Share

บทที่ 4

Author: หออักษร
ฝูงชนที่มุงดูอยู่โดยรอบต่างส่งเสียงอุทานด้วยความตกตะลึง!

“เขาจะแต่งจริง ๆ หรือ!?”

“หากองค์ชายแต่งงานครั้งนี้ ในอนาคตก็ยากที่จะดึงกองกำลังอื่นมาช่วยเขาได้แล้ว”

“นั่นสิ อย่างน้อยก็น่าจะหาบุตรสาวของขุนนางใหญ่สักคน เช่นนี้แล้วในอนาคตก็ยังพอจะมีกำลังสนับสนุนอยู่บ้าง”

ใบหน้าของกวนเยว่เต็มไปด้วยความลังเล ความขุ่นเคืองก่อนหน้านี้ก็จางหายไปไม่น้อย

อันที่จริงนางไม่รู้เลยว่า หลังจากที่ฉินหมิงได้เห็นนางแล้ว เขาก็ไม่ลังเลเรื่องการแต่งงานอีกต่อไป

ก็แค่แต่งงาน จะมีเรื่องอะไรมากมายนัก

ไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องไต่เต้าเกาะผู้มีอำนาจ ชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย หรือต้องคิดหน้าคิดหลังเสียหน่อย

ชาตินี้ ฉินหมิงขอเพียงแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างสบายใจ ไม่ให้เสียชาติเกิดก็พอ!

“องค์ชาย ขอบพระทัยที่ทรงช่วยหม่อมฉันแก้ไขสถานการณ์ แต่ท่านไม่จำเป็นต้องสงสารตระกูลกวน”

กวนเยว่มองไปยังฉินหมิงอย่างลังเล ท่าทีไม่ได้โกรธเกรี้ยวเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป

“ใครสงสารเจ้า?”

“เจ้าคิดว่า ข้าอยากจะแต่งงานกับเจ้า เพราะสงสารตระกูลกวนอย่างนั้นหรือ?”

“แต่ข้าก็จะต้องไปรักษาการณ์ชายแดนที่หลิ่งหนานแล้ว เจ้าไม่กลัวหรือ?”

ฉินหมิงเหลือบมองนางแวบหนึ่ง รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง

กวนเยว่เม้มริมฝีปากแน่น พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ

ฉินหมิงยกมือขึ้น ดึงเส้นด้ายสองสามเส้นออกจากธงรบของค่ายทหารอู่เวย

แล้วถักทออย่างง่าย ๆ จนกลายเป็นแหวนเส้นด้ายวงหนึ่ง

หากสังเกตให้ดี จะเห็นว่าบนนั้นยังมีคราบเลือดจาง ๆ จากธงรบอยู่ด้วย

นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าธงผืนนี้ ถูกนำกลับมาจากสนามรบจริง ๆ

“ท่านจะทำอะไร?”

กวนเยว่เห็นฉินหมิงก้าวเข้ามาหาตนทีละก้าว ก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที

“มานี่”

ฉินหมิงคว้ามือเล็ก ๆ ที่เนียนนุ่มและเย็นเฉียบของหญิงสาวไว้

แล้วสวมแหวนที่ทำจากธงรบให้แก่นางอย่างจริงจัง

กวนเยว่ก้มลงมองแหวนที่อยู่บนนิ้ว ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

“นี่คือของหมั้นของท่านหรือ?”

ฉินหมิงยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น

“นี่คือคำมั่นสัญญาระหว่างข้ากับเจ้า”

“คำมั่นสัญญาอะไร?”

“ข้าจะทำให้ธงรบของค่ายทหารอู่เวย ได้โบกสะบัดต่อไปในสนามรบ ตระกูลกวนก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาท่านอ๋องหรือขุนนางคนใด พวกเราจะเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ด้วยตัวของเราเอง!”

“หึ ก็ดีแต่พูดจาใหญ่โต ทำให้ได้ก่อนแล้วค่อยพูด”

กวนเยว่ทำหน้าบึ้งแล้วหันไปทางอื่น แต่หัวใจกลับเต้นรัว

นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบกับองค์รัชทายาท

จะว่าอย่างไรดี...

เป็นคนที่ชอบพูดจาโอ้อวด ไม่เหมือนกับในข่าวลือเลยแม้แต่น้อย!

แต่ความรู้สึก... ก็ไม่เลวนัก?

คุณชายตระกูลสูงศักดิ์สองสามคนที่มุงดูอยู่ เมื่อเห็นภาพนี้ก็รู้สึกเหมือนได้เปิดโลกทัศน์

อดไม่ได้ที่จะจิ๊ปากแล้วกล่าวอย่างชื่นชม

“ใช้เส้นด้ายจากธงรบมาถักทอเป็นของแทนใจ องค์ชายนี่มีของจริง ๆ นะ”

“นี่มันเหนือชั้นเกินไปแล้ว!”

“ให้ตายเถอะ ต้องเรียนรู้วิธีนี้ไว้บ้างแล้ว”

พวกเขาต่างลอบจำวิชานี้ไว้ เตรียมจะนำไปใช้เมื่อตามจีบคุณหนูตระกูลไหนสักคนในอนาคต จะได้แสดงออกมาอย่างน่าประทับใจ

“ราชสำนักไม่มีทางมอบค่ายทหารอู่เวยให้ท่านหรอก”

เมื่อรู้สึกได้ว่าสายตาของฉินหมิงยังคงจับจ้องอยู่ที่ตนเอง

กวนเยว่ก็รีบเก็บสีหน้า ทำหน้าบึ้งแล้วกล่าวเตือนเขา

“เช่นนั้นถ้าข้าได้ค่ายทหารอู่เวยมา เจ้าจะไปหลิ่งหนานกับข้าหรือไม่?”

ฉินหมิงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ

กวนเยว่เบือนหน้าหนี กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“บุตรสาวตระกูลกวนไม่แต่งไปต่างแดน”

“แต่ว่าหากท่านได้ค่ายทหารอู่เวยมา... ก็อาจจะได้”

“ตกลงตามนี้?”

“ตกลงตามนี้”

...

ยามค่ำคืน ภายในตำหนักหย่างซิน

จ้าวสี่กุมใบหน้าของตน ร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายอยู่ต่อหน้าเซียวซูเฟย

“เขาตีเจ้ากลางถนนจริง ๆ หรือ?”

เซียวซูเฟยขมวดคิ้ว บนใบหน้าแสดงความรังเกียจออกมา

“พ่ะย่ะค่ะ พระสนม เด็กคนนั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไป จู่ ๆ นิสัยก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน!”

“พาลูกน้องสิบกว่าคน มารุมตีกระหม่อมจนเป็นเช่นนี้!”

“เขายังบอกว่าจะยื่นฎีกาทูลฟ้องว่ากระหม่อมใส่ร้ายป้ายสี สร้างข่าวลือ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับกระหม่อมนะพ่ะย่ะค่ะ!”

เซียวซูเฟยไม่ได้ตอบรับเขา

เมื่อเทียบกันแล้ว นางสนใจเรื่องการแต่งงานของฉินหมิงมากกว่า

“เจ้าบอกว่าฉินหมิงยอมตกลงแต่งงานกับตระกูลกวนแล้วหรือ?”

“พ่ะย่ะค่ะ เขาพูดออกมาด้วยตนเอง”

“ดี ดีมาก!”

ข่าวนี้ ทำให้ในใจของเซียวซูเฟยผ่อนคลายลงไม่น้อย

เดิมทีนางยังกังวลว่าฉินหมิงจะเลือกแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับขุนนางใหญ่ในท้องถิ่น เพื่อไปสะสมกำลังที่หลิ่งหนาน

แต่เมื่อแต่งงานกับกวนเยว่ เขาก็หมดโอกาสแล้ว

“พรุ่งนี้เจ้าเข้าเฝ้า ก็ให้นำเรื่องนี้ไปทูลฝ่าบาทตามความจริง พระองค์จะทรงลงโทษฉินหมิงเอง”

เดิมทีฮ่องเต้เฉียนก็มีอคติต่อฉินหมิงอยู่แล้ว

ประกอบกับความดื้อรั้นของฉินหมิงในท้องพระโรง

ยิ่งทำให้อีกฝ่ายเปรียบเสมือนถังดินปืน แค่มีประกายไฟเล็กน้อยก็พร้อมจะระเบิดออกมา

“เข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ พระสนม”

จ้าวสี่พยักหน้า ในดวงตาเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น

หลังจากที่เขาจากไป เซียวซูเฟยก็หันไปมองขันทีหวังเป่าที่อยู่ข้างกาย

“เจ้าไปติดต่อขุนนางกรมต่าง ๆ ให้พวกเขายื่นฎีกาพร้อมกับจ้าวสี่ในวันพรุ่งนี้ ยิ่งหลายคนช่วยกันสุมไฟ ย่อมโหมกระพือได้ง่าย”

“พระสนม ทำเช่นนี้จะไม่ดูจงใจเกินไปหรือพ่ะย่ะค่ะ”

หวังเป่าค้อมกาย เอ่ยปากด้วยความกังวลเล็กน้อย

ตอนนี้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เซียวซูเฟยในราชสำนักก็ไม่ค่อยดีนัก

ฉินหมิงก็ถูกลดขั้นไปแล้ว หากยังคงบีบคั้นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าจะมีคนนินทาลับหลังได้

มุมปากของเซียวซูเฟยยกขึ้นเป็นรอยยิ้มดูแคลน กล่าวอย่างเฉยเมยว่า

“ในราชสำนักนี้เมื่อไม่มีเขาแล้ว ต่อไปก็คือโลกของเยว่เอ๋อร์กับข้า”

“ก็แค่คำนินทาไร้สาระ ปล่อยให้พวกเขาพูดไปเถอะ ไม่มีประโยชน์อันใด!”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

หวังเป่ารับคำ แล้วจัดแจงให้ขันทีน้อยสองสามคน เริ่มส่งข่าวให้แก่ขุนนางฝ่ายของเซียวซูเฟย

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงรุ่งเช้าของวันถัดมา

เป็นเวลาประชุมราชสำนักยามเช้าอีกครั้ง

ฮ่องเต้เฉียนประทับบนบัลลังก์ในท้องพระโรงจินหลวน ขุนนางทั้งหลายที่กำลังพูดคุยกันเสียงเบา ๆ ก็พลันเงียบลง

พระองค์ทอดพระเนตรลงมาจากบนบันไดใต้ที่ประทับ

ตำแหน่งที่เดิมทีควรจะเป็นที่ยืนของฉินหมิง บัดนี้กลับว่างเปล่า

สิ่งนี้ทำให้ท้องพระโรงจินหลวนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมานานหลายปี ดูว่างเปล่าเล็กน้อย

ราวกับทรงระลึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

ฮ่องเต้เฉียนแค่นเสียงเย็น สีพระพักตร์ก็ดูย่ำแย่ลงไปอีกหลายส่วน

“มีเรื่องก็ทูลมา ไม่มีก็เลิกประชุม!”

“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะทูล!”

เมื่อได้รับข่าวนี้

จ้าวสี่ก็รีบก้าวออกมาทันที ในมือถือฎีกา เตรียมถวายรายงานต่อหน้าพระพักตร์

“มีเรื่องอันใด?”

จ้าวสี่กล่าวด้วยน้ำเสียงแหลมสูง

“ทูลฝ่าบาท เมื่อวานนี้กระหม่อมได้ไปยังจวนขององค์ชาย เพื่อถ่ายทอดพระราชประสงค์ของฝ่าบาท แต่องค์ชายกลับมีท่าทีหยิ่งยโส และไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา!”

“ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกระหม่อมเดินออกจากจวนอ๋องไป เขากลับเก็บความแค้นไว้ในใจ หาโอกาสก่อเรื่อง และรุมทำร้ายกระหม่อมกลางถนน!”

“กระหม่อมได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ยังกัดฟันฝืนทนมาเข้าเฝ้าในวันนี้ เพียงเพื่อขอให้ฝ่าบาททรงมอบความเป็นธรรม คืนความยุติธรรมให้แก่กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”

ในฐานะปัญญาชน หลังจากที่คลุกคลีอยู่ในราชสำนักมาหลายปี ความสามารถในการกลับดำเป็นขาวของจ้าวสี่ก็ได้ฝึกฝนจนถึงขั้นสุดยอดแล้ว

เพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถกลับผิดเป็นถูก สลับประเด็นสำคัญ

บรรยายให้ฉินหมิงกลายเป็นองค์ชายที่ใจแคบ และเก็บความแค้นต่อราชสำนักไว้ในใจ

สีพระพักตร์ของฮ่องเต้เฉียนค่อย ๆ มืดมนลง

โดยเฉพาะเมื่อได้ยินคำว่าเก็บความแค้นไว้ในใจและหาโอกาสก่อเรื่อง ความพิโรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที!

“ที่เจ้าพูดมาเป็นความจริงหรือ?!”

“ฝ่าบาท เมื่อวานนี้กระหม่อมก็ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนในเมืองหลวงเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”

โอวหยางหย่วนผู้ตรวจการแห่งสำนักตรวจการ กล่าวสนับสนุนคำพูดของจ้าวสี่อย่างหนักแน่น

เฉาเจิ้งหยางแม่ทัพรักษาการณ์แห่งกองกำลังรักษาการณ์กล่าวต่อ

“เมื่อวานนี้หน้าประตูจวนขององค์ชายมีผู้คนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก และได้มีปากเสียงกับใต้เท้าจ้าว ทำให้การจราจรในเมืองหลวงติดขัด เป็นกระหม่อมเองที่ต้องนำทหารหลายร้อยนายไป จึงสามารถขับไล่ฝูงชนให้สลายตัวไปได้ในที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อได้ฟังคำพูดของพวกเขา ฮ่องเต้เฉียนก็ทรงพระพิโรธจนถึงขีดสุด

“เจ้าสารเลวนี่!!”

“ถ่ายทอดราชโองการของเรา ลงโทษฉินหมิงงดเบี้ยหวัดสามปี กักบริเวณครึ่งปี และให้ยุบสามหน่วยพิทักษ์! ให้มีผลทันทีที่ไปถึงหลิ่งหนาน!”

“ว่ากระไรนะ!?”

การกักบริเวณและงดเบี้ยหวัดนั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

แต่การยุบสามหน่วยพิทักษ์ เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก!

สามหน่วยพิทักษ์คือกองกำลังสามหน่วยของอ๋องผู้ครองหัวเมือง

ตามกฎหมายของราชสำนัก เมื่ออ๋องผู้ครองหัวเมืองเดินทางไปยังที่ดินศักดินาของตน จะสามารถได้รับกองกำลังองครักษ์สามหน่วยจากราชสำนัก

นี่ถือเป็นกองกำลังพื้นฐานที่มอบให้แก่พวกเขา เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถวางรากฐานได้อย่างง่ายดายขึ้น หลังจากที่ไปถึงที่ดินศักดินา

ในอนาคตการป้องกันชายแดน ก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากสามหน่วยพิทักษ์นี้เช่นกัน

แต่บัดนี้ฮ่องเต้เฉียนกลับจะยุบสามหน่วยพิทักษ์ของฉินหมิง!
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 515

    เมื่อฉู่หงจางได้ยินคำถามของเขา ก็รีบชิงกล่าวขึ้นทันทีว่า“ข้าเจอฉินอ๋องมาน่ะสิ”เมื่อได้ยินคำว่าฉินอ๋อง ทุกคนในที่นั้นก็พลันเบิกตาโตด้วยความตื่นตระหนกพวกเขาจ้องมองฉู่หงจางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ“เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดฉินอ๋องถึงมาที่นี่ได้เล่า?”“หรือว่าเขานำกองทัพใหญ่มาตั้งค่ายที่นี่แล้ว? เช่นนั้นพวกเราจะเอาอาวุธและเสบียงได้อย่างไร?”พวกเขาทั้งหมดล้วนรู้สึกสิ้นหวัง เดิมทีคิดว่าการปะทะกับฉินหมิง ก็ลำบากแสนเข็ญอยู่แล้วแต่ยามนี้กลับเห็นฉินหมิงตัวจริงบัญชาการอยู่ภายในด่าน!“ข้าไม่รู้ แต่แสนยานุภาพของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่นัก อีกทั้งอาวุธยังครบครันล้ำสมัย ข้าจึงไม่ได้ปะทะหักหาญด้วย และรีบถอยกลับมาทันที”ฉู่หงจางกล่าวอย่างแช่มช้า ไม่ได้นำความผิดพลาดมาใส่ไว้ที่ตนเองแต่มองไปทางผู้อาวุโสทั้งหลายที่อยู่ตรงหน้า“ทุกท่าน จากนี้ไปพวกท่านต้องมอบทหารให้ข้า มิเช่นนั้นข้าจะไม่ลงมืออีกเด็ดขาด!”ว่าไปแล้ว คนเหล่านี้เพื่อต้องการถนอมขุมกำลังของชนเผ่าตนเองแต่ละคนจึงมอบกำลังพลออกมาเพียงไม่กี่สิบคน จำนวนคนเพียงเท่านี้สำหรับพวกเขาแล้วแทบไม่มีประโยชน์อันใดเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าฉินหมิงยิ่งเป็นเรื่องน

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 514

    ผู้คนทั้งหลายต่างตกอยู่ในความเงียบแม้แต่ฉู่หงจางที่เอาแต่ตะโกนโหวกเหวกอยู่ด้านล่าง เวลานี้ก็ยังรู้สึกได้ถึงเม็ดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดซึมเต็มแผ่นหลังฉินหมิงช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว ยามที่พวกเขาทำศึกกับอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ก็ตระหนักได้แล้วว่าฉินหมิงในเวลานี้ไม่เพียงมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่ขุมกำลังทางการค้าก็ยังกดดันพวกเขาได้รอบด้านอีกด้วยหลังสูญเสียการสนับสนุนจากฉินหมิง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาในช่วงไม่กี่วันนี้ก็ยากลำบากยิ่งนักไม่นานเสบียงในยุ้งฉางก็ร่อยหรอแทบเห็นก้นถังนี่เป็นเพราะพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีเกินไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาส่งผลให้ประชากรในชนเผ่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีปากท้องต้องเลี้ยงดูมากมาย เดิมทีมีฉินหมิงคอยหนุนหลัง ทุกคนจึงสามารถกินอิ่มนอนหลับตามสบายทว่าเมื่อไร้ซึ่งการสนับสนุนจากฉินหมิง จำนวนประชากรที่มากมายก็กลายเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ลำพังพวกเขาก็มีพื้นที่ทำกินเพียงน้อยนิดอยู่แล้วผลผลิตทางการเกษตรย่อมไม่เพียงพอต่อการบริโภคยามนี้เมื่อมีประชากรมากขึ้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้คนอิ่มท้องเรื่องราวเหล่านี้เริ่มปรากฏเค้าลางให้เห็นในชนเผ่าเล็ก ๆ บ้าง

