LOGINอธินขับรถกลับมาถึงบ้านพักของตนเป็นเวลาเกือบตีสอง แต่แปลกที่ไฟในบ้านยังคงเปิดอยู่แทบทุกจุด ราวกับว่าใครบางคนกำลังรอการกลับมาของเขาอยู่ ซึ่งก็เป็นไปตามความคาดหมายเมื่อเขากวาดตามองไปรอบห้องแล้วพบว่าคุณหญิงนลินีนั่งหน้าตึงอยู่ที่โซฟาชุดใหญ่อลังการกลางห้องโถง
“ไปไหนมาเจ้าลูกชายตัวดี ทำไมเพิ่งกลับมาจนป่านนี้” ผู้เป็นมารดาตวาดแหวขึ้นทันทีที่บุตรชายคนกลางก้าวเข้ามาในห้องจนป้านวลที่นั่งหลบมุมหลับอยู่สะดุ้งตื่นแต่ก็ไม่กล้าจะพาตัวเองเข้าสู่สมรภูมิย่อมๆ นี้ จึงได้แต่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ในพื้นที่ของตน
“ผมไปส่งคุณเมที่บ้านมาครับ” บุตรชายตอบเสียงนิ่งเรียบราวจะหยั่งเชิง
“ยัยเมนี่เป็นใครมาจากไหน ทำไมอยู่ๆ ถึงมาเป็นแฟนแกได้แล้วทำไมแม่ถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน”
“เราคบกันมาได้สักระยะแล้วครับ” อธินจำเป็นต้องพูดปดอีกครั้งเมื่อเรื่องราวไม่จบลงง่ายๆ อย่างที่เขาคิด
“พูดความจริงกับแม่” คุณหญิงนลินีคาดคั้นบุตรชายอย่างไม่เชื่อในคำตอบที่ได้รับ
“สิ่งที่ผมพูดคือความจริง” เขายืนกรานหนักแน่น
“คิดว่าลูกไม้ตื้นๆ แค่นี้จะหลอกแม่ได้เหรอ แม่เป็นแม่แกนะทำไมจะอ่านเกมแกไม่ออก คิดจะเอาผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้มาหลอกแม่ว่าเป็นแฟนแก แล้วก็ให้แม่ยอมล้มเลิกงานแต่งงานของแกกับหนูดาง่ายๆ ใช่มั้ย มันไม่ง่ายอย่างที่แกคิดหรอกนะเจ้าธิน” ผู้เป็นมารดากล่าวอย่างรู้ทัน
“ถ้าคุณแม่ไม่เชื่อ ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว” อธิน กล่าวแต่เพียงสั้นๆ เพราะคร้านจะต่อปากต่อคำ
“ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นแฟนแกจริงหรือไม่ก็ตาม ยังไงแกก็ต้องแต่งงานกับหนูดา” ผู้เป็นมารดากล่าวประกาศิตโดยไม่ฟังเหตุผลของบุตรชายอีกตามเคย
“ทำไมต้องเป็นผม ทำไมไม่เป็นพี่ธันว์” อธินถามคำถามที่ไม่อยากจะถามเท่าใดนัก แต่ก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าทำไมมารดาเขาจึงไม่จับคู่ธันวาเกษมกับนวินดา ทั้งๆ ที่พี่ชายคนโตของเขานั้นจัดได้ว่าเป็นลูกที่ดี เอาการเอางานและเชื่อฟังคำสั่งของมารดาทุกประการ มันจะไม่วุ่นวายอย่างนี้หากมารดาของเขาคิดจะจับคู่สองคนนั้นแทน
“ไม่ต้องถาม แค่ทำตามที่แม่สั่งเท่านั้นก็พอ” ผู้เป็นมารดาออกคำสั่งอย่างเผด็จการเช่นเคย
“พรุ่งนี้พาหนูดาไปทานข้าวเย็นด้วยนะ แม่นัดไว้ให้แล้ว” เมื่อสิ้นประโยคนั้นคุณหญิงนลินีก็เดินเชิดหน้าขึ้นชั้นบนไปทันที
