Share

บทที่ 3

Penulis: หออักษร
ภายในจวนองค์รัชทายาท

ฉินหมิงนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ อยู่ในห้องโถง

จ้าวสี่ขุนนางของกรมพิธีการแสดงสีหน้าราวกับคางคกขึ้นวอ พลางถ่ายทอดราชโองการของฮ่องเต้เฉียน

“ฝ่าบาทตรัสว่า หากองค์ชายจะไปยังหลิ่งหนาน ก็ให้พาคนทั้งหมดในจวนไปด้วยกัน จวนองค์รัชทายาทก็ต้องย้ายออก...”

“ที่หลิ่งหนานมีกองทัพรักษาการณ์ชายแดนอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเกณฑ์คนจากเมืองหลวงไปอีก”

“อ้อ จริงสิ ยังมีเรื่องพระราชพิธีอีกนะพ่ะย่ะค่ะ เนื่องจากท่านเป็นฝ่ายร้องขอไปรักษาการณ์ชายแดนด้วยตนเอง ราชสำนักไม่เคยมีกรณีเช่นนี้มาก่อน พวกเราจึงจัดการทุกอย่างให้เรียบง่ายที่สุด พิธีการที่ขุนนางทั้งหลายต้องมาส่งเสด็จก็ให้งดเว้นไป...”

จ้าวสี่คือหนึ่งในศัตรูคู่อาฆาตในราชสำนักของฉินหมิง

เพื่อที่จะแก้แค้นฉินหมิง เขาทุ่มเทความพยายามไปไม่น้อย

จนในที่สุดก็ได้โอกาสจากในมือของโจวหลี่ มาดูหมิ่นฉินหมิงด้วยตนเองถึงที่นี่

แต่สิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเขาก็คือ ฉินหมิงเพียงแค่ยกถ้วยชาขึ้นจิบ แล้วนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ

ใบหน้าถึงกับปรากฏความคาดหวังอยู่หลายส่วน

“พูดจบหรือยัง?”

“จบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวสี่ตอบกลับอย่างไร้อารมณ์ ภาพที่เขาจินตนาการไว้ว่าฉินหมิงจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไม่ได้เกิดขึ้น

สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกขัดใจอย่างยิ่ง

ฉินหมิงโบกมือแล้วกล่าวว่า

“เสี่ยวชุ่ย ส่งแขก”

“เพคะ องค์ชาย”

เสี่ยวชุ่ยเป็นสาวใช้ของฉินหมิง นางมีรูปโฉมงดงามราวกับเทพธิดา รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น

ผิวพรรณขาวราวหิมะ เนียนนุ่มละเอียดอ่อน เอวบางคอดราวกับจะโอบได้ด้วยมือเดียว

แต่หลายปีมานี้ องค์รัชทายาทที่หัวโบราณคร่ำครึผู้นี้ กลับไม่เคยแตะต้องนางเลยสักครั้ง

เลวร้ายยิ่งกว่าเดรัจฉานเสียอีก!

ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว บางทีเขาอาจจะมีตัวเลือกที่ดีกว่าเสี่ยวชุ่ยก็ได้

อย่างไรเสียก็เป็นถึงองค์รัชทายาท ฐานะสูงส่ง...

ฉินหมิงคิดเช่นนี้ แต่สายตาของเขากลับมองไล่ไปตามเอวที่ส่ายไปมาของเสี่ยวชุ่ยลงไปเรื่อย ๆ

จ้าวสี่แสดงสีหน้าไม่พอใจ แล้วกล่าววาจายั่วยุต่อไป

“องค์ชาย หากท่านไม่พอใจสิ่งใด ก็สามารถกล่าวออกมาได้ทันทีนะพ่ะย่ะค่ะ อย่าให้ถึงตอนที่จะไปแล้ว ค่อยมาก่อเรื่องอันใดขึ้นมาอีก”

ฉินหมิงที่เพิ่งได้สติเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง

“เจ้าอยากเห็นข้าก่อเรื่องมากนักหรือ?”

