แชร์

ตอนที่ 4

ผู้เขียน: Statice(สแตติส)
last update วันที่เผยแพร่: 2026-08-12 14:04:02

ตอนที่ 4

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูหน้าห้องปลุกให้คนที่กำลังนอนหลับให้ขยับตัว ปากที่กำลังจะเรียกแม่ต้องหยุดลง

“ขา…”

เมื่อจำได้ว่านี่ไม่ใช่ที่บ้าน ร่างเล็กรีบลุกขึ้นจากเตียง แต่ทว่าต้องนั่งลงกลับที่ที่เดิม เพราะอาการวิงเวียนที่กำลังเป็นอยู่ อาการเดิมในทุก ๆ ช่วงเช้า เป็นแบบนี้มาครบหนึ่งอาทิตย์ คุณหมอบอกว่าเป็นอาการแพ้ท้อง เป็นอาการปกติของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ อาจจะหายในช่วงเดือนที่สามหรือที่สี่ แต่บางคนอาจจะเป็นจนถึงใกล้คลอด มือเล็กลูบลงบนหน้าท้องแบนราบของตัวเอง

“ดื้อจัง”

บ่นเจ้าก้อนจิ๋วเบา ๆ พยายามสูดลมหายใจเข้าแล้วลุกเดินไปเปิดประตูห้องที่ถูกเคาะอีกครั้ง

มือที่กำลังยกขึ้นเคาะประตูห้องอีกครั้งต้องหยุดลง ก่อนจะส่งยิ้มให้ผู้หญิงตัวเล็กในชุดนอนเสื้อยืดกางเกงขาวยาวที่เดินออกมา ไม่ได้อยากรบกวนคนท้องที่กำลังนอนอยู่ แต่ที่เคาะหลายรอบเพราะเป็นห่วง อานัสส่งยิ้มให้ผู้หญิงตัวเล็กอีกครั้ง

“ผมรบกวนหรือเปล่าครับ”

“ไม่ค่ะ” พราวนิชาส่ายหน้าส่งยิ้มบางเบาไปให้ผู้ชายตัวสูงที่น่าจะเป็นลูกน้องของธารทัพพ์ สายตาคู่สวยเผลอมองขึ้นไปชั้นบน มองหาคนที่บอกว่า พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน

“คุณทัพออกไปทำงานแล้วครับ”

“ตอนนี้กี่โมงแล้วคะ” ตายแล้ว เธอมาอยู่บ้านคนอื่นแต่นอนตื่นสายแบบนี้ เขาคงต้องรอคุยกับเธอนานแน่ ๆ ถึงได้ออกไปทำงานแล้ว

“เจ็ดโมงเช้าครับ”

แต่ว่าคำตอบที่ได้รับกลับทำให้คิ้วเรียวสวยขยับเข้าหากันมากกว่าเดิม เขาออกไปทำงานตั้งแต่กี่โมงเนี่ย

“วันนี้คุณทัพมีตรวจงานที่โรงแรมครับ เลยให้ผมมาดูแลคุณ… เอ่อ” ได้เจอกันตั้งแต่เมื่อวาน แต่ไม่รู้ว่าควรเรียกอีกคนว่าอย่างไรดี เพราะยังไม่ได้แนะนำตัวกันเลย

“พราวค่ะ”

“ครับคุณพราว ผมชื่ออานัสนะครับ หรือคุณพราวเรียก นัท ก็ได้ครับ”

“ไม่ต้องเรียกคุณก็ได้นะคะ พี่นัท พราวอายุน้อยกว่า มันดูแปลก ๆ”

“เอาแบบนั้นเหรอครับ”

“ค่ะ”

“งั้นผม เอ่อ พี่แทนตัวเองว่าพี่นะครับ”

“ค่ะ”

“หิวยังครับ พี่ซื้อมื้อเช้ามาเยอะเลย ไม่รู้ว่าน้องพราวอยากกินอะไร”

“พราวขอจัดการตัวเองก่อนนะคะ”

“ครับ” อานัสยิ้มรับก่อนที่ประตูห้องนอนข้างบันไดจะปิดลง ก่อนจะเดินไปจัดการอาหารที่เขาถูกสั่งให้ซื้อมาใส่จานให้คนท้องอ่อน ๆ ได้กิน ก่อนที่เขาจะต้องรีบกลับโรงแรมไปเตรียมเอกสารให้คุณทัพ

