Masukเฉียนซูเหยาเดินมาถึงเรือนหลักในตอนที่บ่าวรับใช้เริ่มทยอยยกสำรับขึ้นโต๊ะอาหารแล้ว นางรู้สึกประหม่าเล็กน้อยเมื่อมองเข้าไปแล้วเห็นว่าทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ดังนั้นหลังจากที่สาวใช้คนสนิทช่วยถอดเสื้อคลุมกันลมแล้ว จึงเยื้องย่างเข้าไปด้านในห้องอาหารอย่างระมัดระวัง
"เหยาเอ๋อร์ของย่า มาๆ หลานรักมากนั่งข้างย่า" เพียงนางโผล่หน้าเข้าไปด้านห้องอาหาร หญิงสูงวัยแต่งกายด้วยผ้าไหมสีเข้มดูภูมิฐานก็กวักมือเรียกอย่างอารมณ์ดี
เฉียนซูเหยารีบเข้าไปนั่งด้านข้างของนางพลางยิ้มประจบ นี่คงจะเป็นฮูหยินผู้เฒ่าเฉียน ท่านย่าผู้อยู่เบื้องหลังการบ่มเพราะความเอาแต่ใจให้กับเฉียนซูเหยา
"ไหนมาให้ย่าดูหน่อย เหมือนเจ้าจะซูบลงไปหรือไม่" หญิงชรากล่าวพลางใช้สองมือที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลาประคองใบหน้าของหลานสาวพลิกซ้ายทีขวาที "วันนี้กินให้เยอะๆ มาๆ ย่าตักให้เจ้าเอง"
เฉียนซูเหยามองหมูสามชั้นน้ำแดงกับผัดผักและกับข้าวอย่างอื่นที่ฮูหยินผู้เฒ่าคีบให้จนพูนถ้วยแล้วยิ้มรับอย่างเต็มใจ จากนั้นจึงค่อยเริ่มตักเข้าปากทีละคำทีละคำ กินไปก็ยังนึกชื่นชมพ่อครัวจวนสกุลเฉียนในใจ อาหารเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เลิศรส ในยุคสมัยเช่นนี้สามารถกินอาหารเช่นนี้ได้ก็นับว่าสวรรค์เมตตานัก
และแม้ว่าปากของนางจะตั้งใจเคี้ยวอาหาร ทว่าสายตากลับกวาดมองไปโดยรอบ หญิงสาวมองไปยังฮูหยินใหญ่เฉียนท่านแม่ของนาง ได้ยินว่านางเป็นภรรยาคนที่สองของใต้เท้าเฉียน แต่งเข้ามาตอนที่เขาสอบได้เป็นจ้วงหยวนในปีนั้น
นี่คือมารดาผู้ให้กำเนิดเฉียนซูเหยากับพี่ชายที่นั่งอีกฝั่งของบิดา ในนิยายที่หญิงสาวเคยอ่านมิได้พูดถึงเฉียนฮูหยินมากนัก แต่ก็พอรู้ว่านางไม่ค่อยถูกกับบุตรสาวแท้ๆ ของตัวเอง
เฉียนซูเหยาเลื่อนสายตาไปมองเฉียนซูเหยียนพี่ชายร่วมมารดา ได้ยินจากถิงถิงว่าเขาเป็นจวี่เหรินที่อายุน้อยที่สุดในปีนี้ ยังได้คะแนนดีเป็นลำดับที่หนึ่งของมณฑล มองใบหน้าเกลี้ยงเกลา หล่อเหลาราวกับหยกของเขาแล้ว หญิงสาวคาดเดาว่าต่อไปพี่ชายคนนี้คงจะกลายเป็นที่นิยมมากในหมู่สตรีเป็นแน่
ถัดจากพี่ชายที่หน้าตาเคร่งขรึมคนนั้นจึงเป็นพี่สาวคนโตเฉียนซูซู บุตรสาวคนโตอันกำเนิดจากภรรยาคนแรกที่ป่วยตายของบิดา หญิงสาวคนนั้นท่าทางเรียบร้อย นางดูเปราะบางราวกับหากถูกกระทบกระเทือนจะแตกสลายได้ง่าย ทว่านั่นก็เป็นเพียงการแสดงออกภายนอกของอีกฝ่ายเท่านั้น
