LOGINตอนที่ 3
เท้าเล็กที่ก้าวเดินเข้ามาภายในรั้วบ้าน สายตาคู่สวยมองรถของผู้เป็นพ่อที่ยังคงจอดนิ่งอยู่ในโรงจอดรถของบ้าน ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เป็นเวลาสายมากแล้ว ปกติพ่อกับแม่จะออกไปที่ร้านตั้งแต่เช้าเพื่อไปดูความเรียบร้อยก่อนที่ร้านจะเปิดทุกวัน
“กลับมาแล้วเหรอ”
น้ำเสียงนิ่ง ๆ ของคนที่นั่งอยู่บนโซฟาตรงโซนรับแขกของบ้าน เรียกให้คนตัวเล็กที่เปิดประตูเข้ามาหยุดชะงัก ก่อนจะพยายามปรับสีหน้าระบายยิ้ม แล้วเดินตรงไปนั่งลงข้างคนเป็นพ่อ ทั้งที่รู้สึกถึงความผิดปกติในสายตาและน้ำเสียงของพ่อ
“พ่อยังไม่ออกไปที่ร้านเหรอคะ”
“เมื่อคืนไปนอนที่ไหนมา”
“ก็ ไปนอนกับฟ้าใสไงคะ” ทำไมกันนะ ทั้งพ่อ ทั้งแม่มองหน้าเธอแบบนั้น หัวใจดวงน้อยเต้นแรง เมื่อท่านทั้งสองเอาแต่นิ่ง ไม่มีใครยอมพูดอะไรออกมา ก่อนที่พ่อจะวางอะไรบางอย่างลงบนโต๊ะกระจกทรงสี่เหลี่ยมหน้าโซฟา
“บอกพ่อหน่อย ว่ามันคืออะไร”
“พราวนิชา !” เมื่อลูกสาวเอาแต่เงียบ คุณดิษย์เอ่ยเรียกชื่อลูกสาวเสียงดัง
“คุณคะ เราตกลงกันแล้ว ว่าจะค่อย ๆ คุยกันไม่ใช่เหรอ”
“คุณจะให้ผมใจเย็นได้ยังไงคุณปัด ทำไมเด็กคนนี้มันทำตัวแบบนี้ !” คุณดิษย์ตะโกนออกมาอย่างหมดความอดทน ความอดทนที่เก็บเอาไว้ตั้งแต่เห็นเจ้าแท่งตรวจนี่ ทำไม ทำไมลูกสาวที่ท่านทะนุถนอมเลี้ยงดูมาอย่างดี ทำไมถึงได้ทำตัวเหลวไหลแบบนี้ ทั้งเสียใจ ทั้งผิดหวัง ทั้งโกรธ
“เงยหน้าขึ้นมาตอบคำถามพ่อเดี๋ยวนี้”
“พราวนิชา !” ชื่อที่ตั้งให้ลูกสาวตัวน้อยวันนั้นถูกเรียกดังขึ้นอีกครั้ง
“พราว พราวขอโทษค่ะ พราวผิดไปแล้ว พราว…” ร่างเล็กรีบลงจากโซฟา ลงไปนั่งอยู่บนพื้นต่อหน้าพ่อกับแม่ ก้มหน้าสำนึกผิด ไม่รู้ว่าจะต้องพูดยังไง พูดไปก็คงเหมือนกับแก้ตัว ทั้ง ๆ ที่เธอทำให้พ่อกับแม่ผิดหวังในตัวเธอมากมายขนาดนี้
“ใครเป็นพ่อเด็ก”
คนถูกถามเอาแต่เงียบ ก้มหน้ามองมือเล็กของตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่น ไม่กล้าที่จะพูดออกไป เพราะเธอตัดสินใจตั้งแต่ตอนที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วว่าเธอจะไปปรึกษาคุณหมอเรื่องการท้องไม่พร้อม และอาจจะต้อง… ตั้งใจจะให้ตัวเองรับผลของการกระทำคนเดียว ตั้งใจจะไม่บอกพ่อกับแม่ แต่ทว่าคงไม่ทันแล้ว เพราะความรีบร้อนของเธอทำให้เก็บของไปไม่หมด เพราะความที่เธอตรวจหลายอันเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองท้องจริง ๆ ไหม
“ยัยพราว”
“แม่ขา” ใบหน้าเล็กเงยหน้าขึ้นมองหน้าสบตาคนเป็นแม่ที่เอ่ยเรียกชื่อ หยดน้ำตาใส ๆ ค่อย ๆ ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างพร้อมกับส่ายหน้าไปมา “พราวไม่บอกได้ไหมคะ”
“มันเป็นใคร พ่อถาม ทำไมไม่พูดออกมา จะปิดบังเอาไว้ทำไม”
คุณดิษย์มองหน้าลูกสาวเพียงคนเดียวของตัวเอง ดวงตาคู่คมแดงก่ำ ทั้งรัก ทั้งหวง ทั้งห่วงลูกสาวคนนี้ และตอนนี้ก็ทั้งผิดหวังและโกรธจนไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้ตัวเองใจเย็นพอที่จะรับฟังคำพูดของลูกสาว
“พ่อกับแม่เลี้ยงเรามาไม่ดีหรือไง ทำไมถึงทำตัวแบบนี้” หยดน้ำตาของคุณปัญจมาค่อย ๆ ไหลออกจากดวงตาพร้อมกับถ้อยคำตัดพ้อลูกสาวที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ทำไมถึงไม่พูด ทำไมต้องปิดบัง ทำไมไม่บอกกัน
“ถ้าไม่บอกก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่อ”
“พ่อ”
“คุณคะ” แม้จะเสียใจและผิดหวังในตัวลูกสาวไม่ต่างจากสามี แต่ก็ไม่คิดว่าสามีของตัวเองจะเอ่ยคำนี้ออกมา มือของคนเป็นภรรยายื่นไปจับต้นแขนสามีเอาไว้แน่น เพื่อที่จะเรียกสติของอีกคนให้รับรู้ว่าคำที่พูดออกไป มันรุนแรงเกินไป
“ว่าไง พราวนิชา !”
