LOGINเมษิตาและอธินกลับเข้ามาในงานอีกครั้ง ชายหนุ่มหยุดอยู่ที่ประตูด้านหน้าเพื่อมองหาธันวาเกษมและธารวารินทร์ เมื่อเขาเห็นบุคคลอันเป็นเป้าหมายจึงแตะที่แขนของหญิงสาวข้างกายเบาๆ เพื่อเป็นสัญญาณบอกให้เธอเดินตามเขาไป ยิ่งเดินเข้าใกล้พี่ชายและน้องสาวของอธินมากเท่าไร เมษิตาก็ยิ่งมองเห็นชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างธารวารินทร์ชัดมากขึ้นเท่านั้น
สายตาของเธอจ้องมองไปยังใบหน้าหล่อเหลาที่คุ้นตาและชินใจของชายผู้นั้นอย่างไม่วางตา พร้อมกันนั้นจังหวะการก้าวเท้าของเธอก็เปลี่ยนจากการก้าวเร็วๆ อย่างคนมั่นใจในตัวเองกลายเป็นก้าวช้าๆ อย่างระมัดระวังจนแทบจะหยุดเดินในที่สุด
“เป็นอะไรไปคุณ” อธินหันหลังกลับมาถามเมื่อรู้สึกว่าเมษิตาเดินตามเขาไม่ทัน
“เปล่า” คนถูกถามสลัดศีรษะเบาๆ เพื่อเรียกสติแล้วรีบก้าวตามไปให้ทันอธิน หากแต่สายตาของเธอนั้นยังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของชายหนุ่มอีกคนอย่างไม่อาจละสายตาได้
สองปีแล้วที่เมษิตาไม่ได้พบอรรถพลเลยนับแต่วันที่ทั้งคู่เลิกรากันด้วยเหตุผลที่เธอเองไม่อยากจะนึกถึง ไม่มีแม้แต่การคุยโทรศัพท์หรือรับรู้ข่าวสารใดๆ ของเขาเลย หญิงสาวไม่คิดว่าวันนี้จะได้พบเขาด้วยความบังเอิญอีกครั้ง
“พี่ธินทำไมมาช้าจังคะ” ธารวารินทร์ยิ้มหวานทักพี่ชายทันทีที่เขาและเมษิตาเดินมาถึงกลุ่มของเธอ
“พี่มาถึงนานแล้วแต่พาคุณเมเค้าไปเข้าห้องน้ำมา”
ธารวารินทร์และธันวาเกษมต่างหันมามองเมษิตาเป็นตาเดียวกัน สายตาของทั้งคู่แสดงความสงสัยชัดเจนว่าสาวสวยร่างระหงที่ยืนเคียงข้างอธินอยู่นี้เป็นใคร แต่หากทุกคนสังเกตอีกสักนิดก็จะพบว่ายังมีสายตาของอรรถพลอีกคู่ที่จับจ้องไปยังเมษิตาด้วยอาการตะลึงงัน เมษิตารู้ตัวดีว่าเธอกำลังถูกอรรถพลจ้องมองอยู่แต่ก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตาคู่นั้นของเขา
“นี่คุณเมษิตา” อธินละคำว่าแฟนอย่างที่เคยแนะนำกับปราบดาและแซนดี้ หากแต่เมษิตาที่เป็นฝ่ายประกาศตัวว่าเป็นแฟนของเขาเสียเอง
“เมเป็นแฟนคุณธินค่ะ” เมษิตาพูดพลางขยับเข้าไปเกาะแขนอธินอย่างแนบชิดมากขึ้นซึ่งทำให้อธินแปลกใจอยู่มากทีเดียว
ธันวาเกษมและธารวารินทร์ตื่นเต้น เมื่อได้ยินเมษิตาแนะนำตัวเองว่าเป็นแฟนอธิน ทั้งคู่จึงทำการซักถามเป็นการใหญ่ว่าไปรู้จักกันตอนไหนแล้วแอบคบกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่เพราะคนที่บ้านไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย ซึ่งทำให้คู่รักกำมะลอต้องช่วยกันปั้นเรื่องให้ดูเป็นคู่รักที่สมจริงมากที่สุด และระหว่างการสนทนา ไม่มีใครสังเกตว่าอรรถพลลอบเมษิตาอยู่เงียบๆ ตลอดเวลา
ธารวารินทร์เห็นเพื่อนชายของเธอยืนเงียบอยู่นานจึงหาจังหวะแนะนำเขาต่ออธิน “คุณอรรถคะ นี่พี่ธิน พี่ชายธารค่ะ...ส่วนนี่คุณอรรถพลเพื่อนธารค่ะพี่ธิน”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” อธินยื่นมือไปข้างหน้าให้อรรถพลจับตามมารยาท
