LOGINเจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น
“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”
“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”
“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”
สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา
“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอของเด็กชาย ลูบกลุ่มผมของเด็กน้อยด้วยความสงสาร
“เขาคงจะเดือดร้อนจริงๆ ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนอยากจะพาลูกมาลำบากด้วยหรอก”
“เฮ้อ...ฉันตั้งใจรีบกลับมา ว่าจะแช่ตัวในน้ำอุ่นให้เธอบีบนวดแก้เมื่อยเสียหน่อย เห็นทีว่าคงจะไม่ได้เสียแล้ว” ซุนเจิงเดินเข้าไปใกล้ภรรยาของตน พูดอย่างขบขันให้เธอได้คลายความเครียดลงบ้าง แต่กลับกลายเป็นว่าเธอมองเขาเขม็ง
“คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย บีบนวดคุณในอ่างน้ำอุ่นน่ะหรือ พิเรนทร์เหลือเกิน”
“ทำอย่างกับว่าไม่เคยทำ เมื่อก่อนเธอเดินเข้ามานวดให้ฉันถึงในห้องนอน ยายแก่” จากเสียงเย้ยหยัน ไม่กี่อึดใจถัดมากลับกลายเป็นเสียงร้องโอดโอยขึ้นมาแทน เมื่อเหอลี่อิงเอื้อมมือหยิกเอวของบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้าตน
“เรื่องอย่างนี้น่ะจำแม่นนัก ทีเรื่องสำคัญละจำไม่เคยได้”
“อะไรกัน! ฉันน่ะหรือจำเรื่องสำคัญไม่ได้”
“เลขบัตรประชาชนสี่ตัวท้ายคุณคืออะไร” เหอลี่อิงถามขึ้น ซุนเจิงที่มีทีท่ามั่นใจในคราแรกชะงักงันเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาจำเรื่องพวกนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ
“เรื่องแค่นี้ยังจำไม่ได้เลยตาแก่!”
ซุนเจิงข่มอารมณ์มองหน้าสตรีที่แสดงสีหน้าเย้ยหยัน และเขาก็ต้องสลัดเรื่องพวกนี้ออกไป เมื่อหมอที่ให้คนไปตามตัวเข้ามาขัดจังหวะพอดี
นับว่ายายแก่เหอลี่อิงรอดตัวไปก็แล้วกัน!
เมื่อหมอเข้ามาถึง ซุนเจิงและเหอลี่อิงก็หลีกทางให้หมอตรวจรักษาเด็กน้อยได้สะดวก ส่วนพวกเขายืนดูอยู่ไม่ห่าง เพียงครู่หนึ่งหมอที่ทำการรักษาก็หันมารายงานอาการของเด็กน้อย
“เด็กคนนี้เพียงอ่อนแอเท่านั้น หากได้รับยาบำรุงและกินอาหารให้เพียงพอก็ไม่เป็นไรแล้วใต้เท้า”
“อย่างนั้นรึ”
“ขอรับ ข้าจะส่งเทียบยาบำรุงมาให้ ใต้เท้าโปรดเบาใจ”
ซุนเจิงพยักหน้ารับอย่างไม่มีข้อกังขาใด ด้วยว่าดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว เด็กคนนี้ก็คงจะอดมื้อกินมื้อมาตลอดทางเป็นแน่ “หูชิง เข้าไปเอาถุงเงินที่ห้องหนังสือมาให้ท่านหมอ”
“ขอรับ”
“เช่นนั้นข้าขอตัว”
ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง ซุนเจิงมองเด็กน้อยที่นอนนิ่งได้ครู่หนึ่ง บิดามารดาของเด็กน้อยก็ปรี่เข้ามาหาด้วยอาภรณ์และเนื้อตัวสะอาดสะอ้านกว่าเก่า
“เด็กคนนี้แค่อ่อนแอ อาจเพราะขาดอาหารมาหลายวัน พวกท่านไม่ต้องกังวลไป ประเดี๋ยวหมอจะจัดยามาให้ อีกไม่นานก็คงจะดีขึ้น” เหอลี่อิงบอกกล่าวกับคนที่กำลังวิตกเรื่องบุตรให้ได้คลายกังวล
“ท่านไปคุยกับข้าที่ห้องหนังสือได้หรือไม่” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่อ้อมค้อมมองบุรุษที่ก้มๆ เงยๆ ดูลูกชายด้วยความเป็นห่วง แต่หันมามองเขาด้วยความประหม่า
“จะคุยเลยหรือ”
“อืม ไม่นานหรอก” ซุนเจิงตอบกลับภรรยาที่เอ่ยถาม ก่อนจะเดินนำบุรุษที่เดือดร้อนจนต้องหอบหิ้วครอบครัวมาถึงเมืองหลวงไปยังห้องหนังสือ เชื้อเชิญให้อีกฝ่ายได้นั่ง จัดแจงรินน้ำชารสดีให้เขาได้ลิ้มลอง และเอ่ยถามในเรื่องสำคัญ
“เรื่องที่ทำให้ท่านเดินทางมาถึงเมืองหลวงคือสิ่งใดกัน”
“เรื่องที่นาขอรับ ข้าจะเข้ามาร้องเรียนกับทางการว่านายอำเภอโกงที่ดินของข้า เขาเอาที่ดินของข้าไปแอบอ้างเป็นของตน ทั้งยังมาจ้างข้าให้ไปทำนาแลกกับข้าวสารเพียงน้อยนิด”