“พราว พราวบอกไม่ได้ค่ะ พราว…”
เพียะ !
มือหนาฟาดลงบนใบหน้าของลูกสาวด้วยความโมโห ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง มือเล็กของพราวนิชายกขึ้นมาจับแก้มของตัวเอง เงยหน้าขึ้นมองคนที่ตบหน้ากัน ครั้งแรกที่พ่อทำกับเธอแบบนี้ คงไม่ต่างกันกับคนเป็นภรรยาที่นั่งปิดปาก เบิกตากว้างให้กับการกระทำของคนเป็นสามี ไม่คิดว่าจะทำแบบนี้
“จะไปไหนก็ไป ฉันไม่อยากเห็นหน้าแก” นิ้วชี้ของคนเป็นพ่อชี้หน้าลูกสาวพร้อมกับเอ่ยปากไล่ โดยที่ไม่แม้จะหันมามองหน้าของคนที่นั่งจับหน้าตัวเองร้องไห้เบา ๆ
“พ่อขา พราวขอโทษ”
“ออกไปก่อนที่ฉันจะไล่แกออกจากบ้าน”
“คุณ ทำเกินไปแล้วนะ”
คุณปัญจมาบอกคนเป็นสามีด้วยน้ำเสียงติดไม่พอใจ แต่คุณดิษย์ก็เอาแต่นั่งนิ่ง ไม่มองหน้าใคร แม้แต่ภรรยาของตัวเอง มือหนาที่ตบลงใบหน้าของลูกสาวกำเข้าหากันแน่นจนเจ็บ แต่ในใจกลับเจ็บปวดยิ่งกว่า
“ยัยพราวกลับห้องก่อนลูก ให้พ่อใจเย็นลงแล้วค่อยมาคุยกัน”
คนเป็นแม่รีบเข้าไปประคองลูกสาวให้ลุกขึ้นพากลับเข้าห้อง อยากให้สามีใจเย็นลงแล้วค่อยมาช่วยกันหาทางออกเรื่องนี้ ตอนนี้เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง เธอไม่สามารถตัดสินใจอะไรแทนลูกสาวได้เลย
“พักผ่อนก่อนนะ เดี๋ยวแม่จะลงไปคุยกับพ่อเขาก่อน”
“แม่ขา”
พราวนิชาเรียกแม่ที่กำลังเดินออกจากห้องนอนของตัวเองไป
“แม่โกรธพราวไหมคะ”
แม่ไม่ตอบ แต่แม่เลือกที่จะเดินออกจากห้องนอนเธอไป แค่บานประตูปิดลง น้ำตาที่ไหลอยู่แล้วก็ไหลออกมามากกว่าเดิม ก็คงไม่ต่างอะไรจากผู้เป็นแม่ พอดึงประตูปิดลง น้ำตาก็ไหลออกมาจากดวงตา มองประตูห้องนอนลูกสาวด้วยหัวใจที่เจ็บ เจ็บที่ไม่ยอมพูดอะไรออกไป เจ็บที่เดินออกมาแล้วไม่ปลอบโยนลูกสาว
“คุณ คุณจะไปไหนครับ”
พราวนิชาหันไปมองผู้ชายที่ถามกันในตอนที่เดินออกจากบ้าน สายตาคู่สวยมองผู้ชายคนนั้นนิ่ง ก่อนจะค่อย ๆ จำได้แล้วว่าผู้ชายตรงหน้าเธอเป็นใคร เขาน่าจะเป็นลูกน้องของผู้ชายคนนั้น คนที่ชื่อ ธารทัพพ์
“พราว ไม่รู้ค่ะ”
คนตัวเล็กตอบพร้อมกับส่ายหน้าไปมา เธอไม่รู้ว่าจะไปไหน รู้แค่ว่าตอนนี้เธอไม่อยากอยู่ที่นี่ ไม่อยากให้พ่อกับแม่ผิดหวัง ไม่อยากให้พวกท่านอายคนอื่นที่มีลูกสาวแบบเธอ อาจจะหลบไปอยู่ที่ไหนสักที่ แต่ตอนนี้เธอยังคิดไม่ออก พอเห็นว่ารถของพ่อขับออกไป ก็ตัดสินใจเก็บเสื้อผ้า คิดว่าอยู่ที่นี่ไป พ่อกับแม่ก็คงผิดหวังในตัวลูกคนนี้มาก ๆ แน่
“ไปครับ ขึ้นรถก่อน เดี๋ยวผมพาไปหาคุณทัพ”
“ทำไมต้องไปหาเขาคะ”
“ก็ ไปเถอะครับ มีคนช่วยคิดดีกว่าคิดคนเดียวนะครับ ถึงคุณทัพเขาเป็นแบบนั้น แต่เขาใจดีนะครับ”
คำว่าใจดีที่ออกมาจากปากของผู้ชายตรงหน้า ทำเอาคนตัวเล็กถึงกับไม่อยากจะเชื่อ คนใจดีที่ไหน ปากร้ายมาก ๆ พราวนิชาได้แต่แอบต่อว่าเจ้านายของคนตรงหน้าในใจ แต่ก็ยอมไปกับเขา เพราะตอนนี้เธอเองก็ไม่มีที่ให้ไป
“ก็ได้ค่ะ”
อย่างน้อยเธอก็มีเขาที่อาจจะช่วยเธอได้ในตอนนี้ เธอไม่อยากรบกวนเพื่อนทั้งสองคน ทั้งฟ้าใสและเจนจิรา ยังไม่อยากให้เพื่อนรู้ และอายเกินไปที่จะบอกว่าเธอท้อง ท้องกับคนที่ไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ เรื่องคืนนั้นก็เหมือนกัน เธอไม่เคยปริปากบอกเพื่อน ทั้งสองถามด้วยความเป็นห่วงว่าคืนนั้นเธอหายไปไหนหลังจากฉลองหลังสอบเสร็จ เธอก็ไม่ได้ตอบอะไรเพื่อน
เธอจำอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ จำได้แค่ดื่มเหล้าแก้วที่เจนจิราเอามาให้ แล้วหลังจากนั้นก็ปวดหัว แล้วก็บอกเพื่อนว่าจะไปเข้าห้องน้ำ หลังจากนั้นก็ไม่รู้อะไรเลย รู้ตัวอีกทีก็อยู่บนเตียงกับผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นแล้ว เธอทำตัวเหลวไหลจนพ่อกับแม่คงไม่ให้อภัยเธอแน่ ๆ
สายตาคู่สวยเอาแต่มองห้องหรูที่กว้างมาก ๆ อานัสพาเธอมายังคอนโดฯ หรูในกลางเมือง ห้องก็หรู หรูจนเธอไม่กล้าขยับตัวไปไหน อีกคนบอกให้นั่งรอตรงนี้ เธอก็นั่งรอ รอ รอจนกว่าเจ้าของห้องจะกลับมา แม้ว่าตอนนี้ท้องกำลังร้องประท้วงว่าหิวก็ไม่กล้าขยับไปไหน มือเล็กวางลงที่หน้าท้องแบนราบของตัวเอง
อยู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมา
“หิวใช่ไหมคะ”
ปากเล็กขยับพูดเบา ๆ พร้อมกับมือที่ลูบเบา ๆ เหมือนต้องการรับรู้การมีอยู่ของเจ้าก้อนเนื้อเล็ก ๆ หัวใจดวงน้อยชาวาบขึ้นมา เมื่อคิดถึงคำพูดของตัวเอง คิดถึงความคิดของตัวเองที่บอกว่าจะเอาเจ้าก้อนเนื้อนี่ออกไป
ทำไมเธอใจร้ายจังพราว
เจ้าก้อนเนื้อก้อนนี้ไม่รู้อะไรด้วยเลย แต่เธอจะทำร้ายเขาได้ลงเหรอ
“ขอโทษ ขอโทษนะ”
คำขอโทษแผ่วเบาพร้อมกับสัมผัสที่ลูบหน้าท้องไปมาเบา ๆ เหมือนต้องการส่งผ่านคำพูดไปให้เจ้าก้อนเนื้อเล็ก ๆ ได้รับรู้ แม้ตอนนี้เธอจะไม่รู้ ไม่รู้เลยว่าจะทำได้ดีไหม คำว่า แม่ ที่ตัดสินใจแล้ว ตัดสินใจจะไม่ทำร้ายเจ้าก้อนเนื้อเล็ก ๆ นี้
เท้าที่ขยับเดินเข้ามาภายในห้องต้องหยุดชะงัก เมื่อมองเห็นร่างเล็กของใครบางคนนอนอยู่บนโซฟา มือหนาเท้าเอวแล้วหันไปมองคนที่หอบเอกสารตามหลังเขาเข้ามาในห้อง ส่งสายตาไปถามว่าคืออะไร
“ผมแจ้งคุณทัพแล้วนะครับ”
ธารทัพพ์ไม่พูดอะไรต่อ เจ้าของห้องพยักหน้าบุ้ยใบ้บอกให้เอาเอกสารไปเก็บไว้ในห้องทำงานของตัวเองที่อยู่ชั้นบน ส่วนเขาก็เดินไปหยุดยืนมองคนที่นอนหลับตาพริ้ม ถ้าบอกว่าทำงานเพลินจนจำไม่ได้แบบนั้นก็ได้ เขาพอจำได้ว่าเมื่อเช้าเขาบอกให้อานัสไปสืบเรื่องของคนที่นอนหลับอยู่นี่ บ่ายอานัสก็เข้ามารายงานเขาเรื่องที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นเขาก็ทำงานยาวจนดึก สายตาคู่คมก้มมองเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาเรือนหรูที่อยู่บนข้อมือของตัวเอง
“สามทุ่ม”
ยอมรับว่าเขาเป็นพวกบ้างาน คงเพราะช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เขาต้องสร้างผลงานให้ทุกคนได้เห็นว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งที่คุณย่าจะมอบให้ และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขาจะต้องเหนื่อยกับพวกหัวโบราณและพวกที่จะคอยล้างผลาญสมบัติคุณย่า ถ้าไม่ใช่เพราะคำขอร้องจากพ่อ เขาคงไม่อยากมาเหนื่อยอยู่ตรงนี้ เขาคงได้ไปทำอะไรที่ตัวเองต้องการหรืออาจจะช่วยน้องชายดูแลไร่ชาที่เป็นกิจการหลักของครอบครัวอยู่ก็ได้ตอนนี้
เป็นพี่ต้องเสียสละ
คำพูดจากปากของพ่อยังดังก้องอยู่ในหัวของเขาอยู่ทุกวันนี้ เคยอยากจะถามออกไปเหมือนกันว่า ทำไมพ่อไม่ทำมันเอง แต่พอหันกลับไปมองที่แม่ เขาก็เข้าใจอะไรได้มากขึ้น
“คุณทัพครับ”