แค่ประตูห้องนอนปิดลง ร่างเล็กของพราวนิชาก็รีบตรงดิ่งเข้าไปในห้องน้ำ ตรงไปโก่งคออาเจียนทุกอย่างออกมา แม้สิ่งที่ออกมาจะมีแค่น้ำขม ๆ ก็ตาม พยายามใช้มือทั้งสองข้างจับขอบอ่างล้างหน้าเอาไว้ในตอนที่ทุกอย่างมันหมุนไปหมด พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อให้อาการที่เป็นอยู่เบาบางลง คนตัวเล็กใช้เวลายืนอยู่ตรงนั้นสักพักก่อนที่อาการจะเริ่มดีขึ้น

“เป็นอะไรหรือเปล่าน้องพราว หน้าซีดมากเลย”

“อาการแพ้ท้องนิดหน่อยค่ะ” พราวนิชายิ้มตอบคนที่เงยหน้าจากหน้าจอมือถือขึ้นมาเอ่ยถามกัน

“ต้องไปหาหมอไหมครับ”

“ไม่ต้องค่ะ เป็นแค่ช่วงเช้า นิดเดียวก็หายค่ะ”

อานัสพยักหน้าเข้าใจ บันทึกไว้ในรายการที่ต้องรายงานเจ้านายของตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าคุณทัพจะอยากรู้ไหม แต่ก็น่าจะอยากรู้แหละ เพราะก่อนหน้าสั่งเขาตั้งหลายเรื่อง มีแต่เรื่องของคนตรงหน้าเขาทั้งนั้น

“พี่เตรียมมื้อเช้าไว้ให้เรียบร้อยแล้วนะครับ” พราวนิชามองตามสายตาของคนพูดไปหยุดอยู่ที่โต๊ะอาหารขนาดสี่ที่นั่ง ที่ตอนนี้บนโต๊ะมีเมนูอาหารหลายอย่างจัดใส่จานอยู่ ก่อนจะดึงสายตากลับมามองคนพูดอีกครั้ง

“ขอบคุณนะคะ”

“ครับ แล้วก็นี่เบอร์ติดต่อพี่นะครับ มีอะไรหรืออยากได้อะไร โทร. หาพี่ได้เลยนะครับ”

“ค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ สำหรับทุกเรื่องเลย” เพราะถ้าไม่มีคนตรงหน้า เธอก็ไม่รู้เลย ว่าตอนนี้ตัวเธอเองจะไปอยู่ตรงไหน

“หน้าที่พี่อยู่แล้วครับ ถ้างั้นพี่กลับไปทำงานก่อนนะครับ”

พราวนิชายิ้มรับ มองตามอานัสที่เดินออกจากห้องไป แม้จะรู้ว่าพี่เขาก็คงทำตามหน้าที่ ทำตามที่ได้รับคำสั่งจากเจ้านาย แต่เธอก็รู้สึกขอบคุณเขาจริง ๆ ขอบคุณเรื่องเมื่อวานที่พี่เขาเป็นคนพูดดึงสติให้เธอกลับมาคิดได้ รอยยิ้มสวยค่อย ๆ ระบายกว้างออกมา คงเป็นรอยยิ้มที่กว้างที่สุด ตั้งแต่เธอรับรู้ว่ามีเจ้าก้อนเล็ก ๆ ยิ้มเพราะเมื่อเดินมาถึงโต๊ะอาหารแล้วเจอกับของกินหลากหลายเมนู เหมือนกับว่าคนซื้อไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรมาเลยซื้อมาหมดเลย ทั้งหมูปิ้ง โจ๊ก น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ กับข้าวเมนูง่าย ๆอย่างผัดผัก ต้มจืดเต้าหู้

แต่ว่าเธอกลับรู้สึกคิดถึงกับข้าวฝีมือของแม่

พราวนิชาขยับตัวนั่งลงบนเก้าอี้ มองอาหารมากมาย แม้มันจะน่ากินแต่เธอกลับกินไม่ลง แค่คิดถึงแม่ คิดถึงพ่อ หัวใจของเธอมันก็ปวดหนึบ ไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านทั้งสองจะเป็นอย่างไรบ้าง กินข้าวเช้ากันหรือยัง ปกติเราจะกินข้าวด้วยกันทุกวัน 

 "ว่าไง"

 ธารทัพพ์เงยหน้าจากกองเอกสารของตัวเองที่กำลังตรวจอยู่ขึ้นสบตากับลูกน้องคนสนิท ที่วันนี้เขามอบหมายหน้าที่หลายเรื่องให้ไปทำ แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขาอยากรู้มากกว่าเรื่องงาน คงเป็นเรื่องของใครบางคนที่เข้ามาอาศัยอยู่ในห้องเดียวกัน แต่ทว่า

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ นี่เป็นสัญญาที่ทางโน้นตกลงเซ็นกับทางเราครับ”

ธารทัพพ์มองเอกสารตรงหน้า แต่อยู่ ๆ ทำไมเขาถึงไม่ได้รู้สึกกระตือรือร้นยินดีกับงานตรงหน้าเหมือนอย่างทุกครั้ง อยากบอกคนตรงหน้าว่า เขาไม่ได้อยากรู้เรื่องนี้ แต่ดูเหมือนอานัสที่ทำงานด้วยกันมานานหลายปีจะรู้ใจกัน

“วันนี้น้องพราว”

“น้องพราว ?”