ขณะจับมือกับอธินนั้นสายตาของอรรถพลก็มิวายเหลือบไปมองเมษิตาด้วยแววตาเคลือบนัยบางอย่าง ซึ่งการกระทำนี้ก็ไม่สามารถรอดพ้นสายตาของอธินไปได้ พฤติกรรมของอรรถพลทำให้อธินรู้สึกไม่ไว้ใจเพื่อนชายของน้องสาวผู้นี้ขึ้นมาทันที
เมษิตาปลีกตัวออกมาจากวงสนทนาอย่างเงียบๆ แล้วเดินเลือกอาหารและเครื่องดื่มที่จัดไว้บนโต๊ะบุฟเฟต์อย่างเลื่อนลอย อาหารหลากหลายชนิดที่ถูกจัดวางไว้อย่างสวยงามน่ารับประทานแต่หญิงสาวไม่นึกอยากจะลิ้มรสเลยแม้แต่น้อย ในยามนี้ความคิดของเมษิตามีแต่เรื่องราวของอรรถพลลอยฟุ้งอยู่เต็มไปหมด อดีตที่คิดว่าลืมเลือนมันได้แล้วกลับชัดเจนขึ้นทันทีที่เห็นหน้าเขาเมื่อครู่
“พี่ไม่คิดว่าจะได้เจอเมที่นี่”
เมษิตาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงของอรรถพลดังขึ้นจากทางด้านหลัง หญิงสาวหลับตาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนที่จะหันมาเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงที่คุ้นหูนั้น
“เมก็ไม่คิดว่าจะเจอพี่อรรถที่นี่เหมือนกัน” เมษิตาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นฟังดูห่างเหินเหมือนคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
“ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เมเป็นยังไงบ้าง”
“เมสบายดีค่ะ พี่อรรถก็เห็นอยู่นี่คะ” น้ำเสียงสะบัดจนคนฟังรู้สึกได้ว่ากำลังถูกประชด
“เมมีแฟนใหม่แล้ว พี่ยินดีด้วย” อรรถพลพูดยิ้มแย้ม
เมษิตาที่ยังคงติดอยู่กับอดีตเหมือนถูกมีดปลายแหลมทิ่มแทงลงตรงแผลเก่าอย่างไม่ปรานี เมื่อคนเคยรักแสดงท่าทียินดีจนออกนอกหน้าเช่นนี้
“พี่หวังว่าเมจะไม่พูดเรื่องเก่าของเราให้คุณธารรู้นะ” อรรถพลกล่าวพลางหันไปมองหญิงสาวผู้ที่ถูกกล่าวถึงด้วยแววตากังวล
“เมรู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด” เมษิตาเชิดหน้าข่มความรู้สึกเจ็บปวดที่กำลังปะทุอยู่ภายในหัวใจอย่างเต็มที่ เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการซ่อนมันไว้ให้มิดชิดที่สุด เธอจะให้เขารู้ไม่ได้ว่าเธอยังไม่เคยลืมอดีตที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้รักเหมือนก่อน แต่ความเจ็บปวดที่เคยได้รับยังคงตามหลอกหลอนอยู่จนทุกวันนี้
“ขอบใจนะที่เข้าใจอะไรง่ายๆ” พูดจบก็เดินออกไป
“เดี๋ยวก่อนค่ะพี่อรรถ” หญิงสาวกัดฟันเรียกเขาไว้
“มีอะไร” ชายหนุ่มหันกลับมาถาม
“พี่อรรถยังจำสร้อยเส้นนั้นได้มั้ย” เมษิตากลั้นใจถามอย่างขมขื่น
“สร้อยเส้นที่พี่ทิ้งชักโครกไปน่ะเหรอ ป่านนี้มันคงย่อยสลายไปแล้วมั้ง” อรรถพลหัวเราะราวกับเป็นเรื่องขบขันเสียเต็มประดา
“มันยังอยู่ เมยังเก็บมันไว้อย่างดีตลอดสองปีที่ผ่านมา”
“เมกล้าเก็บมันขึ้นมาด้วยเหรอ ทิ้งไปเถอะ ของสกปรกตกชักโครกไปแล้วจะเก็บไว้ทำไม” อรรถพลทำหน้าขยะแขยง
“เมเก็บมันขึ้นมาเพื่อที่จะคืนให้พี่อรรถไงคะ วันนั้นพี่อยากได้มันคืนมากไม่ใช่เหรอ” เมษิตาถามกึ่งประชดประชัน
