共有

ตอนที่ 5

last update 公開日: 2026-08-12 14:06:06

ตอนที่ 5

กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาจากโซนครัว ในตอนที่เจ้าของห้องเปิดประตูเข้ามา คิ้วหนาของธารทัพพ์ขยับขึ้นพร้อมกับก้มมองดูเวลาบนหน้าปิดนาฬิกาเครื่องหรูของตัวเอง เวลาสามทุ่มเกือบจะสี่ทุ่ม เด็กนั่นกินข้าวตอนนี้ ?

“ทำอะไร”

เสียงของเขาทำให้คนตัวเล็กที่กำลังยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ครัวสะดุ้งน้อย ๆ ก่อนเจ้าตัวจะหันมามองกันพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ เหมือนกำลังกลัวเขาดุ

“ทำข้าวไข่เจียวค่ะ”

“ตอนนี้”

“ค่ะ” ใบหน้าเล็กพยักหน้าเบาพร้อมกับตอบเขา รู้สึกอายหน่อย ๆ เมื่อเขาถามว่าตอนนี้ ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องปกติของคนที่กำลังตั้งท้องไหม ที่จะรู้สึกหิวช่วงดึก ๆ แบบนี้ แต่ว่าเธอเป็นมาสามสี่วันแล้ว เพียงแค่บางวันเขากลับดึกกว่านี้ หรือกลับมาเร็วแล้วกลับเข้าห้องตัวเองแล้ว เขาถึงไม่เจอกันกับเธอที่ออกมาทำอาหารกินที่ห้องครัว

“คุณทัพกินอะไรมาหรือยังคะ กินด้วยกันไหมคะ พราวจะทำให้”

“ไม่ล่ะ”

คนหน้านิ่งตอบปฏิเสธ แต่สายตาของเขาก็จับจ้องมองเมนูที่อีกคนทำ ก่อนจะละสายตาแล้วเดินหันหลัง เดินขึ้นบันไดกลับห้องนอนของตัวเอง โดยไม่รู้ตัวเลยว่า มีปากเล็กของคนที่ยืนมองกันยื่นปากน้อย ๆ ออกมาตามหลังเขาด้วยท่าทางหมั่นไส้

“คนอะไรขี้เก๊กมาก”

ปากเล็กของพราวนิชาต่อว่าผู้ชายตัวสูงในชุดสูทดูดีนั่นด้วยท่าทางหมั่นไส้น้อย ๆ ขนาดอยู่ในห้อง เขาก็ยังต้องคีปลุกผู้บริหารสุดเนี๊ยบ

“โตมาอย่าเป็นเหมือนเขานะ เจ้าจิ๋ว”

มือเล็กลูบเบาลงบนหน้าท้องแบนราบของตัวเองเบา ๆ บอกเจ้าก้อนจิ๋วที่นอนนิ่งอยู่ในท้องของตัวเองด้วยคำพูดทีเล่นทีจริง ถ้าจะได้เขามา ก็ขอแค่หน้าตาหล่อ ๆ แบบนั้นก็พอแล้ว

“ให้พี่ลงไปด้วยไหมครับ”

 อานัสหันไปถามคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กัน วันนี้เขาได้รับคำสั่งจากคุณทัพให้พาพราวนิชามาส่งที่มหาวิทยาลัย เขาได้ยินมาว่า เธอจะมาเพื่อทำเรื่องดร็อปเรียนเอาไว้หนึ่งปีการศึกษา เขาดีใจที่พราวนิชาคิดแบบนั้น เพราะการศึกษาจะช่วยเธอได้ในหลาย ๆ เรื่อง อย่างน้อยเรียนจบ มีวุฒิก็ช่วยให้มีงานดี ๆ ทำได้

“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าเสร็จแล้ว พราวโทร. บอกนะคะ”

“ครับ” พราวนิชาหันไปส่งยิ้มให้กับคนที่อายุมากกว่า รู้สึกเกรงใจพี่เขาไม่น้อย เธอตั้งใจจะมาเองแต่อานัสอาสามาส่งพร้อมกับบอกว่า เป็นคำสั่งของธารทัพพ์ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้า ที่เธอบอกเขาไป เขาก็แค่รับฟัง พยักหน้าแล้วก็เดินออกจากห้องไปแค่นั้น แต่มันก็กลายเป็นเรื่องปกติของเธอกับเขาไปเสียแล้ว ตลอดสองอาทิตย์ที่อยู่ด้วยกัน เธอรู้สึกสบายใจ ไม่อึดอัด

มือเล็กกระชับสายกระเป๋าตัวเองแน่น เมื่อลงมาจากรถ มองสำรวจชุดนักศึกษาของตัวเองเล็กน้อย นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะได้ใส่ชุด ๆ นี้ ไม่รู้ว่าถ้าอีกหนึ่งปีหลังจากคลอดเจ้าก้อนจิ๋วแล้ว เธอจะจัดการกับชีวิตของตัวเองยังไง แต่ก็สัญญากับตัวเองเอาไว้แล้ว ว่ายังไงเธอก็จะต้องกลับมาเรียนให้จบ อาจจะหลังจากนี้หนึ่งปี สองปี หรือสามปีจนเจ้าก้อนจิ๋วโตขึ้น

“คุณแน่ใจแล้วใช่ไหมคะ”

ฝ่ายทะเบียนของมหาวิทยาลัยเอ่ยถามเด็กนักศึกษาตรงหน้าของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะทำเรื่องดร็อปเรียนให้กับอีกคน ถามย้ำให้แน่ใจว่าตัดสินใจถูกแล้ว แม้จะไม่ได้ถามถึงเหตุผลของการหยุดเรียนครั้งนี้ แต่ก็พอจะเดาเหตุผลได้ เพราะนี่ก็ไม่ใช่รายแรกที่นักศึกษามาขอยื่นเรื่องหยุดการเรียน ทั้งเรื่องเงิน เรื่องส่วนตัว