คิ้วหนาขยับขึ้นเป็นเชิงถาม คงเพราะการเรียกชื่อของอีกคนที่ดูสนิทสนม นั่นทำให้เขารู้สึกแปลก ไปสนิทกันตอนไหน

“ครับ น้องชื่อพราวไม่ใช่เหรอครับ”

“อืม แล้วไงต่อ”

ธารทัพพ์ขยับตัวนั่งพิงเก้าอี้ นั่งด้วยท่าทางสบาย ๆ รอฟังรายงานจากลูกน้องอย่างอานัส

“ผมซื้อมื้อเช้าเข้าไปหลายอย่าง น้องพราวบอกว่าช่วงเช้ามีอาการแพ้ท้องเล็กน้อย”

ธารทัพพ์พยักหน้ารับเบา ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

ทำเหมือนไม่สนใจ 

ประโยคนี้เกิดในหัวของอานัส แต่เขาเห็นนะ ว่าคิ้วของคุณทัพขยับขึ้นในตอนที่เขาบอกว่า พราวนิชามีอาการแพ้ท้อง ไหนจะการถามย้ำน้องพราวอีก มันชักมีกลิ่นแปลกแล้วสินะ ปกติคุณทัพใส่ใจใครมากที่ไหน หรืออาจจะเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นกำลังท้องลูกของคุณทัพอยู่ แต่ก็อย่างว่าแหละ อะไรมันเปลี่ยนกันได้เสมอ ต้องรอดูกันต่อไป อาจจะเป็นพรหมลิขิตที่ขีดเอาไว้แล้วว่าให้คนทั้งสองมาเจอกัน

“ออกไปได้แล้ว”

“ครับผม”

อานัสก้มหัวแอบยิ้มให้กับอาการแปลก ๆ ของเจ้านายตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานกลับออกไปทำงานของตัวเอง 

“เดี๋ยวนัท”

“ครับ”

“สักห้าโมงเย็น แวะไปดูด้วย”

คงไม่ต้องบอกซ้ำอีกครั้งว่าไปดูอะไร อานัสยิ้มรับ “ครับผม” ตอบรับคำสั่งของคนนั่งหน้านิ่งด้วยรอยยิ้ม

“ยิ้มอะไร”

“เปล่าครับ ผมกลับไปทำงานก่อนครับ”

ธารทัพพ์นั่งส่ายหน้าไปมาให้กับอาการของลูกน้องคนสนิทของตัวเอง ก่อนจะดึงสายตากลับมามองหน้าจอมือถือ ชั่งใจอยู่นาน ก่อนจะเลื่อนหน้าจดกดเข้าใน G****e พิมพ์คำค้นหา

อาการแพ้ท้อง

สายตาคู่สวยภายใต้แว่นกันแดดมองผ่านกระจกเข้าไปในร้านอาหาร มองผู้คนที่เดินเข้าเดินออก ก่อนจะนั่งลงตรงม้านั่งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับร้านอาหาร มองผ่านกระจกสีใสเข้าไปเห็นผู้ชายวัยกลางคนกำลังยืนคุยกับพี่พนักงานเสิร์ฟ ผู้หญิงวัยกลางยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์คิดเงิน

มือเล็กค่อย ๆ กำสายกระเป๋าผ้าของตัวเองเอาไว้แน่น เมื่อมองภาพตรงนั้น

ทุกอย่างยังเหมือนเดิม พ่อกับแม่ก็ยังออกมาทำงาน มาดูแลความเรียบร้อยของร้านเหมือนเดิม

คงมีแค่เธอที่ไม่เหมือนเดิมสินะ

หยดน้ำตาใส ๆ ไหลออกมาจากดวงตาคู่สวย แต่ทว่าเจ้าของน้ำตากลับเอาแต่นั่งนิ่งมองภาพตรงนั้น ไม่ยอมละสายตาไปไหน แม้ภาพมันจะเลือนรางแค่ไหน มือเล็กก็ไม่ยอมยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาของตัวเอง ในใจได้แต่ตั้งคำถามว่า สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ตอนนี้ มันถูกต้องแล้วใช่ไหม

“พราว”

เสียงเรียกนั้นทำให้คนที่กำลังเดินออกจากหน้าร้านหันไปมอง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างน้อย ๆ ด้วยท่าทางตกใจ