“มิกล้าพ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นหากไม่มีเรื่องอันใดแล้ว กระหม่อมขอทูลลา”

จ้าวสี่รู้สึกหน้าแตก จึงหันหลังเดินออกจากจวนองค์รัชทายาทไป

แต่ทันทีที่เดินออกมาถึงถนน เขาก็เห็นหญิงสาวงดงามคนหนึ่ง ถือทวนเงินยืนอยู่หน้าประตูจวนองค์รัชทายาท

บนทวนยาวของนาง มีธงรบของค่ายทหารอู่เวยผืนหนึ่ง กำลังสะบัดพลิ้วไหวตามสายลม

ท่ามกลางผู้คนที่มุงดูอยู่รอบ ๆ ก็มีเหล่าคุณชายและคุณหนูจากตระกูลขุนนางชั้นสูงอยู่ไม่น้อยที่รู้เรื่องราวภายใน

“นั่นใช่คุณหนูใหญ่ตระกูลกวนหรือไม่? ข้าได้ยินว่านางถูกสู่ขอให้กับองค์รัชทายาทแล้วนี่?”

“แม้ว่าองค์รัชทายาทจะหมดอำนาจแล้ว แต่ก็ยังคงมีอิทธิพลอยู่ อย่างไรเสียก็พอจะให้การคุ้มครองแก่ตระกูลกวนได้บ้าง”

“แม่ทัพใหญ่อู่เวยก็ตายไปแล้ว ตอนนี้ตระกูลกวนก็เป็นแค่ตัวถ่วง องค์รัชทายาทจะยังต้องการอีกหรือ?”

“ข้าได้ยินมาว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในราชสำนักยังเคยหารือกันเรื่องนี้...”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนดังเข้าหูของหญิงสาว

นางแสดงสีหน้าเย็นชา กล่าวกับองครักษ์ที่ประตูว่า

“ให้ฉินหมิงออกมา!”

องครักษ์หลายคนเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ก็คาดเดาได้ว่าคงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่

รีบพยักหน้ารับคำ แล้ววิ่งเข้าไปในจวนอย่างร้อนรน

จ้าวสี่ที่เข้ามาหาเรื่องแต่ก็ไม่เป็นผล ได้เห็นคุณหนูใหญ่ตระกูลกวนผู้ตกอับเข้าพอดี

เขานึกถึงเรื่องการแต่งงานของฉินหมิงขึ้นมาทันที จึงเดินเข้าไปกล่าวเย้ยหยัน

โอ้ นี่ไม่ใช่คุณหนูใหญ่ตระกูลกวนหรอกหรือ?”

“อะไรกัน คิดจะมาแต่งงานกับองค์ชาย แล้วไปหลิ่งหนานด้วยกันหรือ?”

“ไม่ใช่กงการอะไรของเจ้า!”

กวนเยว่แค่นเสียงเย็น จ้องมองจ้าวสี่ด้วยสายตาคมกริบ

จ้าวสี่หดคอเล็กน้อย เบ้ปากแล้วเอ่ยขึ้น

“คุณหนูใหญ่กวน ลืมบอกท่านไป ก่อนหน้านี้ฝ่าบาทตรัสแล้วว่า จะแต่งกับท่านหรือไม่ ให้องค์รัชทายาทเป็นคนเลือกเอง”

“แม่ทัพใหญ่อู่เวยก็ตายในสนามรบไปแล้ว ตระกูลกวนก็ไร้ซึ่งรากฐานอีกต่อไป ทายสิว่าองค์รัชทายาทจะยังต้องการท่านหรือไม่?”

สีหน้าของกวนเยว่ยิ่งดูย่ำแย่ลงไปอีก

“ตระกูลกวนไม่ต้องการการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์หรือการคุ้มครองใด ๆ ทั้งสิ้น! ข้ามาเพื่อถอนหมั้น!”

“ถอนหมั้น!?”

ผู้คนที่มุงดูอยู่รอบ ๆ ต่างพากันตกตะลึง แล้วชี้ไม้ชี้มือไปที่นาง

ในยุคสมัยนี้ สตรีที่มาขอถอนหมั้นถึงหน้าประตูบ้าน ในอนาคตจะยังแต่งออกไปได้อย่างไร?

จ้าวสี่จิ๊ปาก กล่าวพลางถอนหายใจ

“เฮ้อ ช่างเป็นจริงดั่งคำกล่าวที่ว่า ผู้ที่เคยมีฐานะสูงส่ง เมื่อตกอับแล้วย่อมด้อยกว่าคนธรรมเสียอีก ฮ่า ๆ !”

ในฝูงชนพลันระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น

“เจ้าสารเลว!”

เมื่อสัมผัสได้ถึงการเยาะเย้ยของทุกคน

กวนเยว่โกรธอย่างยิ่ง ตวัดทวนยาวขึ้น ปลายทวนก็จ่ออยู่ที่ลำคอของจ้าวสี่แล้ว

จ้าวสี่ตกใจจนเหงื่อกาฬไหลท่วมตัว

แต่แล้วเขาก็สงบสติอารมณ์ลงได้ในทันที กล่าวด้วยน้ำเสียงอำมหิต

“คุณหนูใหญ่กวน ข้าขอเตือนให้ท่านสงบเสงี่ยมไว้หน่อย อย่าให้ถึงขั้นที่ว่าแม้แต่ไก่ป่าก็ยังไม่มีโอกาสได้เป็น!”

...

บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด

มุมปากของจ้าวสี่ยังคงแฝงไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันเล็กน้อย

ทวนยาวในมือของกวนเยว่ ไม่สามารถขยับเข้าไปได้อีกแม้แต่นิดเดียว

นางโกรธจนตัวสั่น แต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว

นับตั้งแต่บิดาเสียชีวิต นางก็คือประมุขน้อยของตระกูลกวน นางจะร้องไห้ไม่ได้

ในขณะนี้ เสียงตวาดดังลั่นก็ดังออกมาจากในจวน

“ใครเป็นไก่ป่า? เจ้าสารเลวนี่ยังไม่ไปอีกหรือ?”

“ใครก็ได้ จับเขาไปโบยเสีย!”

ฉินหมิงวิ่งออกมาจากในจวน

ตึก ๆ ๆ !

องครักษ์หลายคนที่ถือกระบองยาวอยู่ในมือ ตรงเข้าไปจับตัวจ้าวสี่เอาไว้ ก่อนที่เขาจะได้ทันตั้งตัว

“องค์ชาย ท่าน... อ้วก!”

จ้าวสี่ยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็โดนเตะเข้าที่ชายโครงอย่างแรง!

ข้าวที่กินไปเมื่อคืนแทบจะทะลักออกมา

พร้อมกับนำคนสิบกว่าคน ไล่ตามรุมกระทืบอย่างไม่ปรานี

เสียงหมัดกระทบเนื้อดังตุ้บตั้บ ทำให้ผู้คนที่มุงดูอยู่รู้สึกเสียวสันหลัง

โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!

ต้องมีความแค้นกันขนาดไหนกัน!

การรุมทำร้ายครั้งนี้ ใช้เวลาไปเกือบหนึ่งก้านธูป

เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทางการเริ่มมุ่งหน้ามาทางนี้แล้ว

จ้าวสี่ก็แทบจะลุกไม่ขึ้น ฉินหมิงถึงได้พยักหน้าอย่างพอใจ แล้วกล่าวกับลูกน้องว่า

“พาตัวไปเถิด”

จ้าวสี่กุมใบหน้าที่บวมเป่งราวกับหัวหมู ตะโกนอย่างเดือดดาล

“องค์ชาย ข้าเป็นขุนนางของราชสำนัก ท่านทำกับข้าเช่นนี้ ไม่กลัวว่าข้าจะทูลฟ้องฝ่าบาทหรือ!”

ฉินหมิงคาดเดาไว้แล้วว่าเขาจะพูดเช่นนี้

“เจ้าจะทูลฟ้องหรือ? ข้าก็จะทูลฟ้องเหมือนกัน! เจ้าดูหมิ่นคู่หมั้นของข้า สร้างข่าวลือว่าข้าจะถอนหมั้น ทำให้พระเกียรติของราชวงศ์เสื่อมเสีย จิตใจชั่วช้าสามานย์ยิ่งนัก!”

“วันนี้ที่โบยเจ้าไปถือว่าเบาแล้ว คอยดูเถอะ ข้าจะฟ้องเจ้าให้ถึงตาย!”

อย่างไรเสีย ก็กำลังจะถูกส่งไปยังหลิ่งหนานแล้ว ต้องบอกลากับไอ้พวกสารเลวในราชสำนักนี้ไปตลอดกาล

ตอนนี้ฉินหมิงอยู่ในสภาพของคนไม่มีอะไรจะเสีย

ใครก็ตามในเมืองหลวงที่มีความแค้นต่อเขา ขอเพียงแค่มีโอกาส เขาจะไม่ปล่อยให้ใครรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!

“ท่าน...!”

จ้าวสี่ถึงกับตกตะลึง

องค์ชายผู้ซึ่งปกติแล้วมีจิตใจเมตตากรุณา เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?

ยังไม่ทันจะได้สงสารจ้าวสี่ ทันใดนั้นก็มีคนในฝูงชนนึกอะไรขึ้นได้ ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ

“คู่หมั้น? หรือว่าองค์ชายจะแต่งกับคุณหนูใหญ่ตระกูลกวนหรือ?”

สายตาของกวนเยว่พลันคมปลาบ นางเงยหน้าขึ้นมองไปยังฉินหมิงเช่นกัน

บรรยากาศเงียบสงัดลง

ทุกคนต่างรอคอยคำตอบของเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

สายตาของฉินหมิงจับจ้องอยู่ที่ร่างของกวนเยว่ ในใจรู้สึกมีความสุขราวกับดอกไม้บาน

ทันทีที่เห็นกวนเยว่ เขาก็เข้าใจในทันที!

มิน่าเล่า องค์รัชทายาทถึงไม่เคยแตะต้องเสี่ยวชุ่ยมาหลายปี

ที่แท้ก็มีเทพธิดาตัวจริงรอคอยเขาอยู่นี่เอง!

ภรรยาคนนี้ ต้องเอามาให้ได้!

ต่อหน้าสาธารณชน ฉินหมิงเดินตรงเข้าไป คว้าทวนยาวในมือของกวนเยว่มาถือไว้

เมื่อชูธงใหญ่ของค่ายทหารอู่เวยขึ้น ร่างของฉินหมิงภายใต้แสงอาทิตย์ก็ดูเจิดจ้าจนแสบตา

“คุณหนูตระกูลกวน ข้าจะแต่งกับเจ้า!
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 515

    เมื่อฉู่หงจางได้ยินคำถามของเขา ก็รีบชิงกล่าวขึ้นทันทีว่า“ข้าเจอฉินอ๋องมาน่ะสิ”เมื่อได้ยินคำว่าฉินอ๋อง ทุกคนในที่นั้นก็พลันเบิกตาโตด้วยความตื่นตระหนกพวกเขาจ้องมองฉู่หงจางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ“เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดฉินอ๋องถึงมาที่นี่ได้เล่า?”“หรือว่าเขานำกองทัพใหญ่มาตั้งค่ายที่นี่แล้ว? เช่นนั้นพวกเราจะเอาอาวุธและเสบียงได้อย่างไร?”พวกเขาทั้งหมดล้วนรู้สึกสิ้นหวัง เดิมทีคิดว่าการปะทะกับฉินหมิง ก็ลำบากแสนเข็ญอยู่แล้วแต่ยามนี้กลับเห็นฉินหมิงตัวจริงบัญชาการอยู่ภายในด่าน!“ข้าไม่รู้ แต่แสนยานุภาพของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่นัก อีกทั้งอาวุธยังครบครันล้ำสมัย ข้าจึงไม่ได้ปะทะหักหาญด้วย และรีบถอยกลับมาทันที”ฉู่หงจางกล่าวอย่างแช่มช้า ไม่ได้นำความผิดพลาดมาใส่ไว้ที่ตนเองแต่มองไปทางผู้อาวุโสทั้งหลายที่อยู่ตรงหน้า“ทุกท่าน จากนี้ไปพวกท่านต้องมอบทหารให้ข้า มิเช่นนั้นข้าจะไม่ลงมืออีกเด็ดขาด!”ว่าไปแล้ว คนเหล่านี้เพื่อต้องการถนอมขุมกำลังของชนเผ่าตนเองแต่ละคนจึงมอบกำลังพลออกมาเพียงไม่กี่สิบคน จำนวนคนเพียงเท่านี้สำหรับพวกเขาแล้วแทบไม่มีประโยชน์อันใดเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าฉินหมิงยิ่งเป็นเรื่องน

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 514

    ผู้คนทั้งหลายต่างตกอยู่ในความเงียบแม้แต่ฉู่หงจางที่เอาแต่ตะโกนโหวกเหวกอยู่ด้านล่าง เวลานี้ก็ยังรู้สึกได้ถึงเม็ดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดซึมเต็มแผ่นหลังฉินหมิงช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว ยามที่พวกเขาทำศึกกับอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ก็ตระหนักได้แล้วว่าฉินหมิงในเวลานี้ไม่เพียงมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่ขุมกำลังทางการค้าก็ยังกดดันพวกเขาได้รอบด้านอีกด้วยหลังสูญเสียการสนับสนุนจากฉินหมิง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาในช่วงไม่กี่วันนี้ก็ยากลำบากยิ่งนักไม่นานเสบียงในยุ้งฉางก็ร่อยหรอแทบเห็นก้นถังนี่เป็นเพราะพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีเกินไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาส่งผลให้ประชากรในชนเผ่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีปากท้องต้องเลี้ยงดูมากมาย เดิมทีมีฉินหมิงคอยหนุนหลัง ทุกคนจึงสามารถกินอิ่มนอนหลับตามสบายทว่าเมื่อไร้ซึ่งการสนับสนุนจากฉินหมิง จำนวนประชากรที่มากมายก็กลายเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ลำพังพวกเขาก็มีพื้นที่ทำกินเพียงน้อยนิดอยู่แล้วผลผลิตทางการเกษตรย่อมไม่เพียงพอต่อการบริโภคยามนี้เมื่อมีประชากรมากขึ้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้คนอิ่มท้องเรื่องราวเหล่านี้เริ่มปรากฏเค้าลางให้เห็นในชนเผ่าเล็ก ๆ บ้าง

