로그인รัชทายาทไม่ทันจะเอ่ยสิ่งใด ขุนนางที่เข้ามาเพียงลำพังก็เดินกลับออกไปอย่างไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดเช่นตอนมา เว่ยหลางรัชทายาทแคว้นต้าเว่ยยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนที่บุรุษผู้หนึ่งจะปรากฏกายออกมาจากมุมมืด
“ท่านว่าอย่างไร ข้าว่าควรดึงตัวเข้ามาร่วมกับเราเป็นอย่างมาก ขุนนางผู้นี้ไม่ใช่แค่ฉลาด แต่ยังกล้าหาญที่จะทัดทานกับรัชทายาท และมีวิทยายุทธ์ที่แม้แต่ราชองครักษ์ของพระองค์ก็ไม่อาจต่อกรได้” เว่ยหลงอ๋องแปดแห่งต้าเว่ยออกมาจากเงามืด เอ่ยกับพี่ชายของตนเองด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจไม่ต่างกัน
“คราแรกข้าเพียงต้องการได้คนกล้าจากกรมคลังเท่านั้น จึงคิดอุบายตื้นเขินออกไป ด้วยทราบเรื่องมาก่อนว่าที่นี่มีคนขลาดเขลาอยู่มาก และเตรียมใจไว้เช่นกันว่าอาจจะไม่ได้คนมีฝีมือจากกรมนี้เลย แต่ข้าคงคิดผิดถนัด ผิดที่ไม่คิดว่าคนที่เดินเข้ามาหาข้าถึงที่จะเป็นถึงรองเสนาบดีฝ่ายซ้าย”
“หลังจากนี้เขาคงจะแค้นท่านมากเป็นแน่ ได้ข่าวว่าเพิ่งจะแต่งงาน แต่ท่านก็โยนงานชิ้นใหญ่ไปให้เขาแก้ ทั้งยังเอาชีวิตมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายที่นี่”
“หากไม่มีเรื่องร้าย จะรู้ได้อย่างไรว่าแผ่นดินนี้มีคนดีมีฝีมืออยู่”
“ได้ยินเสียงร่ำลือมานานเกี่ยวกับขุนนางหนุ่มผู้นี้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีฝีมือในการต่อสู้ด้วย นึกว่าจะเป็นพวกเคร่งอ่านตำรา ปฏิบัติตามแบบแผน ไม่คิดว่าเขาจะล้มราชองครักษ์ของพระองค์ได้ด้วยมือเปล่า ซ้ำคนของท่านยังแพ้ไม่เป็นท่า” อ๋องแปดที่ยืนอยู่ข้างองค์รัชทายาทเอ่ยสำทับ ปรายตามองบุรุษที่ทั่วทั้งเมืองหลวงเล่าลือกันนักหนาว่าเก่งกาจจนเป็นที่วางพระทัยของจักรพรรดิให้ดูแลองค์รัชทายาท แต่บัดนี้กลับยังนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นอย่างสิ้นท่า
“ว่าแต่การต่อสู้เมื่อครู่นี้มันเรียกว่าอะไรกัน เจ้ารู้ไหมเว่ยหลง” องค์รัชทายาทที่พึงพอใจในตัวของขุนนางผู้เดินเข้ามาหาตนอย่างไม่หวั่นเกรงตั้งคำถามกับอนุชา แต่ก็ไม่ได้คำตอบกลับมา หรือว่าขุนนางผู้นั้นเก่งกาจจนถึงขั้นคิดวิทยายุทธ์ขึ้นเองเล่า ช่างน่าสนใจจริงๆ “เอาเถอะ เว่ยหลง เจ้าตามขุนนางผู้นั้นไป รั้งตัวเขาไว้และยื่นข้อเสนอ ไม่สิ...บอกแก่เขาถึงรับสั่งของรัชทายาทที่แท้จริง ไม่ใช่คำลวงก่อนหน้า”
“เว่ยหลงรับบัญชา” อนุชาขององค์รัชทายาทน้อมรับคำสั่ง รีบตามขุนนางที่ออกไปเมื่อครู่นี้ทันที และเขาก็ต้องตะลึงงันอีกครั้งเมื่อพบว่าขุนนางผู้นั้นไม่ได้ไปไหนไกล เขายังยืนอยู่หน้าตำหนักของรัชทายาท มือไพล่หลังอย่างไม่ทุกข์ร้อนเหมือนว่ารอสิ่งใดอยู่
“นี่ท่าน...” อ๋องแปดเอ่ยขึ้นอย่างไม่เชื่อเสียเท่าไรว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นถูกต้อง จนเมื่อพบกับใบหน้านิ่งเรียบหันมาเผชิญหน้า
“ท่านรู้จักข้าหรือ เช่นนั้นท่านคือใครกันเล่า หากแอบฟังเรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้นแล้วท่านก็ช่วยสงเคราะห์ข้าหน่อยเถิด ข้าอยากจะกลับจวนเต็มแก่ แต่กลับไปคงนอนไม่หลับเป็นแน่ หากไม่ได้รับความจริงในวันนี้ และเหมือนว่าท่านจะให้คำตอบแก่ข้าได้”