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 513

    เมื่อได้ยินข่าวนี้ สีหน้าของฉินหมิงและกวนเยว่ก็พลันแปรเปลี่ยนไป“เหตุใดถึงมาเร็วนัก?”“พวกมันปรากฏตัวอย่างกะทันหัน ดูคล้ายรีบร้อนอยู่บ้าง คงเป็นราชสำนักกดดันให้มาพ่ะย่ะค่ะ”ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานด้วยความไม่แน่ใจในใจพวกเขาเองก็สงสัยเช่นกันแม้ศัตรูจะมาถึงอย่างรวดเร็ว แต่ฉินหมิงกลับไม่ได้ตื่นตระหนกเขาพากวนเยว่เดินตรงไปที่กำแพงเมือง กองทัพหนานหมานนับพันชีวิตมายืนรออยู่หน้ากำแพงเมืองเรียบร้อยแล้วเมื่อเห็นจำนวนคน ฉินหมิงและกวนเยว่ก็สบตากัน ทั้งสองคนต่างรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย“เหตุใดถึงมากันเพียงเท่านี้ล่ะ?”“นับว่าน้อยไปจริง ๆ ”กวนเยว่ขมวดคิ้วเรียวด้วยความประหลาดใจ ก่อนกล่าวขึ้นเช่นนั้นฉินหมิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง ส่งยิ้มให้กองทัพข้าศึกพลางกล่าวว่า“ทุกท่าน พากำลังพลมาเพียงเท่านี้ คิดว่าจะตีเมืองที่ชัยภูมิดีเยี่ยมเช่นนี้แตกหรือ?”แม่ทัพผู้นำกำลังพลมาในครั้งนี้ มีนามว่าฉู่หงจางเขาคือหัวหน้าเผ่าเหลียนซานในฐานะฝ่ายบุกโจมตี ใบหน้าของเขากลับมีแต่ความไม่เต็มใจ ขณะประสานหมัดคารวะฉินหมิงพร้อมกล่าวว่า“กราบเรียนท่านอ๋อง พวกเราเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น ท่านสู้ราชสำนักไม่ได้หรอก

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 512

    หาไม่แล้วการขนส่งสองรอบที่ต่อเนื่องกันเช่นนี้ ย่อมทำให้ความเสียหายของพวกเขาพุ่งสูงถึงขีดสุดแน่นอนทว่าในยามที่พวกเขากำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ส่งข่าวจากหนานหมานเข้ามาอีกครั้ง“ท่านอ๋อง ทางหนานหมานส่งข่าวมาอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกมันแจ้งมาว่าหากไม่เห็นยุทธปัจจัย ก็จะไม่เคลื่อนกำลังพลเด็ดขาด”“เจ้าพวกสารเลว สิ่งของชุดแรกที่เราส่งออกไป ขนาดจวนถึงที่หมายอยู่รอมร่อ พวกมันกลับไม่ยอมโผล่หัวออกมารับ พอเวลานี้เกิดเรื่องผิดพลาด ก็คิดจะมาโทษพวกเราเสียอย่างนั้น”อวี้อ๋องตบโต๊ะด้วยความเดือดดาลใจเวลานี้พวกเขาไร้หนทางจะเดินต่อแล้วจริง ๆในด้านยุทธปัจจัย พวกเขาย่อมไม่มีทางส่งไปถึงได้ในเวลาอันสั้นแต่ก็จำเป็นต้องสร้างแรงกดดันแก่ฉินหมิงให้ได้ขณะนั้น เหลียงอ๋องผู้อยู่ด้านข้างก็กล่าวขึ้นมาว่า“เอาเช่นนี้เถิด พวกเราส่งข่าวบอกฝ่ายหนานหมาน ให้พวกมันจัดส่งทหารออกมาก่อน รอจนพวกมันเข้าสู่หลิ่งหนานเมื่อใด พวกเราค่อยส่งยุทธปัจจัยอ้อมไปทางปีกข้าง ถึงเวลานั้นสิ่งของย่อมตกถึงมือพวกมันเอง”จะอาศัยเพียงราชสำนักออกแรงฝ่ายเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดความแข็งแกร่งของฝ่ายฉินหมิงนั้นเป็นที่ป