เมื่อร่างของคุณหญิงนลินีลับตาไป ป้านวลจึงพาร่างขาวอวบมายืนอยู่ข้างๆ คุณหนูของเธอพร้อมส่งความเห็นอกเห็นใจผ่านแววตาและสัมผัสที่แผ่วเบาเป็นการปลอบโยน
“ทำไมคุณหนูถึงดื้อนักล่ะคะ”
“ถ้าเป็นเรื่องที่มีเหตุมีผลมากกว่านี้ ผมก็ไม่ขัดหรอก” คุณหนูตัวโตพูดอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
“คุณหญิงทำทุกอย่างเพราะหวังดีกับคุณหนูนะคะ” พี่เลี้ยงสูงวัยพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ
“แล้วทำไมไม่เป็นพี่ธันว์ล่ะครับ ทั้งๆ ที่พี่ธันว์ดีกว่าผม เก่งกว่าผมทุกอย่าง อีกอย่างคนอย่างพี่ธันว์ไม่มีวันจะขัดใจคุณแม่อยู่แล้ว” ชายหนุ่มพูดอย่างเปิดเผยเพราะกับพี่เลี้ยงคนสนิทเขาไม่มีอะไรต้องปิดบัง แม้กระทั่งหลั่งน้ำตาลูกผู้ชายต่อหน้าเธอเมื่อคราวที่อกหักจากแพรวพรรณเขาก็ทำมาแล้ว
“เพราะคุณหญิงท่านมั่นใจว่าคุณธันว์จะสามารถหาสะใภ้ที่ถูกใจท่านได้ด้วยตัวเอง แต่กับคุณหนูน่ะคุณหญิงท่านไม่ไว้ใจค่ะ”
“ทำไมต้องไม่ไว้ใจผมด้วย”
“ก็ดูผู้หญิงแต่ละคนที่ป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆ ตัวคุณหนูสิคะ ขนาดป้ายังรับไม่ค่อยจะได้เลย แล้วคุณหญิงท่านจะรับไหวได้ยังไง” ป้านวลค่อนขอด
ยิ่งพูดยิ่งเข้าตัว ดังนั้นอธินจึงหาเรื่องเปลี่ยนประเด็นการสนทนา “แล้วพี่ธันว์กับยัยธารนอนกันหมดแล้วเหรอครับ”
“กลับกรุงเทพฯ ไปกันหมดแล้วค่ะ พรุ่งนี้คุณธันว์มีประชุมแต่เช้า คุณธารเลยขอกลับไปพร้อมกันด้วยเลย”
“พี่ธันว์นี่ก็ไม่รู้จะขยันไปถึงไหน ทำแต่งานจนไม่มีเวลาหาพี่สะใภ้ให้ผมแล้ว” ชายหนุ่มบ่นพี่ชายอย่างชื่นชมในความเอาการเอางานของเขา
“คุณหนูขึ้นไปนอนเถอะค่ะ ดึกมากแล้วนะคะ”
“ครับ...ป้าก็ไปนอนได้แล้ว นอนดึกเดี๋ยวหน้าแก่ไม่รู้ด้วยนะ” ชายหนุ่มกล่าวพลางใช้มือดึงแก้มย่นๆสองข้างของพี่เลี้ยงตัวกลมอย่างรักใคร่
เมื่อเข้ามาในห้องนอนก็อธินทรุดตัวลงนั่งที่ขอบเตียง แล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาอย่างหมดแรง เขาเบิกตาโพลงมองเพดานกว้างพลางครุ่นคิดถึงคำสั่งของคุณหญิงนลินีที่ให้เขาพานวินดาไปรับประทานอาหารเย็นในวันพรุ่งนี้ ชายหนุ่มสลัดเรื่องของนวินดาออกจากสมองแล้วหยิบสร้อยคอของเมษิตาออกมาจากกระเป๋าเสื้อจากนั้นชูขึ้นแกว่งไปมาอยู่ตรงหน้าแล้วกรอกตาตามราวกับสะกดจิตตัวเองทั้งที่ยังนอนอยู่ในท่าเดิม
“ผมคงต้องขอความช่วยเหลือจากคุณอีกครั้งแล้วละ”