“ฟ้า” พราวนิชาขยับปากเอ่ยเรียกคนที่ขยับเดินเข้ามาหากัน ฟ้าใสคือเพื่อนสนิทของเธอ เพื่อนที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่มัธยมจนถึงตอนนี้ เรียนห้องเดียวกันมาตลอด ตอนนี้ก็ยังเรียนคณะเดียวกัน

“ไปอยู่ไหนมา ทำไมฉันติดต่อไม่ได้เลย”

“เราไปหาที่คุยได้ไหม” ฟ้าใสพยักหน้ารับ ก่อนจะดึงมือเพื่อนให้เดินตามไปที่ร้านกาแฟที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ เธอรู้สึกดีใจที่ได้เจอพราวนิชาวันนี้ ติดต่อเพื่อนไปก็ติดต่อไม่ได้ ตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่ของพราวนิชาติดต่อไปหาเธอ ถามว่าพราวนิชาอยู่กับเธอไหม ในตอนนั้นเธอรู้สึกร้อนใจและเป็นห่วงเพื่อนคนนี้มาก ยิ่งตอนนี้ ยิ่งใกล้วันเปิดเทอมเข้ามาแล้วด้วย ยิ่งเป็นห่วงเพื่อน ไม่รู้ว่าตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อนไปอยู่ไหน

“ทะเลาะกับพ่อแม่เหรอ แกถึงออกมาจากบ้าน”

“อืม”

“มีเรื่องอะไร เรื่องใหญ่จนแกต้องออกมาจากบ้านแบบนี้เลยเหรอ”

พราวนิชานั่งเงียบสักพัก มองมือของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะทรงกลมในร้านกาแฟ เธอไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดของตัวเองให้เพื่อนที่อยู่ตรงหน้าฟังอย่างไรดี เรื่องมันใหญ่ ใหญ่มาก ๆ เล่าไปแล้ว ไม่รู้เพื่อนจะมองหน้าเธอแบบไหน

“พราว” มือของฟ้าใสขยับเข้าไปวางมือลงบนมือของเพื่อนตัวเล็กที่กำลังบีบเข้าหากันจนแน่น “พราว ฉันเป็นเพื่อนแกอยู่ไหม”

“เป็นสิ เพราะแกเป็นเพื่อนไง ฉันเลยไม่รู้ว่าจะบอกแกยังไง ฉันกลัว กลัวแกไม่อยากเป็นเพื่อนฉัน” พราวนิชานิ่งเงียบอีกครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสบตาเพื่อน เธอตัดสินใจแล้ว ว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง “แกจำวันนั้นได้ไหม วันที่เราไปกินเลี้ยงหลังสอบ… วันนั้นฉันมีอะไรกับผู้ชายคนหนึ่ง ตอนนี้ฉันท้อง…” น้ำเสียงที่ค่อย ๆ เล่า ค่อย ๆ พูดออกมา มันสั่นเครือ มันยากที่จะเล่าเรื่องน่าอายแบบนี้ให้เพื่อนฟัง

“พราว”

ฟ้าใสเรียกเพื่อนด้วยน้ำเสียงตกใจ บีบมือเพื่อนเบา ๆ ไม่รู้ว่าจะต้องปลอบเพื่อนแบบไหน ต้องพูดอะไรออกไป ตกใจจนพูดไม่ออก

“แล้วแกจะยังไงต่อไป”

ใบหน้าเล็กส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบ แม้จะคิดเอาไว้บ้างแล้ว แต่เธอก็ยังไม่แน่ใจ ไม่แน่ใจว่าใครอีกคนจะว่ายังไง ตั้งแต่วันนั้นเธอก็ยังไม่ได้คุยกับเขา เขาไปทำงานตั้งแต่เช้า กลับบ้านก็ดึกจนเธอนอนหลับไปแล้ว ได้เจอหน้าแค่พี่อานัสทุกเช้าและก็ทุกเย็น

“ฉันถามแกได้ไหม ว่าพ่อของเด็กเป็นใคร แล้วตอนนี้พักอยู่ที่ไหน”

“ไม่เป็นอะไร ถ้าแกอยากเล่าเมื่อไร ก็ค่อยเล่า” เมื่อเพื่อนเอาแต่เงียบ ฟ้าใสเลยไม่อยากคาดคั้นเพื่อน

“ขอบใจแกมากเลยนะ”

“อืม” พราวนิชาอยู่คุยกับเพื่อนอีกนิดก็ขอตัวกลับ เพราะใกล้ถึงเวลาที่อานัสจะแวะเข้ามาเพื่อเอามื้อเย็นมาให้ ทั้ง ๆ ที่เธอบอกพี่เขาแล้วว่าไม่ต้อง แต่อีกคนกลับบอกว่าไม่ได้ เดี๋ยวคุณทัพจะดุที่ไม่ทำหน้าที่

“ไปไหนมา”

ร่างเล็กสะดุ้งน้อย ๆ เมื่อเปิดประตูเข้าห้องมาก็เจอเจ้าของห้องกำลังยืนตีหน้านิ่งอยู่

“ออกไปข้างนอกมาค่ะ”

ธารทัพพ์พยักหน้าตอบรับก่อนจะพาตัวเองเดินไปนั่งลงบนโซฟาตัวยาว หันไปมองคนตัวเล็กที่เอาแต่ยืนนิ่ง หันซ้าย หันขวาเหมือนไม่รู้ว่าจะพาตัวเองเดินไปตรงไหน

“มานั่ง มีเรื่องจะคุยด้วย”

“ค่ะ” พราวนิชาขยับเท้าเดินช้า ๆ เข้าไปนั่งลงบนโซฟาตัวยาว เว้นระยะห่างจากคนที่เอาแต่นั่งหน้านิ่งนิดหน่อย

“ไป… ข้อตกลงของเรา” จากที่กำลังหลุดปากถามว่า ไปไหนมาอีกครั้ง ธารทัพพ์กลับเปลี่ยนคำพูดของตัวเอง ก่อนจะหยิบเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้ายื่นให้คนตัวเล็กที่เอาแต่นั่งก้มหน้านิ่ง

“สัญญา ข้อตกลงอยู่ในนี้ อ่านดู”

“ค่ะ” พราวนิชายื่นมือไปรับกระดาษในมือหนามาถือเอาไว้ ก่อนจะก้มลงไปอ่านข้อตกลง ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะทำข้อตกลงระหว่างเรา เรื่องของเรามันเป็นแค่สิ่งผิดพลาด เขาเองก็คงไม่อยากถูกผูกมัด เรื่องนี้เธอเข้าใจดี

“โอเคใช่ไหม”

“ค่ะ พราวโอเค” เธอโอเคทุกข้อ ไม่ได้ติดขัดอะไรเลยสักอย่าง

ข้อแรก รับผิดชอบเรื่องของเจ้าจิ๋วร่วมกัน ข้อนี้เธอก็เห็นด้วย

ข้อสอง เขาจะเป็นคนดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเจ้าจิ๋ว

ข้อสาม ข้อสุดท้าย เธอก็เห็นด้วยกับเขามาก ๆ คือ เรื่องของเราตอนนี้ก็เป็นความลับไปก่อน เธอเข้าใจ ก็คนระดับเขาคงไม่อยากให้เสียชื่อเสียง

“หลังจากคลอดแล้วค่อยมาคุยกันอีกครั้งว่าจะเอายังไง” ใบหน้าเล็กของพราวนิชาพยักหน้าเข้าใจ ไม่ได้คิดอะไร เธอมาอาศัยเขาอยู่ ไม่ได้เรียกร้องอะไร ถ้าสักวันหนึ่งเธอมีทางออกที่ดีกว่านี้ เธอก็คงไม่รบกวนเขานาน

“มีอะไร”

“เปล่าค่ะ” ใบหน้าเล็กส่ายหน้าไปมาเบา ๆ

 “ถ้าอยากได้อะไร บอกนัท” ธารทัพพ์บอกคนตัวเล็กอีกครั้งก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบการ์ดสีดำขึ้นมาวางลงบนโต๊ะ เลื่อนไปตรงหน้าคนตัวเล็ก

“ให้พราวเหรอคะ”

“อืม อยากได้อะไรที่เกี่ยวกับ…” เขาบุ้ยใบ้ปากไปที่หน้าท้องที่ยังแบนราบของว่าที่คุณแม่ ถ้าไม่บอกก็คงไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้กำลังตั้งท้องอยู่ เขาไม่รู้เลยว่าตอนนี้ต้องเรียกว่าอะไร เขายังไม่ชินที่จะต้องใช้คำนั้น อาจจะรอไปก่อน รอให้ได้เห็นหน้ากันก่อนล่ะมั้ง

“ขอบคุณนะคะ”

พราวนิชายอมรับบัตรเครดิตใบนั้นมา แม้จะไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้อะไร ตอนนี้เธอเองก็พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง เงินค่าขนม เงินที่เคยรับทำงานพิเศษจากเพื่อนในคณะ รับวาดรูปบ้าง หรือแม้แต่เงินที่เคยทำงานร้านกาแฟช่วงเรียนปีหนึ่ง แม้มันจะไม่มากแต่ก็น่าจะพอใช้ในช่วงนี้ ดวงตาคู่สวยมองบัตรที่อยู่ในมือของตัวเอง ต้องมีเงินในบัญชีเท่าไรนะ ถึงจะมีบัตรใบนี้ได้