“อย่างนั้นรึ มีเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่อทางการเป็นผู้จัดสรรที่ดินให้แก่ราษฎรทุกคนตามราชโองการ จักรพรรดิมีพระประสงค์ให้ราษฎรมีที่อยู่ที่กิน จึงสั่งการให้กรมคลังจัดสรรที่ดินให้ชาวบ้านทุกครัวเรือน หากทำเช่นนี้จะรอดหูรอดตาคนจากกรมคลังไปได้อย่างไร...”
หากไม่มีคนในเป็นหนอนบ่อนไส้
เขาขบคิดภายในใจ ไม่ได้เอ่ยสิ่งที่คิดไว้ออกมา ซุนเจิงได้อ่านเอกสารมากมาย จึงเข้าใจในหน้าที่และตำแหน่งของตนเองเป็นอย่างดี กรมคลังมีหน้าที่สนองพระประสงค์ของจักรพรรดิในกิจการเกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งหลายของแคว้น การจัดสรรที่ดินคือสิ่งหนึ่งที่จักรพรรดิมีราชโองการอย่างชัดเจนว่าต้องการจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ที่ผ่านมาขุนนางครองที่ดินมากที่สุด ราษฎรเป็นเพียงลูกจ้างให้ทำนาในที่ดินของตนเองเพื่อแลกกับข้าวสารประทังชีวิต และจ่ายค่าส่วยแรงงานเท่านั้น
การจัดสรรที่ดินก็เพื่อแก้ปัญหาให้ราษฎรมีทั้งที่อยู่และอิ่มท้อง ราชสำนักจึงเว้นการเก็บส่วยแรงงาน ให้ราษฎรไม่ต้องดิ้นรนหาเงินมาชำระ ทั้งเว้นการเก็บภาษีโรงเรือนจากการทำเกษตรกรรมเพื่อให้ชาวบ้านมีเงินเหลือใช้อีกด้วย แต่ขุนนางกลับเอาช่องว่างนี้มาหาประโยชน์ส่วนตนหรือนี่
“แต่ข้างานเยอะเหลือเกิน หากสอนท่านราชองครักษ์อีก เห็นทีว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับฮูหยินเลยกระมัง” แม้จะกล่าวกับราชองครักษ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่าซุนเจิงกลับมองไปยังเหอลี่อิงอย่างไม่วางตา เสียงลอดไรฟันแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจการมาของเหอลี่อิงอยู่มากเอาการ“อย่างไรเราก็เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เก่งกาจ ความเก่งของท่านอาจจะไร้ค่าก็เป็นได้ หากไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เอาไปใช้ประโยชน์บ้าง ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน ประเดี๋ยวก็แก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ถึงเวลานั้นท่านจะใช้กำลังเช่นตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่หากท่านสอนให้แก่ผู้อื่นก็ยังได้ชื่นชมลูกศิษย์ของท่าน”“ข้าคงไม่แก่เร็วขนาดนั้น ฮูหยินขี้กังวลเกินไปแล้ว”“ใต้เท้าซุน...” เสียงเรียกลอดไร้ฟันของเหอลี่อิงทำเอาชายชาตรีที่กัดฟันสู้เถียงกับภรรยามานานสองนานเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไรชอบกล “ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ว่าท่านจะสอนการต่อสู้ให้แก่ท่านราชองครักษ์ไหม”“เหตุผลล่ะ?” คนที่รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกไป“เพราะคุณต้องการทีม...” เหอลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบไม่ให้แขกผู้มาเยือนถึงที่ได้ยิน เธอมองใบหน้าของบุ
ส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทา
“ไม่รอฟังคำขอโทษของเขาหน่อยหรือ ที่เขาว่าคุณไปเมื่อครู่นี้น่ะ” เหอลี่อิงที่ถูกรั้งตัวออกมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่ง“ไม่จำเป็น เขาจะคิดอย่างไรก็ช่าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉันเสียหน่อย”“แล้วคุณจะเอาอย่างไรต่อ เรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายเลยไม่ใช่หรือ”“ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ขุนนางทั้งหลายจะไม่รู้ เพราะจักรพรรดิมีราชโองการชัดเจนในการจัดสรรที่ดิน แต่นี่อะไร ไม่มีใครเปิดปากถึงเรื่องนี้เลย เป็นไปได้ว่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกัน ฉันเลยไม่พยายามทำตัวตื่นข่าว