Mag-log in“ท่านอนไม่หลับอย่างนั้นหรือ หรือว่าเพราะข้านอนดิ้นจนไปรบกวนการนอนของท่านกัน ต้องขออภัย ต้องขออภัย”
หยวนชิงหลิงยกมือประสานขึ้น ก่อนจะเอ่ยขออภัยเซี่ยหวายอี แต่การที่นางนอนเตียงเดียวกับเขาทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก เพราะอย่างนั้นนางจึงหลับสนิทจนถึงเช้า
เซี่ยหวายอีมองค้อนร่างเล็กในชุดเด็กหนุ่มที่กำลังซดชามข้าวต้มเสียงดังอย่างไม่รักษากิริยาของสตรี เขาได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ เจ้าเด็กคนนี้คิดจะแต่งกายเช่นนี้ไปตลอดเลยอย่างนั้นหรือ
ระหว่างที่ทั้งสองทานอาหารเช้า หยวนชิงหลิงก็ได้เล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างคร่าวๆ ทั้งยังหยิบแผ่นหนังออกมาจากอกเสื้อเพื่อเป็นเครื่องยืนยันแก่เขา
“เราต้องกลับไปรับครอบครัวของข้าก่อน ท่าย่ากำลังป่วยหนัก นางต้องการหมอ แต่เรื่องนี้ต้องกระทำอย่างลับๆ ข้าเกรงว่าหากคนขององค์ชายห้ารู้เข้าจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น อีกอย่างชุดเกราะและอาวุธที่อยู่ในห้องลับพวกนั้น ข้าคิดเอาไว้ตั้งแต่ที่พบพวกมันแล้วว่า ต้องเป็นท่านเท่านั้นจึงเหมาะสมที่จะใช้มัน”
หยวนชิงหลิงคิดว่านางจะทำตามความต้องการของบรรพบุรุษ นางจะไม่แก้แค้นคนตระกูลฉินก็ได้ แต่เมื่อใดที่พวกเขาลงมือก่อน นางก็ไม่เกรงใจที่จะตอบโต้กลับคืนเป็นเท่าตัว
“ได้ เราจะย้อนกลับไปที่นั่นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้จะไปในเส้นทางอื่น ไม่ต้องเข้าทางด้านหน้าหุบเขา ดูจากแผนที่หนังแผ่นนี้แล้ว ดูเหมือนจะยังมีทางเข้าอีกทางโดยที่ไม่ต้องผ่านเฉิงโจว แต่เส้นทางค่อนข้างซับซ้อน ต้องศึกษาให้ละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อน”
หยวนชิงหลิงเห็นด้วยกับเขา หลังจากออกจากศาลาพักม้า เจ้าม้าของหยวนชิงหลิงก็ได้รับบังเหียนอันใหม่ แต่สุดท้ายนางก็เป็นเพียงผู้โดยสาร เพราะคนที่นำทางก็ยังเป็นมันอยู่เช่นเดิม
เหมือนเจ้าม้าตัวนั้นจะรู้ความต้องการของนาง มันพาร่างบางวิ่งไปยังเส้นทางเข้าหุบเขาอีกครั้งเหมือนกับว่ามันรู้ทางเป็นอย่างดี ทุกคนที่ติดตามมองมายังหยวนชิงหลิงและม้าที่แปลกประหลาดตัวนั้นเป็นตาเดียว
“ไม่ต้องมองข้า ข้าเป็นเพียงผู้โดยสารมาด้วยเท่านั้น มันวิ่งของมันเองข้าไม่ได้สั่ง”
นางแบมือออกสองข้างด้วยท่าทางจนใจ ไม่นานคนกลุ่มหนึ่งก็กลับเข้าไปในหุบเขาอีกครั้ง ในเวลาที่พระอาทิตย์ยามเย็นกำลังลาลับไป
หยวนชิงหลิงลงจากหลังม้า ก่อนจะรีบพาทุกคนไปยังห้องลับที่ซ่อนอยู่ในหุบเขา นางดึงกลไกที่อยู่นอกถ้ำก่อนประตูหินจะถูกเปิดออก
“ท่านแม่ ท่านย่า อี้เอ๋อ ข้ากลับมาแล้ว”
เสียงใสร้องนำไปก่อน นางเดินเข้าไปในห้องนั้นอย่างดีใจ ตามมาด้วยเซี่ยหวายอีและคนของเขาอีกนับสิบ
“เหตุใดกลับมาเร็วเพียงนี้ มิใช่ว่าเจ้าบอกว่าอาจจะต้องใช้เวลาไปกลับนานร่วมเดือนอย่างนั้นหรือ”
มารดาของนางเดินออกมาจากด้านหลังโลงศพ พร้อมกับน้องชายและท่านย่าของนาง ในมือของพวกเขายังมีดาบเล่มใหญ่เตรียมพร้อมรับมือกับผู้ที่เข้ามาในห้องนี้โดยไม่ได้รับเชิญ
“ข้าพบพวกเขาระหว่างทางเข้าพอดี ท่านแม่ ท่านย่า เขาคือจิ้นอ๋องแห่งแคว้นเซี่ย เขาเป็น.....”