“ค่ะ แน่ใจค่ะ”

มือเล็กจับปากกาเซ็นเอกสารใบสุดท้ายก่อนจะยื่นส่งกลับไปให้ด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้เธอไม่พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่อยากเป็นภาระของเพื่อนในสาขา ทั้งอาการแพ้ท้องและอาการอ่อนเพลียที่ง่วงนอนตลอดเวลาแบบนี้

“ขอบคุณนะคะ”

มือเล็กยกมือขึ้นไหว้อีกครั้ง ยิ้มรับก่อนจะเดินออกจากห้องนั้น ค่อย ๆ ก้าวเดินลงบันได สายตาคู่สวยก็มองบรรยากาศรอบ ๆ มองบรรยากาศที่เธอชอบมาตลอดสองปีที่เข้าเรียนที่นี่ ยิ่งคิดก็ยิ่งใจหาย ใจหายที่อาจจะไม่ได้เรียนจบพร้อมเพื่อน ๆ พราวนิชาสูดลมหายใจเข้าปอด พยายามกลั้นความรู้สึกที่กำลังเป็นอยู่เอาไว้ ไม่ให้น้ำตาไหลออกมา

“พราว”

“ทำไมแกไม่มาเรียนเมื่อวาน ฉันโทร. หาแก แกก็ไม่รับสาย ไม่ตอบข้อความฉัน แกไม่เห็นฉันเป็นเพื่อนแล้วหรือไง…” พราวนิชาหยุดนิ่งมองคนที่เดินเข้ามาหากันพร้อมกับเสียงต่อว่าด้วยความน้อยใจ

“เจน”

“ฉันเอง เจนเพื่อนแก แล้วยังไง พูดมาเลย”

“ฉันก็มีเรื่องจะถามแกเหมือนกัน” พราวนิชามองเพื่อนที่อยู่ตรงหน้านิ่ง ตั้งแต่วันนั้น วันที่เกิดเรื่อง เจนจิราก็เดินทางไปหาแม่ของตัวเองที่ต่างประเทศ เธอเลยไม่ได้มีโอกาสคุยเรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้น ถามฟ้าใส อีกคนก็บอกไม่รู้เรื่อง แม้จะรู้ว่ามันเป็นความผิดพลาดของเธอ แต่ว่ามันมีหลายเรื่องหลายอย่างที่ทำให้เธออยากรู้เรื่องราวของคืนนั้น

“งั้นไปคุยกันที่ตรงโน้น”

“แล้วยัยฟ้า” พราวนิชาเอ่ยถามถึงเพื่อนอีก

“ยังไม่มา” เจนจิราบอกอย่างขอไปที ไม่รู้ว่าทำไมช่วงนี้ตัวเองถึงไม่ชอบหน้าเพื่อนตัวเองอย่างฟ้าใสตอนนี้เอามาก ๆ ไม่รู้จะพูดออกมายังไง พูดออกไปดีไหม แต่เพราะความเป็นเพื่อน เธอเลยไม่อยากพูดอะไรออกไปให้มันทำลายความสัมพันธ์ของเราทั้งสามคนที่คบกันมาตั้งนาน

“แกจำเรื่องคืนนั้นได้ไหม คืนที่เราไปกินเลี้ยงหลังสอบเสร็จกับกลุ่มรุ่นพี่”

“จำได้” 

“แกเอาเหล้าแก้วนั้นมาให้ฉัน ฉันดื่มมันแล้วหลังจากนั้นก็ไม่รู้อะไรเลย จำไม่ได้แม้กระทั่งว่าไปนอนอยู่ในห้องนั้นกับผู้ชายแปลกหน้า ฉันไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น และตอนนี้…”

“ฉันก็ท้อง…”

“พราว” เจนจิราเรียกเพื่อนเสียงแผ่วเบา เข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว เข้าใจว่าทำไมเพื่อนถึงเงียบหายไปไม่ติดต่อกัน เธอจำได้ดีเลย ว่าเหล้าแก้วนั้นมาจากไหน แต่เธอยังไม่รู้อะไรมาก และไม่อยากว่าร้ายคนอื่น เจนจิรามองหน้าเพื่อนที่เอาแต่มองหน้ากัน

“แกสงสัยฉัน ใช่ไหม” นิ้วชี้ของเจนจิราชี้เข้าหาตัวเองพร้อมกับเอ่ยถามเพื่อน เธอไม่ว่าอะไร ไม่โกรธที่เพื่อนจะคิดแบบนั้น เพราะถ้าเป็นเธอ เธอเองก็คงสงสัยอย่างที่พราวนิชากำลังคิดกับเธออยู่ตอนนี้

“…ถ้าฉันบอกว่าคืนนั้น ฉันก็เหมือนแก แกจะเชื่อฉันไหม พราว”

“หมายความว่า…”

“พวกแก ! ยัยพราว ยัยเจน” เสียงเรียกนั่นทำให้ทั้งสองที่กำลังคุยกันด้วยท่าทางเครียด ๆ ต้องหันไปมองคนที่รีบเดินเข้ามาหากันด้วยรอยยิ้ม

“พราว แกกลับมาเรียนแล้วเหรอ แล้ว…” สายตาของฟ้าใสมองจ้องหน้าท้องของเพื่อนแทนการพูดมันออกมา

“ฉันมาดร็อปเรียนน่ะ”

“เอาจริงเหรอ” คำถามนั้นเป็นของเจนจิราที่เอ่ยถามเพื่อน

“อืม ขอเคลียร์อะไรเรียบร้อยก่อน”

“แล้วตอนนี้แกพักอยู่ที่ไหน” ฟ้าใสถามด้วยความอยากรู้ เธอถามเพื่อนตั้งแต่ครั้งก่อน พราวนิชาก็ไม่ยอมบอก

“ยังไม่บอกได้ไหม แต่ฉันสบายดี” เธอไม่ได้โกหกให้เพื่อนสบายใจ แต่เธอสบายดีจริง ๆ ช่วงนี้เธอส่งข้อความไปหาที่บ้านบ้างแล้ว แม้ช่วงแรก ๆ พ่อกับแม่จะทำเพียงแค่อ่านข้อความที่เธอส่งไปหา บางครั้งแม่ก็ตอบกลับมาบ้าง ดูเหมือนว่าทั้งสองก็คงยังทำใจไม่ได้กับเรื่องนี้

นั่นสิเนอะ

ใครจะทำใจได้ ลูกสาวทำตัวเหลวแหลกแบบนี้ เรียนก็ยังไม่จบ ท้องก่อนแต่งอีก แต่เธอเชื่อว่า ยังไงพ่อก็ไม่ได้ตัดเธอออกจากความเป็นลูกเหมือนอย่างตอนที่เอ่ยปากไล่กัน เมื่อวันก่อน เงินเดือน เงินค่าขนมของเธอ พ่อยังโอนมาให้ปกติ ไม่รู้ว่าลืมหรือตั้งใจโอนมาให้เธอกันแน่

ครืด ครืด

พราวนิชาก้มมองมือถือของตัวเองที่กำลังสั่น ชื่อของอานัสทำให้คนตัวเล็กต้องรีบลุกขึ้นยืน

“ฉันกลับก่อนนะ เอาไว้เดี๋ยวโทร. หา”

“อืม” เจนจิราพยักหน้าบอกเพื่อนพร้อมกับลุกขึ้นยืนแล้ววางมือบนไหล่เพื่อนตัวเล็กแล้วบีบเบา ๆ ส่งสายตาไปให้เพื่อนเหมือนต้องการบอกว่า ฉันยืนข้างแก

“ให้ฉันเดินไปส่งไหม” ต่างจากฟ้าใสที่ดูเหมือนจะใส่ใจเพื่อนมากเป็นพิเศษ

“ไม่เป็นไรแก” พราวนิชาส่งยิ้มให้เพื่อนทั้งสอง ก่อนจะเดินออกมาแล้วรีบกดรับสายจากอานัส ที่รีบเพราะกลัวว่าอีกคนมีเรื่องด่วนที่ต้องกลับไปทำ

“ค่ะ พี่นัท”

(พี่โทร. มา เห็นว่านาน กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น)

“ไม่มีอะไรค่ะ พราวเจอเพื่อนเลยแวะคุยด้วยนิดหน่อย เดี๋ยวพราวไปนะคะ”

(ครับ พี่รออยู่ที่ร้านกาแฟตรงตึกคณะบริหารที่เดิม ไม่ต้องรีบนะครับ)

อานัสวางสายไปแล้ว พราวนิชาก็รีบเดินไปยังจุดหมายที่เขาบอกกัน แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปในร้าน เท้าเล็กก็ต้องหยุดชะงักนิ่ง เมื่อใครบางคนเปิดประตูร้านออกมา

“น้องพราว”

“พี่ก้าว” วันนี้เป็นวันอะไรน่ะ อ้อ วันศุกร์ แต่ทำไมรู้สึกว่าวันนี้ไม่อยากเจอใคร กลับได้เจอ หนุ่มรุ่นพี่ต่างคณะส่งยิ้มกว้างมาให้กันเหมือนอย่างทุกครั้งที่ได้เจอ

“สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีครับ เมื่อวานไม่มาเรียนเหรอ พี่ไปแถว ๆ คณะเรา ไม่เจอเราเลย” ตลอดช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา รุ่นน้องสาวต่างคณะก็เงียบหายไปเลย ไม่ตอบข้อความเขาที่ส่งไปทักทาย

“ค่ะ” ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอคงดีใจที่พี่เขาถามแบบนี้ ก็คนที่แอบปลื้มดูเป็นห่วงแบบนี้ไง แต่ตอนนี้ความรู้สึกนั้น มันไม่มีอีกแล้ว 

“แล้ววันนี้มีเรียนช่วงไหนครับ”

“เอ่อ…”

“ไอ้ก้าว ไปได้แล้วเว้ย ! มัวแต่จีบสาวอยู่นั่นแหละ”

เสียงตะโกนจากกลุ่มเพื่อนเรียกให้คนที่กำลังรอคำตอบจากสาวน้อยหน้าหวาน

“เออ ๆ” เขาตะโกนบอกเพื่อนแล้วหันมาส่งยิ้มให้กับคนตรงหน้า “พี่ไปเรียนก่อนนะครับ เอาไว้เดี๋ยวโทร. ไปหานะ อย่าลืมรับสายพี่ด้วยนะครับ”

“ค่ะ”

หนุ่มรุ่นพี่ต่างคณะเขาเดินไปโน่นแล้ว แต่สายตาของเธอก็ยังจับจ้องมองกลุ่มผู้ชายที่ค่อย ๆ เดินหายไป แต่พอดึงสายตากลับมาก็พบคนที่รอเธอเดินออกมาจากด้านในร้านพอดี ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอคงยิ้มยินดีที่ได้ยินประโยคนี้จากหนุ่มรุ่นพี่ที่ตัวเองแอบปลื้ม เธอน่ะ ปลื้มพี่ก้าวมาตั้งแต่เข้าเรียนชั้นปีที่หนึ่ง ได้รู้จักกันเพราะได้ไปค่ายอาสา เขาเป็นรุ่นพี่ที่นิสัยดีและน่ารักกับเธอและเพื่อน ๆ เสมอ แต่ตอนนี้เธอคงคิดแบบนั้นไม่ได้แล้ว อีกอย่างเธอไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนั้น มันหายไปตั้งแต่เมื่อไรกัน ตอนนี้สายตาของเธอที่มองตามแผ่นหลังของหนุ่มรุ่นพี่ มันไม่เต้นแรงเหมือนตอนเจอกันแรก ๆ อีกแล้ว

“กลับเลยไหมคะ”

“ครับ นี่พี่ซื้อมาฝาก”

“ขอบคุณนะคะ” พราวนิชามองแก้วน้ำที่ถูกยื่นมาให้ ไม่แน่ใจว่าคือเครื่องดื่มเมนูอะไร แต่ถ้าให้เดา น่าจะเป็นนมสดปั่น เพราะมันเป็นสีขาว เธอรับมันมาด้วยรอยยิ้มขอบคุณ เหมือนอีกคนรู้ว่าเธอกำลังต้องการอยากดื่มอะไรหวาน ๆ

“ขอบคุณนะคะ”

“ครับ”

“ต่อไปพี่นัทไม่ต้องแวะซื้ออะไรมาให้พราวแล้วนะคะ” ตลอดเวลาสองอาทิตย์ เขาทำหน้าที่ได้ดีมาก ๆ แต่เธอก็รู้สึกเกรงใจเขา แม้อีกคนจะบอกว่า มันคือหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งมาจากเจ้านายของตัวเองก็ตาม

“แต่ว่าคุณทัพ…”

“พราวว่าจะทำอาหารกินเองค่ะ จะได้ไม่รบกวนเวลาของพี่นัทด้วย” เธอคิดเอาไว้หลายวันแล้ว ทั้งเกรงใจที่อีกคนต้องมาคอยดูแลเธอ ทั้งเสียดายอาหารที่เขาซื้อมาเยอะแยะ แต่บางอย่างเธอก็กินไม่หมด

“เอางั้นเหรอครับ”

“ค่ะ”

“พี่ต้องถามคุณทัพก่อนนะครับ”

ใบหน้าเล็กพยักหน้าเข้าใจ เข้าใจว่าทุกอย่างก็ต้องรอคำสั่งจากเจ้านายอย่างธารทัพพ์ เธอเองเหมือนกัน เดี๋ยวนี้ทุกครั้งไม่ว่าจะไปไหน เธอต้องบอกเขาก่อน แม้อีกคนจะตอบกลับมาแค่การพยักหน้าตอบรับ โดยไม่พูดอะไร เธอแค่อยากบอกเขา ในตอนนี้คุณธารทัพพ์ เขาก็เหมือนเป็นผู้ปกครองของเธอ พราวนิชาดึงสายตาตัวเองออกไปมองด้านนอกตัวรถ มองบรรยากาศในรั้วมหาวิทยาลัย แอบหวังว่าอีกหนึ่งปีข้างหน้า เธอจะได้กลับเข้ามาเรียนที่นี่อีกครั้ง มือเล็กเผลอลูบหน้าท้องของตัวเองเบา ๆ ความรู้สึกมันไม่เหมือนครั้งแรกที่รับรู้ว่ามีเจ้าก้อนจิ๋ว ในตอนนั้นเธอไม่กล้าที่จะจับหรือลูบเจ้าสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ นี่เลย แต่ตอนนี้ความรู้สึกบางอย่าง มันทำให้เธอรู้สึกดีทุกครั้งที่ไปลูบหน้าท้องตัวเอง เหมือนกับว่าเวลาเจอเรื่องอะไร เจ้าจิ๋วรับฟังเธอ แม้จะไม่มีสิ่งตอบกลับมาก็ตาม

“พี่นัทจอดรถที่หน้าร้านตรงหน้าให้พราวหน่อยนะคะ”

“ครับ” อานัสไม่เอ่ยถามอะไร เพราะตัวเขาก็สืบรู้มาบ้างว่า ที่ร้านอาหารร้านนี้เป็นธุรกิจของครอบครัวพราวนิชา และเขาก็รู้อีกว่า อีกคนจะมาที่นี่บ่อย บางครั้งก็แค่มาแอบดู บางครั้งก็มานั่งมองอยู่นาน ๆ แต่ก็ไม่เคยเข้าไป เขาไม่รู้ว่า ตอนนี้ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเธอเป็นแบบไหน แต่ก็พอดูออกว่า น่าจะไม่ดีแน่ ๆ ไม่ดีจนพราวนิชาต้องออกจากบ้าน

“พี่นัทก็กลับไปทำงานได้เลยนะคะ เดี๋ยวพราวกลับเอง”

“จะดีเหรอครับ”

“ดีค่ะ ถ้าพี่นัทไม่บอก คุณทัพของพี่นัทก็ไม่รู้ค่ะ” พราวนิชาส่งยิ้มน่ารักไปให้อีกคน พร้อมกับส่งสายตาขอร้องเขาอีกหน่อย เผื่อว่าพี่นัทจะใจดีกว่าคนที่ชอบตีหน้ายักษ์บางคน

“ก็ได้ครับ แต่ว่าอย่ากลับเย็นนะครับ”

“ค่ะ ขอบคุณนะคะ”

ว่าที่คุณแม่ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ก่อนจะยกมือไหว้คนที่อายุมากกว่า อีกคนยกมือรับไหว้แทบไม่ทัน มองรอยยิ้มสดใสร่าเริงที่เขาเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกด้วยความเอ็นดู อยากให้คุณทัพได้เห็น จะได้ไม่พูดว่า

เด็กนั่นยิ้มเป็นบ้างหรือเปล่า

ความจริงคำพูดนี้ควรจะเป็นผู้หญิงตัวเล็กอย่างพราวนิชามากกว่า ที่จะเอ่ยถามเจ้านายของเขา ไม่แปลกใจเลยจริง ๆ ทำไมทุกครั้งที่เขาพูดถึงคุณทัพ ว่าที่คุณแม่ตัวเล็กจะทำหน้าตาหมั่นไส้เจ้านายของเขาเอามาก ๆ

อยากจะบอกว่า ทั้งสองช่างเหมาะสมกันมาก ๆ ไม่ใช่นิสัยที่เหมือนกัน ที่เขาว่าเหมาะสม แต่เป็นความต่างที่อาจจะเข้ามาเติมเต็มให้กันและกัน อานัสยิ้มส่ายหน้าไปมาให้กับความคิดของตัวเอง ก่อนจะรีบกลับโรงแรม กลับไปรายงานคนที่โทร. มาถามเขาสามรอบได้แล้วตอนนี้

พราวนิชามองท้ายรถของอานัสที่ขับออกไป ก่อนจะดึงสายกลับมามองร้านอาหารที่ตัวเองยืนอยู่ตรงหน้า มือเล็กกำสายกระเป๋าใบเล็กของตัวเองเอาไว้แน่น นี่เป็นครั้งแรกตลอดสองอาทิตย์กว่าที่เธอกล้ากลับมาเผชิญหน้า ไม่รู้ว่าจะโดนไล่ออกจากร้านไหมนะ

“กลับมาทำไม”

แค่เท้าก้าวเข้าไปในร้าน เสียงของเจ้าของร้านวัยกลางคนก็ดังออกมา พนักงานสองคนมองหน้ากันไปมา ก่อนจะเดินกลับเข้าครัวไปทำหน้าที่ของตัวเอง ต่างจากผู้หญิงอีกคนที่เดินตรงมาหาลูกสาวที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาเกือบสามอาทิตย์

“พราว มายังไงลูก”

“ผมบอกแล้ว เดี๋ยวก็ซมซานกลับมา” พูดจบ คนเป็นพ่อก็เดินกลับเข้าหลังร้าน

“พราวลูก ไม่ต้องสนใจคำพูดของพ่อเขาหรอกนะ มา ๆ กินอะไรมาหรือยัง เดี๋ยวแม่ทำกับข้าวให้กิน พราวอยากกินอะไร” แค่คำถามนั้น น้ำตาของคนเป็นลูกก็ไหลออกมา

“แม่ขา”

“ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร” คนเป็นแม่ดึงลูกสาวมากอดปลอบ ก่อนจะจับจูงมือลูกสาวเดินไปที่โต๊ะที่อยู่ตรงมุมร้าน ห่างไกลจากสายตาของลูกค้า

“นั่งรอแม่ก่อนนะ เดี๋ยวแม่ไปทำอะไรมาให้กิน”

“แม่คะ ไม่ต้องค่ะ พราวกินมาแล้ว” เธอรีบโกหกคำโตเพื่อไม่ให้แม่ต้องเหนื่อย เธอแค่อยากมาหา มากอดแม่แค่นั้น เธอไม่ได้ปีกกล้าขาแข็งที่จะบินออกไปใช้ชีวิตตัวเอง ทั้ง ๆ ที่เธอ…

อยากอยู่ตรงนี้

อยากอยู่กับพ่อแม่ แต่ว่า…

เธอก็กลัวเกินไป กลัวว่าถ้าเธออยู่ตรงนี้ พ่อกับแม่จะยิ่งผิดหวังในตัวลูกคนนี้

“พราวคิดถึงเลยแวะมาหาค่ะ”

“พราว” แม้จะรู้ว่าลูกสาวสบายดี แต่คนเป็นแม่ก็ยังอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้เลยจริง ๆ เพราะรู้ว่าเรื่องท้อง มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย ยิ่งไปกว่านั้น เด็กคนนี้ยังไม่โตพอที่จะทำอะไรด้วยตัวเองไปหมดเสียทุกอย่าง มันทำให้ท่านย้อนกลับคิดถึงตัวเองในตอนที่ตั้งครรภ์อ่อน ๆ แม้ในตอนนั้นทุกอย่างมันจะสมบูรณ์ครบไปหมด แต่ว่าการเป็นแม่คนครั้งแรก มัน

 ยากเสมอ…

คุณปัญจมามองใบหน้าเล็กของลูกสาวก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ ลูกสาว ยื่นมือไปจับมือเล็กเอาไว้ ลูบมือของตัวเองไปมาบนหลังมือเล็กนุ่มนิ่ม

“กลับมาอยู่กับแม่นะ แค่หลานกับลูกสาว แม่เลี้ยงได้”

“ขอโทษนะคะแม่ พราวขออยู่แบบนี้ก่อนได้ไหมคะ พราวไม่อยากให้พ่ออึดอัดที่เห็นหน้า ไม่อยากให้แม่ต้องทนฟังป้าข้างบ้านพูดไม่ดีใส่ พราวไม่อยากให้ญาติคนอื่น ๆ พูดให้พ่อกับแม่เสียใจที่มีลูกทำตัวเหลวไหลแบบนี้ พราวสัญญาว่าจะมาหาทุกอาทิตย์ พราวจะไม่หายไปไหน ฮึก~~”

“สัญญากับแม่ได้ไหม ว่าจะดูแลตัวเองให้ดี”

“ค่ะแม่ พราวสัญญา”

คนเป็นแม่มองใบหน้าเล็กของลูกสาวที่มีหยดน้ำตาไหลลงมาเกาะที่แก้มเนียนใส ยิ่งท่านเข้าไปในห้องลูกสาว ยิ่งเห็นเอกสารบางอย่างที่บ่งบอกว่า ลูกสาวกำลังจะเอาสิ่งเล็กที่อยู่ในท้องของตัวเองออก มันยิ่งทำให้ท่านนึกเสียใจ เสียใจที่เป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ปล่อยให้ลูกสาวตัดสินใจอะไรคนเดียว ถ้าวันนั้นลูกสาวตัดสินใจเอาเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองออกไป ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรตามมาไหม

 กลัวว่าจะต้องเสียลูกสาวไป

“แล้วเขาดีกับพราวไหมลูก”

“ค่ะ” ใบหน้าเล็กพยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ เรื่องนี้เธอเล่าให้แม่ฟังก่อนหน้าแล้ว เมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่เธอตัดสินใจเปิดเครื่องมือถือ ตัดสินใจโทร. หาแม่ และเล่าเรื่องราวที่กำลังเป็นอยู่ของตัวเองในตอนนี้ให้แม่ฟัง เขาก็ดีในแบบของเขา ดีเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำได้ ส่วนเธอก็แค่ดูแลตัวเอง ดูแลเจ้าก้อนจิ๋ว ๆ ที่อยู่ในท้อง ชีวิตหลังจากนี้ อีกแปดหรือเก้าเดือนก็คงต้องรอดูอีกครั้งว่าจะเป็นอย่างไร ก็คงเหมือนกับที่เขาบอกเธอเมื่อวันนั้น

คลอดออกมาแล้วค่อยตกลงกันอีกที

ที่เธออยู่กับเขาตรงนี้ อยู่ให้เขารับผิดชอบ ไม่ใช่เพราะเธอรักความสบายหรอกนะ เธอก็แค่ไม่กล้าพอที่จะออกไปเผชิญโลกกว้างคนเดียว อย่างน้อย ๆ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เธอก็คิดว่าคนที่โตกว่าเธออย่างคุณธารทัพพ์จะเป็นคนที่ช่วยเหลือเธอได้ อย่างน้อยถ้าเจ้าจิ๋วคลอดออกมา เขาจะได้รับรู้ว่าใครเป็นพ่อ เด็กทุกคนก็คงอยากรับรู้แค่นี้ แค่ว่าใครคือพ่อ คือแม่ ส่วนการตัดสินใจที่จะอยู่กับฝ่ายไหน เธอก็จะยอมรับ เมื่อลูกโตขึ้น

“พราวฝากบอกพ่อหน่อยนะคะ ว่าไม่ต้องโอนเงินให้พราวแล้ว”

คนเป็นแม่ฟังคำพูดลูกสาวแล้วยิ้มออกมาน้อย ๆ เรื่องนี้เธอไม่รู้เลย ไม่รู้ว่าสามีทำแบบนั้น แค่ได้ยินก็รับรู้ในทันทีว่า สามีห่วงลูกสาวแค่ไหน แต่ก็เป็นคนปากแข็งมาก ๆ คนหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้คุณสามีของตัวเองเลิกปากแข็งแบบนี้เสียที

คุณปัญจมาจับมือลูกสาวแน่นพร้อมกับบอกด้วยรอยยิ้ม

“ถ้าพ่อเขาโอนให้ พราวก็เก็บไว้ ถือว่าพ่อกับแม่ให้เจ้าตัวเล็กก็ได้” คนเป็นแม่ดึงลูกสาวเข้ามากอด เป็นอ้อมกอดที่คิดถึง คิดถึงมาก ๆ มือที่เริ่มมีอายุลูบแผ่นหลังเล็กไปมาเบา ๆ แต่มันกลับอบอุ่นเข้าไปในหัวใจของพราวนิชา

“ว่าไง” ธารทัพพ์เงยหน้ามองสบตาลูกน้องของตัวเองที่เดินเข้ามาพร้อมกับเอกสาร วางไว้แล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมออกไป

“น้องพราวบอกให้มาแจ้งคุณทัพว่า ต่อไปไม่ต้องให้ผมซื้ออาหารไปให้แล้วครับ น้องบอกว่าจะทำกินเองครับ ส่วนเรื่องดร็อปเรียน น้องพราวจัดการเรียบร้อยแล้วครับ”

“อืม แล้ว…” ปากที่จะเอ่ยถามถึงอีกคนก็หยุดลง เมื่อคิดได้ว่า เขาจะเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตของอีกคนมากเกินไป เดี๋ยวมันจะเกินขอบเขตที่ตัวเขาเองขีดเอาไว้

“ครับ ?”

“เปล่า ออกไปทำงานได้แล้วไป”

เจอกันทุกวันก็ไม่ยอมบอกเขา ธารทัพพ์บ่นใครอีกคนที่อยู่ด้วยกันมาหลายวัน แต่พูดกับเขานับคำได้ ไปไหนมาไหนไม่ยอมบอก แล้วทำไมเขาต้องมาคิดเรื่องนี้ด้วยก็ไม่รู้ เจ้าของใบหน้าหล่อส่ายหน้าไปมาให้กับความคิดของตัวเอง ก่อนจะก้มลงทำงานของตัวเองต่อ

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • ถักทอรักด้วยหัวใจ   ตอนที่ 20

    ตอนที่ 20(หนูเจ้าเอยกลับมาแล้ว พรุ่งนี้ทัพช่วยไปรับน้องที่สนามบินหน่อยได้ไหม)“ผมไม่ว่างครับ”(จะไม่ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองเลยหรือไง แม่เลือกน้องเพราะเมื่อก่อนเราชอบน้องมากไม่ใช่หรือไง) นั่นมันตั้งแต่สิบ ยี่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาเอ็นดูเจ้าเอยเหมือนน้องสาว แล้วอะไรนะ ที่ทำให้แม่เขาคิดว่าเขาชอบ เจ้าเอยคือลูกสาวเพื่อนแม่ ลูกสาวคุณน้ารำเพย เจ้าเอยเป็นเพื่อนวัยเด็กกับเขาและแทนไทมาตั้งแต่จำความได้ อายุห่างกับเขาห้าปี ตอนนี้อีกคนก็น่าจะเรียนจบปริญญาโทแล้ว เขาเองก็จำไม่ได้แล้ว ว่าเขากับเจ้าเอยได้เจอกันนานแค่ไหนแล้ว(ตาทัพ)“ผมมีเมียมีลูกแล้วนะครับ” ธารทัพตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่ดูจริงจัง เขาคิดว่าแม่จะล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองแล้วเสียอีก คำว่าเมีย คำว่าลูกที่เขาพูดออกไป มันมาจากความรู้สึกของเขา ความรู้สึกของเขาจริง ๆ แม่เจ้าจิ๋วเป็นเมียเขา คนมีอะไรกันจนมีลูกด้วยกัน ก็ต้องเรียกว่าเมียถึงจะถูก แม้จะได้กันแค่ครั้งเดียวก็เถอะ เจ้าจิ๋วก็เป็นลูกเขา ถ้าเขาไป แม่เจ้าจิ๋วรู้ เธอก็น่าจะไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เอาข้อตกลงของเรามาพูดอีก เขาไม่อยากให้มีข้อตกลงอะไรระหว่างเธ

  • ถักทอรักด้วยหัวใจ   ตอนที่ 19

    ตอนที่ 19ไม่อยากลุกขึ้นมาจากเตียง ไม่อยากออกมาจากห้อง แต่ก็ต้องออกมา เพราะตอนนี้เจ้าจิ๋วกำลังประท้วงกันด้วยความหิว พราวนิชาค่อย ๆ เปิดประตูห้องนอนออก ค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากห้อง มองซ้ายมองขวา แต่ชั้นสองของบ้านกลับเงียบ บ้านหลังใหญ่แต่บ้านช่างเงียบเหงาจัง ใบหน้าเล็กดูเศร้าลงเล็กน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงบันได เดินตามกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากห้องห้องหนึ่งที่น่าจะเป็นห้องครัว บานประตูเปิดเอาไว้ เท้าเล็กหยุดนิ่งอยู่หน้าประตู พร้อมกับมองเข้าไปด้านใน เห็นสาวใช้สองคนกับป้าสมศรี หัวหน้าแม่บ้านกำลังช่วยกันทำอาหาร ที่น่าจะเป็นมื้อเช้า วันนี้ตั้งใจตื่นเช้าเลยตื่นก่อนเวลาอาหารมื้อเช้าอีก เพราะไม่อยากให้ทุกคนรอ“มีอะไรให้พราวช่วยไหมคะ”สายตาทั้งสามคู่หันมาจับจ้องมองเธอนิ่ง ก่อนจะหันกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่กันต่อ ไม่มีใครพูดกับเธอเลยสักคน ใบหน้าสวยเศร้าลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินออกจากห้องครัว เธออยากกลับแล้ว อยากกลับบ้าน ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้ถึงสองเดือนตามที่ตกลงกับธารทัพพ์เอาไว้ไหม ทำไมคนที่นี่ดูจะไม่ชอบเธอเลย หรือเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงใจแตก ท้องก่อนแต่งงานอย่างนั้นเหรอ พราวนิชาเดินออ

  • ถักทอรักด้วยหัวใจ   ตอนที่ 18

    ตอนที่ 18ดวงตาคู่สวยเอาแต่จ้องมองบ้านหลังใหญ่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ รายล้อมด้วยภูเขา มองจากตรงนี้เห็นทุ่งหญ้าสวยงาม มองจากตรงนี้ มองเห็นต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ตรงโน้น“เข้าบ้านสิ”พราวนิชาดึงสายตากลับมามองคนที่เรียกกัน ก่อนจะค่อย ๆ เดินก้มหน้าหมายจะไปหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แต่มือเล็กกลับชะงัก เพราะคำสั่งที่แสนจะนิ่งเงียบนั่น“เอาไว้นั่นแหละ”“ค่ะ” ว่าที่คุณแม่ก้มหน้ารับคำเบา ๆ แล้วเดินตามคุณผู้หญิงของบ้าน เดินตามเข้าไปนั่งลงบนพื้นพรมหน้าโซฟา เธอไม่กล้าขึ้นไปนั่งบนนั้นสายตาตำหนิที่ถูกส่งมาจากผู้หญิงวัยกลางคน ยิ่งทำให้ว่าที่คุณแม่ได้แต่ก้มหน้า ทุก ๆ สายตาที่จับจ้องมองมาที่เธอ คนที่บ้านหลังนี้ ทำให้เธอรู้สึกกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว“ผู้ใหญ่พูดด้วย ทำไมไม่เงยหน้าขึ้นมา พ่อแม่ของเธอไม่เคยสอนหรือไง”“สอนค่ะ”“เธอรู้ไหม เธอไม่เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของฉันเลย ฉันมีคนที่เหมาะสมเอาไว้ให้ลูกชายฉันแล้ว” ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่นจนเจ็บ เจ็บกับคำว่าไม่เหมาะสม เจ็บกับคำว่าพ่อแม่ไม่สอน ความผิดพลาดมันทำให้คนอื่นมองเธอได้ขนาดนี้เลยเหรอ พราวนิชาก้มหน้านิ่งมองมือของตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่นจนเจ็บ ไ

