เข้าสู่ระบบ“อ่า!!!ยอดรัก แบบนั้นและ ข้าต้องการแบบนั้น ดันมันเข้ามาอีก แรงกว่านี้ ลึกกว่านี้”
เสียงหวานเอ่ยขอร้องด้วยความต้องการที่พุ่งขึ้นสุดขีด เซี่ยหวายอีเองก็ไม่ยอมปล่อยให้นางต้องรอนาน เขากระแทกลงไปแรงๆ ถี่รัว เสียงดัง ปัก ปัก เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังอยู่เป็นนาน กว่าที่สองร่างจะสะท้านเฮือกขึ้นพร้อมกัน หยวนชิงหลิงแตะถึงจุดสุดยอดก่อน นางบีบรัดเขาจนเซี่ยหวายอีทนไม่ไหว จำต้องปลดปล่อยความต้องการของตนเองเข้าไปในกายนนางเต็มที่ทุกหยาดหยด
“อ่า!!!ที่รักข้าแตกแล้ว เสร็จแล้ว ข้าเสร็จภายในกายของเจ้าแล้ว”
ร่างสูงฟุบหน้าลงไปบนลำคอขาวผ่องของนาง ทั้งที่ยังมิได้ถอดถอนความเป็นชายออกไป นางรู้สึกได้ว่ามันกำลังกระตุกอยู่ภายใน ความเสียวกระสันที่พึ่งผ่านไปมันได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง สองร่างที่พึ่งสงบศึกไปได้ไม่นาน ได้เริ่มก่อสงครามวสันต์ขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้ง จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่ได้มาเยือน
หยวนชิงหลิงตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดเมื่อยไปทั้งกาย ช่างแตกต่างจากอีกคนที่ยังคงมีเรี่ยวแรงเต็มกำลัง เหมือนพึ่งได้รับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจ
“ท่านรังแกข้ามาทั้งคืนแล้ว ต่อจากนี้ต้องดูแลปรนนิบัติรับใช้ข้าอย่างที่พูดด้วย”
เซี่ยหวายอีกดจูบที่มุมปากของนางแผ่วเบา ก่อนยกยิ้มเต็มใบหน้า
“ได้ขอรับพระชายา”
ร่างสูงรวบร่างบางเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ก่อนจะอุ้มนางเดินไปยังหลังฉากกั้น เพื่อชำระล้างร่างกายให้นางอย่างเอาใจ
สิบปีต่อมา เมืองเฉิงโจวที่เคยแห้งแล้งไร้ผู้คนเหลียวแลเวลานี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเฉินดั่งเช่นในอดีต หลังจากที่นางได้เปิดเผยบันทึกของบรรพบุรุษผู้ร่วมก่อตั้งแคว้นฉิน
หยวนชิงหลิงและครอบครัวได้ย้ายไปอยู่ที่นั่นเพื่อสร้างตระกูลซวนหยวนขึ้นมาใหม่ แม้ตระกูลซวนหยวนจะไม่มีใครเป็นทหารอีกต่อไปแล้ว แต่ชาวเมืองเฉินต่างก็ให้ความเคารพต่อพวกเขาดั่งเดิม
หยวนชิงหลิงใช้สมบัติตระกูลซวนหยวนเกินกว่าครึ่งเพื่อนำมาพัฒนาเมืองเฉินให้รุ่งเรือง เส้นทางสายนั้นกลายเป็นทางผ่านสินค้าของต่างแคว้น ทั้งเหลาอาหารโรงเตี๊ยมและร้านค้าที่ผุดขึ้นมามากมายดั่งดอกเห็ด ทำให้ชาวเมืองมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าที่ผ่านมาหลายสิบเท่า
ผู้คนมากมายหลั่งไหล่เข้ามาที่นี่เพื่อค้าขาย แม้เมืองเฉินจะไม่สามารถปลูกข้าวหรือธัญพืชได้ แต่การเลี้ยงสัตว์เช่นแพะ แกะหรือม้ากลับสามารถเติบโตได้เป็นอย่างดี กลายเป็นสินค้าหลักและรายได้หลักของประชาชน