“เว่ยหลง ข้าชื่อเว่ยหลง ขุนนางส่วนใหญ่เรียกข้าว่าอ๋องแปด” เอ่ยแนะนำตัวกับบุรุษตรงหน้าพลางยิ้มออกมาอย่างไม่ปิดบัง “ท่านทราบว่าข้าแอบฟังอยู่หรือ เช่นนั้นแล้วเห็นทีทั้งข้าและรัชทายาทคงจะเจอคนมากความสามารถแล้วจริงๆ ข้ามาก็เพียงเพื่อถ่ายทอดรับสั่งที่แท้จริงขององค์รัชทายาท พระองค์มิได้ต้องการตำหนักใหม่ แต่ต้องการคนที่หาทางออกสำหรับเรื่องนี้ได้ และพวกข้าก็ต้องยอมรับว่าการมาของท่านอยู่เหนือความคาดหมาย เราเพียงต้องการคนที่ฉลาดรอบคอบให้มาเป็นสมัครพรรคพวกเท่านั้น ไม่คิดว่าจะได้คนที่ทั้งฉลาดและเก่งกาจไปทุกเรื่องอย่างท่าน”
“สมัครพรรคพวกของท่านหมายความว่าอย่างไร”
“ไม่อ้อมค้อม...ดีจริง ข้าชักชอบใจท่านเสียแล้ว” อ๋องแปดเอ่ยอย่างสัตย์จริง นานๆ ครั้งจะมีคนที่อาจหาญเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินเข้าไปใกล้ขุนนางที่ตั้งคำถาม กระซิบด้วยเสียงเบาเพื่อไม่ให้ใครได้ยิน แม้ว่าตรงนี้จะไม่มีใครอยู่ก็ตาม แต่ใช่ว่ามองไม่เห็นแล้วจะไม่มีใครซุ่มอยู่ ดังนั้นทุกอย่างจึงต้องรอบคอบเอาไว้ก่อน
“ไม่” เมื่อยื่นข้อเสนอไป อีกฝ่ายก็ปฏิเสธเสียงแข็ง ราวกับว่าไม่ได้คิดใคร่ครวญให้ถี่ถ้วนแต่ประการใด ยิ่งทำให้อ๋องแปดแปลกใจ
“ท่านเก็บเรื่องนี้ไปคิดให้ดีก่อนเถิด อีกอย่างที่ข้าพูดไปเมื่อครู่นี้ไม่ใช่เรื่องที่จะปฏิเสธได้ เพราะนี่คือคำสั่งของรัชทายาทแห่งแคว้นต้าเว่ย หากท่านไม่ร่วมมือด้วยก็เท่ากับเป็นปรปักษ์ต่อองค์รัชทายาท การมีชีวิตของท่านจึงเป็นเรื่องอันตราย”
“ข้าเป็นขุนนางทำงานเพื่อแผ่นดิน ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง หน้าที่ของข้าคือรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งกรมคลัง และข้าก็พอใจในหน้าที่นั้นแล้ว”
“แต่หากท่านมาช่วยองค์รัชทายาทจะก่อประโยชน์แก่แผ่นดินเป็นเท่าทวี ท่านทราบดีไม่ใช่หรือว่าระบบขุนนางบางครั้งก็มีช่องว่างที่น่าเหลือเชื่อเกิดขึ้น และพวกเราจะทำลายช่องว่างนั้น ทำให้ขุนนางเป็นคนกลางเชื่อมระหว่างราษฎรกับจักรพรรดิอย่างแท้จริง ไม่ใช่ให้ขุนนางเป็นเจ้านายของราษฎรและเอาอำนาจของจักรพรรดิมาสร้างประโยชน์แก่ตน นี่เพิ่งจะเริ่มรัชศกใหม่ของแผ่นดินต้าเว่ยได้ไม่กี่สิบปี หากรากฐานไม่ดีแล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร”
ผู้เป็นอนุชาของรัชทายาทสังเกตกิริยาของอีกฝ่ายอย่างใจจดใจจ่อ อยากรู้นักบุรุษที่กล่าวว่าพึงพอใจในหน้าที่ของตนเมื่อครู่จะเอ่ยปฏิเสธอย่างไรอีก แต่เท่าที่ฟังมาก็นับว่าซุนจ้าวเฟิงเป็นหนึ่งในขุนนางน้ำดีของแคว้นผู้หนึ่ง เขากล้าที่จะเดินเข้ามาทัดทานรัชทายาท เอ่ยถึงหน้าที่ของขุนนาง และไม่ทะเยอทะยาน ผิดวิสัยของขุนนางส่วนใหญ่ในราชสำนัก
“ข้ามีครอบครัวแล้ว”
ได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย รอยยิ้มพลันหายไปจากใบหน้า ด้วยเหตุที่อีกฝ่ายกล่าวมาดูไร้น้ำหนักกว่าข้ออ้างก่อนหน้านี้ของซุนจ้าวเฟิง ไร้น้ำหนักเสียจนเขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยกมาเป็นข้ออ้างด้วยซ้ำไป
“ท่านเป็นขุนนางเห็นแก่ตัวเช่นนี้ดีแล้วหรือ”
“ท่านทราบดีว่าสิ่งที่พวกท่านอยากให้ข้าทำนั้นเสี่ยงอันตราย หากไม่มีข้าพวกท่านก็ยังมีขุนนางอื่นให้เรียกใช้ ในแผ่นดินนี้คงไม่ขาดคนมากฝีมือเป็นแน่ แต่ถ้าข้าเป็นอะไรขึ้นมาแล้วครอบครัวข้าจะเป็นอย่างไร”
“ท่านเพิ่งจะแต่งงานก็จริง แต่ข้าไม่คิดว่าท่านจะหลงใหลในสตรีถึงเพียงนี้”
“ท่านจะเรียกสิ่งนั้นว่าความหลงใหลหรือโง่งมก็ช่าง แต่ข้าทำไม่ได้หากจะต้องปล่อยให้นางต้องอยู่เพียงลำพัง หากข้าพลาดพลั้งจนถึงชีวิต นางคง...”
“เอาเถอะ อย่างนั้นท่านก็กลับไปได้แล้ว แต่ข้าจะไม่ให้เรื่องนี้จบง่ายๆ แน่ ยามนี้ท่านรู้ทุกเรื่องของเราแล้ว เราไม่อาจปล่อยท่านให้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้อีกต่อไป ซุนจ้าวเฟิง” กล่าวจบก็หันหลังกลับเดินเข้าไปในตำหนักของรัชทายาท ภายในใจยังคงครุ่นคิดถึงขุนนางผู้นั้นอย่างมิอาจปล่อยวางได้
“หรือว่าต้องเอาฮูหยินซุนมาเป็นพรรคพวกของข้าด้วยเล่า” อ๋องแปดบ่นพึมพำกับตัวเอง แม้จะได้ยินคำตอบที่ไม่เข้าหู แต่ใช่ว่าจะไม่พอใจเสียทีเดียว ด้วยว่ามีอีกหลายเรื่องที่ไม่เข้าใจ เขายังเป็นผู้น้อยและไม่มีชายา ดังนั้นเขาจึงไม่อาจตัดสินได้ว่าข้ออ้างของซุนจ้าวเฟิงมีน้ำหนักมากน้อยเพียงไร แต่สิ่งที่เขาทราบดีคือ ไม่ว่าอย่างไรเขาจะไม่ปล่อยให้คนมีฝีมือผู้นี้หลุดลอยไปง่ายๆ เป็นแน่ หากเขาไม่ยอมร่วมมือ ฮูหยินซุนก็ต้องร่วมมือ! แล้วเราจะได้รู้กันว่าซุนจ้าวเฟิงผู้นี้จะรักภรรยาเพียงไร
“แต่ข้างานเยอะเหลือเกิน หากสอนท่านราชองครักษ์อีก เห็นทีว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับฮูหยินเลยกระมัง” แม้จะกล่าวกับราชองครักษ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่าซุนเจิงกลับมองไปยังเหอลี่อิงอย่างไม่วางตา เสียงลอดไรฟันแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจการมาของเหอลี่อิงอยู่มากเอาการ“อย่างไรเราก็เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เก่งกาจ ความเก่งของท่านอาจจะไร้ค่าก็เป็นได้ หากไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เอาไปใช้ประโยชน์บ้าง ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน ประเดี๋ยวก็แก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ถึงเวลานั้นท่านจะใช้กำลังเช่นตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่หากท่านสอนให้แก่ผู้อื่นก็ยังได้ชื่นชมลูกศิษย์ของท่าน”“ข้าคงไม่แก่เร็วขนาดนั้น ฮูหยินขี้กังวลเกินไปแล้ว”“ใต้เท้าซุน...” เสียงเรียกลอดไร้ฟันของเหอลี่อิงทำเอาชายชาตรีที่กัดฟันสู้เถียงกับภรรยามานานสองนานเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไรชอบกล “ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ว่าท่านจะสอนการต่อสู้ให้แก่ท่านราชองครักษ์ไหม”“เหตุผลล่ะ?” คนที่รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกไป“เพราะคุณต้องการทีม...” เหอลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบไม่ให้แขกผู้มาเยือนถึงที่ได้ยิน เธอมองใบหน้าของบุ
ส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทา
“ไม่รอฟังคำขอโทษของเขาหน่อยหรือ ที่เขาว่าคุณไปเมื่อครู่นี้น่ะ” เหอลี่อิงที่ถูกรั้งตัวออกมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่ง“ไม่จำเป็น เขาจะคิดอย่างไรก็ช่าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉันเสียหน่อย”“แล้วคุณจะเอาอย่างไรต่อ เรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายเลยไม่ใช่หรือ”“ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ขุนนางทั้งหลายจะไม่รู้ เพราะจักรพรรดิมีราชโองการชัดเจนในการจัดสรรที่ดิน แต่นี่อะไร ไม่มีใครเปิดปากถึงเรื่องนี้เลย เป็นไปได้ว่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกัน ฉันเลยไม่พยายามทำตัวตื่นข่าว ประเดี๋ยวพวกนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน”“แล้วคุณจะบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทไหม” เมื่อเหอลี่อิงถามจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่เล็ดลอดออกมา“ก็ลองดูว่าหูตาของรัชทายาทเป็นเช่นไร