ในที่ทำงานเก่าของเฉียนซูเหยาก็มีคนเช่นนี้อยู่คนหนึ่ง ภายนอกดูอ่อนแอ หากแต่แท้ที่จริงแล้วนี่เป็นการอำพรางนิสัยที่แท้จริงเพื่อเอาตัวรอด สายตาที่ดูคล้ายกับมีแผนการในใจอยู่มากมายนั้นไม่อาจปิดบังสายตาที่เฉียบแหลมของผู้มากประสบการณ์เช่นนางได้
หญิงสาวจำได้ว่าในนิยายเฉียนซูซูจะกลายเป็นนางบำเรอของตัวร้าย ทั้งยังเป็นคนหลอกล่อน้องสาวต่างมารดาอย่างเฉียนซูเหยาออกไปให้ตัวร้ายทรมาน ไม่ว่าในนิยายนางจะทำไปด้วยเหตุผลอะไร แต่นี่ก็นับเป็นบุคคลอันตรายคนหนึ่งที่นางต้องระวัง
"ข้าได้ยินว่าเดือนหน้าฮูหยินผู้เฒ่าสกุลหวังจะจัดงานเลี้ยงน้ำชา เย่หรงเจ้าก็พายัยหนูเหยาไปด้วยสิ ไหนๆ ก็ถอนหมั้นกับคนตระกูลเสิ่นไปแล้ว ไปดูว่ายังมีคุณชายสกุลใดที่เหมาะกับหลานสาวของข้า" ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวหลังจากรวบตะเกียบและใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมปาก
"เรื่องนี้ข้าจะนำไปพิจารณาเจ้าค่ะ ขอเพียงนางรับปากว่าจะไม่ก่อเรื่องให้สกุลเฉียนต้องอับอายอีกครั้ง เช่นนี้ก็ยังพอมีทาง" หูเย่หรงตอบกลับมารดาสามีอย่างตรงไปตรงมา นางปรายตามองบุตรสาวไม่ได้เรื่องของตัวเองพลางสะกดกลั้นอารมณ์
"ตระกูลเฉียนจะต้องอับอายอะไร เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน ถึงแม้หลานสาวของข้าจะตกลงไปในน้ำพร้อมกับเด็กสาวตระกูลชางคนนั้น ทว่าเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์กล่าวหาว่าบุตรสาวของตัวเองเป็นฝ่ายผิด" ฮูหยินผู้เฒ่าเข้าข้างหลานสาวคนเล็กของตัวเองเต็มที่ นี่คือเด็กที่นางเลี้ยงดูมาด้วยตัวเอง เพราะหลังจากที่คลอดนางลูกสะใภ้ฝีปากกล้าคนนี้ก็เสียเลือดมากจนร่างกายทรุดโทรมป่วยอยู่หลายปี ตอนที่หายดีแล้วก็มิอาจนำบุตรสาวกลับไปดูแลได้เพราะแม่สามีไม่ยินยอม
เฉียนซูเหยาเห็นว่าบรรยากาศเริ่มไม่ดีนักจึงลูบหลังมือเหี่ยวย่นของหญิงชรา กล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน "ท่านย่าอย่าได้โมโหไปเลย ประเดี๋ยวจะเสียสุขภาพนะเจ้าคะ"
"มีเพียงเจ้าที่ยังรู้จักห่วงย่า" ฮูหยินผู้เฒ่าเฉียนจับมือหลานสาวพลางยิ้มอย่างเอ็นดู