ธารทัพพ์ละสายตาจากคนที่นอนหลับอยู่บนโซฟาหันไปมองคนที่เรียกกัน ขยับคิ้วขึ้นเป็นการถามว่า มีอะไร ?
“จะให้ผมช่วยอะไรไหมครับ”
“ไม่ต้อง นายกลับไปพักเถอะ” วันนี้คนตรงหน้าเขาก็เหนื่อยมาเยอะแล้ว วิ่งวุ่นทำงานให้เขาอยู่หลายเรื่อง
“ครับ”
อานัสมองเจ้านายและหันไปมองผู้หญิงตัวเล็กที่นอนหลับอยู่บนโซฟาเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องไปกลับไปพักผ่อน เพราะคิดว่าพรุ่งนี้เจ้านายหนุ่มคงมีเรื่องให้เขาทำอีกเยอะแน่ ๆ
“นี่”
นิ้วชี้สะกิดเบา ๆ ลงบนต้นแขนเล็กเบา ๆ เอ่ยเรียกคนที่นอนหลับอยู่ แต่ทำไมสายตาของเขากลับสะดุดสายตากับใบหน้าเล็ก บนแก้มยังมีคราบน้ำตาเกาะอยู่ จนต้องถอนหายใจแล้วขยับก้าวเข้าไปย่อตัวลงนั่งหน้าโซฟา ยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาที่อยู่บนแก้มเนียนใสเหมือนเด็กน้อย แต่จะไม่ให้คิดแบบนั้นได้ยังไง ก็เด็กนี่อายุห่างจากเขาสิบปีเลยนะ
“อื้อ~~”
ธารทัพพ์ดึงมือออกจากแก้มนุ่มนั่น แล้วลุกขึ้นยืนตัวตรง ปรับสีหน้าให้เรียบนิ่ง เมื่อคนตัวเล็กลืมตาขึ้นมา
“คุณ”
คนตัวเล็กรีบลุกขึ้นนั่ง มองหน้าคนผู้ชายตัวสูงที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“เป็นไงบ้าง ตัดสินใจได้ยัง”
ธารทัพพ์ถามคนที่เอาแต่นั่งมองหน้ากันนิ่งพร้อมกับขยับตัวลงไปนั่งบนโซฟาอีกตัว นั่งมองรอคำตอบจากผู้หญิงตัวเล็ก
“พราว…”
ชื่อ พราว สินะ
ธารทัพพ์มองหน้าคนตัวเล็กนิ่ง รอฟังว่าเธอจะพูดยังไง จะตัดสินใจแบบไหน แต่การที่เธอยอมมาที่นี่ก็เท่ากับว่าเธอตัดสินใจยอมให้เขารับผิดชอบ มองไปมองมา เด็กคนนี้ก็ใจเด็ดเหมือนกัน ใจเด็ดใจกล้าตั้งแต่ที่เจ้าตัวบอกว่าจะเอาเจ้าก้อนเนื้อน้อย ๆ นั่นออก สายตาคู่คมมองหน้าท้องแบนราบแล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตากลมโตคู่นั้น
“พราวจะเก็บเขาเอาไว้ค่ะ แต่ว่าพราวยังไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง ครอบครัวพราวยังไม่มีใครเข้าใจ” ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่น เมื่อคิดถึงเรื่องของพ่อกับแม่ ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกท่านจะได้รับจดหมายที่เธอทิ้งเอาไว้แล้วหรือเปล่า หวังว่าพ่อกับแม่จะเข้าใจในสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ตอนนี้
ขอเวลาหน่อยนะคะ พ่อขา แม่ขา
เธอจะเข้มแข็งกว่านี้ ขอให้ระหว่างนี้พ่อกับแม่ใจเย็นลง ไม่ได้หวังว่าพวกท่านจะเข้าใจ แต่แค่หวังว่าพวกท่านจะยอมรับในสิ่งที่เธอกำลังตัดสินใจ
ธารทัพพ์นิ่ง มองผู้หญิงตัวเล็กอย่างใช้ความคิด เขาเองตอนนี้ก็คิดไม่ออกว่าจะต้องจัดการปัญหานี้อย่างไร ที่บอกว่าจะรับผิดชอบ เขายังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะต้องทำแบบไหน แต่ที่แน่ ๆ เขาคงไม่แต่งงานแน่นอน เขาเคยบอกแม่ว่าไม่อยากแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก ตอนนี้เขาก็รู้สึกแบบนั้น ดูเหมือนว่าเด็กตรงหน้าเขาเองก็ต้องการแบบนั้นเหมือนกันใช่ไหม เราสองคนอาจจะทำหน้าที่พ่อกับแม่
“เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกันอีกครั้ง วันนี้ผมเหนื่อยแล้ว” ไม่ใช่เขาที่เหนื่อย ดูจากใบหน้าเล็กนั่นก็คงทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด ไม่แพ้กันกับเขา
