LOGINเฉียนซูเหยากับสาวใช้คนสนิทหอบกล่องเครื่องประดับและข้าวของล้ำค่าเข้ามาด้านในเรือน พวกนางหอบหายใจอยู่เพียงครู่ก็เริ่มจัดการแยกพวกมันออกเป็นสัดเป็นส่วน นอกจากเครื่องประดับและของตกแต่งหายากจำพวกมุกราตรีกับปะการังแดงแล้วยังมีร้านค้าอยู่หลายร้าน ทุกร้านล้วนแล้วแต่มีกำไรทุกเดือน ยังมีโรงน้ำชาขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงอีกด้วย นี่เป็นร้านที่ทำกำไรมากที่สุด
"นี่ข้ากลายเป็นเศรษฐินีตัวน้อยแล้วใช่หรือไม่" เฉียนซูเหยายิ้มอย่างเลื่อนลอย ครู่ต่อมายังหัวเราะอย่างอารมณ์ดี "จู่ ๆ ก็กลายเป็นคนร่ำรวยกับเขาแล้ว"
"..." ถิงถิง
"ถิงถิง ช่วยข้าเก็บพวกมันลงในหีบ พรุ่งนี้ให้เมิ่งจางเรียกช่างมาให้ข้าด้วย ข้าจะสั่งทำหีบเก็บสมบัติ ขอที่เก่งๆ เรื่องสลักกลไกนะ ข้าจะทำกลอนประตูเพิ่มด้วย" เฉียนซูเหยาเอ่ยปากสั่ง พลางจัดของลงหีบอย่างประณีต
"คุณหนูทำเช่นนี้เพราะเกรงว่าสมบัติจะหายหรือเจ้าคะ" สาวใช้ถามอย่างระมัดระวัง แต่ก่อนคุณหนูของนางไม่แม้กระทั่งจะใส่ใจนับว่าของพวกนี้มีกี่มากน้อย อีกทั้งไม่ว่าชุดหรือเครื่องประดับใส่เพียงไม่นานก็จะเบื่อและทิ้งพวกมันเอาไว้ที่ก้นหีบ ไม่นำกลับมาใส่ใหม่ ทำให้ในบางครั้งสาวใช้ที่ใจกล้าบางคนก็ลักลอบหยิบติดมือออกไปหลังเข้ามาปรนนิบัติ
โชคยังดีที่ถิงถิงนั้นคอยเป็นหูเป็นตาให้เจ้านาย เมื่อถูกนางจับได้คนพวกนั้นย่อมต้องนำของมาคืน เพียงแต่ที่ผ่านมาสาวใช้คนสนิทเช่นนางไม่เคยรายงานเจ้านายของตัวเอง ทำเพียงรายงานพ่อบ้านเจียงให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้จัดการ
"ก็ใช่นะสิ ของเยอะขนาดนี้จะไม่กลัวได้อย่างไร" เฉียนซูเหยาเงยหน้าขึ้นมาตอบ มองดูสาวใช้คนสนิทที่ทำหน้าตาคล้ายแปลกใจก็พอจะเข้าใจว่าการทำเช่นนี้มิใช่นิสัยดั้งเดิมของเฉียนซูเหยาคนเก่า
"ตอนที่ได้เห็นคลังสมบัติของท่านย่า ข้าจึงค่อยคิดได้ว่าที่แท้แล้วก่อนหน้านี้ข้านั้นสะเพร่าเกินไป ของพวกนี้ต่อไปจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสินเดิมที่ติดตัวไปตอนแต่งงาน หากไม่เก็บเอาไว้ให้ดีภายภาคหน้าจะลำบากเอาได้ นอกจากนี้ข้ายังต้องเรียนรู้เรื่องการทำบัญชีจากพ่อบ้านเจียง เมื่อครู่ข้าเกริ่นกับท่านย่าไปแล้ว อีกสองสามวันพ่อบ้านเจียงจะมาสอนถึงที่เรือน เจ้าเองก็ต้องเรียนด้วย"
เฉียนซูเหยากล่าวพร้อมสรุปเสร็จสรรพ ถึงนางจะเป็นตัวขี้เกียจอย่างไร ทว่าทรัพย์สินของตัวเองก็เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ เพราะหากไม่มีของล้ำค่าและเงินทองพวกนี้ชีวิตของนางจะสุขสบายได้อย่างไร ช่วงชีวิตก่อนหน้านี้ก็ได้รับบทเรียนแล้วไม่ใช่หรือ หากมีเงินเก็บเงินสำรองก็คงจะสามารถหาหมอที่ดีมารักษาโรคเรื้อรังของตัวเอง ตอนนี้บังเกิดโชคดีในโชคร้ายกลายเป็นคุณหนูสกุลขุนนางที่มีเงินใช้ไม่ขาดมือยังจะกล้าประมาทเช่นเดิมหรือ
จัดของเสร็จแล้ว หญิงสาวก็ลุกขึ้นมารินชาดื่มแก้กระหาย นางรินดื่มอยู่หลายครั้งกระทั่งชาหมดกา ในขณะที่กำลังจะหันไปเรียกสาวใช้ หางตาก็พลันเห็นซองกระดาษที่วางอยู่ตรงขอบโต๊ะ "จดหมายเหรอ ของใครกัน"
"บ่าวเองก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ บางทีอาจเป็นสาวใช้คนอื่นนำมาวางตอนที่คุณหนูยังอยู่ที่เรือนหลัก" ถิงถิงออกความเห็น ในเรือนแห่งนี้นอกจากนางแล้วยังมีสาวใช้หลายคน เพียงแต่โดยมากคนที่ถูกเรียกใช้บ่อยที่สุดนั้นเป็นนาง
"ไม่เป็นไร ข้าเปิดอ่านเองก็แล้วกัน"
พรุ่งนี้ยามอู่ที่หอชิงไฉ ไม่พบไม่เลิกรา
"หยาง?" เฉียนซูเหยาขมวดคิ้วเป็นปม มองตราประทับสีชาดเล็กๆ ที่มุมล่างด้านซ้ายของจดหมายด้วยความรู้สึกแปลกใจ อักษรหยางที่ว่านี้เกรงว่าจะเป็นสกุลหยางของตัวร้ายหมายเลขสอง นามหยางหราน
ในนิยายหยางหรานผู้นี้เป็นคุณชายเจ้าสำราญคนหนึ่ง เบื้องหลังมีอาหญิงเป็นถึงกุ้ยเฟยที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปราน เขาถูกใจชางอวี่นางเอกของเรื่อง ทว่ากลับมิสามารถสู่ขอนางเป็นภรรยาตามประเพณี ด้วยว่าตนเองนั้นมีบุตรสาวเจ้ากรมอาญาเป็นฮูหยินเอกอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้แทนที่จะตัดใจจากนาง หยางหรานกลับกระทำสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาวางแผนทำลายชื่อเสียงชางอวี่ด้วยวิธีสกปรกเพื่อบีบบังคับรับนางเป็นอนุ ทว่านางเอกอย่างไรก็คือนางเอก เพราะในท้ายที่สุดชางอวี่กับเสิ่นเหวยเจ๋อก็ใช้แผนตลบหลังหยางหรานได้
เรื่องราวหนนั้นจึงกลับกลายเป็นตาลปัตร หยางหรานที่เป็นหลานชายของกุ้ยเฟยหรือจะสู้เสิ่นเหวยเจ๋อที่เป็นพระราชนัดดาของฮ่องเต้ ภายหลังชายผู้นั้นถูกขับไล่ให้ไปเป็นนายอำเภอในถิ่นทุรกันดาร
เฉียนซูเหยาเองก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน
เพราะผู้ที่ถูกสับเปลี่ยนตัวให้อยู่ตามลำพังกระทั่งเกิดเรื่องไม่บังควรในงานเลี้ยงครั้งนั้นคือถิงถิงสาวใช้คนสนิท หลังกลับมาที่จวนเฉียนซูเหยาที่รอดูเรื่องขายหน้าของชางอวี่ โมโหจนลงไม้ลงมือกับสาวใช้ของตัวเอง กระทั่งพลาดพลั้งทำนางตาย ต่อมาภายหลังนางจึงถูกตัวร้ายล้างแค้นอย่างโหดร้ายทารุณ ตอนที่หญิงสาวอ่านถึงฉากนี้ยังรู้สึกสยดสยองจนเก็บไปฝัน