“แต่วันนี้พี่ไม่ต้องการมันแล้ว เมทิ้งไปเถอะไม่ต้องเอามาคืนพี่หรอก”
“ไม่ว่ายังไงเมก็จะคืนให้พี่อรรถค่ะ แต่วันนี้เมไม่ได้เอาสร้อยมาด้วย เอาไว้เมจะนัดคืนวันหลังนะคะ”
“ก็ได้ เอาที่เมสบายใจเลย” พูดจบอรรถพลก็เดินจากไปอย่างไม่ไยดีว่าหญิงสาวที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลังจะรู้สึกอย่างไร
เมษิตาหยิบแก้วค็อกเทลสีฟ้าใสจากถาดของบริกรที่เดินบริการแขกทั่วบริเวณงานมาถือไว้ในมือแล้วเพ่งพินิจน้ำหวานผสมแอลกอฮอล์ในมืออย่างชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะยกแก้วนั้นขึ้นจรดริมฝีปากบางแต่ยังไม่ทันที่จะได้ลิ้มรสของน้ำเมาสีสวย อธินก็กระชากแก้วใบเล็กออกจากมือเรียวของหญิงสาวจนน้ำกระฉอกเลอะเนินอกนวลที่อยู่เหนือชุดเกาะอกที่เธอสวมอยู่
“ทำบ้าอะไรของคุณ ฉันเลอะหมดแล้วเห็นมั้ย” เมษิตาโวยวายพลางดึงทิชชู่ที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้มือมาเช็ดเนินอก
“คุณแพ้แอลกอฮอล์ แล้วจะดื่มได้ยังไง” อธินดุ
“คุณรู้ได้ยังไง” หญิงสาวร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมองสบตาคนตัวสูงกว่าอย่างสงสัย
“คุณลีบอกผมว่าคุณแพ้เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ เพราะฉะนั้น ห้ามดื่ม!”
เมษิตาไม่สนใจคำสั่งของอธิน เธอยังคงหยิบค็อกเทลแก้วใหม่จากบริกรที่เดินผ่านมาอีกรอบแต่ก็ถูกอธินแย่งแก้วนั้นไปอีกครั้งจนได้
“อย่ามายุ่งกับฉัน ฉันจะดื่ม”
“ผมไม่อนุญาต!”
“คุณมีสิทธิอะไรมาห้ามฉัน”
“ผมเป็นคนพาคุณมาที่นี่ ผมก็ต้องดูแลคุณให้ดีที่สุด”
อธินพูดเสียงเข้มพร้อมจ้องหน้าเมษิตานิ่ง ชายหนุ่มร่างสูงสังเกตเห็นว่าขอบตาของหญิงสาวตรงหน้าแดงก่ำและมีน้ำตาคลออยู่เต็มหน่วยตา
“คุณร้องไห้!”
เมษิตารีบกลับหลังหันเพื่อซ่อนรอยน้ำตาแล้วใช้ปลายนิ้วปัดหยาดน้ำนั้นออกอย่างรวดเร็ว “ฉันขออยู่ตรงนี้คนเดียวสักพักนะ”
อธินขยับตัวตามไปยืนด้านหน้าของเมษิตาอีกครั้งแล้วเพ่งพินิจใบหน้าของหญิงสาวอย่างพิจารณา
“คุณร้องไห้จริงๆ ด้วย ใครทำอะไรคุณ!?”
“ไม่เกี่ยวกับคุณ” เมษิตาเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
“เมื่อกี้ผมเห็นคุณคุยกับนายอรรถพลตั้งนาน เขาพูดอะไรกับคุณ เขาทำอะไรคุณหรือเปล่า” น้ำเสียงนั้นเจือความเป็นห่วงอยู่มาก
ไม่มีคำตอบใดๆ หลุดออกมาจากปากของหญิงสาว
“ถ้าคุณไม่บอก ผมก็จะไปถามเขาเอง”
อธินพูดจบก็สาวเท้าตรงไปยังเป้าหมายทันที เมษิตาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบรั้งตัวเขาเอาไว้แต่ก็คว้าได้แค่เพียงชายเสื้อสูทด้านหลังเท่านั้น หญิงสาวร่างบอบบางต้องออกแรงฉุดมากพอสมควรจึงจะสามารถรั้งร่างสูงนั้นให้หยุดอยู่กับที่ได้
“ไม่เกี่ยวกับเขา ไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้น” เมษิตาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและสั่นเครืออยู่เบื้องหลังอธิน
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