“…ลุกขึ้นสิ หรือจะนอนตรงนี้” น้ำเสียงนิ่งของเจ้าของห้องเรียกให้คนตัวเล็กรีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามคนตัวสูงที่เดินไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องห้องหนึ่ง ก่อนที่เขาจะเปิดประตูห้องให้กว้างแล้วหันมามองหน้ากัน
“ห้องนี้ผมยกให้ ห้องผมอยู่ชั้นบน ถ้าไม่มีเรื่องอะไรไม่ต้องขึ้นไป”
“ค่ะ” พราวนิชาพยักหน้าเข้าใจ เธอเข้าใจ ไม่ได้รู้สึกไม่ดีที่อีกคนพูดออกมาแบบนั้น
“คุณ…”
ธารทัพพ์หันกลับมามองหน้าคนที่กำลังจะเดินกลับห้องที่เขาบอกว่าเป็นห้องของเขา
“มีอะไร”
“คือว่า…” คิ้วหนาขยับขึ้น แต่ยังไม่ทันที่อีกคนจะพูดอะไรออกมา เสียงบางอย่างก็ทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าคนตรงหน้าต้องการอะไร
โครกกก ~
“ของในตู้เย็นกินได้ แต่กินเสร็จก็เก็บให้เรียบร้อย”
คนเจ้าระเบียบสั่งเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับเข้าห้องตัวเอง อยู่ ๆ มุมปากหนาก็ยกยิ้มขึ้นมาน้อย ๆ หลังจากเข้ามาอยู่ในห้องนอนของตัวเอง ยิ้มเพราะตลกสีหน้าคนผู้หญิงตัวเล็กที่ทำหน้าเลิ่กลั่กนั่น เขาไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนเป็นแบบนี้ มีเธอคนแรกเลยที่ทำให้เขาหลุดหัวเราะออกมาให้กับท่าทางแบบนั้น ท่าทางเหมือนเด็ก แต่ก็จะไม่ให้เด็กได้ยังไง ก็เธออายุแค่ยี่สิบเอง
ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันก่อนจะคลายออก เมื่อเจ้าของห้องเข้าห้องนอนไปเรียบร้อย เธออาย ใช่ ตอนนี้รู้สึกอายมาก ๆ ไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไว้ไหน เวลาเจอหน้าเขาจะทำหน้ายังไง อยู่ ๆ ก็ทำสิ่งที่ขายหน้าออกไปแบบนั้น ก็มันบังคับไม่ได้นี่น่า
มือเล็กวางลงบนหน้าท้องพร้อมกับหลุดยิ้มออกมา เมื่อคิดว่าต้องเป็นเจ้าตัวเล็กนี่แน่ ๆ ที่หิว หิวมากกว่าเธอ
“หิวใช่ไหมคะ”
น้ำเสียงเล็กบอกเจ้าก้อนเนื้อเล็ก ๆ ในท้องของตัวเองด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินตรงไปยังโซนครัวที่ดูหรูหรานั่น แม้ตอนแรกไม่กล้าหยิบจับอะไร แต่เพราะความหิวเลยทำให้ว่าที่คุณแม่กล้าที่จะหยิบของกินในตู้เย็นออกมา ดวงตาคู่สวยเป็นประกาย เมื่อพบว่าของสดในตู้มีเยอะมาก แถมทุกอย่างในห้องครัวยังดูเป็นระเบียบมาก ๆ อีกด้วย น่าจะเหมือนเจ้าของห้องนั่นแหละ อดไม่ได้ที่จะหันไปมองบันไดที่สามารถขึ้นไปบนชั้นสอง คุณธารทัพพ์ เขาเป็นผู้ชายตัวสูง ใบหน้าหล่อ ดูสะอาด ถ้าเพื่อนเธอเจอเขาก็คงต้องพูดคำว่าหล่อเหมือนอาบน้ำวันละร้อยรอบ ยิ่งคิดยิ่งทำให้รู้ว่าเธอกับเขาช่างแตกต่างกันมาก ๆ แต่ไม่รู้ว่าอะไรกันที่ทำให้เธอมาอยู่ตรงนี้ โชคชะตา ความบังเอิญ หรือสิ่งผิดพลาดกันแน่
พราวนิชาทำอะไรกินง่าย ๆ อย่างข้าวไข่เจียว กินเสร็จก็รีบเก็บของทุกอย่างให้เข้าที่ จัดการเช็ดทำความสะอาดให้เหมือนเดิม ก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าของตัวเองที่วางอยู่ข้างโซฟาขึ้นมา เดินตรงเข้าห้องเล็กข้างบันได ก่อนจะเดินเข้าห้องก็อดที่จะมองไปยังชั้นสองไม่ได้ ละสายตาแล้วเดินเข้าห้องที่เขายกให้เธออยู่ รีบจัดการตัวเอง ไม่ลืมที่จะกินยาที่คุณหมอให้มา เพราะบำรุงเจ้าก้อนเล็ก ๆ ที่อยู่ในท้อง ต้องรีบนอนเพราะพรุ่งนี้คงมีเรื่องให้เธอทำอีกเยอะ