ประเดี๋ยวพวกนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน”“แล้วคุณจะบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทไหม” เมื่อเหอลี่อิงถามจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่เล็ดลอดออกมา“ก็ลองดูว่าหูตาของรัชทายาทเป็นเช่นไร อายุมากแล้วก็แบบนี้ ทำงานตามระเบียบ ซื่อสัตย์ตามระบอบอะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเท่าไหร่”“อะไรกัน คุณอยู่ในร่างหนุ่มขนาดนี้แล้วยังบ่นว่าตัวเองแก่อีกหรือ”“ก็เหมือนที่เธอตายด้านแล้วยังไงล่ะ” ซุนเจิงมองสตรีที่เริ่มชักสีหน้าอีกหนเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มยียวน “มาคิดดูแล้วก็คงจะจริง ฉันแทบจะนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงอยู่รอมร่อ เธอยังนอนเฉยๆ ได้ถึงเช้า”“คุณก็นอนถอดเสื้
มีเด็กวิ่งอยู่ในจวนนับว่าสร้างชีวิตชีวาให้แก่คนชราที่อยู่ในร่างของหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ซุนเจิงมองเจ้าเด็กที่พอหายป่วยก็วิ่งวุ่นไปทั่วจวน โดยที่เขาไม่เอ่ยห้ามหรือดุเจ้าเด็กซนคนนี้แม้แต่น้อย“หยุดเล่นได้แล้วเสี่ยวหยู”ซุนเจิงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงบิดาของเด็กน้อยที่เริ่มเกาะต้นไม้ ทำทีท่าว่าจะปีนขึ้นไปเป็นลิงเป็นค่าง“ข้าละอายเหลือเกินที่ทำให้ใต้เท้าวุ่นวายเช่นนี้”ซุนเจิงโบกมือไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวว่าวุ่นวาย เชื้อเชิญให้แขกนั่งลงดื่มน้ำชาร่วมกับตน“เด็กก็แบบนี้ ช่างเขาเถิด” ซุนเจิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของท่าน ข้าไปตรวจสอบดูแล้ว เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ข้าเห็นท่านควรกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านจะสมควรกว่า เพราะอยู่นี่หากมีคนรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนเอาได้ และคราวนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ที่นากลับมาอีกเลย”เรื่องนี้ยิ่งตรวจสอบยิ่งได้รู้ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อสงสัยมากกว่าที่ซุนเจิงคิด และการที่ครอบครัวนี้อยู่ในจวนของเขานั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะครอบครัวนี้จะอยู่ในที่แจ้งและโดนทำร้ายกลั่นแกล้งได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า แต่บุรุษตรงหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ
“ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว่าลูกยังเล็ก ทำงานแทบตายแต่ไม่เหลือเงินแม้สักตำลึงไว้จุนเจือครอบครัว เช่นนี้แล้วลูกและเมียข้าไม่ต้องอดตายหรือ ข้าจึงจำต้องมาเมืองหลวง...นายท่านช่วยข้าได้หรือไม่”“หากทำตามกฎระเบียบแน่นอนว่ายุ่งยากจนข้านึกขยาด” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องกฎระเบียบนั้นยุ่งยากอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าตอนนี้เขาจะต้องทำตามแบบแผนเสมอไปนี่ “แต่หากจะให้มันรวบรัดก็มีทางอยู่บ้าง แต่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เด็ดขาดและก่อให้เกิดปัญหาในการณ์ข้างหน้าได้ เช่นนั้นแล้ว… ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน”“จริงหรือขอรับ” คนที่ได้รับความช่วยเหลือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเหลือหลาย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ศีรษะจดกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ แต่กระนั้นซุนเจิงก็พยุงร่างของบุรุษที่แสดงความซาบซึ้งใจให้ลุกขึ้น เนื่องด้วยว่านี่ไม่เป็น
เจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอขอ