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 513

    เมื่อได้ยินข่าวนี้ สีหน้าของฉินหมิงและกวนเยว่ก็พลันแปรเปลี่ยนไป“เหตุใดถึงมาเร็วนัก?”“พวกมันปรากฏตัวอย่างกะทันหัน ดูคล้ายรีบร้อนอยู่บ้าง คงเป็นราชสำนักกดดันให้มาพ่ะย่ะค่ะ”ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานด้วยความไม่แน่ใจในใจพวกเขาเองก็สงสัยเช่นกันแม้ศัตรูจะมาถึงอย่างรวดเร็ว แต่ฉินหมิงกลับไม่ได้ตื่นตระหนกเขาพากวนเยว่เดินตรงไปที่กำแพงเมือง กองทัพหนานหมานนับพันชีวิตมายืนรออยู่หน้ากำแพงเมืองเรียบร้อยแล้วเมื่อเห็นจำนวนคน ฉินหมิงและกวนเยว่ก็สบตากัน ทั้งสองคนต่างรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย“เหตุใดถึงมากันเพียงเท่านี้ล่ะ?”“นับว่าน้อยไปจริง ๆ ”กวนเยว่ขมวดคิ้วเรียวด้วยความประหลาดใจ ก่อนกล่าวขึ้นเช่นนั้นฉินหมิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง ส่งยิ้มให้กองทัพข้าศึกพลางกล่าวว่า“ทุกท่าน พากำลังพลมาเพียงเท่านี้ คิดว่าจะตีเมืองที่ชัยภูมิดีเยี่ยมเช่นนี้แตกหรือ?”แม่ทัพผู้นำกำลังพลมาในครั้งนี้ มีนามว่าฉู่หงจางเขาคือหัวหน้าเผ่าเหลียนซานในฐานะฝ่ายบุกโจมตี ใบหน้าของเขากลับมีแต่ความไม่เต็มใจ ขณะประสานหมัดคารวะฉินหมิงพร้อมกล่าวว่า“กราบเรียนท่านอ๋อง พวกเราเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น ท่านสู้ราชสำนักไม่ได้หรอก

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 512

    หาไม่แล้วการขนส่งสองรอบที่ต่อเนื่องกันเช่นนี้ ย่อมทำให้ความเสียหายของพวกเขาพุ่งสูงถึงขีดสุดแน่นอนทว่าในยามที่พวกเขากำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ส่งข่าวจากหนานหมานเข้ามาอีกครั้ง“ท่านอ๋อง ทางหนานหมานส่งข่าวมาอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกมันแจ้งมาว่าหากไม่เห็นยุทธปัจจัย ก็จะไม่เคลื่อนกำลังพลเด็ดขาด”“เจ้าพวกสารเลว สิ่งของชุดแรกที่เราส่งออกไป ขนาดจวนถึงที่หมายอยู่รอมร่อ พวกมันกลับไม่ยอมโผล่หัวออกมารับ พอเวลานี้เกิดเรื่องผิดพลาด ก็คิดจะมาโทษพวกเราเสียอย่างนั้น”อวี้อ๋องตบโต๊ะด้วยความเดือดดาลใจเวลานี้พวกเขาไร้หนทางจะเดินต่อแล้วจริง ๆในด้านยุทธปัจจัย พวกเขาย่อมไม่มีทางส่งไปถึงได้ในเวลาอันสั้นแต่ก็จำเป็นต้องสร้างแรงกดดันแก่ฉินหมิงให้ได้ขณะนั้น เหลียงอ๋องผู้อยู่ด้านข้างก็กล่าวขึ้นมาว่า“เอาเช่นนี้เถิด พวกเราส่งข่าวบอกฝ่ายหนานหมาน ให้พวกมันจัดส่งทหารออกมาก่อน รอจนพวกมันเข้าสู่หลิ่งหนานเมื่อใด พวกเราค่อยส่งยุทธปัจจัยอ้อมไปทางปีกข้าง ถึงเวลานั้นสิ่งของย่อมตกถึงมือพวกมันเอง”จะอาศัยเพียงราชสำนักออกแรงฝ่ายเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดความแข็งแกร่งของฝ่ายฉินหมิงนั้นเป็นที่ป

