LOGINความร้อนรุมเร้าอยู่ภายในกายราวกับมีเปลวไฟซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง ผ่านมาหลายวันแล้วนับจากเหตุการณ์ในห้องสมุด บาดแผลที่ขมับแม้จะเริ่มแห้ง แต่กลับทิ้งความเจ็บปวดรวดร้าวที่แผ่ซ่านไปทั่วศีรษะและลามลงมาจนถึงต้นคอ.... ลัลนลินลืมตาขึ้นมาในแสงสลัวของยามเช้า ภาพเพดานห้องนอนพร่าเลือนอยู่เบื้องหน้า ทุกการเคลื่อนไหวเชื่องช้าและหนักอึ้งราวกับไม่ใช่ร่างกายของตนเอง
เธอพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก โลกทั้งใบหมุนคว้างจนต้องยกมือกุมศีรษะไว้ เสียงหัวใจเต้นดังตุบๆ อยู่ในหู หญิงสาวกัดริมฝีปากซีดเผือดของตนเองเพื่อข่มความรู้สึกคลื่นไส้ เธอรู้ดีว่านี่คืออาการของไข้ขึ้นสูง แต่ในคฤหาสน์หลังนี้ ความเจ็บป่วยไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการละเลยหน้าที่ ‘ภรรยาทาส’ ที่เขาตีตราไว้ให้เธอ เป็นตำแหน่งที่ไม่มีวันหยุดพัก ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง และไม่มีแม้แต่ความเห็นใจ
ลัลนลินก้าวลงจากเตียง ขาสั่นเทาจนแทบจะยืนไม่อยู่ เธอใช้ผนังห้องเย็นเฉียบเป็นที่ยึดเกาะ เดินไปยังตู้เสื้อผ้าขนาดมหึมาที่กินพื้นที่ผนังไปทั้งด้าน ที่นี่ไม่มีเสื้อผ้าของเธออยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว มันคืออาณาจักรของอคินทร์โดยสมบูรณ์.... หน้าที่ของเธอในทุกเช้าคือการเลือกสูท เชิ้ต และเครื่องประดับทุกชิ้นสำหรับเขา จัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนที่เขาจะตื่นนอน
นิ้วที่ยังคงสั่นน้อยๆ ไล่ไปตามราวแขวนสูทแบรนด์เนมที่เรียงรายกันเป็นตับ กลิ่นหอมสะอาดของน้ำยาซักแห้งและกลิ่นโคโลญจน์จางๆ ของเขาลอยอวลอยู่ทำให้หัวสมองที่หนักอึ้งยิ่งมึนงงกว่าเดิม.... เธอเลือกสูทสีเทาเข้มตัวหนึ่งที่เขาต้องใช้สำหรับประชุมสำคัญในวันนี้ พร้อมกับเชิ้ตสีขาวและเนคไทผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างประณีตบนแขนของเธอที่แทบจะรับน้ำหนักไม่ไหว
เธอก้าวออกจากห้องแต่งตัว เดินอย่างเชื่องช้าไปตามทางเดินยาวเหยียดของชั้นสอง แสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านหน้าต่างกระจกบานสูงที่ปลายทางเดินสว่างจ้าจนแสบตา ทำให้ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวยิ่งขึ้น ลัลนลินต้องหรี่ตาลง พยายามเพ่งสมาธิไปที่บานประตูห้องนอนของเขาซึ่งอยู่ห่างออกไป
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าย่ำหนักก็ดังขึ้นจากปลายทางเดินด้านนั้น ร่างสูงสง่าของอคินทร์ปรากฏขึ้นในชุดคลุมอาบน้ำ เขาเดินตรงมาทางนี้ด้วยจังหวะที่มั่นคงและสม่ำเสมอ ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยเย็นชาเหมือนทุกครั้ง แววตาคมกริบไม่ได้มองมาที่เธอด้วยซ้ำ แต่จับจ้องไปที่อะไรบางอย่างซึ่งอยู่เลยผ่านตัวเธอไป
หัวใจของลัลนลินกระหน่ำรัว เธอรีบเบี่ยงตัวหลบ พยายามจะยืนชิดผนังให้มากที่สุดเพื่อเปิดทางให้เขา แต่ร่างกายที่อ่อนแอไม่เป็นใจเอาเสียเลย ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งเหมือนมีโซ่ตรวนล่ามไว้ ความร้อนในกายปะทุขึ้นจนเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นตามไรผม
เขาเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีความคิดที่จะชะลอฝีเท้าหรือเบี่ยงหลบแม้แต่น้อย ราวกับว่าเธอเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไร้ตัวตนในทางเดินของเขา
“หลีก” เสียงทุ้มต่ำเปล่งออกมาสั้นๆ ห้วนและไร้ความรู้สึก
ลัลนลินพยายามจะขยับตัวอีกครั้ง แต่แล้วโลกก็หมุนติ้วอย่างรุนแรง ภาพทุกอย่างเอนวูบไปด้านข้าง ร่างของเธอเสียหลักโงนเงนไปข้างหน้าอย่างควบคุมไม่ได้
โครม!
ร่างของเธอปะทะเข้ากับแผงอกกว้างของเขาอย่างจัง ความแข็งแกร่งราวกับกำแพงหินทำให้เธอเจ็บจนจุก ก่อนที่แรงปะทะจะส่งผลให้ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงอยู่แล้วของเธอล้มคว่ำลงไปกองกับพื้นไม้ขัดมันอย่างหมดท่า ชุดสูทราคาแพงหลุดจากอ้อมแขนร่วงกระจัดกระจายอยู่ข้างกาย
ความเจ็บแปลบแล่นจากหัวเข่าที่กระแทกพื้นขึ้นมาถึงสมอง แต่ที่เจ็บปวดกว่าคือความเงียบที่ตามมา เธอนอนขดตัวอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขา ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเขาที่ยืนค้ำหัวอยู่
เขาไม่ได้ยื่นมือมาช่วย ไม่ได้เอ่ยถามสักคำว่าเป็นอะไรหรือไม่ แววตาของเขาที่มองลงมาคงเต็มไปด้วยความรำคาญใจและสมเพชเวทนา
เธอได้ยินเสียงเขาถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ก่อนที่เงาดำของรองเท้าหนังสำหรับใส่ในบ้านจะก้าวเข้ามาในขอบสายตา
แล้วเขาก็ก้าวข้ามร่างของเธอไป....
เหมือนเธอมิใช่มนุษย์ แต่เป็นเพียงสิ่งกีดขวางที่น่ารังเกียจชิ้นหนึ่งบนพื้นเท่านั้น เสียงฝีเท้าของเขาเดินห่างออกไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้เธอนอนจมอยู่กับความอัปยศอดสูและความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจแต่เพียงลำพังบนทางเดินที่เงียบเชียบและหนาวเหน็บ
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากหางตาลงบนพื้นไม้ มันร้อนผ่าวเหมือนกับไข้ที่กำลังแผดเผาเรือนร่างของเธออยู่ตอนนี้ ลัลนลินข่มความเจ็บปวด พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่น้อยนิดเพื่อเก็บเสื้อผ้าของเขาขึ้นมาอีกครั้ง มือที่สั่นเทาหยิบเนคไทขึ้นมาก่อน แล้วจึงเป็นเชิ้ตสีขาวที่ตอนนี้มีรอยยับเล็กน้อย สุดท้ายคือเสื้อสูทที่หนักอึ้ง
เธอลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล รู้สึกเหมือนกระดูกทุกชิ้นในร่างกายจะแตกสลาย เธอเดินโซเซไปที่หน้าห้องของเขา แขวนชุดสูทไว้บนที่แขวนพิเศษหน้าประตูอย่างที่ทำเป็นประจำทุกวัน จากนั้นจึงหันหลังกลับ เดินไปยังห้องของตัวเองที่เปรียบเสมือนห้องขัง ร่างของเธอทรุดลงบนเตียงทันทีที่ไปถึง สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง ความมืดดำค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในห้วงสำนึก
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ที่เธอรู้สึกตัวอีกครั้งเพราะมีเสียงเคาะประตูเบาๆ ตามมาด้วยร่างท้วมของป้านวลที่เดินเข้ามาพร้อมกับถาดใบเล็กในมือ หญิงสูงวัยมีสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“คุณผู้หญิงคะ เป็นยังไงบ้าง”
ป้านวลวางถาดลงบนโต๊ะข้างเตียง ในถาดนั้นมียาเม็ดสีขาวสองเม็ดกับแก้วน้ำวางอยู่
ลัลนลินพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงแค่ขยับเล็กน้อย
“ปวดหัว....ตัวร้อนนิดหน่อยค่ะป้า” เธอตอบเสียงแหบพร่า
ป้านวลรีบเข้ามาประคองให้เธอลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ใช้หลังมืออังหน้าผากของหญิงสาว
“ตายจริง! ตัวร้อนจี๋เลยนะคะ ทานยานี่เสียหน่อยเถอะค่ะ จะได้ทุเลาลง”
“ขอบคุณค่ะป้า” เธอมองยาในถาดด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในความเมตตาของหญิงชรา
ขณะที่ลัลนลินกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบยา ป้านวลก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าปกติเล็กน้อย
“เอ่อ.....คือว่า.....คุณอคินทร์ท่านสั่งให้ป้าเอายามาให้ค่ะ ท่านเห็นว่าคุณผู้หญิงดูท่าทางไม่ค่อยสบาย”
คำพูดนั้นทำให้มือของลัลนลินชะงักค้างกลางอากาศ เธอเงยหน้าขึ้นมองหญิงรับใช้คนสนิท ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
อคินทร์น่ะเหรอ....คนที่เพิ่งจะเดินข้ามร่างเธอไปเมื่อครู่นี้....เป็นห่วงเธอ?“คุณอคินทร์....เหรอคะ”
เธอถามย้ำเสียงสั่น เหมือนคนกำลังหลงทางในทะเลทรายแล้วมองเห็นโอเอซิสอยู่ไกลๆ
“ค่ะ” ป้านวลพยักหน้า ยืนยันด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย “ท่านบอกว่าให้คุณผู้หญิงทานยาแล้วนอนพัก ไม่ต้องลงไปทำอาหารเช้าก็ได้ค่ะ”
โลกที่มืดมิดของลัลนลินพลันมีแสงสว่างวาบขึ้นมาหนึ่งสาย แม้จะเป็นเพียงแสงริบหรี่ แต่ก็มากพอที่จะทำให้หัวใจที่แห้งแล้งและเย็นชืดของเธอพอจะรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาได้บ้าง เขาอาจจะไม่ได้ใจร้ายใจดำอย่างที่เธอคิดเสมอไป
บางที....ลึกๆ แล้วเขาก็ยังคงมีความรู้สึกดีๆ หลงเหลืออยู่บ้าง
ความหวังลมๆ แล้งๆ ผุดขึ้นในใจอย่างห้ามไม่อยู่
เธอรับยาและแก้วน้ำมาจากป้านวลด้วยมือที่ยังคงสั่น แต่ครั้งนี้มันไม่ได้สั่นเพราะพิษไข้เพียงอย่างเดียว หญิงสาวกลืนยาลงคอ ความขมของมันไม่ได้ติดอยู่ที่ปลายลิ้นนานนัก เพราะถูกความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกเข้ามาแทนที่
ป้านวลมองดูจนแน่ใจว่าเธอทานยาเรียบร้อยแล้ว จึงช่วยจัดผ้าห่มให้เข้าที่
“นอนพักนะคะ เดี๋ยวป้าจะคอยดูไม่ให้ใครเข้ามารบกวน” หญิงชราพูดจบก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
ลัลนลินเอนตัวลงนอนอีกครั้ง หลับตาลงช้าๆ.... ภาพของเขาที่ยืนค้ำหัวแล้วก้าวข้ามร่างเธอไปฉายซ้ำขึ้นมาในความคิด มันขัดแย้งกับคำพูดของป้านวลอย่างสิ้นเชิง แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็เลือกที่จะเชื่อในคำโกหกที่อ่อนหวานนั้น
บางทีนี่อาจจะเป็นสัญญาณที่ดีก็ได้
เธอคิดปลอบใจตัวเอง ความร้อนจากพิษไข้ยังคงแผ่ซ่าน แต่ในอกกลับรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เธอจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับเศษเสี้ยวของความหวังจอมปลอมที่เพิ่งได้รับมา
ความร้อนรุมเร้าอยู่ภายในกายราวกับมีเปลวไฟซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง ผ่านมาหลายวันแล้วนับจากเหตุการณ์ในห้องสมุด บาดแผลที่ขมับแม้จะเริ่มแห้ง แต่กลับทิ้งความเจ็บปวดรวดร้าวที่แผ่ซ่านไปทั่วศีรษะและลามลงมาจนถึงต้นคอ.... ลัลนลินลืมตาขึ้นมาในแสงสลัวของยามเช้า ภาพเพดานห้องนอนพร่าเลือนอยู่เบื้องหน้า ทุกการเคลื่อนไหวเชื่องช้าและหนักอึ้งราวกับไม่ใช่ร่างกายของตนเองเธอพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก โลกทั้งใบหมุนคว้างจนต้องยกมือกุมศีรษะไว้ เสียงหัวใจเต้นดังตุบๆ อยู่ในหู หญิงสาวกัดริมฝีปากซีดเผือดของตนเองเพื่อข่มความรู้สึกคลื่นไส้ เธอรู้ดีว่านี่คืออาการของไข้ขึ้นสูง แต่ในคฤหาสน์หลังนี้ ความเจ็บป่วยไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการละเลยหน้าที่ ‘ภรรยาทาส’ ที่เขาตีตราไว้ให้เธอ เป็นตำแหน่งที่ไม่มีวันหยุดพัก ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง และไม่มีแม้แต่ความเห็นใจลัลนลินก้าวลงจากเตียง ขาสั่นเทาจนแทบจะยืนไม่อยู่ เธอใช้ผนังห้องเย็นเฉียบเป็นที่ยึดเกาะ เดินไปยังตู้เสื้อผ้าขนาดมหึมาที่กินพื้นที่ผนังไปทั้งด้าน ที่นี่ไม่มีเสื้อผ้าของเธออยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว มันคืออาณาจักรของอคินทร์โดยสมบูรณ์.... หน้าที่ของเธอในทุกเช้าคือการเลือกสูท เชิ้ต
อคินทร์ก้าวเข้ามา เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้เก่าดังก้องไปทั่วห้อง เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวลัลนลิน ก่อนที่เธอจะได้ทันเอ่ยคำอธิบายใดๆ มือหนาของเขาก็กระชากอัลบั้มออกจากตักเธออย่างรุนแรงจนหน้ากระดาษบางส่วนที่เปื่อยยุ่ยอยู่แล้วฉีกขาดติดมือเธอมาด้วย“ใครอนุญาตให้เธอยุ่งกับของของฉัน!”เขาตะคอกเสียงดังลั่นจนผนังห้องสะเทือน แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเกลียดชังและรังเกียจราวกับว่าเธอเป็นสิ่งสกปรกที่น่าขยะแขยงที่สุดในโลก“ฉะ.....ฉันแค่ทำความสะอาด.....” เธอพยายามอธิบายเสียงสั่น ลนลานจนพูดไม่เป็นประโยค “ฉันไม่เห็นว่า.....”“ทำความสะอาด? หรือว่ามารื้อค้นหาความลับของฉันกันแน่!” เขาเหยียดมุมปากหยัน ยิ่งเห็นเศษกระดาษแผ่นนั้นที่เธอยังกำไว้ในมือ ความโกรธก็ยิ่งปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟระเบิด “ผู้หญิงอย่างเธอมันก็เท่านี้ สอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่นไปทั่ว!”“ฉันไม่ได้ตั้งใจนะคะ ฉัน.....”“หุบปาก!”เขาสั่งเสียงกร้าวราวกับเสียงคำราม ความอดทนของเขาขาดสะบั้นลง ร่างสูงใหญ่ขยับเข้ามาใกล้จนเธอต้องแหงนหน้ามอง ก่อนที่ลัลนลินจะทันได้ตั้งตัว เขาก็ผลักเธออย่างแรงจนร่างบางเซถลาไปด้านหลัง“ออกไปให้พ้นหน้าฉัน!”ลัลนลินเสียหลักล
ค่ำคืนนั้น สายลมพัดเอื่อยพาเอากลิ่นดินและกลิ่นช้ำๆ ของกลีบกุหลาบโชยเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ของห้องทำงาน แสงจันทร์สีนวลส่องกระทบลงบนสนามหญ้า เผยให้เห็นร่องรอยความพินาศบนผืนดินเล็กๆ มุมหนึ่งอย่างชัดเจนอคินทร์ยืนอยู่ในความมืดของห้องทำงาน แก้วบรั่นดีในมือของเขานิ่งสนิท ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวในตอนกลางวัน บัดนี้ทอประกายสับสนและวูบไหว เขามองลงไปยังแปลงกุหลาบที่ถูกทำลายยับเยินไม่วางตา ภาพของหญิงสาวที่นอนร้องไห้ฟูมฟายบนพื้นดินยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตาในห้วงความคิดอันเงียบงัน ภาพความทรงจำในอดีตอันไกลโพ้นก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน.... ภาพของเด็กชายอคินทร์ในวัยสิบห้าที่ไปรอพ่อคุยธุรกิจที่บ้านของลัลนลิน เขานั่งรออยู่คนเดียวที่ศาลาริมสวนด้วยความประหม่า แล้วผู้หญิงคนหนึ่ง....แม่ของลัลนลิน....ก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน เธอยื่นแก้วน้ำเย็นฉ่ำที่ลอยดอกมะลิให้เขาพร้อมกับพูดว่า“ดื่มน้ำก่อนสิจ๊ะหนู หน้าแดงหมดแล้ว อากาศร้อนๆ”ความใจดีเล็กๆ น้อยๆ ในวันนั้นยังคงชัดเจนในความรู้สึกเขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความทรงจำนั้นเป็นเหมือนเสี้ยนหนามที่ทิ่มแทงเข้ามาในใจ เขาเกลียดมัน เกลียดความรู้สึกอ่อนแอที่มันน
หลายวันผ่านไป ผ้าพันแผลบนนิ้วของลัลนลินถูกแกะออกแล้ว เหลือเพียงรอยแผลเป็นจางๆ ที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเกลียดชังของอคินทร์ ในแต่ละวันที่ผ่านไป ความเงียบในคฤหาสน์หลังนี้ยิ่งกัดกินหัวใจเธอมากขึ้น.... มันไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่มองไม่เห็น เธอใช้เวลาส่วนใหญ่หลบอยู่ในห้องสมุด อ่านหนังสือเก่าเก็บที่เจ้าของไม่เคยเหลียวแล แต่ตัวอักษรก็ไม่สามารถทำให้เธอหลุดพ้นจากความคิดถึงบ้านและอ้อมกอดของพ่อแม่ได้ความคิดถึงนั้นทับถมจนกลายเป็นความปวดร้าวที่ทนทานได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นสวนกว้างใหญ่ที่ได้รับการดูแลอย่างดีแต่กลับไร้ซึ่งชีวิตชีวา มันมีแต่ไม้ประดับราคาแพงที่จัดวางอย่างสมบูรณ์แบบจนดูแข็งทื่อ ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง เธอขออนุญาตป้านวลใช้วันหยุดหนึ่งวันกลับไปที่บ้านเดิม บ้านที่ตอนนี้ถูกปิดตายรอการจัดการทรัพย์สินลัลนลินใช้เวลาเกือบทั้งบ่ายที่นั่น สูดกลิ่นอายของความทรงจำที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เธอไม่ได้หยิบฉวยของมีค่าใดๆ สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือกระถางกุหลาบพันธุ์โบราณหลายกระถางที่ตั้งเรียงรายอยู่ในเรือนเพาะชำหลังบ้าน…. กุหลาบที่แม่ข