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 511

    “ข้าเตรียมตัดขาดการส่งเสบียงทั้งหมดของหนานหมานแล้ว”“ในช่วงเวลานี้จะมีผ้าทอกองพะเนิน ยางพาราขาดแคลน สินค้าในตลาดอาจเกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงต้องรบกวนพวกเจ้าทั้งสามช่วยข้าควบคุมสถานการณ์ให้ดี”ทั้งสามคนต่างก็พยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้นเมื่อฉินหมิงใช้กำลังทหารกดดันหนานหมานอย่างหนักหน่วงก็ถึงคราวแนวหลังอย่างพวกเขาต้องลงมือบ้างย่อมต้องเป็นการกดดันทางด้านการค้าเฉินซื่อเม่าคาดเดาวิธีการของฉินหมิงได้นานแล้วยามนี้เพียงรอฉินหมิงกลับมาพยักหน้าอนุญาตก็จะเริ่มลงมือได้ทันที“วางใจเถิด ท่านผู้อาวุโสเฉิน”เฉียนไฉตบอกรับรองว่า“พวกเรายังมีท่าเรืออีกหลายแห่งในเจียงหนาน เท่านี้ก็พอแล้ว”“อำเภออินซานเองก็มีการติดต่อกับกลุ่มหนานหยาง สามารถระบายสินค้าออกไปได้ส่วนหนึ่งเช่นกัน”“อย่างมากสินค้าก็แค่กองอยู่ที่นี่ รอสงครามจบลงก็ยังทำเงินได้ดังเดิม”ทั้งสามคนต่างผลัดกันออกความเห็น ล้วนแต่มีหนทางจัดการทั้งสิ้นเมื่อเห็นพวกเขามั่นใจเช่นนั้น เฉินซื่อเม่าก็พยักหน้าอย่างแช่มช้าหลายวันต่อมาท่ามกลางหุบเขาในดินแดนหนานหมานกลุ่มผู้อาวุโสและหัวหน้าเผ่าต่างเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อมาหลายวันแล้วสาเ

  • ตำแหน่งองค์รัชทายาท ผมไม่เอาแล้ว   บทที่ 510

    แต่กำลังคิดถึงกิจการภายในตระกูล และน้องสาวสุดที่รักนั่นเอง“เอ่อ...”ใบหน้าของฉินหมิงพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาไม่อยากไปตอแยคุณหนูน้อยผู้นั้นเลยสักนิดเพียงนึกถึงหญิงสาวผู้แสนเอาแต่ใจนางนั้น ฉินหมิงก็รู้สึกว่านางช่างรับมือได้ยากนักทว่าด้วยมารยาท ฉินหมิงจึงยังคงล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบขลุ่ยเลาหนึ่งออกมา“นี่เป็นขลุ่ยที่ข้าทำขึ้น รอท่านว่างเมื่อใด ก็ช่วยนำไปมอบให้นางทีเถิด”“ของพรรค์นี้จะมีประโยชน์อันใด?”ซุนเหมี่ยวปรายตามองของที่ฉินหมิงยื่นส่งมาแวบหนึ่ง ก่อนยัดมันเข้าไปในอกเสื้อด้วยความรังเกียจฉินหมิงมองเขาอย่างจนใจ ก่อนอธิบาย“นี่ท่านไม่รู้จักคำว่าแม้นของกำนัลเล็กน้อยแต่น้ำใจหนักแน่นหรือไร? ยิ่งไปกว่านั้น ขลุ่ยเลานี้ข้าสั่งให้ทำขึ้นเพื่อทดสอบทักษะฝีมือของโรงช่างโดยเฉพาะ ลองดูสิว่ามันมีกี่รู?”“โอ๊ะ... สิบสามรูรึ?”ฉินหมิงมีมาตรฐานเรื่องความแม่นยำของงานฝีมือสูงยิ่งเขาจึงให้กลุ่มช่างฝีมือฝึกฝนอยู่เป็นประจำเช่นระดับเสียงของขลุ่ย ยิ่งแบ่งระดับเสียงได้มากเท่าใด ก็หมายความว่าวิธีการผลิตต้องประณีตมากเท่านั้นก่อนหน้านี้ฉินหมิงได้ทิ้งบททดสอบหนึ่งไว้ให้แก่ช่างฝีมือในโรงผลิต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status