แสงแดดอ่อนในยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านผืนบางที่หัวเตียงมากระทบใบหน้าของเมษิตาที่กำลังหลับคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่ม เปลือกตาที่ปิดสนิทค่อยๆ คลี่ออกแล้วกะพริบถี่ๆ สองสามครั้งเพื่อสู้แสงของดวงตะวันที่สาดส่องเข้ามา เมื่อสายตาชินกับแสงแล้วร่างบางจึงชันตัวลุกขึ้นพิงหัวเตียง
“โอ๊ย ปวดหัวจัง” หญิงสาวครางเบาๆ พร้อมยกสองมือขึ้นกุมขมับ
“ก็แน่ล่ะเมื่อคืนเมาไม่รู้เรื่องซะขนาดนั้น” นันทลีพูดขึ้นพร้อมกับก้าวผ่านประตูเข้ามานั่งลงที่ขอบเตียงแล้วยื่นแก้วนมให้เมษิตา “ดื่มนมอุ่นๆ แก้เมาค้างก่อนนะแล้วค่อยไปอาบน้ำ”
“ดื่มนมอุ่นๆ แก้เมาค้างเนี่ยนะ ไปเอามาจากตำราเล่มไหน” เมษิตาถามพลางขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยเพราะไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน
“เคยอ่านเจอในหนังสือ ดื่มเข้าไปเถอะน่าอย่าถามมาก”
เมษิตารับแก้วนมมาดื่มได้อึกเดียวก็ทำท่าพะอืดพะอมเหมือนอะไรบางอย่างจะพุ่งออกมาจากลำคอ เธอรีบวางแก้วลงแล้ววิ่งพรวดไปโก่งคออาเจียนในห้องน้ำทันที
“เป็นไงบ้าง” นันทลีที่วิ่งตามมาติดๆ ถามด้วยความเป็นห่วง
“ปวดหัว ปวดท้องด้วย” เมษิตาตอบเสียงอ่อย
“ก็เมเป็นโรคกระเพาะอยู่ แล้วยังดื่มเหล้าเข้าไปอีกก็ต้องปวดท้องเป็นธรรมดา ได้เอายามาด้วยหรือเปล่า” นันทลีถามหายารักษาโรคกระเพาะอักเสบที่เมษิตามักจะพกติดตัวอยู่เสมอ
คนป่วยส่ายหน้าแทนคำตอบ
“งั้นเมรีบอาบน้ำนะ เดี๋ยวลีจะพาไปหาหมอ”
ไม่ถึงสิบนาทีร่างบอบบางที่ถูกพิษแอลกอฮอล์เล่นงานก็ออกมายืนหน้าซีดอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งในสภาพที่แต่งตัวเรียบร้อยพร้อมออกเดินทาง พร้อมกันกับที่นันทลีก็เก็บของเตรียมตัวกลับเสร็จพอดี
“เช็คเอาท์ออกไปเลยนะ จะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา”
เมษิตาได้แต่พยักหน้ารับคำเพราะสิ้นเรี่ยวแรงจะพูด
อธินก้าวขึ้นมาบนบังกะโลอันเป็นที่พักของเมษิตาอย่างคุ้นเคยเพราะระยะเวลาแค่สองวันเขามาที่นี่ถึงสามครั้งซึ่งนับรวมครั้งนี้ด้วย ชายหนุ่มกวาดตามองไปทั่วบริเวณแต่ก็ไม่พบแม้เงาของหญิงสาวเจ้าของที่พัก เขาจึงเงื้อมือจะเคาะประตูเรียกแต่พนักงานทำความสะอาดก็เปิดประตูออกมาเสียก่อน พร้อมกับหอบหมอน ผ้าห่มและผ้าปูที่นอนที่ใช้แล้วออกมาด้วย อธินรับรู้ได้โดยอัตโนมัติว่าผู้ที่เขาต้องการมาพบได้เช็คเอาท์ออกไปแล้ว
“ไปกันแล้วเหรอ” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองเบาๆ แล้วหันกายเดินลงบันไดบังกะโลหลังเล็กมุ่งหน้าไปยังรีเซฟชั่นเพื่อสอบถามรายละเอียดของสองสาวอย่างรีบร้อน