“คารวะฮูหยินผู้เฒ่า คารวะท่านน้า ข้าคือคนรักของหลิงเอ๋อ ข้ามาจากแคว้นเซี่ยเพื่อออกตามหานางและพวกท่าน ต้องขออภัยที่พวกเรามาช้า ทำให้พวกท่านต้องได้รับความลำบากแล้ว”
หยวนชิงหลิงได้แต่อึ้งไป นางไม่คิดว่าเซี่ยหวายอีจะกระตือรือร้นรีบออกตัวแนะนำตนเองกับครอบครัวของนางเพียงนี้
“อะแฮ่ม ไม่ต้องมากพิธี พวกเราเองก็เป็นคนง่ายๆ ในเมื่อมากันแล้วเช่นนั้นก็รีบไปจากที่นี่ดีหรือไม่”
ท่านแม่ของหยวนชิงหลิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประหม่าเล็กน้อย นางเห็นเด็กหนุ่มตรงหน้ามีท่าทีสนิทสนมกับบุตรสาวของตนเช่นนี้โดยที่หยวนชิงหลิงไม่แสดงอาการต่อต้าน แสดงว่านางคิดดีแล้ว เช่นนั้นนางที่เป็นแม่ก็จะเชื่อใจว่าเขาคงจะเป็นคนดีจริง
“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ เรายังมีเรื่องที่ต้องทำอีกเล็กน้อย พวกท่านรอข้าอยู่ที่นี่ก่อน”
หยวนชิงหลิงพาคนของเซี่ยหวายอีทั้งหมด ข้ามประตูไปอีกฝั่ง จากนั้นพาพวกเขาสำรวจทุกซอกทุกมุมภายในห้องลับ นางปรารถนาให้เขานำของทั้งหมดออกไปจากที่นี่ก่อนที่ฮ่องเต้ฉินพระองค์ใหม่จะพบพวกมัน
“ต้องใช้คนมากแค่ไหนในการขนย้าย”
หยวนชิงหลิงปรึกษากับเซี่ยหวายอีที่มุมหนึ่ง นางจะไม่ทิ้งสิ่งใดเอาไว้เลย แม้แต่ไข่มุกราตรีเหล่านั้นที่ติดอยู่ในผนังถ้ำ
“ท่าทางคงต้องใช้คนเยอะพอดู เพราะนอกจากสมบัติเหล่านี้แล้ว ยังมีชุดเกราะพวกนั้นและอาวุธอีกมากมาย เรื่องนี้สำคัญมากคงต้องกลับไปปรึกษาฮ่องเต้ก่อน เจ้าไม่ต้องห่วง ทุกอย่างจะยังคงเป็นของคนตระกูลหยวนเช่นเดิม ไม่ว่าใครที่ต้องการครอบครองทรัพย์สมบัติของเจ้า ข้าจะเป็นคนจัดการพวกเขาเอง”
หยวนชิงหลิงมิได้ห่วงเรื่องนั้นเลย นางมิได้มีความ ปรารถนาในทรัพย์สมบัติเหล่านั้น จริงอย่างที่บรรพบุรุษของนางเคยกล่าวไว้ ความสุขไหนเลยจะมาจากอำนาจเงินทองเพียงอย่างเดียว
ดูอย่างตอนนี้สิ นางมีสิ่งใดกันนอกจากกายที่เหลือแค่เปลือก นางกลับยังมีความสุขอยู่ได้เพราะนางมีครอบครัวที่รักใคร่ และมีบุรุษรูปงามเช่นเขาอยู่ข้างกาย
หลังจากที่หยวนชิงหลิงและเซี่ยหวายอีหารือกันได้สักพัก ทั้งสองคนก็ตกลงกันว่าจะพักในห้องลับนั้นหนึ่งคืน ก่อนออกเดินทางไปยังแคว้นเซี่ยในวันพรุ่งนี้