"หากท่านแม่เห็นว่าข้ายังไม่ควรไปงานเลี้ยง เช่นนั้นข้าไม่ไปก็ได้เจ้าค่ะ" เฉียนซูเหยาเสียงอ่อนทว่าในใจกลับลิงโลด ไม่ไปได้ก็ดี ถึงอย่างไรนางก็ไม่อยากไปเป็นเครื่องมือจับคู่ของผู้อื่น ฉากสำคัญของพระนางหญิงสาวไม่อยากเข้าร่วม
"หากเจ้าอยากไปก็ไป แต่อย่าได้ก่อเรื่องวุ่นวายใจให้ข้าอีก ตระกูลหวังเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ ข้าตามเช็ดตามล้างเรื่องที่เจ้าก่อขึ้นมาไม่ไหวหรอกนะ"
"ฮูหยิน ไยเจ้าพูดกับลูกเช่นนั้น นางยังเด็กย่อมต้องมีผิดพลั้งไปบ้าง"
ครั้นเห็นว่าสถานการณ์ย่ำแย่ใต้เท้าเฉียนจึงกล่าวเตือนภรรยา หากปล่อยให้นางกล่าวเช่นนั้นมีแต่จะทำให้แม่ลูกไม่ถูกกัน
"ใช่เจ้าค่ะ ท่านแม่ให้โอกาสน้องสามอีกครั้งเถิด" เฉียนซูซูกอดแขนมารดาเลี้ยงพลางลูบแขนให้อีกฝ่ายใจเย็น ภาพนั้นดูคล้ายกับว่าทั้งสองเป็นแม่ลูกกันแท้ๆ อย่างยิ่ง
"หากนางว่าง่ายอย่างเจ้า แม่จะต้องกังวลใจเช่นนี้หรือ" หูเย่หรงถอนหายใจ "เอาเถิด หากเจ้าอยากไปก็ไป ข้าไม่ว่า แต่ต้องสัญญาว่าห้ามก่อเรื่องขึ้นมาอีก"
เฉียนซูเหยาเหยียดริมฝีปากคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม "ข้ารับปากท่านแม่ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ คนอย่างข้าแม้ไม่หาเรื่อง เรื่องก็เข้ามาหาอยู่ดี มิสู้ข้าไม่ไปเสียดีกว่า ท่านแม่จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องของข้าอีก" นางจงใจกวนน้ำให้ขุ่นเพราะไม่ต้องการไปร่วมงานเลี้ยงที่สกุลหวัง
"เจ้า!" หูเย่หรงโมโหจนหน้าดำหน้าแดง นางอยากจับเด็กคนนี้มาทุบตีเสียให้เข็ดหลาบ เป็นเพราะนางมีบิดาและฮูหยินผู้เฒ่าให้ท้าย เฉียนซูเหยาจึงกล้ากล่าววาจาประชดประชันเช่นนี้
"ท่านแม่อาจคิดว่าที่ข้าพูดเมื่อครู่เป็นการประชด หากทำให้ท่านรู้สึกเช่นนั้นลูกต้องขออภัยด้วย ทว่าเรื่องที่ข้าพูดออกไปล้วนเป็นเรื่องจริง หากข้าไปงานเลี้ยงก็มิอาจรับปากท่านได้ว่าจะไม่เกิดเรื่อง เช่นนั้นข้าขอไม่ไปดีกว่าเจ้าค่ะ เพื่อความสบายใจของท่านแม่และตัวข้าเองด้วย"
"เอาล่ะๆ หากเจ้าไม่อยากไปย่าก็ไม่บังคับเจ้า" หญิงชรากล่าวพลางตบมือปลอบใจหลานสาวอย่างอ่อนโยน "พวกเราไปกันเถิด วันนี้ย่าให้คนเปิดคลังสมบัติของย่าออกมานับ มีกำไลหยกน้ำงามกับปิ่นล้ำค่าเต็มไปหมด เข้าไปเลือกมาเติมสินเดิมของตัวเองดีกว่า ยังมีร้านค้าอีกหลายร้านล้วนยกให้เจ้า" ฮูหยินเฒ่ากระซิบ ทว่านอกจากเฉียนซูเหยาแล้วยังมีอีกคนที่ได้ยิน