พนักงานยกมือไหว้พร้อมกล่าวทักทายอธินอย่างยิ้มแย้ม เมื่อเขาไปหยุดยืนหอบอยู่หน้าเคาน์เตอร์
“ผมมาหาเพื่อนที่อยู่บ้านพักเลขที่ C18 น่ะครับ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะเช็คเอาท์ออกไปแล้ว”
พนักงานสาวสวยคนเดิมหันหน้าเข้าหาจอคอมพิวเตอร์แล้วคีย์ข้อมูลบางอย่างลงไปแล้วรออยู่สักครู่จากนั้นจึงหันมายิ้มหวานให้อธินก่อนจะตอบ
“แขกห้อง C18 เช็คเอาท์ออกไปแล้วตั้งแต่ตอนแปดโมงครึ่ง แขกท่านนึงไม่สบาย ก็เลยรีบไปหาหมอค่ะ”
“ผมขอเบอร์โทรศัพท์ของเธอหน่อยได้มั้ยครับ ผมมีของสำคัญต้องคืนให้เธอ” อธินพูดพลางเอามือวางทับกระเป๋ากางเกงข้างที่ใส่สร้อยของเมษิตาเอาไว้
“คุณบอกว่าเป็นเพื่อนเธอแต่ไม่มีเบอร์โทรศัพท์ของเธอเหรอคะ” พนักงานสาวสวยตั้งข้อสังเกต
“มีครับ แต่โทร. ไปไม่ติดไม่รู้ว่าเธอเปลี่ยนเบอร์หรือเปล่า เพราะไม่ได้เจอกันนานแล้ว” อธินแก้ตัวไปมั่วๆ ตามแต่จะนึกได้ในวินาทีฉุกเฉิน
“ต้องขอโทษจริงๆ นะคะ ข้อมูลส่วนตัวของแขกถือเป็นความลับ ทางรีสอร์ตไม่สามารถเปิดเผยได้ค่ะ” พนักงานต้อนรับสาวกล่าวปฏิเสธอย่างเคร่งครัดในหน้าที่ แม้อธินจะขอร้องอย่างไรเธอก็ไม่ยอมใจอ่อน
“คุณสะดวกจะทิ้งชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของคุณไว้มั้ยคะ ฉันจะโทร. ไปแจ้งเพื่อนของคุณให้ติดต่อหาคุณเอง” พนักงานสาวช่วยหาทางออก
อธินยอมรับข้อเสนอนั้นแต่โดยดีเพราะมองไม่เห็นทางอื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้ว เขาจดชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองลงบนกระดาษโน้ตแล้วยื่นให้พนักงานสาวสวย
“ช่วยโทร. ให้ตอนนี้เลยได้มั้ยครับ”
พนักงานสาวกดโทรศัพท์ไปยังหมายเลขของเมษิตาตามคำของร้องของอธิน เธอรอสัญญาณอยู่สักครู่แล้ววางหูโทรศัพท์ลงที่แป้นรับ จากนั้นจึงหันมาบอกกล่าวแก่ชายหนุ่มว่าไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายปลายทาง ได้ฟังดังนั้นชายหนุ่มก็ระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างไม่รู้จะทำอะไรได้มากไปกว่านี้แล้ว
“ฉันจะติดต่อให้อีกครั้ง ถ้าติดต่อจะโทร. ไปแจ้งค่ะ”
“ฝากด้วยนะครับ ผมมีของสำคัญต้องคืนให้เธอจริงๆ” อธินฝากฝังกับพนักงานต้อนรับแล้วเดินออกจากเคาน์เตอร์ไปพลางคิดในใจว่าหากพนักงานคนนั้นติดต่อเมษิตาให้เขาไม่ได้ แล้วเขาจะไปตามหาเธอที่ไหนเพราะเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลย
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