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 511

    “ข้าเตรียมตัดขาดการส่งเสบียงทั้งหมดของหนานหมานแล้ว”“ในช่วงเวลานี้จะมีผ้าทอกองพะเนิน ยางพาราขาดแคลน สินค้าในตลาดอาจเกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงต้องรบกวนพวกเจ้าทั้งสามช่วยข้าควบคุมสถานการณ์ให้ดี”ทั้งสามคนต่างก็พยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้นเมื่อฉินหมิงใช้กำลังทหารกดดันหนานหมานอย่างหนักหน่วงก็ถึงคราวแนวหลังอย่างพวกเขาต้องลงมือบ้างย่อมต้องเป็นการกดดันทางด้านการค้าเฉินซื่อเม่าคาดเดาวิธีการของฉินหมิงได้นานแล้วยามนี้เพียงรอฉินหมิงกลับมาพยักหน้าอนุญาตก็จะเริ่มลงมือได้ทันที“วางใจเถิด ท่านผู้อาวุโสเฉิน”เฉียนไฉตบอกรับรองว่า“พวกเรายังมีท่าเรืออีกหลายแห่งในเจียงหนาน เท่านี้ก็พอแล้ว”“อำเภออินซานเองก็มีการติดต่อกับกลุ่มหนานหยาง สามารถระบายสินค้าออกไปได้ส่วนหนึ่งเช่นกัน”“อย่างมากสินค้าก็แค่กองอยู่ที่นี่ รอสงครามจบลงก็ยังทำเงินได้ดังเดิม”ทั้งสามคนต่างผลัดกันออกความเห็น ล้วนแต่มีหนทางจัดการทั้งสิ้นเมื่อเห็นพวกเขามั่นใจเช่นนั้น เฉินซื่อเม่าก็พยักหน้าอย่างแช่มช้าหลายวันต่อมาท่ามกลางหุบเขาในดินแดนหนานหมานกลุ่มผู้อาวุโสและหัวหน้าเผ่าต่างเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อมาหลายวันแล้วสาเ

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 510

    แต่กำลังคิดถึงกิจการภายในตระกูล และน้องสาวสุดที่รักนั่นเอง“เอ่อ...”ใบหน้าของฉินหมิงพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาไม่อยากไปตอแยคุณหนูน้อยผู้นั้นเลยสักนิดเพียงนึกถึงหญิงสาวผู้แสนเอาแต่ใจนางนั้น ฉินหมิงก็รู้สึกว่านางช่างรับมือได้ยากนักทว่าด้วยมารยาท ฉินหมิงจึงยังคงล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบขลุ่ยเลาหนึ่งออกมา“นี่เป็นขลุ่ยที่ข้าทำขึ้น รอท่านว่างเมื่อใด ก็ช่วยนำไปมอบให้นางทีเถิด”“ของพรรค์นี้จะมีประโยชน์อันใด?”ซุนเหมี่ยวปรายตามองของที่ฉินหมิงยื่นส่งมาแวบหนึ่ง ก่อนยัดมันเข้าไปในอกเสื้อด้วยความรังเกียจฉินหมิงมองเขาอย่างจนใจ ก่อนอธิบาย“นี่ท่านไม่รู้จักคำว่าแม้นของกำนัลเล็กน้อยแต่น้ำใจหนักแน่นหรือไร? ยิ่งไปกว่านั้น ขลุ่ยเลานี้ข้าสั่งให้ทำขึ้นเพื่อทดสอบทักษะฝีมือของโรงช่างโดยเฉพาะ ลองดูสิว่ามันมีกี่รู?”“โอ๊ะ... สิบสามรูรึ?”ฉินหมิงมีมาตรฐานเรื่องความแม่นยำของงานฝีมือสูงยิ่งเขาจึงให้กลุ่มช่างฝีมือฝึกฝนอยู่เป็นประจำเช่นระดับเสียงของขลุ่ย ยิ่งแบ่งระดับเสียงได้มากเท่าใด ก็หมายความว่าวิธีการผลิตต้องประณีตมากเท่านั้นก่อนหน้านี้ฉินหมิงได้ทิ้งบททดสอบหนึ่งไว้ให้แก่ช่างฝีมือในโรงผลิต

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status