ภายนอกเฉียนซูซูอยู่ในอาการสงบ หากแต่ข้างในกลับรู้สึกไม่พอใจทว่าจำต้องอดทนเอาไว้ เพราะรู้ดีว่าหากตัวเองแสดงธาตุแท้ออกมาแล้วจะต้องสูญเสียสิ่งใดไปบ้าง
แต่ไหนแต่ไรมาฮูหยินผู้เฒ่าก็รักและเอ็นดูเฉียนซูเหยามากกว่าใคร บิดายังตามใจนางที่สุด ไม่ว่าเด็กคนนั้นอยากได้สิ่งใดล้วนหามาประเคนให้ หากมิใช่เพราะฮูหยินใหญ่ชื่นชอบนิสัยที่เรียบร้อยและเชื่อฟังของเฉียนซูซู ในจวนตระกูลเฉียนนี้ยังจะมีที่ยืนให้คุณหนูใหญ่ที่ถูกลืมเช่นนางอีกหรือ
ริมฝีปากฝีปากอิ่มถูกดูดดึงหยอกเย้า ขณะที่ปลายลิ้นอุ่นร้อนกำลังสำรวจในโพลงปากนุ่ม ตวัดพันเกี่ยวเรียวลิ้นเล็กจนเกิดความรู้สึกหวาบหวาม เฉียนซูเหยาถูกมอมเมาด้วยสัมผัสอันแปลกใหม่ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนเอี๊ยมตัวจิ๋วสีแดงสดอันเป็นปราการสุดท้ายถูกดึงออกอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นดอกบัวคู่งามที่ใหญ่โตพอดีมือ ฉับพลันลิ้นสากอุ่นร้อนก็เข้าครอบครอง ทั้งลากไล้ดูดดึงจนผู้เป็นเจ้าของส่งเสียงหวานออกมาขณะเดียวกันปลายนิ้วเรียวก็วนเวียนอยู่ที่บริเวณกลีบบุปผา ค่อยๆ สอดแทรกสำรวจเส้นทางทางรักทีละนิด เริ่มแรกเชื่องช้าอ่อนหวานเพื่อทำความคุ้นชิน ต่อมาจึงค่อยเร่งความเร็วทีละนิด"อ๊ะ...อา" เสียงครางอ่อนหวานยังคงดังเป็นระยะ เรือนกายสะท้านไหวจากสัมผัสระรัวของปลายนิ้วเมื่อเห็นว่าช่องทางรักฉ่ำชื้นมากพอแล้ว เจิ้งซีก็ปลดอาภรณ์เจ้าบ่าวออกจนหมด เผยให้เห็นแก่นกลางกายอันใหญ่โต เฉียนซูเหยาใบหน้าพลันเห่อร้อน เอียงหน้ามองไปทางอื่นอย่างเขินอาย'สิ่งนั้น' ของเขาใหญ่โตเกินไปหรือไม่นางเคยได้ยินว่าครั้งแรกจะเจ็บมาก ดังนั้นภายในใจจึงบังเกิดความหวาดหวั่นมากเป็นพิเศษ เ
หลังจากเจ้าบ่าวถูกพาตัวออกไปดื่มสุราสนทนากับมิตรสหายที่โถงรับรอง เจิ้งเหม่ยถิงที่ได้รับการไว้วานจากพี่ชายให้มาส่งอาหาร จึงฉวยโอกาสนี้เข้าห้องหอมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สะใภ้ นางได้ยินมาว่ากว่างานเลี้ยงจะเลิกต้องรออีกหลายชั่วยาม เป็นเช่นนี้แล้วจะปล่อยให้พี่สะใภ้เพียงคนเดียวทนรออย่างเบื่อหน่ายได้อย่างไร"พี่สะใภ้กินอาหารรองท้องก่อนนะเจ้าคะ กว่าพี่ใหญ่จะปลีกตัวออกมาได้คงใช้เวลานาน คนพวกนั้นกำลังมอมเหล้าเขาอยู่"เฉียนซูเหยาพยักหน้ารับก่อนวางพัดกลมลงบนเตียงที่ปูทับด้วยผ้าแพรสีแดงสด ก่อนจะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่โต๊ะกลมไม้หนานมู่ มองดูเจิ้งเหม่ยถิงบรรจงหยิบอาหารจากปิ่นโตออกมาด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม ทว่าขณะที่นางกำลังอธิบายคุณสมบัติของอาหารแต่ละจาน สายตาของหญิงสาวก็พลันสะดุดกับตำราเล่มหนึ่งที่โผล่พ่นสาบเสื้อของอีกฝ่าย"นั่นอะไรหรือ"เจิ้งเหม่ยถิงมองตามสายตาของพี่สะใภ้ นางหยิบตำราเล่มนั้นออกมาพลางยิ้มเผล่ "นี่เป็นตำราที่พี่สาวหว่านหรูกับคุณหนูใหญ่ฝากมาให้ท่านเจ้าค่ะ"คิ้วคู่งามขมวดมุ่นอย่างสงสัย ก่อนจะกระจ่างเมื่อเปิดตำราออกดู "พวกเจ้าเป็นสตรีที่ยังไม่ได้อ
ต่อมาเพียงชั่วชาเดือดฮ่องเต้และฮองเฮาก็เสด็จมายังห้องเก็บตัว และขอใช้เวลาลำพังกับเจ้าสาว หลังจากทุกคนออกไปแล้วสวี่ฮองเฮาก็หลั่งน้ำตาแห่งความปีติยินดีออกมา "ไม่คิดเลยว่าสวรรค์จะเมตตาให้แม่ได้เห็นภาพนี้ของลูก ได้หวีผมอวยพรในวันสำคัญของเจ้า"เฉียนซูเหยาเองก็ไม่คิดไม่ฝันเช่นกัน น้องไล่นึกถึงครั้งที่ได้พบกับบิดาที่อาราม หากไม่เพราะเขาได้เห็นภาพวาดของนาง หรือนางมิได้ยินเสียงเพลงที่เขาฮัมออกมา เกรงว่าบางทีเรื่องราวอาจไม่เป็นเช่นนี้ก็ได้ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่สวรรค์กำลังชดเชยให้นาง ชดเชยที่เคยปล่อยให้นางโดดเดี่ยวมายี่สิบเจ็ดปีเต็มหลังจากที่ฝ่าบาทกับสวี่ฮองเฮาอวยพรแล้วก็ถึงคราวของฮูหยินผู้เฒ่า ใต้เท้าเฉียน และเฉียนฮูหยิน พวกเขาสลับกันเข้ามาอวยพรและมอบของขวัญ จากนั้นก็กำชับหญิงสาวอีกหลายประโยคทำนองว่าหากถูกรังแกให้กลับมาที่สกุลเฉียน หรือหากได้รับความไม่เป็นธรรมก็ให้รีบบอกครอบครัวบรรยากาศสนุกสนานครื้นเครง บางครั้งก็ซาบซึ้งและมีน้ำตา ทว่าก็เป็นน้ำตาแห่งความสุขเสียงเพลงบรรเลงจากด้านนอกดังเข้ามาใกล้พร้อมกับการรายงานของแม่สื่อ กล
เพราะว่าไม่อยากให้เกิดเรื่องดังนั้นทุกคนจึงไปพบชางอวี่ที่ห้องปีกที่อยู่ติดกับห้องเก็บตัวเจ้าสาว ตอนที่เห็นทุกคนอยู่กันพร้อมผู้มาเยือนจึงมีท่าทีกระอักกระอ่วนเล็กน้อย"คุณหนูชางมีอะไรก็รีบกล่าวมาเถิด อีกประเดี๋ยวน้องหญิงรองของข้าก็ต้องออกไปที่โต๊ะอาหารแล้ว" เป็นเฉียนซูซูที่เปิดประเด็นก่อน"เจ้าพูดมาเถิด กับพวกนางเจ้าก็คุ้นเคยอยู่แล้ว วันพรุ่งนี้เป็นวันสำคัญ ทุกคนไม่อาจปล่อยให้ข้าอยู่กับเจ้าเพียงลำพัง"ชางอวี่ยกมุมปากน้อยๆ พยักหน้าอย่างเข้าใจ "ที่ข้ามาวันนี้ก็แค่อยากจะมาบอกลาเท่านั้น