำคอที่ว่างเปล่าของตัวเอง
“เฮ้ย!” เมษิตาร้องเสียงดังจนนันทลีที่นอนสะลึมสะลืออยู่ตาสว่างขึ้นมาทันที
“เป็นอะไร!?”
“สร้อยคอเมหาย”
“ลืมไว้ในห้องน้ำหรือเปล่า”
“ลีก็รู้ว่าเมไม่เคยถอดสร้อยเส้นนี้เลย ตั้งแต่วันนั้น” แววตาของเมษิตาหม่นลงเมื่อนึกเหตุการณ์ที่ทำให้ ‘เจ็บฝังใจ’ มาถึงทุกวันนี้
สองปีที่แล้ว
วันนั้นเป็นวันที่เมษิตาตัดสินใจเลิกกับอรรถพลอย่างเด็ดขาดเพราะทนความเจ้าชู้ ปลิ้นปล้อน กะล่อน หลอกลวงของเขาไม่ไหว เธอเก็บของทุกอย่างที่เขาเคยให้ใส่กล่องแล้วเอาไปคืนเขาที่บ้านและคิดว่าทุกอย่างจะจบแค่นั้น
ทว่าวันต่อมา อรรถพลมาหาเธอที่บ้านเพื่อที่จะทวงสร้อยคอซึ่งเป็นของที่มีราคาแพงที่สุดที่เขาเคยซื้อให้
“เมขอเก็บสร้อยเส้นนี้ไว้ไม่ได้เหรอคะ” เธอไม่ได้อยากเก็บไว้เพราะมูลค่าของสร้อยเส้นนี้ แต่อยากเก็บไว้เพื่อเตือนใจตัวเองว่า อย่าโง่รักใครหัวปักหัวปำแบบนี้อีก
“ให้พี่เก็บไว้เถอะ พี่อยากเก็บไว้เป็นที่ระลึกระหว่างเรา”
“เมรู้ว่าพี่อรรถจะเอาไปขาย ถ้างั้นเมซื้อไว้เองก็ได้”
อรรถพลโกรธเพราะรู้สึกว่าถูกหยาม ถึงแม้ว่าเธอจะพูดถูกก็ตาม ตอนนี้เขากำลัง ‘กรอบ’ สร้อยคอพร้อมจี้เพรชเส้นนี้ถ้าเอาไปขายก็น่าจะพอประทังชีวิตไปได้อีกสักหนึ่งเดือน
“พี่อรรถต้องการเงินเท่าไหร่ก็บอกมา เมจะให้”
“จะดูถูกกันมาเกินไปแล้วนะ” อรรถพลโกรธจัด กระชากสร้อยคอออกจากคอของเมษิตาจนมันขาดติดมือมา
“พี่ไม่ได้จนตรอกขนาดนั้น แต่ที่ขอคืนก็เพราะจะเอาไปทิ้ง ในเมื่อเราจบกันแล้ว ก็ไม่ควรเหลือเยื่อไยอะไรกันอีก” พูดจบก็ก้าวฉับๆ เข้าไปในห้องน้ำ
เมษิตาวิ่งตามเข้าไปทันเห็นอรรถพละกำลังหย่อนสร้อยลงในโถชักโครกพอดี แต่ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปถึงปุ่มกดน้ำบนถังชักโครก หญิงสาวก็ใช้กำลังทั้งหมดที่มีผลักจนเขาเซไปชนกับอ่างล้างหน้าแล้วตัวเองก็วิ่งไปยืนขวางโถชักโครกไว้
“ถ้าอยากได้นักก็ล้วงขึ้นมาเองก็แล้วกัน!” อรรถพลตั้งหลักลุกขึ้นมาได้ก็ตะคอกใส่เมษิตา จากนั้นเดินตัวปลิวออกจากห้องน้ำ ไม่ถึงอึดใจเสียงปิดประตูดังโครมก็ดังตามมา
เมษิตาปาดน้ำตาออกจากสองแก้มแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก เธอจะต้องเข้มแข็งและจะไม่ร้องไห้ให้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นอีก เธอล้วงสร้อยคอขึ้นมาจากชักโครกแล้วประกาศกร้าวกับตัวเอง “ถ้าอยากได้สร้อยเส้นนี้คืนมากนัก สักวันฉันจะเอามันไปปาใส่หน้าแก ไอ้ผู้ชายเฮงซวย
จากวันนั้นจนถึงวันนี้เมษิตายังคงเก็บรักษาสร้อยคอเจ้าปัญหาไว้เป็นอย่างดีเพื่อรอวันที่จะปามันใส่หน้าอรรถพลอย่างที่เคยลั่นวาจาไว้ต่อหน้าโถชักโครก
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