"ในนิยายไม่มีฉากที่สองคนนี้นัดพบกัน นอกจากเจอกันในงานเลี้ยงนี่" เฉียนซูเหยาพึมพำ
นางเริ่มวิเคราะห์เหตุการณ์อย่างรอบคอบ เดิมทีตั้งใจจะเมินเฉยนัดหมายของหยางหราน ทว่าพอคำนวณลึกลงไปกลับต้องเปลี่ยนความคิดของตัวเองใหม่
หยางหรานเป็นคนจำพวกไม่ยอมเลิกราง่ายๆ ต่อให้ครั้งนี้ไม่ไปพบ เป็นไปได้ว่าครั้งต่อไป เขาอาจหาทางเข้าหาเพื่อเกลี้ยกล่อมให้เข้าพวกด้วยเป็นแน่ ดังนั้นแทนที่จะปล่อยให้เรื่องราวคาราคาซังเช่นนี้มิสู้ไปตัดสัมพันธ์เสียตั้งแต่ต้น
นี่ถึงจะเป็นแผนที่ดีที่สุด ต่อให้สลัดหยางหรานไม่ได้ง่ายๆ ทว่าข่าวย่อมไปถึงหูพ่อพระเอกกับพ่อตัวร้ายที่จับตาดูนางอยู่อย่างแน่นอน
ริมฝีปากฝีปากอิ่มถูกดูดดึงหยอกเย้า ขณะที่ปลายลิ้นอุ่นร้อนกำลังสำรวจในโพลงปากนุ่ม ตวัดพันเกี่ยวเรียวลิ้นเล็กจนเกิดความรู้สึกหวาบหวาม เฉียนซูเหยาถูกมอมเมาด้วยสัมผัสอันแปลกใหม่ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนเอี๊ยมตัวจิ๋วสีแดงสดอันเป็นปราการสุดท้ายถูกดึงออกอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นดอกบัวคู่งามที่ใหญ่โตพอดีมือ ฉับพลันลิ้นสากอุ่นร้อนก็เข้าครอบครอง ทั้งลากไล้ดูดดึงจนผู้เป็นเจ้าของส่งเสียงหวานออกมาขณะเดียวกันปลายนิ้วเรียวก็วนเวียนอยู่ที่บริเวณกลีบบุปผา ค่อยๆ สอดแทรกสำรวจเส้นทางทางรักทีละนิด เริ่มแรกเชื่องช้าอ่อนหวานเพื่อทำความคุ้นชิน ต่อมาจึงค่อยเร่งความเร็วทีละนิด"อ๊ะ...อา" เสียงครางอ่อนหวานยังคงดังเป็นระยะ เรือนกายสะท้านไหวจากสัมผัสระรัวของปลายนิ้วเมื่อเห็นว่าช่องทางรักฉ่ำชื้นมากพอแล้ว เจิ้งซีก็ปลดอาภรณ์เจ้าบ่าวออกจนหมด เผยให้เห็นแก่นกลางกายอันใหญ่โต เฉียนซูเหยาใบหน้าพลันเห่อร้อน เอียงหน้ามองไปทางอื่นอย่างเขินอาย'สิ่งนั้น' ของเขาใหญ่โตเกินไปหรือไม่นางเคยได้ยินว่าครั้งแรกจะเจ็บมาก ดังนั้นภายในใจจึงบังเกิดความหวาดหวั่นมากเป็นพิเศษ เ
หลังจากเจ้าบ่าวถูกพาตัวออกไปดื่มสุราสนทนากับมิตรสหายที่โถงรับรอง เจิ้งเหม่ยถิงที่ได้รับการไว้วานจากพี่ชายให้มาส่งอาหาร จึงฉวยโอกาสนี้เข้าห้องหอมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สะใภ้ นางได้ยินมาว่ากว่างานเลี้ยงจะเลิกต้องรออีกหลายชั่วยาม เป็นเช่นนี้แล้วจะปล่อยให้พี่สะใภ้เพียงคนเดียวทนรออย่างเบื่อหน่ายได้อย่างไร"พี่สะใภ้กินอาหารรองท้องก่อนนะเจ้าคะ กว่าพี่ใหญ่จะปลีกตัวออกมาได้คงใช้เวลานาน คนพวกนั้นกำลังมอมเหล้าเขาอยู่"เฉียนซูเหยาพยักหน้ารับก่อนวางพัดกลมลงบนเตียงที่ปูทับด้วยผ้าแพรสีแดงสด ก่อนจะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่โต๊ะกลมไม้หนานมู่ มองดูเจิ้งเหม่ยถิงบรรจงหยิบอาหารจากปิ่นโตออกมาด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม ทว่าขณะที่นางกำลังอธิบายคุณสมบัติของอาหารแต่ละจาน สายตาของหญิงสาวก็พลันสะดุดกับตำราเล่มหนึ่งที่โผล่พ่นสาบเสื้อของอีกฝ่าย"นั่นอะไรหรือ"เจิ้งเหม่ยถิงมองตามสายตาของพี่สะใภ้ นางหยิบตำราเล่มนั้นออกมาพลางยิ้มเผล่ "นี่เป็นตำราที่พี่สาวหว่านหรูกับคุณหนูใหญ่ฝากมาให้ท่านเจ้าค่ะ"คิ้วคู่งามขมวดมุ่นอย่างสงสัย ก่อนจะกระจ่างเมื่อเปิดตำราออกดู "พวกเจ้าเป็นสตรีที่ยังไม่ได้อ
ต่อมาเพียงชั่วชาเดือดฮ่องเต้และฮองเฮาก็เสด็จมายังห้องเก็บตัว และขอใช้เวลาลำพังกับเจ้าสาว หลังจากทุกคนออกไปแล้วสวี่ฮองเฮาก็หลั่งน้ำตาแห่งความปีติยินดีออกมา "ไม่คิดเลยว่าสวรรค์จะเมตตาให้แม่ได้เห็นภาพนี้ของลูก ได้หวีผมอวยพรในวันสำคัญของเจ้า"เฉียนซูเหยาเองก็ไม่คิดไม่ฝันเช่นกัน น้องไล่นึกถึงครั้งที่ได้พบกับบิดาที่อาราม หากไม่เพราะเขาได้เห็นภาพวาดของนาง หรือนางมิได้ยินเสียงเพลงที่เขาฮัมออกมา เกรงว่าบางทีเรื่องราวอาจไม่เป็นเช่นนี้ก็ได้ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่สวรรค์กำลังชดเชยให้นาง ชดเชยที่เคยปล่อยให้นางโดดเดี่ยวมายี่สิบเจ็ดปีเต็มหลังจากที่ฝ่าบาทกับสวี่ฮองเฮาอวยพรแล้วก็ถึงคราวของฮูหยินผู้เฒ่า ใต้เท้าเฉียน และเฉียนฮูหยิน พวกเขาสลับกันเข้ามาอวยพรและมอบของขวัญ จากนั้นก็กำชับหญิงสาวอีกหลายประโยคทำนองว่าหากถูกรังแกให้กลับมาที่สกุลเฉียน หรือหากได้รับความไม่เป็นธรรมก็ให้รีบบอกครอบครัวบรรยากาศสนุกสนานครื้นเครง บางครั้งก็ซาบซึ้งและมีน้ำตา ทว่าก็เป็นน้ำตาแห่งความสุขเสียงเพลงบรรเลงจากด้านนอกดังเข้ามาใกล้พร้อมกับการรายงานของแม่สื่อ กล
เพราะว่าไม่อยากให้เกิดเรื่องดังนั้นทุกคนจึงไปพบชางอวี่ที่ห้องปีกที่อยู่ติดกับห้องเก็บตัวเจ้าสาว ตอนที่เห็นทุกคนอยู่กันพร้อมผู้มาเยือนจึงมีท่าทีกระอักกระอ่วนเล็กน้อย"คุณหนูชางมีอะไรก็รีบกล่าวมาเถิด อีกประเดี๋ยวน้องหญิงรองของข้าก็ต้องออกไปที่โต๊ะอาหารแล้ว" เป็นเฉียนซูซูที่เปิดประเด็นก่อน"เจ้าพูดมาเถิด กับพวกนางเจ้าก็คุ้นเคยอยู่แล้ว วันพรุ่งนี้เป็นวันสำคัญ ทุกคนไม่อาจปล่อยให้ข้าอยู่กับเจ้าเพียงลำพัง"ชางอวี่ยกมุมปากน้อยๆ พยักหน้าอย่างเข้าใจ "ที่ข้ามาวันนี้ก็แค่อยากจะมาบอกลาเท่านั้น เพราะว่าตลอดมาข้ามีเพียงอาเจ๋อ ดังนั้นจึงไม่มีสหายที่เป็นสตรีเลย หากจะมีที่คุ้นเคยกว่าใครก็มีเพียงคุณหนูรองเฉียนเท่านั้น"เฉียนซูเหยาไม่ได้ตอบอะไร หากรับฟังอย่างนิ่งสงบ"ข้าไม่คาดคิดเช่นกันว่าจะมีคืนวันเช่นนี้ ดูเหมือนบางทีอาจจะเป็นอย่างเช่นที่คุณหนูรองเฉียนเคยบอก ฐานะของข้าเป็นไปได้อยากที่จะแต่งไปเป็นฮูหยินเอก ดังนั้นข้าจึงพยายามทำทุกทางที่จะฉุดตัวเองขึ้นมา เป็นข้าที่สนับสนุนให้พี่ชายไปทำงานให้กับอู๋อ๋อง ด้วยมองเห็นช่องทางที่จะทำให้ได้เลื่อนฐานะเร็วขึ้น พยายา
เมื่อเฉียนซูเหยามองตามซ่งไห่เฉิงไปก็เห็นเจิ้งซีเดินตรงเข้ามา นางจึงรีบส่งยิ้มอ่อนหวานให้กับเขา "ท่านเสร็จงานแล้วหรือ ข้าคิดว่าจะนานกว่านี้เสียอีก""ฝ่าบาทเพียงสั่งพักงานของข้าในช่วงนี้ ทรงตรัสว่าให้ข้าเตรียมตัวเป็นเจ้าบ่าวให้ดี" ตอนที่กล่าวใบหน้าหล่อเหลาที่มักเย็นชากับทุกกลับยิ้มกรุ้มกริ่มมองหญิงสาว"ท่านยิ้มเช่นนี้ กำลังคิดเรื่องลามกอยู่แน่ ๆ ใช่หรือไม่" นิ้วเรียวชี้ขึ้นอย่างจับผิด"ต่อให้ข้าคิดเรื่องลามก ก็จะคิดถึงแต่เหยาเอ๋อร์เท่านั้น" ดวงตาดอกท้อเบิกกว้างเล็กน้อยกับคำตอบของคนหน้าไม่อาย "เจิ้งซีท่านเป็นบุรุษลามกเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่" อันกั๋วกงถูกว่าที่ฮูหยินไล่ตีไปทั่วอุทยาน ช่างเป็นภาพงดงามที่น่าอภิรมย์ของคนที่ได้เห็นจริงๆก่อนงานแต่งงานหนึ่งวันที่จวนสกุลเฉียนจัดงานเลี้ยงขึ้นภายในครอบครัว เชิญญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมเติมสินเดิมให้กับเจ้าสาวตามประเพณีเก่าแก่ของบ้านเกิด นัยหนึ่งยังเป็นงานเลี้ยงส่งท้ายก่อนบุตรหลานจะออกเรือนเพื่อให้คนในครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ช่วงเวลาเช่นนี้ดูจะครึกครื้นที่สุดตั้งแต่ที่หญิงสาวทะลุมิติเข้ามา จะอย่างไรนี่ก็เป็นงานเลี้ยงสำคัญที่สุดในชีวิต กร
บานประตูลับภายในห้องถูกเปิดออก ปรากฏให้เห็นคนที่ถูกทุกคนคิดว่าหายสาบสูญไปสิบกว่าปี แม้มีหนวดเคราเต็มใบหน้าทว่าซ่งไห่เฉิงกลับจดจำได้ไม่ลืม"เสด็จพ่อ" ฉีอ๋อง ซ่งถิงเฟิงผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏนั่งอยู่บนรถเข็นไม้ที่เคลื่อนตัวมาข้างหน้าด้วยสองมือของตนเอง ดวงตาที่ทอดมองบุตรชายอ่อนโยนยิ่งนัก "อาเฉิง