“มีอะไร ไม่พอ”

“คะ ไม่ใช่ค่ะ พราวกำลังคิดว่า…”

“วงเงินไม่จำกัด” ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นน้อย ๆ ให้กับคำพูดของเจ้าของบัตร รู้สึกว่าคำพูดของเขามันทำให้บัตรในมือของเธอร้อนขึ้นมาจนไม่กล้าหยิบมัน

“มีใบอื่นไหมคะ แบบที่ไม่เยอะแบบนี้”

ธารทัพพ์มองผู้หญิงตัวเล็กที่กำลังทำตาโต แปลก ? ไม่เหมือนผู้หญิงที่เขาเคยควงด้วยเลย ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าเขาก็แอบคิดไม่ดีกับเธอไปแล้วว่า เข้ามาเพื่อหวังจับเขา แต่ว่าตอนนี้ก็คงต้องดูกันไปนาน ๆ อาจจะกำลังแอบซ่อนความจริงเอาไว้ ธารทัพพ์ขยับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“ไม่มี”

ถึงมีก็ไม่ให้ ใบนั้นแหละดีแล้ว เพราะอยู่กับเขา เขาก็ไม่ได้ใช้อะไร ธารทัพพ์ตอบแค่นั้น ก่อนจะเดินตรงไปยังบันได เดินกลับเข้าห้องทำงานของตัวเอง ตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา เขามีงานเยอะจนไม่มีเวลามาคุยเรื่องนี้กับอีกคน วันนี้เขาเลยรีบกลับมา แต่ก็หอบงานกลับมาทำด้วย ช่วงนี้ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น นอกจากเรื่องงานที่โรงแรม ส่วนเรื่องของพราวนิชา เขาสั่งให้ลูกน้องของตัวเองคอยดูแล ทั้ง ๆ ที่สั่งไปแล้ว แต่กลับไม่รายงานเขา เรื่องที่เธอหายออกไปไหนทุกวัน

แต่ว่า… รายงานไม่ครบทุกเรื่อง มันน่าหักเงินเดือนไหมแบบนี้ !

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ถักทอรักด้วยหัวใจ   ตอนที่ 20

    ตอนที่ 20(หนูเจ้าเอยกลับมาแล้ว พรุ่งนี้ทัพช่วยไปรับน้องที่สนามบินหน่อยได้ไหม)“ผมไม่ว่างครับ”(จะไม่ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองเลยหรือไง แม่เลือกน้องเพราะเมื่อก่อนเราชอบน้องมากไม่ใช่หรือไง) นั่นมันตั้งแต่สิบ ยี่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาเอ็นดูเจ้าเอยเหมือนน้องสาว แล้วอะไรนะ ที่ทำให้แม่เขาคิดว่าเขาชอบ เจ้าเอยคือลูกสาวเพื่อนแม่ ลูกสาวคุณน้ารำเพย เจ้าเอยเป็นเพื่อนวัยเด็กกับเขาและแทนไทมาตั้งแต่จำความได้ อายุห่างกับเขาห้าปี ตอนนี้อีกคนก็น่าจะเรียนจบปริญญาโทแล้ว เขาเองก็จำไม่ได้แล้ว ว่าเขากับเจ้าเอยได้เจอกันนานแค่ไหนแล้ว(ตาทัพ)“ผมมีเมียมีลูกแล้วนะครับ” ธารทัพตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่ดูจริงจัง เขาคิดว่าแม่จะล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองแล้วเสียอีก คำว่าเมีย คำว่าลูกที่เขาพูดออกไป มันมาจากความรู้สึกของเขา ความรู้สึกของเขาจริง ๆ แม่เจ้าจิ๋วเป็นเมียเขา คนมีอะไรกันจนมีลูกด้วยกัน ก็ต้องเรียกว่าเมียถึงจะถูก แม้จะได้กันแค่ครั้งเดียวก็เถอะ เจ้าจิ๋วก็เป็นลูกเขา ถ้าเขาไป แม่เจ้าจิ๋วรู้ เธอก็น่าจะไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เอาข้อตกลงของเรามาพูดอีก เขาไม่อยากให้มีข้อตกลงอะไรระหว่างเธ

  • ถักทอรักด้วยหัวใจ   ตอนที่ 19

    ตอนที่ 19ไม่อยากลุกขึ้นมาจากเตียง ไม่อยากออกมาจากห้อง แต่ก็ต้องออกมา เพราะตอนนี้เจ้าจิ๋วกำลังประท้วงกันด้วยความหิว พราวนิชาค่อย ๆ เปิดประตูห้องนอนออก ค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากห้อง มองซ้ายมองขวา แต่ชั้นสองของบ้านกลับเงียบ บ้านหลังใหญ่แต่บ้านช่างเงียบเหงาจัง ใบหน้าเล็กดูเศร้าลงเล็กน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงบันได เดินตามกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากห้องห้องหนึ่งที่น่าจะเป็นห้องครัว บานประตูเปิดเอาไว้ เท้าเล็กหยุดนิ่งอยู่หน้าประตู พร้อมกับมองเข้าไปด้านใน เห็นสาวใช้สองคนกับป้าสมศรี หัวหน้าแม่บ้านกำลังช่วยกันทำอาหาร ที่น่าจะเป็นมื้อเช้า วันนี้ตั้งใจตื่นเช้าเลยตื่นก่อนเวลาอาหารมื้อเช้าอีก เพราะไม่อยากให้ทุกคนรอ“มีอะไรให้พราวช่วยไหมคะ”สายตาทั้งสามคู่หันมาจับจ้องมองเธอนิ่ง ก่อนจะหันกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่กันต่อ ไม่มีใครพูดกับเธอเลยสักคน ใบหน้าสวยเศร้าลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินออกจากห้องครัว เธออยากกลับแล้ว อยากกลับบ้าน ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้ถึงสองเดือนตามที่ตกลงกับธารทัพพ์เอาไว้ไหม ทำไมคนที่นี่ดูจะไม่ชอบเธอเลย หรือเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงใจแตก ท้องก่อนแต่งงานอย่างนั้นเหรอ พราวนิชาเดินออ

  • ถักทอรักด้วยหัวใจ   ตอนที่ 18

    ตอนที่ 18ดวงตาคู่สวยเอาแต่จ้องมองบ้านหลังใหญ่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ รายล้อมด้วยภูเขา มองจากตรงนี้เห็นทุ่งหญ้าสวยงาม มองจากตรงนี้ มองเห็นต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ตรงโน้น“เข้าบ้านสิ”พราวนิชาดึงสายตากลับมามองคนที่เรียกกัน ก่อนจะค่อย ๆ เดินก้มหน้าหมายจะไปหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แต่มือเล็กกลับชะงัก เพราะคำสั่งที่แสนจะนิ่งเงียบนั่น“เอาไว้นั่นแหละ”“ค่ะ” ว่าที่คุณแม่ก้มหน้ารับคำเบา ๆ แล้วเดินตามคุณผู้หญิงของบ้าน เดินตามเข้าไปนั่งลงบนพื้นพรมหน้าโซฟา เธอไม่กล้าขึ้นไปนั่งบนนั้นสายตาตำหนิที่ถูกส่งมาจากผู้หญิงวัยกลางคน ยิ่งทำให้ว่าที่คุณแม่ได้แต่ก้มหน้า ทุก ๆ สายตาที่จับจ้องมองมาที่เธอ คนที่บ้านหลังนี้ ทำให้เธอรู้สึกกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว“ผู้ใหญ่พูดด้วย ทำไมไม่เงยหน้าขึ้นมา พ่อแม่ของเธอไม่เคยสอนหรือไง”“สอนค่ะ”“เธอรู้ไหม เธอไม่เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของฉันเลย ฉันมีคนที่เหมาะสมเอาไว้ให้ลูกชายฉันแล้ว” ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่นจนเจ็บ เจ็บกับคำว่าไม่เหมาะสม เจ็บกับคำว่าพ่อแม่ไม่สอน ความผิดพลาดมันทำให้คนอื่นมองเธอได้ขนาดนี้เลยเหรอ พราวนิชาก้มหน้านิ่งมองมือของตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่นจนเจ็บ ไ

  • ถักทอรักด้วยหัวใจ   ตอนที่ 17

    ตอนที่ 17เสียงกดกริ่งหน้าประตูเรียกให้พราวนิชาที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องละสายตาไปมองประตูที่ยังมีเสียงกดกริ่งดังอยู่ คิ้วเรียวสวยขยับเข้าหากันน้อย ๆ ใครกันนะ ถ้าเป็นเจ้าของห้องอย่างธารทัพพ์หรืออานัส ถ้าเป็นทั้งสองคนก็น่าจะเปิดเข้ามาแล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยมีแขกเข้ามาที่ห้องของธารทัพพ์เลยสักครั้งแต่ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยอะไรมากไปกว่านั้น ว่าที่คุณแม่ก็ขยับลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง ผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าทำให้หัวใจของพราวนิชาเต้นแรง ใบหน้าเรียบนิ่งนั่น มีเค้าโครงใบหน้าเหมือนกับเจ้าของห้อง มือเล็กค่อย ๆ ยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้า แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าอีกคนเป็นใคร“สวัสดีค่ะ”“เธอเป็นใคร”“คือว่าหนู…”“เป็นแม่บ้านเหรอ ฉันเป็นแม่เจ้าของห้อง” คุณธัญสินีมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง มองสำรวจผู้หญิงตัวเล็กในชุดธรรมดา ๆ แต่ดูยังไง ๆ ก็ไม่เหมือนแม่บ้านอย่างที่ท่านเอ่ยถามออกไป ใบหน้าก็เล็กเหมือนเด็ก ผิวพรรณก็ดูดี ไม่เหมือนคนที่ทำงานแบบนี้เลย“ค่ะ หนูเป็นแม่บ้าน นะ หนูทำงานเสร็จพอดี ขอตัวก่อนนะคะ” พราวนิชายกมือไหว้คนตรงหน้าแล้วรีบเดินออกจากห้อง หัวใจดวงน้อยเต้นแรงตึกตัก หวา