เพราะว่าตลอดมาข้ามีเพียงอาเจ๋อ ดังนั้นจึงไม่มีสหายที่เป็นสตรีเลย หากจะมีที่คุ้นเคยกว่าใครก็มีเพียงคุณหนูรองเฉียนเท่านั้น"เฉียนซูเหยาไม่ได้ตอบอะไร หากรับฟังอย่างนิ่งสงบ"ข้าไม่คาดคิดเช่นกันว่าจะมีคืนวันเช่นนี้ ดูเหมือนบางทีอาจจะเป็นอย่างเช่นที่คุณหนูรองเฉียนเคยบอก ฐานะของข้าเป็นไปได้อยากที่จะแต่งไปเป็นฮูหยินเอก ดังนั้นข้าจึงพยายามทำทุกทางที่จะฉุดตัวเองขึ้นมา เป็นข้าที่สนับสนุนให้พี่ชายไปทำงานให้กับอู๋อ๋อง ด้วยมองเห็นช่องทางที่จะทำให้ได้เลื่อนฐานะเร็วขึ้น พยายา
เมื่อเฉียนซูเหยามองตามซ่งไห่เฉิงไปก็เห็นเจิ้งซีเดินตรงเข้ามา นางจึงรีบส่งยิ้มอ่อนหวานให้กับเขา "ท่านเสร็จงานแล้วหรือ ข้าคิดว่าจะนานกว่านี้เสียอีก""ฝ่าบาทเพียงสั่งพักงานของข้าในช่วงนี้ ทรงตรัสว่าให้ข้าเตรียมตัวเป็นเจ้าบ่าวให้ดี" ตอนที่กล่าวใบหน้าหล่อเหลาที่มักเย็นชากับทุกกลับยิ้มกรุ้มกริ่มมองหญิงสาว"ท่านยิ้มเช่นนี้ กำลังคิดเรื่องลามกอยู่แน่ ๆ ใช่หรือไม่" นิ้วเรียวชี้ขึ้นอย่างจับผิด"ต่อให้ข้าคิดเรื่องลามก ก็จะคิดถึงแต่เหยาเอ๋อร์เท่านั้น" ดวงตาดอกท้อเบิกกว้างเล็กน้อยกับคำตอบของคนหน้าไม่อาย "เจิ้งซีท่านเป็นบุรุษลามกเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่" อันกั๋วกงถูกว่าที่ฮูหยินไล่ตีไปทั่วอุทยาน ช่างเป็นภาพงดงามที่น่าอภิรมย์ของคนที่ได้เห็นจริงๆก่อนงานแต่งงานหนึ่งวันที่จวนสกุลเฉียนจัดงานเลี้ยงขึ้นภายในครอบครัว เชิญญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมเติมสินเดิมให้กับเจ้าสาวตามประเพณีเก่าแก่ของบ้านเกิด นัยหนึ่งยังเป็นงานเลี้ยงส่งท้ายก่อนบุตรหลานจะออกเรือนเพื่อให้คนในครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ช่วงเวลาเช่นนี้ดูจะครึกครื้นที่สุดตั้งแต่ที่หญิงสาวทะลุมิติเข้ามา จะอย่างไรนี่ก็เป็นงานเลี้ยงสำคัญที่สุดในชีวิต กร
บานประตูลับภายในห้องถูกเปิดออก ปรากฏให้เห็นคนที่ถูกทุกคนคิดว่าหายสาบสูญไปสิบกว่าปี แม้มีหนวดเคราเต็มใบหน้าทว่าซ่งไห่เฉิงกลับจดจำได้ไม่ลืม"เสด็จพ่อ" ฉีอ๋อง ซ่งถิงเฟิงผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏนั่งอยู่บนรถเข็นไม้ที่เคลื่อนตัวมาข้างหน้าด้วยสองมือของตนเอง ดวงตาที่ทอดมองบุตรชายอ่อนโยนยิ่งนัก "อาเฉิง ที่องค์หญิงอันเล่อกล่าวล้วนเป็นเรื่องจริง"เห็นบุตรชายนิ่งเงียบไปซ่งถิงเฟิงจึงกล่าวต่อ "สิบปีก่อน พ่อได้พบกับแม่นมหร่วนพยานที่เห็นเหตุการณ์ตอนที่มารดาเจ้าถูกวางยา หลังจากที่ได้รู้ความจริงจากนางพ่อก็ส่งหนังสือหย่ามาที่เมืองหลวง หากจ้าวซีหงกับไม่ยินยอม นางเผาหนังสือหย่าทิ้งและเข้าร่วมกับจ้าวถิงเวยผู้เป็นบิดาวางแผนทำลายความแข็งแกร่งของกองทัพ เพื่อผลประโยชน์มากมายจากแคว้นฉิน""เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ทหารหลายหมื่นนายต้องจบชีวิตลง ตัวข้าได้รับการช่วยเหลือจากจิ้งเป่ยโหวจึงได้รอดชีวิตแม้ว่าสองขาไม่อาจเดินได้อีกต่อไป จิ้งเป่ยโหวเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องข้า เมื่อฝ่าบาททรงรู้จึงมอบหมายให้อันกั๋วกงซ่อนข้าเอาไว้""สกุลจ้าวหยั่งรากลึกในราชสำนักมานาน ชายชราแซ่จ้าวเป็นอัครเสนาบดีมาตั้งแต่รัชสมัยของอดีตฮ่องเต
"ปล่อยมือของท่าน หยางหราน" น้ำเสียงของเฉียนซูเหยาไม่สบอารมณ์นัก นางมองคนตรงหน้าอย่างกดดัน กระทั่งอีกฝ่ายทนไม่ไหวปล่อยมือของนาง"คุณหนู แขนของท่าน" ถิงถิงจับแขนของผู้เป็นนายมาประคอง ข้อมือที่เคยขาวผ่องบัดนี้เป็นรอยแดง แต่ไหนแต่ไรคุณหนูก็เป็นคนช้ำง่าย ข้อมือที่ถูกบีบด้วยแรงของบุรุษนี้ เกรงว่าย่อมทิ้ง
"ถิงถิง เจ้าให้คนไปแจ้งพ่อบ้านเจียงเอาไว้ พรุ่งนี้ข้าจะใช้รถม้าไปตลาด ให้เขาเตรียมรถม้าธรรมดาแบบที่ไม่โดดเด่นให้ข้าที เตรียมองครักษ์ให้ข้าสักหกเจ็ดคนด้วย""เหตุใดจึงไม่ใช้รถม้าติดตราของจวนเช่นทุกทีเล่าเจ้าคะ"คนถูกถามคลี่ยิ้มบาง "เจ้านี่ใจกล้าขึ้นทุกวัน""บ่าวมิกล้าเจ้าค่ะ""ข้าล้อเจ้าเล่นหรอกน่า"
เฉียนซูเหยากับสาวใช้คนสนิทหอบกล่องเครื่องประดับและข้าวของล้ำค่าเข้ามาด้านในเรือน พวกนางหอบหายใจอยู่เพียงครู่ก็เริ่มจัดการแยกพวกมันออกเป็นสัดเป็นส่วน นอกจากเครื่องประดับและของตกแต่งหายากจำพวกมุกราตรีกับปะการังแดงแล้วยังมีร้านค้าอยู่หลายร้าน ทุกร้านล้วนแล้วแต่มีกำไรทุกเดือน ยังมีโรงน้ำชาขนาดใหญ่ที่มีช
"คุณหนู คนผู้นี้จะใช่คนร้ายที่คุณชายเสิ่นตามหาหรือไม่เจ้าคะ" ถิงถิงที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ลุ้นระทึกถามอย่างกังวล "ย่อมต้องใช่อยู่แล้ว" เห็นใบหน้าใบหน้าของสาวใช้ตัวน้อยตื่นตระหนกลนลานนางจึงกล่าวต่อ "แต่เขาไม่ใช่คนร้ายอย่างที่คนพวกนั้นกล่าวหา เขาเป็นเพียงคนน่าสงสารคนหนึ่งที่สูญเสียมารดา ส่วนบิดาก็ไม่ใ