  • ถักทอรักด้วยหัวใจ   ตอนที่ 17

    ตอนที่ 17เสียงกดกริ่งหน้าประตูเรียกให้พราวนิชาที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องละสายตาไปมองประตูที่ยังมีเสียงกดกริ่งดังอยู่ คิ้วเรียวสวยขยับเข้าหากันน้อย ๆ ใครกันนะ ถ้าเป็นเจ้าของห้องอย่างธารทัพพ์หรืออานัส ถ้าเป็นทั้งสองคนก็น่าจะเปิดเข้ามาแล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยมีแขกเข้ามาที่ห้องของธารทัพพ์เลยสักครั้งแต่ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยอะไรมากไปกว่านั้น ว่าที่คุณแม่ก็ขยับลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง ผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าทำให้หัวใจของพราวนิชาเต้นแรง ใบหน้าเรียบนิ่งนั่น มีเค้าโครงใบหน้าเหมือนกับเจ้าของห้อง มือเล็กค่อย ๆ ยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้า แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าอีกคนเป็นใคร“สวัสดีค่ะ”“เธอเป็นใคร”“คือว่าหนู…”“เป็นแม่บ้านเหรอ ฉันเป็นแม่เจ้าของห้อง” คุณธัญสินีมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง มองสำรวจผู้หญิงตัวเล็กในชุดธรรมดา ๆ แต่ดูยังไง ๆ ก็ไม่เหมือนแม่บ้านอย่างที่ท่านเอ่ยถามออกไป ใบหน้าก็เล็กเหมือนเด็ก ผิวพรรณก็ดูดี ไม่เหมือนคนที่ทำงานแบบนี้เลย“ค่ะ หนูเป็นแม่บ้าน นะ หนูทำงานเสร็จพอดี ขอตัวก่อนนะคะ” พราวนิชายกมือไหว้คนตรงหน้าแล้วรีบเดินออกจากห้อง หัวใจดวงน้อยเต้นแรงตึกตัก หวา

  • ถักทอรักด้วยหัวใจ   ตอนที่ 16

    ตอนที่ 16ธารทัพพ์ยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเอง ก่อนจะนวดมันไปมาเบา ๆ แหงนหน้าขึ้นมาเพดานห้องพัก หลังจากจบการประชุมกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เขาก็รีบตรงดิ่งกลับห้องพัก ไม่ไปกินเลี้ยงกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เพราะอาการที่เขากำลังเป็นอยู่ มันเป็นแบบนี้มาสองวัน นับตั้งแต่วันที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาประชุมใหญ่กับผู้ถือหุ้นของโรงแรมมันตราในกรุงลอนดอนแค่อีกห้าวัน อีกแค่ห้าวันก็จะได้กลับ เขาเลยอดทนไม่อยากไปหาหมอหรือขอกลับก่อน มองหน้าจอมือถือของตัวเองที่เงียบ ไม่มีข้อความหรือสายโทร. เข้าจากใครบางคนที่เขากำลังคิดถึงคิดถึง ! อย่างนั้นเหรอ ?ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นมาน้อย ๆ ให้กับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเขาที่มันกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นในหัวใจในตอนนี้ติ๊ง !พอคิดถึง ข้อความจากใครบางคนก็ดังขึ้น เหมือนกับว่าเธอรู้ รู้ว่าเขากำลังคิดถึงเธอ มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้เปิดอ่านข้อความจากอีกฝ่าย แค่เห็นชื่อของเธอ มุมปากเขา มันก็ยิ้มไปเองแล้ว เหมือนรู้ว่าเขาเลิกประชุมแล้ว ทั้ง ๆ เวลาของที่นี่กับประเทศไทยต่างกัน ตอนนี้ที่โน่นคงน่าจะดึกมากแล้วพราวนิชา : กินข้าวหรือยังคะธ

  • ถักทอรักด้วยหัวใจ   ตอนที่ 15

    ตอนที่ 15ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่การตื่นนอนขึ้นมาแล้วตัวเองนอนอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายตัวโต ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในห้องตอนไหน แต่พอตื่นเช้ามาเมื่อไรก็เห็นพ่อเจ้าจิ๋วนอนอยู่ข้าง ๆ แล้ว แรก ๆ ก็ไม่ชิน แถมยังตกใจ แต่พอผ่านไปสักพัก ทุกอย่างมันเริ่มกลายเป็นความเคยชินที่มีเขานอนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอบอุ่น นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวอะไร และไม่ต้องเปิดโคมไฟเอาไว้เหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาคู่สวยมองปลายคางของผู้ชายตัวโตนิ่ง เผลอยกนิ้วขึ้นแตะลงบนแก้มของเขาเบา ๆ เหมือนต้องการเช็กอีกครั้ง ว่านี่มันคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นแล้วเหรอ”ดวงตาของคนหลับไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองกันในตอนที่เขาพูด แต่ธารทัพพ์ขยับตัวพลิกไปหาคนตัวเล็กที่นอนอีกฝั่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองคนตัวเล็กที่นอนอยู่ห่างจากเขาแค่เพียงนิด ไม่ได้ใกล้ ไม่ได้ไกล พอให้เขาได้กลิ่นหอมหวานละมุนนั่น“สะ สายแล้วค่ะ”“วันหยุด”จริงสิ วันนี้วันหยุด เธอลืมไปเลย คงเพราะทุก ๆ วันที่เธออยู่ที่นี่ ทุก ๆ วันของเธอ มันก็เหมือน ๆ เดิมเลย แทบไม่ได้ดูว่าวันนี้วันอะไร แต่มีแค่เขาที่ออกไปทำงานทุกวัน และมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม คงเป็นเขา เขาที่กินมื้อเช้ากับเธอก่อนออกไปทำงานทุกวัน

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status