แม้จะบอกกับตัวเองแบบนั้น แต่พราวนิชาก็ยังคงนอนไม่หลับ พลิกตัวไปพลิกตัวมา ไม่รู้ว่าเพราะกำลังคิดถึงเรื่องที่ยังมาไม่ถึง หรือเพราะแปลกสถานที่กันแน่ ไม่รู้ว่าป่านนี้พ่อกับแม่จะเป็นยังไงบ้างในตอนที่เธอไม่อยู่ ได้อ่านจดหมายที่เธอทิ้งเอาไว้ให้หรือยัง มือเล็กหยิบมือถือที่หน้าจอมืดสนิทของตัวเอง มันมืดเพราะเธอปิดเครื่องเอาไว้ จะบอกว่าเธอกำลังหนีปัญหาแบบนั้นได้ไหม แต่ตอนนี้เธอขอ ขอทำให้ตัวเองเข้มแข็งก่อนได้ไหม พอเข้มแข็ง เธอก็จะออกไปเผชิญกับความเป็นจริงทุก ๆ เรื่องที่มันกำลังต่อคิวเข้ามาหา
ตอนที่ 20(หนูเจ้าเอยกลับมาแล้ว พรุ่งนี้ทัพช่วยไปรับน้องที่สนามบินหน่อยได้ไหม)“ผมไม่ว่างครับ”(จะไม่ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองเลยหรือไง แม่เลือกน้องเพราะเมื่อก่อนเราชอบน้องมากไม่ใช่หรือไง) นั่นมันตั้งแต่สิบ ยี่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาเอ็นดูเจ้าเอยเหมือนน้องสาว แล้วอะไรนะ ที่ทำให้แม่เขาคิดว่าเขาชอบ เจ้าเอยคือลูกสาวเพื่อนแม่ ลูกสาวคุณน้ารำเพย เจ้าเอยเป็นเพื่อนวัยเด็กกับเขาและแทนไทมาตั้งแต่จำความได้ อายุห่างกับเขาห้าปี ตอนนี้อีกคนก็น่าจะเรียนจบปริญญาโทแล้ว เขาเองก็จำไม่ได้แล้ว ว่าเขากับเจ้าเอยได้เจอกันนานแค่ไหนแล้ว(ตาทัพ)“ผมมีเมียมีลูกแล้วนะครับ” ธารทัพตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่ดูจริงจัง เขาคิดว่าแม่จะล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองแล้วเสียอีก คำว่าเมีย คำว่าลูกที่เขาพูดออกไป มันมาจากความรู้สึกของเขา ความรู้สึกของเขาจริง ๆ แม่เจ้าจิ๋วเป็นเมียเขา คนมีอะไรกันจนมีลูกด้วยกัน ก็ต้องเรียกว่าเมียถึงจะถูก แม้จะได้กันแค่ครั้งเดียวก็เถอะ เจ้าจิ๋วก็เป็นลูกเขา ถ้าเขาไป แม่เจ้าจิ๋วรู้ เธอก็น่าจะไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เอาข้อตกลงของเรามาพูดอีก เขาไม่อยากให้มีข้อตกลงอะไรระหว่างเธ
ตอนที่ 19ไม่อยากลุกขึ้นมาจากเตียง ไม่อยากออกมาจากห้อง แต่ก็ต้องออกมา เพราะตอนนี้เจ้าจิ๋วกำลังประท้วงกันด้วยความหิว พราวนิชาค่อย ๆ เปิดประตูห้องนอนออก ค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากห้อง มองซ้ายมองขวา แต่ชั้นสองของบ้านกลับเงียบ บ้านหลังใหญ่แต่บ้านช่างเงียบเหงาจัง ใบหน้าเล็กดูเศร้าลงเล็กน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงบันได เดินตามกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากห้องห้องหนึ่งที่น่าจะเป็นห้องครัว บานประตูเปิดเอาไว้ เท้าเล็กหยุดนิ่งอยู่หน้าประตู พร้อมกับมองเข้าไปด้านใน เห็นสาวใช้สองคนกับป้าสมศรี หัวหน้าแม่บ้านกำลังช่วยกันทำอาหาร ที่น่าจะเป็นมื้อเช้า วันนี้ตั้งใจตื่นเช้าเลยตื่นก่อนเวลาอาหารมื้อเช้าอีก เพราะไม่อยากให้ทุกคนรอ“มีอะไรให้พราวช่วยไหมคะ”สายตาทั้งสามคู่หันมาจับจ้องมองเธอนิ่ง ก่อนจะหันกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่กันต่อ ไม่มีใครพูดกับเธอเลยสักคน ใบหน้าสวยเศร้าลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินออกจากห้องครัว เธออยากกลับแล้ว อยากกลับบ้าน ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้ถึงสองเดือนตามที่ตกลงกับธารทัพพ์เอาไว้ไหม ทำไมคนที่นี่ดูจะไม่ชอบเธอเลย หรือเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงใจแตก ท้องก่อนแต่งงานอย่างนั้นเหรอ พราวนิชาเดินออ
ตอนที่ 18ดวงตาคู่สวยเอาแต่จ้องมองบ้านหลังใหญ่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ รายล้อมด้วยภูเขา มองจากตรงนี้เห็นทุ่งหญ้าสวยงาม มองจากตรงนี้ มองเห็นต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ตรงโน้น“เข้าบ้านสิ”พราวนิชาดึงสายตากลับมามองคนที่เรียกกัน ก่อนจะค่อย ๆ เดินก้มหน้าหมายจะไปหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แต่มือเล็กกลับชะงัก เพราะคำสั่งที่แสนจะนิ่งเงียบนั่น“เอาไว้นั่นแหละ”“ค่ะ” ว่าที่คุณแม่ก้มหน้ารับคำเบา ๆ แล้วเดินตามคุณผู้หญิงของบ้าน เดินตามเข้าไปนั่งลงบนพื้นพรมหน้าโซฟา เธอไม่กล้าขึ้นไปนั่งบนนั้นสายตาตำหนิที่ถูกส่งมาจากผู้หญิงวัยกลางคน ยิ่งทำให้ว่าที่คุณแม่ได้แต่ก้มหน้า ทุก ๆ สายตาที่จับจ้องมองมาที่เธอ คนที่บ้านหลังนี้ ทำให้เธอรู้สึกกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว“ผู้ใหญ่พูดด้วย ทำไมไม่เงยหน้าขึ้นมา พ่อแม่ของเธอไม่เคยสอนหรือไง”“สอนค่ะ”“เธอรู้ไหม เธอไม่เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของฉันเลย ฉันมีคนที่เหมาะสมเอาไว้ให้ลูกชายฉันแล้ว” ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่นจนเจ็บ เจ็บกับคำว่าไม่เหมาะสม เจ็บกับคำว่าพ่อแม่ไม่สอน ความผิดพลาดมันทำให้คนอื่นมองเธอได้ขนาดนี้เลยเหรอ พราวนิชาก้มหน้านิ่งมองมือของตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่นจนเจ็บ ไ
ตอนที่ 17เสียงกดกริ่งหน้าประตูเรียกให้พราวนิชาที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องละสายตาไปมองประตูที่ยังมีเสียงกดกริ่งดังอยู่ คิ้วเรียวสวยขยับเข้าหากันน้อย ๆ ใครกันนะ ถ้าเป็นเจ้าของห้องอย่างธารทัพพ์หรืออานัส ถ้าเป็นทั้งสองคนก็น่าจะเปิดเข้ามาแล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยมีแขกเข้ามาที่ห้องของธารทัพพ์เลยสักครั้งแต่ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยอะไรมากไปกว่านั้น ว่าที่คุณแม่ก็ขยับลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง ผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าทำให้หัวใจของพราวนิชาเต้นแรง ใบหน้าเรียบนิ่งนั่น มีเค้าโครงใบหน้าเหมือนกับเจ้าของห้อง มือเล็กค่อย ๆ ยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้า แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าอีกคนเป็นใคร“สวัสดีค่ะ”“เธอเป็นใคร”“คือว่าหนู…”“เป็นแม่บ้านเหรอ ฉันเป็นแม่เจ้าของห้อง” คุณธัญสินีมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง มองสำรวจผู้หญิงตัวเล็กในชุดธรรมดา ๆ แต่ดูยังไง ๆ ก็ไม่เหมือนแม่บ้านอย่างที่ท่านเอ่ยถามออกไป ใบหน้าก็เล็กเหมือนเด็ก ผิวพรรณก็ดูดี ไม่เหมือนคนที่ทำงานแบบนี้เลย“ค่ะ หนูเป็นแม่บ้าน นะ หนูทำงานเสร็จพอดี ขอตัวก่อนนะคะ” พราวนิชายกมือไหว้คนตรงหน้าแล้วรีบเดินออกจากห้อง หัวใจดวงน้อยเต้นแรงตึกตัก หวา