ที่องค์หญิงอันเล่อกล่าวล้วนเป็นเรื่องจริง"เห็นบุตรชายนิ่งเงียบไปซ่งถิงเฟิงจึงกล่าวต่อ "สิบปีก่อน พ่อได้พบกับแม่นมหร่วนพยานที่เห็นเหตุการณ์ตอนที่มารดาเจ้าถูกวางยา หลังจากที่ได้รู้ความจริงจากนางพ่อก็ส่งหนังสือหย่ามาที่เมืองหลวง หากจ้าวซีหงกับไม่ยินยอม นางเผาหนังสือหย่าทิ้งและเข้าร่วมกับจ้าวถิงเวยผู้เป็นบิดาวางแผนทำลายความแข็งแกร่งของกองทัพ เพื่อผลประโยชน์มากมายจากแคว้นฉิน""เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ทหารหลายหมื่นนายต้องจบชีวิตลง ตัวข้าได้รับการช่วยเหลือจากจิ้งเป่ยโหวจึงได้รอดชีวิตแม้ว่าสองขาไม่อาจเดินได้อีกต่อไป จิ้งเป่ยโหวเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องข้า เมื่อฝ่าบาททรงรู้จึงมอบหมายให้อันกั๋วกงซ่อนข้าเอาไว้""สกุลจ้าวหยั่งรากลึกในราชสำนักมานาน ชายชราแซ่จ้าวเป็นอัครเสนาบดีมาตั้งแต่รัชสมัยของอดีตฮ่องเต
"ปล่อยมือของท่าน หยางหราน" น้ำเสียงของเฉียนซูเหยาไม่สบอารมณ์นัก นางมองคนตรงหน้าอย่างกดดัน กระทั่งอีกฝ่ายทนไม่ไหวปล่อยมือของนาง"คุณหนู แขนของท่าน" ถิงถิงจับแขนของผู้เป็นนายมาประคอง ข้อมือที่เคยขาวผ่องบัดนี้เป็นรอยแดง แต่ไหนแต่ไรคุณหนูก็เป็นคนช้ำง่าย ข้อมือที่ถูกบีบด้วยแรงของบุรุษนี้ เกรงว่าย่อมทิ้ง
"ถิงถิง เจ้าให้คนไปแจ้งพ่อบ้านเจียงเอาไว้ พรุ่งนี้ข้าจะใช้รถม้าไปตลาด ให้เขาเตรียมรถม้าธรรมดาแบบที่ไม่โดดเด่นให้ข้าที เตรียมองครักษ์ให้ข้าสักหกเจ็ดคนด้วย""เหตุใดจึงไม่ใช้รถม้าติดตราของจวนเช่นทุกทีเล่าเจ้าคะ"คนถูกถามคลี่ยิ้มบาง "เจ้านี่ใจกล้าขึ้นทุกวัน""บ่าวมิกล้าเจ้าค่ะ""ข้าล้อเจ้าเล่นหรอกน่า"
เฉียนซูเหยาเดินมาถึงเรือนหลักในตอนที่บ่าวรับใช้เริ่มทยอยยกสำรับขึ้นโต๊ะอาหารแล้ว นางรู้สึกประหม่าเล็กน้อยเมื่อมองเข้าไปแล้วเห็นว่าทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ดังนั้นหลังจากที่สาวใช้คนสนิทช่วยถอดเสื้อคลุมกันลมแล้ว จึงเยื้องย่างเข้าไปด้านในห้องอาหารอย่างระมัดระวัง"เหยาเอ๋อร์ของย่า มาๆ หลานรักมากนั่งข้างย่
"คุณหนู คนผู้นี้จะใช่คนร้ายที่คุณชายเสิ่นตามหาหรือไม่เจ้าคะ" ถิงถิงที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ลุ้นระทึกถามอย่างกังวล "ย่อมต้องใช่อยู่แล้ว" เห็นใบหน้าใบหน้าของสาวใช้ตัวน้อยตื่นตระหนกลนลานนางจึงกล่าวต่อ "แต่เขาไม่ใช่คนร้ายอย่างที่คนพวกนั้นกล่าวหา เขาเป็นเพียงคนน่าสงสารคนหนึ่งที่สูญเสียมารดา ส่วนบิดาก็ไม่ใ