วันนี้ผู้นำตระกูลซวนหยวนคนใหม่ได้ขึ้นนั่งตำแหน่งเจ้าเมือง ซวนหยวนเฉิงอี้ในวัยยี่สิบเอ็ดกลายเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าคมเข้มไม่แพ้บิดาหยวนหมิง หยวนชิงหลิงยืนมองน้องชายของตนในชุดขุนนางด้วยใบหน้าที่ปลื้มปีติ
ป้ายบรรพชนของตระกูลซวนหยวนถูกสร้างขึ้นใหม่ภายในห้องลับแห่งนั้น นับตั้งแต่ผู้ก่อตั้งตระกูลไปจนถึงบิดาของนาง หยวนชิงหลิงมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับสามีและบุตรชายหญิงฝาแฝดของนางที่ทุ่งหญ้านอกเมืองเฉิน
“ท่านแม่!!ท่านแม่!! ท่านดูสิเจ้าคะ เสี่ยวจงเซ่อพาลูกๆ กลับมาแล้ว”
หยวนชิงหลิงหันมองตามมือของบุตรสาวคนโตเซี่ยหวานหว่านอายุเก้าขวบ ก่อนจะยกยิ้มเต็มใบหน้า ร่างสูงตระหง่านสีน้ำตาลเข้มของเจ้าม้าตัวนั้น ที่เคยช่วยชีวิตของนางมาหลายต่อหลายครั้ง เวลานี้กำลังวิ่งเหยาะๆ พาฝูงครอบครัวนับร้อยของมันกลับมายังคอก
ด้านหลังสุดเป็นม้าตัวใหญ่สีดำ ที่บนหลังของมันมีบุรุษรูปงามนั่งมาด้วย หยวนชิงหลิงเดินเข้าไปหาเขาด้วยท่าทางยินดี
“กลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ เป็นอย่างไรบ้างการค้าครั้งนี้ ฝ่าบาททรงพอพระทัยหรือไม่ ท่านคงจะเหนื่อยมากเลยสินะที่ต้องนำม้าหลายพันตัวเดินทางไปยังแคว้นเซี่ย พวกเจ้าก็เช่นกัน พักผ่อนสักเดี๋ยว ข้าทำอาหารเตรียมเอาไว้แล้ว เดี๋ยววันนี้เรามาจัดงามเลี้ยงฉลองที่พวกเจ้ากลับมาดีหรือไม่”
หยวนชิงหลิงถามสามีที่ลงมายืนบนพื้นได้มั่นคงแล้ว จากนั้นจึงหันไปถามเข่อซิง ชางรุ่ย และคนของเซี่ยหวายอีอีกเกือบห้าสิบที่เดินทางไปยังแคว้นเซี่ยพร้อมกับเขา
“ไม่ต้องรีบร้อน เจ้าอยู่เลี้ยงลูกที่นี่ก็คงจะเหนื่อยเหมือนกัน พักสักหน่อยเถิด”
เซี่ยหวายอีจูงมือหยวนชิงหลิงกลับเข้าไปในกระโจม ความจริงนางสามารถอาศัยอยู่ในจวนใหญ่โตหรูหราของนางในเมืองเฉินได้ แต่หยวนชิงหลิงต้องการสัมผัสความรู้สึกของบรรพบุรุษที่เคยใช้ชีวิตอย่างอิสระในทุ่งหญ้าเมื่อสี่ร้อยปีก่อน
เวลานี้นางและครอบครัวอาศัยการเลี้ยงม้าขายส่งให้แคว้นต่างๆ มีหลายคนที่ต้องการติดตามมาอยู่ที่นี่ด้วยกันกับพวกเขา สตรีบรรณาการที่เคยเดินทางมายังแคว้นเซี่ยพร้อมกับหยวนชิงหลิง เวลานี้พวกนางต่างก็แต่งงานมีลูกไปแล้วหลายคน และทุกคนต่างก็สมัครใจติดตามนางมาอยู่ที่เมืองเฉินด้วย
จ้าวจื่ออิงเวลานี้กำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ห้ากับจื่อชาง หยวนชิงหลิงไม่รู้ว่าพวกเขาไปชอบพอกันตั้งแต่เมื่อใด มีเพียง เข่อซิงเท่านั้นที่ยังครองตัวอยู่เป็นโสด เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเลี้ยงดูและสั่งสอนวรยุทธให้แก่บุตรชายคนเล็กของนาง
“ท่านลุงเข่อซิง...ท่านกลับมาแล้วหรือขอรับ”
เซี่ยหวายหยวน บุตรชายฝาแฝดคนเล็กของนางวิ่งตรงไปยังร่างสูงที่มีหนวดเคราขึ้นรกครึ้มบนใบหน้า เด็กคนนี้นอกจากเข่อซิงแล้วเขาแทบไม่เข้าหาผู้อื่นนอกจากคนในครอบครัว
“เป็นเด็กดีหรือไม่หยวนเอ๋อ ข้ามีของฝากจากแคว้นเซี่ยมาด้วย เจ้าดูนี่สิ”
กระบี่สั้นเล่มเล็กถูกยื่นไปให้เด็กชายตัวน้อย ที่เริ่มตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามพันธุกรรมของบรรพบุรุษ
“ข้าชอบมากขอรับ ขอบคุณท่านลุงเข่อซิง”
เซี่ยหวายหยวนวาดกระบี่ในมือไปมาอย่างชอบใจ เข่อซิงมองใบหน้ากลมของเด็กชายด้วยสายตาเอ็นดู
“ชอบก็ดีแล้ว ถ้าเจ้าเป็นเด็กดี ต่อไปลุงจะซื้อให้เจ้าอีก”
หยวนชิงหลิงที่พึ่งออกมาจากกระโจมได้ยินบุรุษต่างวัยพูดคุยกัน นางได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ
“เข่อซิง เจ้าตามใจเจ้าเด็กนั่นเกินไปแล้ว ดูสิเวลานี้เขาฟังข้าเสียที่ไหน โมโหทีไรก็วิ่งแจ้นไปหาจ้า ครั้งก่อนที่เขาทะเลาะกับพี่สาวเขาก็หอบเสื้อผ้าไปนอนกับเจ้าใช่หรือไม่”
หยวนชิงหลิงส่งสายตาคาดโทษไปยังบุรุษต่างวัยทั้งสอง ก่อนจะเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับสตรีอีกหลายคนที่กำลังย้ายอาหารมากมายมาวางที่ลานกว้าง ที่เป็นศูนย์รวมในการทานอาหารของพวกเขา
ทุกคนดื่มเหล้าทานอาหาร ทั้งยังบรรเลงดนตรีกันอย่างสนุกสนานครึกครื้น หยวนชิงหลิงและเซี่ยหวายอีแยกตัวขี่ม้าออกมาข้างนอกกันเพียงสองคน
สายลมพัดโชยหอบเอากลิ่นหญ้าเข้ามาในจมูก หยวนชิงหลิงสูดกลิ่นนั้นเข้าเต็มปอดก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า คืนนี้ไร้แสงจันทราดวงดาวมากมายนับล้านละลานตา ความงามที่มีเพียงชีวิตในทุ่งหญ้าเท่านั้นที่จะสามารถมีโอกาสได้สัมผัส
อิสระที่นางมองหาอยู่ตรงหน้าแล้ว ที่นี่ไร้กฎเกณฑ์ข้อบังคับ ไม่ต้องคำนึงถึงความสูงต่ำของยศศักดิ์ ไม่มีการเหยียดหยันผู้ที่ด้อยกว่า ไร้ความขัดแย้ง ไร้ความชิงชัง มีเพียงครอบครัวเท่านั้นที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
“เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ”
ร่างสูงที่สวมกอดนางจากทางด้านหลังเอ่ยถามเสียงทุ้มต่ำในลำคอ นางหันไปจูบที่ปลายคางที่เริ่มสากเล็กน้อยเพราะหนวดของเขาเริ่มขึ้นเป็นตอ
“ข้ากำลังคิดว่า ตอนนี้ข้ากำลังฝันไปอยู่หรือไม่ เหตุใดข้าถึงได้มีความสุขมากมายเพียงนี้ สุขจนล้นออกมาจากอก ข้าไม่รู้ว่าควรบรรยายความรู้สึกนี้อย่างไรดี เซี่ยหวายอีท่านเสียใจหรือไม่ที่ต้องตามข้ามาใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ที่นี่”