ตอนที่ 16ธารทัพพ์ยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเอง ก่อนจะนวดมันไปมาเบา ๆ แหงนหน้าขึ้นมาเพดานห้องพัก หลังจากจบการประชุมกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เขาก็รีบตรงดิ่งกลับห้องพัก ไม่ไปกินเลี้ยงกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เพราะอาการที่เขากำลังเป็นอยู่ มันเป็นแบบนี้มาสองวัน นับตั้งแต่วันที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาประชุมใหญ่กับผู้ถือหุ้นของโรงแรมมันตราในกรุงลอนดอนแค่อีกห้าวัน อีกแค่ห้าวันก็จะได้กลับ เขาเลยอดทนไม่อยากไปหาหมอหรือขอกลับก่อน มองหน้าจอมือถือของตัวเองที่เงียบ ไม่มีข้อความหรือสายโทร. เข้าจากใครบางคนที่เขากำลังคิดถึงคิดถึง ! อย่างนั้นเหรอ ?ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นมาน้อย ๆ ให้กับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเขาที่มันกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นในหัวใจในตอนนี้ติ๊ง !พอคิดถึง ข้อความจากใครบางคนก็ดังขึ้น เหมือนกับว่าเธอรู้ รู้ว่าเขากำลังคิดถึงเธอ มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้เปิดอ่านข้อความจากอีกฝ่าย แค่เห็นชื่อของเธอ มุมปากเขา มันก็ยิ้มไปเองแล้ว เหมือนรู้ว่าเขาเลิกประชุมแล้ว ทั้ง ๆ เวลาของที่นี่กับประเทศไทยต่างกัน ตอนนี้ที่โน่นคงน่าจะดึกมากแล้วพราวนิชา : กินข้าวหรือยังคะธ
ตอนที่ 15ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่การตื่นนอนขึ้นมาแล้วตัวเองนอนอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายตัวโต ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในห้องตอนไหน แต่พอตื่นเช้ามาเมื่อไรก็เห็นพ่อเจ้าจิ๋วนอนอยู่ข้าง ๆ แล้ว แรก ๆ ก็ไม่ชิน แถมยังตกใจ แต่พอผ่านไปสักพัก ทุกอย่างมันเริ่มกลายเป็นความเคยชินที่มีเขานอนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอบอุ่น นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวอะไร และไม่ต้องเปิดโคมไฟเอาไว้เหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาคู่สวยมองปลายคางของผู้ชายตัวโตนิ่ง เผลอยกนิ้วขึ้นแตะลงบนแก้มของเขาเบา ๆ เหมือนต้องการเช็กอีกครั้ง ว่านี่มันคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นแล้วเหรอ”ดวงตาของคนหลับไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองกันในตอนที่เขาพูด แต่ธารทัพพ์ขยับตัวพลิกไปหาคนตัวเล็กที่นอนอีกฝั่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองคนตัวเล็กที่นอนอยู่ห่างจากเขาแค่เพียงนิด ไม่ได้ใกล้ ไม่ได้ไกล พอให้เขาได้กลิ่นหอมหวานละมุนนั่น“สะ สายแล้วค่ะ”“วันหยุด”จริงสิ วันนี้วันหยุด เธอลืมไปเลย คงเพราะทุก ๆ วันที่เธออยู่ที่นี่ ทุก ๆ วันของเธอ มันก็เหมือน ๆ เดิมเลย แทบไม่ได้ดูว่าวันนี้วันอะไร แต่มีแค่เขาที่ออกไปทำงานทุกวัน และมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม คงเป็นเขา เขาที่กินมื้อเช้ากับเธอก่อนออกไปทำงานทุกวัน





![Inbox ร้อนรัก [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