  • ถักทอรักด้วยหัวใจ   ตอนที่ 16

    ตอนที่ 16ธารทัพพ์ยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเอง ก่อนจะนวดมันไปมาเบา ๆ แหงนหน้าขึ้นมาเพดานห้องพัก หลังจากจบการประชุมกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เขาก็รีบตรงดิ่งกลับห้องพัก ไม่ไปกินเลี้ยงกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เพราะอาการที่เขากำลังเป็นอยู่ มันเป็นแบบนี้มาสองวัน นับตั้งแต่วันที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาประชุมใหญ่กับผู้ถือหุ้นของโรงแรมมันตราในกรุงลอนดอนแค่อีกห้าวัน อีกแค่ห้าวันก็จะได้กลับ เขาเลยอดทนไม่อยากไปหาหมอหรือขอกลับก่อน มองหน้าจอมือถือของตัวเองที่เงียบ ไม่มีข้อความหรือสายโทร. เข้าจากใครบางคนที่เขากำลังคิดถึงคิดถึง ! อย่างนั้นเหรอ ?ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นมาน้อย ๆ ให้กับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเขาที่มันกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นในหัวใจในตอนนี้ติ๊ง !พอคิดถึง ข้อความจากใครบางคนก็ดังขึ้น เหมือนกับว่าเธอรู้ รู้ว่าเขากำลังคิดถึงเธอ มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้เปิดอ่านข้อความจากอีกฝ่าย แค่เห็นชื่อของเธอ มุมปากเขา มันก็ยิ้มไปเองแล้ว เหมือนรู้ว่าเขาเลิกประชุมแล้ว ทั้ง ๆ เวลาของที่นี่กับประเทศไทยต่างกัน ตอนนี้ที่โน่นคงน่าจะดึกมากแล้วพราวนิชา : กินข้าวหรือยังคะธ

  • ถักทอรักด้วยหัวใจ   ตอนที่ 15

    ตอนที่ 15ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่การตื่นนอนขึ้นมาแล้วตัวเองนอนอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายตัวโต ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในห้องตอนไหน แต่พอตื่นเช้ามาเมื่อไรก็เห็นพ่อเจ้าจิ๋วนอนอยู่ข้าง ๆ แล้ว แรก ๆ ก็ไม่ชิน แถมยังตกใจ แต่พอผ่านไปสักพัก ทุกอย่างมันเริ่มกลายเป็นความเคยชินที่มีเขานอนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอบอุ่น นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวอะไร และไม่ต้องเปิดโคมไฟเอาไว้เหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาคู่สวยมองปลายคางของผู้ชายตัวโตนิ่ง เผลอยกนิ้วขึ้นแตะลงบนแก้มของเขาเบา ๆ เหมือนต้องการเช็กอีกครั้ง ว่านี่มันคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นแล้วเหรอ”ดวงตาของคนหลับไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองกันในตอนที่เขาพูด แต่ธารทัพพ์ขยับตัวพลิกไปหาคนตัวเล็กที่นอนอีกฝั่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองคนตัวเล็กที่นอนอยู่ห่างจากเขาแค่เพียงนิด ไม่ได้ใกล้ ไม่ได้ไกล พอให้เขาได้กลิ่นหอมหวานละมุนนั่น“สะ สายแล้วค่ะ”“วันหยุด”จริงสิ วันนี้วันหยุด เธอลืมไปเลย คงเพราะทุก ๆ วันที่เธออยู่ที่นี่ ทุก ๆ วันของเธอ มันก็เหมือน ๆ เดิมเลย แทบไม่ได้ดูว่าวันนี้วันอะไร แต่มีแค่เขาที่ออกไปทำงานทุกวัน และมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม คงเป็นเขา เขาที่กินมื้อเช้ากับเธอก่อนออกไปทำงานทุกวัน

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status