อายุมากแล้วก็แบบนี้ ทำงานตามระเบียบ ซื่อสัตย์ตามระบอบอะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเท่าไหร่”“อะไรกัน คุณอยู่ในร่างหนุ่มขนาดนี้แล้วยังบ่นว่าตัวเองแก่อีกหรือ”“ก็เหมือนที่เธอตายด้านแล้วยังไงล่ะ” ซุนเจิงมองสตรีที่เริ่มชักสีหน้าอีกหนเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มยียวน “มาคิดดูแล้วก็คงจะจริง ฉันแทบจะนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงอยู่รอมร่อ เธอยังนอนเฉยๆ ได้ถึงเช้า”“คุณก็นอนถอดเสื้
มีเด็กวิ่งอยู่ในจวนนับว่าสร้างชีวิตชีวาให้แก่คนชราที่อยู่ในร่างของหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ซุนเจิงมองเจ้าเด็กที่พอหายป่วยก็วิ่งวุ่นไปทั่วจวน โดยที่เขาไม่เอ่ยห้ามหรือดุเจ้าเด็กซนคนนี้แม้แต่น้อย“หยุดเล่นได้แล้วเสี่ยวหยู”ซุนเจิงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงบิดาของเด็กน้อยที่เริ่มเกาะต้นไม้ ทำทีท่าว่าจะปีนขึ้นไปเป็นลิงเป็นค่าง“ข้าละอายเหลือเกินที่ทำให้ใต้เท้าวุ่นวายเช่นนี้”ซุนเจิงโบกมือไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวว่าวุ่นวาย เชื้อเชิญให้แขกนั่งลงดื่มน้ำชาร่วมกับตน“เด็กก็แบบนี้ ช่างเขาเถิด” ซุนเจิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของท่าน ข้าไปตรวจสอบดูแล้ว เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ข้าเห็นท่านควรกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านจะสมควรกว่า เพราะอยู่นี่หากมีคนรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนเอาได้ และคราวนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ที่นากลับมาอีกเลย”เรื่องนี้ยิ่งตรวจสอบยิ่งได้รู้ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อสงสัยมากกว่าที่ซุนเจิงคิด และการที่ครอบครัวนี้อยู่ในจวนของเขานั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะครอบครัวนี้จะอยู่ในที่แจ้งและโดนทำร้ายกลั่นแกล้งได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า แต่บุรุษตรงหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ
“ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว่าลูกยังเล็ก ทำงานแทบตายแต่ไม่เหลือเงินแม้สักตำลึงไว้จุนเจือครอบครัว เช่นนี้แล้วลูกและเมียข้าไม่ต้องอดตายหรือ ข้าจึงจำต้องมาเมืองหลวง...นายท่านช่วยข้าได้หรือไม่”“หากทำตามกฎระเบียบแน่นอนว่ายุ่งยากจนข้านึกขยาด” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องกฎระเบียบนั้นยุ่งยากอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าตอนนี้เขาจะต้องทำตามแบบแผนเสมอไปนี่ “แต่หากจะให้มันรวบรัดก็มีทางอยู่บ้าง แต่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เด็ดขาดและก่อให้เกิดปัญหาในการณ์ข้างหน้าได้ เช่นนั้นแล้ว… ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน”“จริงหรือขอรับ” คนที่ได้รับความช่วยเหลือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเหลือหลาย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ศีรษะจดกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ แต่กระนั้นซุนเจิงก็พยุงร่างของบุรุษที่แสดงความซาบซึ้งใจให้ลุกขึ้น เนื่องด้วยว่านี่ไม่เป็น
เจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอขอ







