Mag-log in“พวกเราชาวเฉิงโจว ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับสงครามที่ฮ่องเต้ชั่วนั่นก่อขึ้นหรอก ไปเสียได้ก็ดีที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าเมือง เขาอยู่ที่นี่ก็เอาแต่กดขี่ชาวบ้านบังคับให้ขุดภูเขา แต่กลับไม่บอกว่าขุดหาอะไร ก่อนหน้านี้ก็เกิดการต่อสู้ขึ้นที่หุบเขาหินนั่น จิ้นอ๋องสังหารอะไร ตอนนั้นข้าไปตรวจดูสภาพของที่นั่นเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต เป็นพวกเขาที่สังหารกันเอง ไม่มีร่องรอยของผู้บุกรุกเลยสักนิด อีกทั้งคนที่หนีรอดมาจากที่นั่นก็พูดเหมือนกันว่า คนของเฉิงอ๋องจู่โจมคนขององค์ชายห้า ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนถึงเช้า และองค์ชายห้าได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับมา เป็นข้าที่รักษาให้เขาจนรอดมาได้”
หยวนชิงหลิงกระจ่างแล้วว่าเสียงต่อสู้ในคืนนั้นคืออะไร ตอนนั้นคนขององค์ชายห้าช่างมาได้เหมาะเจาะตรงเวลาเสียจริง
“ท่านหมอ ท่านแน่ใจหรือขอรับ วันเวลาท่านได้บันทึกเอาไว้หรือไม่”
“วะ!!! เจ้าหนุ่มนี่ ข้าเป็นหมอมายี่สิบปี ข้าบันทึกทุกอย่างเอาไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด ถ้าหากเจ้าไม่เชื่อข้าจะเอาให้เจ้าดูก็ได้ เจ้าคนที่รอดชีวิตมาในตอนนั้น ข้าเองก็รักษาเขาจนหายดีแล้ว”
หยวนชิงหลิงยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม นางลุกขึ้นจับแขนของท่านหมอเขย่าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยบางอย่างออกมา
“ดีมากเลยขอรับท่านหมอ อีกไม่นานข้าคงต้องให้พวกท่านช่วยเหลือ สงครามครั้งนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับพวกท่านแล้ว”
ทั้งหมอวัยกลางคนและเถ้าแก่เนี้ยมองหยวนชิงหลิงด้วยสายตาไม่เข้าใจ เจ้าหนุ่มนี่ท่าจะสติไม่ดี ถึงได้พูดจาเรื่อยเปื่อยเช่นนี้ พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดาจะไปมีปัญญาหยุดสงครามระหว่างแคว้นได้อย่างไร
หลังจากพูดคุยกับหมอวัยกลางคนและเถ้าแก่เนี้ยเสร็จ หยวนชิงหลิงก็ออกเดินทางไปยังชายแดนเมืองเหออัน เพื่อจัดการเรื่องสุดท้าย
เมื่อไปถึงเมืองเหออัน หยวนชิงหลิงก็แฝงตัวเข้าไปเป็นทหารทันที นางไม่รู้ว่าคนไหนทรยศต่อบิดาของนางคนไหนที่ยังภักดีต่อตระกูลหยวน ดังนั้นจึงต้องสืบดูให้กระจ่าง
ช่วงเวลาที่หยวนชิงหลิงเข้ามายังเมืองเหออันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เข่อซิงขนอาวุธกลับมายังค่ายทหารที่เมืองจิ่งโจว เพราะความตึงเครียดที่ชายแดนทำให้การเดินทางของพวกเขาไม่ถูกจับตามอง จึงกลับมาได้อย่างรวดเร็วและทุกอย่างยังคงเป็นความลับ เมื่อเซี่ยหวายอีมาถึงค่ายทหาร ทุกอย่างก็ถูกเตรียมการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
หลี่ฮั่วชางขาดการติดต่อกับคนขององค์ชายใหญ่ไปหลายวัน ทำให้เขารู้สึกสะกิดใจว่าบางทีจิ้นอ๋องอาจจะไหวตัวทันและได้หนีไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงสั่งให้เคลื่อนทัพออกไปโจมตีชายแดนเมืองจิ่งโจวทันที
“จงมอบตัวจิ้นอ๋องที่สังหารองค์ชายห้าของแคว้นฉินเรามาซะ ไม่อย่างนั้นแคว้นเซี่ยของพวกเจ้าจะถูกแคว้นที่อยู่รอบๆ โจมตี นี่เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของพวกเจ้า”
หลี่ฮั่วชางตะโกนข้ามกำแพงเสียงดัง ไม่นานเสียงเกราะเหล็กกระทบกันดังเป็นจังหวะก็กระหึ่มขึ้น ประตูเมืองบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออกช้าๆ เสียงลั่นกลองรบดังเป็นจังหวะ ปลุกความฮึกเหิมภายในใจของเหล่านักรบได้เป็นอย่างดี
กองทัพนักรบในชุดเกราะสีดำทมิฬ เดินเรียงรายออกมาเป็นขบวน กลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมามองดูแล้วทำให้รู้สึกหวาดหวั่นยิ่งนัก หลี่ฮั่วชางที่นั่งอยู่บนหลังมา เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าถึงกับต้องกลืนน้ำลายฝืดลงคอ
นี่มันหมายความว่ายังไงกัน ทหารพวกนี้มิใช่เสียขวัญเพราะเรื่องของจิ้นอ๋องอย่างนั้นหรือ แล้วเหตุใดพวกมันถึงได้มีท่าทีที่เตรียมพร้อมที่จะรบเช่นนี้
ความรู้สึกแปลกประหลาดที่พวกตนกำลังเดินเข้าไปในปากของสัตว์ป่าที่ดุร้าย โดยที่มิสามารถขัดขืนได้นี่มันคือสิ่งใดกันชายวัยกลางคนในชุดเกราะพยายามข่มความหวาดกลัวที่ผุดขึ้นในใจเอาไว้ให้ลึกที่สุด ก่อนที่จะตะโกนออกไปเสียงดัง
“พวกเจ้าคิดขัดขืนไม่ยอมส่งตัวจิ้นอ๋องมาให้พวกเราอย่างนั้นหรือ ดี!! เช่นนั้นก็จงรับผลที่จะตามมาให้ได้ก็แล้วกัน ทุกคนเตรียมพร้อม”
เสียงลั่นกลองรบของฝั่งกองทัพแคว้นฉินเองก็ดังขึ้นเป็นจังหวะเช่นเดียวกัน ก่อนที่กองทัพทั้งสองจะพุ่งเข้าประจัญบานอย่างไม่รู้สึกกลัวตาย
การต่อสู้ดำเนินไปเรื่อยๆ หลายชั่วยามผ่านไป ทหารของหลี่ฮั่วชางที่ถูกตีจนแตกกระเจิงเริ่มถอยร่นไม่เป็นขบวน เพราะไม่ว่าจะสังหารนักรบในชุดเกราะดำเท่าไร ก็เหมือนพวกเขาลุกมาจากความตายได้ทุกครั้ง ทหารส่วนมากที่ล้มตายอยู่ในสนามรบแห่งนั้น ส่วนมากล้วนเป็นทหารของหลี่ฮั่วชาขัดแย้งทั้งสิ้น
“เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร เหตุใดชุดเกราะของพวกมันถึงได้ฟันแทงไม่เข้า”
ท่าทีลนลานของแม่ทัพแคว้นฉิน ทำให้ทหารที่อยู่รอบๆ เริ่มเสียขวัญเช่นกัน นี่มิใช่การรบแล้วแต่เป็นการล่าสังหารอยู่เพียงฝ่ายเดียว
“ถอยทัพ!!! ถอยทัพ!!รีบถอนกำลังเร็วเข้า”
หลี่ฮั่วชางตะโกนสั่งพวกเขาช้าไปแล้ว กองทัพทหารหนึ่งแสนนาย ถูกสังหารตายไปทีละคนดั่งใบไม่ร่วง อาวุธที่พวกเขาใช้ไหนเลยจะสามารถต้านทานความแข็งแกร่งของอาวุธของทหารแคว้นเซี่ยได้ แม้ร่างที่อยู่ภายใต้ชุดเกราะก็ยังถูกฟันจนขาดครึ่งไม่ต่างจากฟันเต้าหู้นิ่ม
มองไปทิศทางใดก็มองเห็นแต่เพียงชุดเกราะสีดำทมิฬน่าเกรงขามเต็มสนามรบไปหมด จิตใจที่ฮึกเหิมเมื่อยามที่เริ่มออกรบเวลานี้นั้นเหลือเพียงความหวาดกลัวเท่านั้น
“ผู้ที่ยอมแพ้จงถอดชุดเกราะและวางอาวุธเสีย ข้าสัญญาจะไม่สังหารพวกเจ้า”
ร่างสูงตระหง่านในชุดเกราะสีทมิฬเช่นเดียวกับทวนที่เขาถือ นั่งนิ่งอยู่บนหลังม้าตะโกนออกมาเสียงดังกังวานไปทั่วสนามรบ การต่อสู้ทั้งหมดได้หยุดชะงักลง ทหารแคว้นฉินต่างมองหน้ากันไปมา จากนั้นจึงทิ้งอาวุธที่อยู่ในมือลงและถอดชุดเกราะออก
หลี่ฮั่วชางที่เห็นดังนั้น เขาก็รู้สึกถึงอันตรายต่อชีวิตตนเองทันที
“เจ้าพวกโง่!!ห้ามวางอาวุธนะ จงไปประจันหน้าต่อสู้กับพวกมัน ไม่อย่างนั้นข้าจะสังหารพวกเจ้าทิ้งซะ”
หลี่ฮั่วชางขี่ม้าตรงมายังกลุ่มทหารที่คุกเข่ายอมแพ้ ทวนที่อยู่ในมือของเขากำลังจะฟันลงไปยังร่างของทหารฝ่ายตนเอง เพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู กระตุ้นให้พวกเขาหวาดกลัวและลุกขึ้นสู้อีกครั้ง
แต่ทวนสีดำสนิทที่ลอยพุ่งมาจากข้างหน้ากระแทกร่างของหลี่ฮั่วชางจนตกลงไปปักอยู่ที่พื้นดินแน่น ผู้ที่เห็นเหตุการณ์นั้นอย่างใกล้ชิด ต่างแสดงความหวาดกลัวออกมาทางสีหน้า
“ทหารของเจ้ายอมแพ้แล้ว เหตุใดยังคิดสังหารพวกเขาอีก ยอมแพ้เสียเถิดหลี่ฮั่วชางนี่เป็นจุดจบของเจ้าในสนามรบและนี่สำหรับแม่ทัพหยวนหมิงที่เจ้ากล้าหักหลังเขา”
เซี่ยหวายอีในชุดเกราะสีดำทมิฬของแม่ทัพแคว้นเซี่ย ดึงทวนสีดำออกจากอกของหลี่ฮั่วชาง เลือดในกายของเขาพุ่งออกไปทุกทิศทางร่างกับน้ำพุ
“จะ...เจ้า รู้ได้อย่างไร”
หลี่ฮั่วชางยังไม่ทันที่จะได้รับคำตอบจากร่างสูงที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า หัวที่อยู่ภายใต้หมวกเหล็กก็หลุดกระเด็นลอยไปไกล หลายคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็เคยสังหารผู้อื่นในสนามรบ แต่ก็อดที่จะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาไม่ได้ เมื่อได้เห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า
นี่คือตัวตนที่แท้จริงของแม่ทัพแคว้นเซี่ยผู้โด่งดัง ที่บอกว่าเขาโหดเหี้ยมอำมหิตไม่เกินความจริงเลยสักนิด เพราะถ้าหากปล่อยหลี่ฮั่วชางเอาไว้ เขาย่อมหนีไม่พ้นจากความตายแน่เพราะบาดแผลที่หน้าอกของเขานั้นฉกรรจ์นัก แต่แม่ทัพผู้นี้กลับยังไม่สาแก่ใจ ยังคิดตัดหัวของเขาอีก
เซี่ยหวายอีสลัดเลือดที่อยู่บนทวนเล่มนั้นออก ก่อนชี้ไปยังนายทหารผู้หนึ่งของแคว้นฉิน
“อ่า!!!ยอดรัก แบบนั้นและ ข้าต้องการแบบนั้น ดันมันเข้ามาอีก แรงกว่านี้ ลึกกว่านี้”เสียงหวานเอ่ยขอร้องด้วยความต้องการที่พุ่งขึ้นสุดขีด เซี่ยหวายอีเองก็ไม่ยอมปล่อยให้นางต้องรอนาน เขากระแทกลงไปแรงๆ ถี่รัว เสียงดัง ปัก ปัก เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังอยู่เป็นนาน กว่าที่สองร่างจะสะท้านเฮือกขึ้นพร้อมกัน หยวนชิงหลิงแตะถึงจุดสุดยอดก่อน นางบีบรัดเขาจนเซี่ยหวายอีทนไม่ไหว จำต้องปลดปล่อยความต้องการของตนเองเข้าไปในกายนนางเต็มที่ทุกหยาดหยด“อ่า!!!ที่รักข้าแตกแล้ว เสร็จแล้ว ข้าเสร็จภายในกายของเจ้าแล้ว”ร่างสูงฟุบหน้าลงไปบนลำคอขาวผ่องของนาง ทั้งที่ยังมิได้ถอดถอนความเป็นชายออกไป นางรู้สึกได้ว่ามันกำลังกระตุกอยู่ภายใน ความเสียวกระสันที่พึ่งผ่านไปมันได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง สองร่างที่พึ่งสงบศึกไปได้ไม่นาน ได้เริ่มก่อสงครามวสันต์ขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้ง จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่ได้มาเยือนหยวนชิงหลิงตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดเมื่อยไปทั้งกาย ช่างแตกต่างจากอีกคนที่ยังคงมีเรี่ยวแรงเต็มกำลัง เหมือนพึ่งได้รับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจ“ท่านรังแกข้ามาทั้งคืนแล้ว ต่อจากนี้ต้องดูแลปรนนิบัติรับใช้ข้าอย่างที่พูดด้วย”เซี่ยหวายอีกดจู
“เช่นนั้นให้ข้าปรนนิบัติเจ้าดีหรือไม่ ฮูหยิน”หยวนชิงหลิงไม่คิดว่าตนเองจะมาได้ยินคำพูดเช่นนี้ออกมาจากปากของเขา ใบหน้างามที่ยามนี้ไร้เครื่องประทินโฉมมันช่างงดงามเกลี้ยงเกลาดูสะอาดตาไม่ต่างจากเด็กทารก ดวงตาคมของเซี่ยหวายอีที่มองอยู่นั้นอดที่จะกดจูบไปที่แก้มของนางมิได้“ฮูหยิน วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าเป็นของข้าอย่างสมบูรณ์”ก่อนงานแต่งงานหลายวัน เขาได้สอบถามและศึกษาเรื่องบนเตียงมาจากสหายร่วมรบมาแล้ว เกี่ยวกับการทำให้สตรีมีความสุขในคืนเข้าหอ ร่างสูงค่อยๆ แทะเล็มริมฝีปากอวบอิ่มของนางช้าๆ มือสองข้างที่ยังว่างอยู่ก็ไม่หยุดนิ่ง เขาสัมผัสนางไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย แม้เวลานี้ทั้งสองจะสวมใส่อาภรณ์แต่ก็ยังรับรู้ถึงสัมผัสของกันและกันได้ความรู้สึกแปลกใหม่ที่นางได้รับในเวลานี้ช่างแตกต่างจากที่ผ่านมาที่เขาเคยสัมผัสนางอย่างสิ้นเชิง ท้องน้อยของนางในเวลานี้มันเหมือนกับมีบางอย่างขมวดเข้าหากันจากนั้นจึงคลายออก ทุกการสัมผัสจากเขามันทำให้ข่นอ่อนในกายนางพร้อมใจกันลุกชูชันขึ้นลิ้นร้อนของเซี่ยหวายอีเริ่มรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของหยวนชิงหลิง ร่างสูงสอดลิ้นหนาเข้าไปในปากของนางเกี่ยวกระหวัดรัดรึงลิ้นนุ่มหยุ่นอย่างเชื่อ
“ทุกอย่างเป็นเพราะความโลภในอำนาจของท่านมากกว่า อย่าได้มากความเลย มาสู้กันให้รู้แพ้ชนะเสียแต่วันนี้ หากข้าหยวนชิงหลิงพ่ายแพ้และจะต้องตาย ข้าก็จะไม่มีวันเสียใจต่อสิ่งที่ข้าได้เลือก”การต่อสู้อย่างดุเดือดของทั้งสองยังคงดำเนินต่อไป แม้หยวนชิงหลิงจะมีสรีระที่เป็นรอง แต่กำลังของนางกลับมีมากล้นจนน่าเหลือเชื่อ ทุกครั้งที่ง้าวของนางฟันลงไป ฉินฮ่องเต้แทบจะทนรับแรงของนางไม่ไหว“เจ้า!!...เจ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร!! เจ้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอเท่านั้น เหตุใดถึงมีพละกำลังที่เหนือกว่าข้า จงบอกมา”หยวนชิงหลิงยกยิ้มภายใต้หมวกเหล็กสีดำ ก่อนเอ่ยออกมาเสียงดัง แต่เสียงของนางกลับไม่เหมือนเสียงของนาง เพราะมันมีหลายเสียงดังประสานกันขึ้น“เพราะบรรพบุรุษซวนหยวนของข้าอย่างไรเล่า พวกเขาจะคอยอยู่เคียงข้าเสมอ ไม่ว่าข้าจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งมากกว่าเพียงใดก็ตาม จงรับผลกรรมที่กระทำมาทั้งหมดเสียเถิด ข้าผู้นี้จะเป็นคนลงโทษเจ้าเอง”หยวนชิงหลิงฟันง้าวในมือลงไปอีกครั้งจนสุดแรง ในที่สุดทวนของฉินฮ่องเต้ก็ทนรับแรงนั้นไม่ไหว มันถูกฟันหักออกเป็นสองท่อน และตั้งแต่หัวไหล่ลงไปจนถึงกลางอกของเขา ถูกฟันทะลุชุดเกราะจนสะพายแล่
“เจ้าจงนำสารนี้ไปบอกแก่ผู้นำทัพคนต่อไปของพวกเจ้าซะ ข้าจิ้นอ๋องจะรออยู่ที่นี่ หากไม่ยอมแพ้พวกเขาจะมีจุดจบไม่ต่างจากหลี่ฮั่งชาง แต่ถ้ายอมแพ้ก็จะมีเพียงคนผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องถูกสังหาร”เอ่ยจบร่างสูงก็กระโดดขึ้นหลังม้า ก่อนจะควบกลับเข้าเมืองจิ่งโจวไป ทิ้งความวุ่นวายโกลาหลเอาไว้เบื้องหลังหยวนชิงหลิงที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพมานานนับเดือน เวลานี้นางได้รู้แล้วว่ามีใครบ้างที่อยู่คนละฝั่งกับหลี่ฮั่งชาง และมีใครบ้างที่หักหลังบิดาของนางในตอนนั้น ใบหน้างามข่มความโกรธแค้นเอาไว้ในส่วนลึก เพราะยังไม่ถึงเวลาที่น่าจะเปิดเผยตัวตอนนี้นางวางแผนที่จะปลุกปั่นให้พวกเขาแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย ผู้ที่ไม่คิดยอมแพ้เหล่านั้นต่างก็นำทัพออกไปต่อสู้กับจิ้นอ๋องในสนามรบ สุดท้ายจุดจบของพวกเขาล้วนไม่ต่างกันทหารสามแสนนายในกองทัพเวลานี้เหลือไม่ถึงครึ่ง เพราะการกระทำที่แสนอวดดีของพวกเขา คิดว่าตนเองมีพันธมิตรจากต่างแคว้นแล้วจะสามารถหยิ่งผยองได้ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว แม่ทัพแคว้นฉินสามคนถูกตัดหัวแขวนประจานเอาไว้ที่ประตูเมือง สร้างความหวาดกลัวแก่กองทัพฉินยิ่งนัก“บังอาจนัก!! เจ้าเด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นั้น กล้ามาอวดดีก
“พวกเราชาวเฉิงโจว ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับสงครามที่ฮ่องเต้ชั่วนั่นก่อขึ้นหรอก ไปเสียได้ก็ดีที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าเมือง เขาอยู่ที่นี่ก็เอาแต่กดขี่ชาวบ้านบังคับให้ขุดภูเขา แต่กลับไม่บอกว่าขุดหาอะไร ก่อนหน้านี้ก็เกิดการต่อสู้ขึ้นที่หุบเขาหินนั่น จิ้นอ๋องสังหารอะไร ตอนนั้นข้าไปตรวจดูสภาพของที่นั่นเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต เป็นพวกเขาที่สังหารกันเอง ไม่มีร่องรอยของผู้บุกรุกเลยสักนิด อีกทั้งคนที่หนีรอดมาจากที่นั่นก็พูดเหมือนกันว่า คนของเฉิงอ๋องจู่โจมคนขององค์ชายห้า ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนถึงเช้า และองค์ชายห้าได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับมา เป็นข้าที่รักษาให้เขาจนรอดมาได้”หยวนชิงหลิงกระจ่างแล้วว่าเสียงต่อสู้ในคืนนั้นคืออะไร ตอนนั้นคนขององค์ชายห้าช่างมาได้เหมาะเจาะตรงเวลาเสียจริง“ท่านหมอ ท่านแน่ใจหรือขอรับ วันเวลาท่านได้บันทึกเอาไว้หรือไม่”“วะ!!! เจ้าหนุ่มนี่ ข้าเป็นหมอมายี่สิบปี ข้าบันทึกทุกอย่างเอาไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด ถ้าหากเจ้าไม่เชื่อข้าจะเอาให้เจ้าดูก็ได้ เจ้าคนที่รอดชีวิตมาในตอนนั้น ข้าเองก็รักษาเขาจนหายดีแล้ว”หยวนชิงหลิงยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม นางลุกขึ้นจับแขนของท่านหมอเขย่าเบาๆ ก่อนจะเอ่ย
หลายครั้งที่เขาเองก็ถูกฟันและถูกแทง มีเพียงเสียงดังเคร้ง!! ขึ้นเท่านั้น แต่ร่างกายของเขากลับไม่รู้สึกว่าตนเองได้รับบาดเจ็บที่ใดเลย คนตระกูลซวนหยวนช่างเก่งกาจยิ่งนัก ที่สามารถสร้างอาวุธที่แข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัวพวกนี้ขึ้นมาได้ เขาเองก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากพวกมันไปตกอยู่ในกำมือของจอมทรราชที่บ้าอำนาจ แผ่นดินจะลุกเป็นไฟเช่นไรหนึ่งชั่วยามต่อมา เสียงการต่อสู้ได้เงียบลงหรือจะพูดให้ถูกคือการสังหารอยู่ฝ่ายเดียว ศพที่ไม่สมประกอบกระจุยกระจายเกลื่อนพื้นดิน ไม่มีร่างไหนที่ยังอยู่ครบสมบูรณ์เลยสักร่าง เลือดสดๆ ไหลเจิ่งนองเต็มพื้นดิน เหมือนสายฝนที่พึ่งหยุดตกไปได้ไม่นานเซี่ยหวายอีหลับตาลงสักพักก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนตระกูลซวนหยวนถึงได้พ่ายแพ้ในการสู้รบ ทั้งที่พวกเขามีอาวุธชั้นดีอยู่ในมือ ก่อนหน้านี้เขาได้ฟังเรื่องราวเพียงคร่าวๆ เท่านั้น สงสัยหลังเสร็จจากศึกในครั้งนี้คงต้องขออ่านบันทึกม้วนนั้นของตระกูลซวนหยวนจากหยวนชิงหลิงเสียแล้วร่างสูงเดินไปยังม้าที่วิ่งเตลิดเพราะการต่อสู้ไปไม่ไกล ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังของมัน จากนั้นเร่งควบไปยังเส้นทางเมืองจิ่งโจว สถานที่ที่จะต้องสะสางและยุ
“ในบันทึกได้เขียนเอาไว้ว่า ตระกูลฉินและซวนหยวนเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ที่ออกเดินทางเร่ร่อนอยู่ในทุ่งหญ้า ไร้แผ่นดินที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ครอบครัวของพวกเขาก็เริ่มใหญ่ขึ้นและมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหัวหน้าตระกูลจึงได้คิดสร้างดินแดนเป็นของตนเองขึ้น แต่ในระหว่างนั้นพวกเขาก็ถู
ทุกคนส่ายหน้า เพราะความเร่งรีบทำให้พวกเขาไม่ทันได้สังเกตว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้นหรือไม่ แต่เรื่องที่บุตรสาวบอกว่าบิดาที่ตายจากไปแล้วมาช่วยพวกตน เรื่องนี้ฟังดูแล้วน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก“ลูกพูดจริงหรือ มิใช่ว่าคิดไปเองนะ หลิงเอ๋อลูกก็รู้ว่าพ่อของลูกเขา...ตายไปแล้ว”เสียงสุดท้ายของนางเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน
ความรู้สึกของหยวนหมิงในเวลานี้ทั้งความสุขและเศร้าผสมปนเป ถึงแม้จะมีผู้คนมากมายยกย่องสรรเสริญให้เขาเป็นดั่งยอดนักรบที่คอยปกป้องผืนแผ่นดิน แต่ในความเป็นจริงเขากลับเป็นบิดาและสามีที่ล้มเหลว หยวนหมิงไม่อาจเอ่ยขอให้ครอบครัวให้อภัยตน แต่เขาต้องการทำหน้าที่บิดาและสามีเป็นครั้งสุดท้าย“หลิงเอ๋อ ได้เวลาตื่น
หยวนชิงหลิงหยิบชุดเกราะที่วางอยู่มุมหนึ่งขึ้นมาพิจารณาเล็กน้อย ชุดนี้ถูกตีขึ้นมาได้อย่างประณีตเลยทีเดียวจากนั้นจึงใช้มือเคาะไปที่ชุดเกราะนั้นเบาๆ เสียงใสดังกังวานขึ้นท่ามกลางห้องโถงขนาดใหญ่นางหยิบทวนที่อยู่ใกล้มือขึ้นมา จากนั้นจึงจ้วงแทงไปยังชุดเกราะนั้นเต็มแรง ไร้รอยขีดข่วน หยวนชิงหลิงคิดว่าแรงขอ