เมื่อเช้าวันใหม่ได้มาเยือน ทุกคนที่อยู่ในห้องลับนั้นต่างก็เตรียมตัวออกเดินทาง ม้าหลายสิบตัวออกวิ่งตามหลังม้าของหยวนชิงหลิงไป ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างรู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่งนักที่มันทำท่าเหมือนจะเข้าใจภาษามนุษย์ ทั้งที่เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งเท่านั้น
เวลาที่ทุกคนหารือหรือสนทนากันมันก็จะเดินเข้ามาใกล้ ราวกับว่าฟังแล้วจะเข้าใจเสียอย่างนั้น อีกอย่างแม้แต่เส้นทางไปยังแคว้นเซี่ยเจ้าม้าตัวนั้นก็ยังรู้ ว่าต้องไปเส้นทางไหนถึงจะปลอดภัยสำหรับพวกเขา
หนึ่งเดือนต่อมา การเดินทางที่แสนยาวไกลก็ได้สิ้นสุดลง ครอบครัวสกุลหยวนได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากที่ต้องพบกับวิบากกรรมมาอย่างยาวนาน เซี่ยหวายอีส่งครอบครัวของหยวนชิงหลิงกลับไปยังจวนจิ้นอ๋อง ก่อนที่ตนเองและนางจะเดินทางเข้าวังเพื่อกราบทูลรายงานเรื่องห้องลับที่ซ่อนอยู่ในหุบเขาหินเมืองเฉิงโจว
“เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนนัก หากเราส่งกำลังคนเข้าไปที่เมืองเฉิงโจวนับว่าได้ล่วงเกินฮ่องเต้พระองค์ใหม่ของแคว้นฉินแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นคงมิอาจหลบเลี่ยงศึกสงครามได้ หรือพวกเจ้าทั้งสองมีความคิดเห็นประการใด อีกอย่างสมบัติและสิ่งของเหล่านั้นเป็นของบรรพบุรุษของท่านหญิงลู่จิว เราจึงต้องฟังความเห็นของเจ้าด้วย”
หยวนชิงหลิงเองก็มีความคิดเช่นเดียวกันกับฮ่องเต้แคว้นเซี่ย แต่หากปล่อยห้องลับเอาไว้เช่นนั้น อีกไม่นานเจ้าฮ่องเต้ชั่วนั่นจะต้องค้นพบแน่ อยู่ที่เวลาเท่านั้น
“อ่า!!!ยอดรัก แบบนั้นและ ข้าต้องการแบบนั้น ดันมันเข้ามาอีก แรงกว่านี้ ลึกกว่านี้”เสียงหวานเอ่ยขอร้องด้วยความต้องการที่พุ่งขึ้นสุดขีด เซี่ยหวายอีเองก็ไม่ยอมปล่อยให้นางต้องรอนาน เขากระแทกลงไปแรงๆ ถี่รัว เสียงดัง ปัก ปัก เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังอยู่เป็นนาน กว่าที่สองร่างจะสะท้านเฮือกขึ้นพร้อมกัน หยวนชิงหลิงแตะถึงจุดสุดยอดก่อน นางบีบรัดเขาจนเซี่ยหวายอีทนไม่ไหว จำต้องปลดปล่อยความต้องการของตนเองเข้าไปในกายนนางเต็มที่ทุกหยาดหยด“อ่า!!!