กลิ่นหอมของกระเทียมเจียวและรากผักชีที่โขลกละเอียดลอยอวลอยู่ในห้องครัวขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนและสเตนเลสเงาวับผ่านมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ลัลนลินมาอยู่ที่นี่ ในแต่ละวันเธอใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบราวกับเงา หลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอคินทร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ความเงียบไม่ได้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในใจ ตรงกันข้าม มันยิ่งตอกย้ำความห่างเหินและสถานะนักโทษของเธอในคฤหาสน์หลังนี้วันนี้เธอตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง เธอจำได้เลาๆ จากครั้งหนึ่งที่พ่อเคยชวนเขามาทานอาหารที่บ้านเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ อคินทร์ในวัยหนุ่มดูจะโปรดปรานเมนูง่ายๆ อย่าง ‘หมูทอดน้ำปลา’ เป็นพิเศษ.... ความทรงจำนั้นเลือนรางแต่ก็ชัดเจนพอที่จะเป็นความหวังริบหรี่ให้เธอยึดเหนี่ยว ลัลนลินลงมือหมักหมูด้วยตัวเอง คลุกเคล้าเครื่องปรุงอย่างตั้งใจ กลิ่นหอมของน้ำปลาชั้นดีที่เริ่มซึมเข้าเนื้อทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยนี่อาจจะเป็นก้าวแรก.... ก้าวเล็กๆ ที่จะทลายกำแพงน้ำแข็งที่อคินทร์สร้างขึ้นเธอจัดอาหารทุกอย่างใส่จานกระเบื้องเคลือบเนื้อดีลายครามอย่างประณีต ข้าวสวยร้อนๆ ถูกตักใส่โถไว้อย่างเรียบร้อย เธอประคองถาดอาหารเดินไปย
พิธีวิวาห์ที่ควรจะชื่นมื่นกลับเงียบเชียบราวดั่งงานศพ แขกเหรื่อมีเพียงญาติผู้ใหญ่ไม่กี่คนของฝ่ายอคินทร์ที่มองมายังหลานสะใภ้ ลูกสาวเศรษฐีด้วยสายตาว่างเปล่า ไร้รอยยิ้ม ไร้คำอวยพร มีเพียงความเย็นชาที่กรีดลึกลงในใจผ่านไปหนึ่งสัปดาห์หลังจากการจดทะเบียนสมรสที่เปรียบเสมือนการตีตราทาส ลัลนลินก็ถูกส่งตัวมายังคฤหาสน์ของตระกูลเธียรประเสริฐในฐานะภรรยาตามกฎหมายรถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กดัดขนาดมหึมาที่เปิดออกอย่างเชื่องช้า เสียงล้อบดเบียดกับพื้นกรวดละเอียดดังแผ่วเบา สวนสไตล์ยุโรปที่เคยเห็นเพียงในรูปถ่ายปรากฏแก่สายตา สนามหญ้าเขียวขจีได้รับการตัดแต่งอย่างประณีต น้ำพุหินอ่อนรูปคิวปิดตั้งตระหง่านอยู่กลางวงเวียน ทว่าความงดงามของมันกลับไม่สามารถทำให้หัวใจที่หนักอึ้งของเธอเบาลงได้เลยแม้แต่น้อย.... คนขับรถจอดเทียบหน้าทางเข้าและรีบลงมาเปิดประตูให้ด้วยท่าทีนอบน้อมแต่ห่างเหิน เขาโค้งศีรษะให้เล็กน้อยแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง ปล่อยให้เธอยืนเผชิญหน้ากับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ถูกนำลงจากท้ายรถมาวางไว้บนพื้นกรวดแต่เพียงลำพังลัลนลินสูดหายใจลึก เธอเกร็งมือจับคันลากกระเป๋าเดินทาง ลากมันข้ามธรณีประตูหินอ่อนเข้




![คุณหมอจองจำรัก [นิยายชุด จำยอมรัก 1]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