ร่างสูงใช้คางเกยบนไหล่ของนาง ก่อนจะกดจูบที่ข้างแก้มแผ่วเบา
“เด็กโง่ เจ้าควรถามคำถามนี้ตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน มิใช่มาถามเอาหลังจากที่แต่งงานกับข้าจนมีลูกสองคนแล้ว”
หยวนชิงหลิงหัวเราะส่งเสียงคิกคักออกมา ดั่งสาวน้อยแรกรุ่นที่พึ่งมีความรัก
“เช่นนั้นเรามาทำลูกคนที่สามกันดีหรือไม่ บางทีท่านอาจจะอยากให้ครอบครัวของเราใหญ่ขึ้นกว่านี้”
เซี่ยหวายอีไม่รอช้า อุ้มร่างบางลงมาจากหลังม้า กดนางลงไปกับพื้นหญ้า ก่อนจะลงมือทำลูกคนที่สามตามความต้องการของนาง
เวลานี้ท้องฟ้ายามรัติกาลและดวงดาวนับล้านได้กลายเป็นพยานรักของคนทั้งสอง เสียงครางหวานดังก้องไปทั่วทุ่งหญ้า เป็นสัญญาณว่าความสุขที่นางได้สัมผัสนั้นล้วนแล้วแต่เป็นความจริง
จบบริบูรณ์
“อ่า!!!ยอดรัก แบบนั้นและ ข้าต้องการแบบนั้น ดันมันเข้ามาอีก แรงกว่านี้ ลึกกว่านี้”เสียงหวานเอ่ยขอร้องด้วยความต้องการที่พุ่งขึ้นสุดขีด เซี่ยหวายอีเองก็ไม่ยอมปล่อยให้นางต้องรอนาน เขากระแทกลงไปแรงๆ ถี่รัว เสียงดัง ปัก ปัก เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังอยู่เป็นนาน กว่าที่สองร่างจะสะท้านเฮือกขึ้นพร้อมกัน หยวนชิงหลิงแตะถึงจุดสุดยอดก่อน นางบีบรัดเขาจนเซี่ยหวายอีทนไม่ไหว จำต้องปลดปล่อยความต้องการของตนเองเข้าไปในกายนนางเต็มที่ทุกหยาดหยด“อ่า!!!ที่รักข้าแตกแล้ว เสร็จแล้ว ข้าเสร็จภายในกายของเจ้าแล้ว”ร่างสูงฟุบหน้าลงไปบนลำคอขาวผ่องของนาง ทั้งที่ยังมิได้ถอดถอนความเป็นชายออกไป นางรู้สึกได้ว่ามันกำลังกระตุกอยู่ภายใน ความเสียวกระสันที่พึ่งผ่านไปมันได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง สองร่างที่พึ่งสงบศึกไปได้ไม่นาน ได้เริ่มก่อสงครามวสันต์ขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้ง จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่ได้มาเยือนหยวนชิงหลิงตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดเมื่อยไปทั้งกาย ช่างแตกต่างจากอีกคนที่ยังคงมีเรี่ยวแรงเต็มกำลัง เหมือนพึ่งได้รับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจ“ท่านรังแกข้ามาทั้งคืนแล้ว ต่อจากนี้ต้องดูแลปรนนิบัติรับใช้ข้าอย่างที่พูดด้วย”เซี่ยหวายอีกดจู
“เช่นนั้นให้ข้าปรนนิบัติเจ้าดีหรือไม่ ฮูหยิน”หยวนชิงหลิงไม่คิดว่าตนเองจะมาได้ยินคำพูดเช่นนี้ออกมาจากปากของเขา ใบหน้างามที่ยามนี้ไร้เครื่องประทินโฉมมันช่างงดงามเกลี้ยงเกลาดูสะอาดตาไม่ต่างจากเด็กทารก ดวงตาคมของเซี่ยหวายอีที่มองอยู่นั้นอดที่จะกดจูบไปที่แก้มของนางมิได้“ฮูหยิน วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าเป็นของข้าอย่างสมบูรณ์”ก่อนงานแต่งงานหลายวัน เขาได้สอบถามและศึกษาเรื่องบนเตียงมาจากสหายร่วมรบมาแล้ว เกี่ยวกับการทำให้สตรีมีความสุขในคืนเข้าหอ ร่างสูงค่อยๆ แทะเล็มริมฝีปากอวบอิ่มของนางช้าๆ มือสองข้างที่ยังว่างอยู่ก็ไม่หยุดนิ่ง เขาสัมผัสนางไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย แม้เวลานี้ทั้งสองจะสวมใส่อาภรณ์แต่ก็ยังรับรู้ถึงสัมผัสของกันและกันได้ความรู้สึกแปลกใหม่ที่นางได้รับในเวลานี้ช่างแตกต่างจากที่ผ่านมาที่เขาเคยสัมผัสนางอย่างสิ้นเชิง ท้องน้อยของนางในเวลานี้มันเหมือนกับมีบางอย่างขมวดเข้าหากันจากนั้นจึงคลายออก ทุกการสัมผัสจากเขามันทำให้ข่นอ่อนในกายนางพร้อมใจกันลุกชูชันขึ้นลิ้นร้อนของเซี่ยหวายอีเริ่มรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของหยวนชิงหลิง ร่างสูงสอดลิ้นหนาเข้าไปในปากของนางเกี่ยวกระหวัดรัดรึงลิ้นนุ่มหยุ่นอย่างเชื่อ
“ทุกอย่างเป็นเพราะความโลภในอำนาจของท่านมากกว่า อย่าได้มากความเลย มาสู้กันให้รู้แพ้ชนะเสียแต่วันนี้ หากข้าหยวนชิงหลิงพ่ายแพ้และจะต้องตาย ข้าก็จะไม่มีวันเสียใจต่อสิ่งที่ข้าได้เลือก”การต่อสู้อย่างดุเดือดของทั้งสองยังคงดำเนินต่อไป แม้หยวนชิงหลิงจะมีสรีระที่เป็นรอง แต่กำลังของนางกลับมีมากล้นจนน่าเหลือเชื่อ ทุกครั้งที่ง้าวของนางฟันลงไป ฉินฮ่องเต้แทบจะทนรับแรงของนางไม่ไหว“เจ้า!!...เจ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร!! เจ้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอเท่านั้น เหตุใดถึงมีพละกำลังที่เหนือกว่าข้า จงบอกมา”หยวนชิงหลิงยกยิ้มภายใต้หมวกเหล็กสีดำ ก่อนเอ่ยออกมาเสียงดัง แต่เสียงของนางกลับไม่เหมือนเสียงของนาง เพราะมันมีหลายเสียงดังประสานกันขึ้น“เพราะบรรพบุรุษซวนหยวนของข้าอย่างไรเล่า พวกเขาจะคอยอยู่เคียงข้าเสมอ ไม่ว่าข้าจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งมากกว่าเพียงใดก็ตาม จงรับผลกรรมที่กระทำมาทั้งหมดเสียเถิด ข้าผู้นี้จะเป็นคนลงโทษเจ้าเอง”หยวนชิงหลิงฟันง้าวในมือลงไปอีกครั้งจนสุดแรง ในที่สุดทวนของฉินฮ่องเต้ก็ทนรับแรงนั้นไม่ไหว มันถูกฟันหักออกเป็นสองท่อน และตั้งแต่หัวไหล่ลงไปจนถึงกลางอกของเขา ถูกฟันทะลุชุดเกราะจนสะพายแล่
“เจ้าจงนำสารนี้ไปบอกแก่ผู้นำทัพคนต่อไปของพวกเจ้าซะ ข้าจิ้นอ๋องจะรออยู่ที่นี่ หากไม่ยอมแพ้พวกเขาจะมีจุดจบไม่ต่างจากหลี่ฮั่งชาง แต่ถ้ายอมแพ้ก็จะมีเพียงคนผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องถูกสังหาร”เอ่ยจบร่างสูงก็กระโดดขึ้นหลังม้า ก่อนจะควบกลับเข้าเมืองจิ่งโจวไป ทิ้งความวุ่นวายโกลาหลเอาไว้เบื้องหลังหยวนชิงหลิงที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพมานานนับเดือน เวลานี้นางได้รู้แล้วว่ามีใครบ้างที่อยู่คนละฝั่งกับหลี่ฮั่งชาง และมีใครบ้างที่หักหลังบิดาของนางในตอนนั้น ใบหน้างามข่มความโกรธแค้นเอาไว้ในส่วนลึก เพราะยังไม่ถึงเวลาที่น่าจะเปิดเผยตัวตอนนี้นางวางแผนที่จะปลุกปั่นให้พวกเขาแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย ผู้ที่ไม่คิดยอมแพ้เหล่านั้นต่างก็นำทัพออกไปต่อสู้กับจิ้นอ๋องในสนามรบ สุดท้ายจุดจบของพวกเขาล้วนไม่ต่างกันทหารสามแสนนายในกองทัพเวลานี้เหลือไม่ถึงครึ่ง เพราะการกระทำที่แสนอวดดีของพวกเขา คิดว่าตนเองมีพันธมิตรจากต่างแคว้นแล้วจะสามารถหยิ่งผยองได้ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว แม่ทัพแคว้นฉินสามคนถูกตัดหัวแขวนประจานเอาไว้ที่ประตูเมือง สร้างความหวาดกลัวแก่กองทัพฉินยิ่งนัก“บังอาจนัก!! เจ้าเด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นั้น กล้ามาอวดดีก
“พวกเราชาวเฉิงโจว ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับสงครามที่ฮ่องเต้ชั่วนั่นก่อขึ้นหรอก ไปเสียได้ก็ดีที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าเมือง เขาอยู่ที่นี่ก็เอาแต่กดขี่ชาวบ้านบังคับให้ขุดภูเขา แต่กลับไม่บอกว่าขุดหาอะไร ก่อนหน้านี้ก็เกิดการต่อสู้ขึ้นที่หุบเขาหินนั่น จิ้นอ๋องสังหารอะไร ตอนนั้นข้าไปตรวจดูสภาพของที่นั่นเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต เป็นพวกเขาที่สังหารกันเอง ไม่มีร่องรอยของผู้บุกรุกเลยสักนิด อีกทั้งคนที่หนีรอดมาจากที่นั่นก็พูดเหมือนกันว่า คนของเฉิงอ๋องจู่โจมคนขององค์ชายห้า ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนถึงเช้า และองค์ชายห้าได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับมา เป็นข้าที่รักษาให้เขาจนรอดมาได้”หยวนชิงหลิงกระจ่างแล้วว่าเสียงต่อสู้ในคืนนั้นคืออะไร ตอนนั้นคนขององค์ชายห้าช่างมาได้เหมาะเจาะตรงเวลาเสียจริง“ท่านหมอ ท่านแน่ใจหรือขอรับ วันเวลาท่านได้บันทึกเอาไว้หรือไม่”“วะ!!! เจ้าหนุ่มนี่ ข้าเป็นหมอมายี่สิบปี ข้าบันทึกทุกอย่างเอาไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด ถ้าหากเจ้าไม่เชื่อข้าจะเอาให้เจ้าดูก็ได้ เจ้าคนที่รอดชีวิตมาในตอนนั้น ข้าเองก็รักษาเขาจนหายดีแล้ว”หยวนชิงหลิงยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม นางลุกขึ้นจับแขนของท่านหมอเขย่าเบาๆ ก่อนจะเอ่ย
หลายครั้งที่เขาเองก็ถูกฟันและถูกแทง มีเพียงเสียงดังเคร้ง!! ขึ้นเท่านั้น แต่ร่างกายของเขากลับไม่รู้สึกว่าตนเองได้รับบาดเจ็บที่ใดเลย คนตระกูลซวนหยวนช่างเก่งกาจยิ่งนัก ที่สามารถสร้างอาวุธที่แข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัวพวกนี้ขึ้นมาได้ เขาเองก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากพวกมันไปตกอยู่ในกำมือของจอมทรราชที่บ้าอำนาจ แผ่นดินจะลุกเป็นไฟเช่นไรหนึ่งชั่วยามต่อมา เสียงการต่อสู้ได้เงียบลงหรือจะพูดให้ถูกคือการสังหารอยู่ฝ่ายเดียว ศพที่ไม่สมประกอบกระจุยกระจายเกลื่อนพื้นดิน ไม่มีร่างไหนที่ยังอยู่ครบสมบูรณ์เลยสักร่าง เลือดสดๆ ไหลเจิ่งนองเต็มพื้นดิน เหมือนสายฝนที่พึ่งหยุดตกไปได้ไม่นานเซี่ยหวายอีหลับตาลงสักพักก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนตระกูลซวนหยวนถึงได้พ่ายแพ้ในการสู้รบ ทั้งที่พวกเขามีอาวุธชั้นดีอยู่ในมือ ก่อนหน้านี้เขาได้ฟังเรื่องราวเพียงคร่าวๆ เท่านั้น สงสัยหลังเสร็จจากศึกในครั้งนี้คงต้องขออ่านบันทึกม้วนนั้นของตระกูลซวนหยวนจากหยวนชิงหลิงเสียแล้วร่างสูงเดินไปยังม้าที่วิ่งเตลิดเพราะการต่อสู้ไปไม่ไกล ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังของมัน จากนั้นเร่งควบไปยังเส้นทางเมืองจิ่งโจว สถานที่ที่จะต้องสะสางและยุ
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น ฮ่องเต้เซี่ยต้องทนรับแรงกดดันของเหล่าขุนนางในราชสำนักอย่างหนัก เพราะชายแดนทั้งสี่ทิศของแคว้นเซี่ยในเวลานี้ถูกทหารของแคว้นต่างๆ เข้าประชิดหมดทุกทาง เพื่อกดดันให้พระองค์ส่งตัวจิ้นอ๋องไปยังแคว้นฉิน แต่พระองค์ทรงไม่ยินยอมองค์ชายใหญ่ที่เก็บตัวเงียบมาตลอด ได้เข้ามายังวังหลวงพร้อมเห
“พระองค์คิดอย่างไรเพคะ ถ้าหากว่าจะยึดเฉิงโจวมาเป็นของแคว้นเซี่ย หม่อมฉันเพียงถามความเห็นดูเท่านั้น หากพระองค์คิดว่ามันไม่คุ้มที่จะเสี่ยงให้เกิดสงครามระหว่างสองแคว้น เช่นนั้น ก็ช่างมันเถิด หม่อมฉันเองก็มิได้ยึดติดกับทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้น ห่วงเพียงแต่ว่าหากชุดเกราะและอาวุธตกอยู่ในมือของฉินฮ่องเต้
“ท่านอนไม่หลับอย่างนั้นหรือ หรือว่าเพราะข้านอนดิ้นจนไปรบกวนการนอนของท่านกัน ต้องขออภัย ต้องขออภัย”หยวนชิงหลิงยกมือประสานขึ้น ก่อนจะเอ่ยขออภัยเซี่ยหวายอี แต่การที่นางนอนเตียงเดียวกับเขาทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก เพราะอย่างนั้นนางจึงหลับสนิทจนถึงเช้าเซี่ยหวายอีมองค้อนร่างเล็กในชุดเด็กหนุ่ม
“อี้เอ๋อพี่ฝากท่านแม่กับท่านย่าไว้ที่เจ้าด้วยนะ แล้วพี่จะรีบกลับมา”หยวนชิงหลิงกดกลไกเปิดห้องลับก่อนจะออกจากที่นั่นไปอย่างรวดเร็วร่างบางทะยานไปยังทางออก นางสงสัยว่าก่อนหน้านี้ที่นางได้ยินเสียงการต่อสู้ เป็นนางที่คิดไปเองหรือเกิดการต่อสู้ขึ้นจริงๆ หยวนชิงหลิงแอบไปยังทางออกที่คนของเฉิงอ๋องใช้เป็นที่