ที่รักข้าแตกแล้ว เสร็จแล้ว ข้าเสร็จภายในกายของเจ้าแล้ว”ร่างสูงฟุบหน้าลงไปบนลำคอขาวผ่องของนาง ทั้งที่ยังมิได้ถอดถอนความเป็นชายออกไป นางรู้สึกได้ว่ามันกำลังกระตุกอยู่ภายใน ความเสียวกระสันที่พึ่งผ่านไปมันได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง สองร่างที่พึ่งสงบศึกไปได้ไม่นาน ได้เริ่มก่อสงครามวสันต์ขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้ง จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่ได้มาเยือนหยวนชิงหลิงตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดเมื่อยไปทั้งกาย ช่างแตกต่างจากอีกคนที่ยังคงมีเรี่ยวแรงเต็มกำลัง เหมือนพึ่งได้รับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจ“ท่านรังแกข้ามาทั้งคืนแล้ว ต่อจากนี้ต้องดูแลปรนนิบัติรับใช้ข้าอย่างที่พูดด้วย”เซี่ยหวายอีกดจู
“เช่นนั้นให้ข้าปรนนิบัติเจ้าดีหรือไม่ ฮูหยิน”หยวนชิงหลิงไม่คิดว่าตนเองจะมาได้ยินคำพูดเช่นนี้ออกมาจากปากของเขา ใบหน้างามที่ยามนี้ไร้เครื่องประทินโฉมมันช่างงดงามเกลี้ยงเกลาดูสะอาดตาไม่ต่างจากเด็กทารก ดวงตาคมของเซี่ยหวายอีที่มองอยู่นั้นอดที่จะกดจูบไปที่แก้มของนางมิได้“ฮูหยิน วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าเป็นของข้าอย่างสมบูรณ์”ก่อนงานแต่งงานหลายวัน เขาได้สอบถามและศึกษาเรื่องบนเตียงมาจากสหายร่วมรบมาแล้ว เกี่ยวกับการทำให้สตรีมีความสุขในคืนเข้าหอ ร่างสูงค่อยๆ แทะเล็มริมฝีปากอวบอิ่มของนางช้าๆ มือสองข้างที่ยังว่างอยู่ก็ไม่หยุดนิ่ง เขาสัมผัสนางไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย แม้เวลานี้ทั้งสองจะสวมใส่อาภรณ์แต่ก็ยังรับรู้ถึงสัมผัสของกันและกันได้ความรู้สึกแปลกใหม่ที่นางได้รับในเวลานี้ช่างแตกต่างจากที่ผ่านมาที่เขาเคยสัมผัสนางอย่างสิ้นเชิง ท้องน้อยของนางในเวลานี้มันเหมือนกับมีบางอย่างขมวดเข้าหากันจากนั้นจึงคลายออก ทุกการสัมผัสจากเขามันทำให้ข่นอ่อนในกายนางพร้อมใจกันลุกชูชันขึ้นลิ้นร้อนของเซี่ยหวายอีเริ่มรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของหยวนชิงหลิง ร่างสูงสอดลิ้นหนาเข้าไปในปากของนางเกี่ยวกระหวัดรัดรึงลิ้นนุ่มหยุ่นอย่างเชื่อ
“ทุกอย่างเป็นเพราะความโลภในอำนาจของท่านมากกว่า อย่าได้มากความเลย มาสู้กันให้รู้แพ้ชนะเสียแต่วันนี้ หากข้าหยวนชิงหลิงพ่ายแพ้และจะต้องตาย ข้าก็จะไม่มีวันเสียใจต่อสิ่งที่ข้าได้เลือก”การต่อสู้อย่างดุเดือดของทั้งสองยังคงดำเนินต่อไป แม้หยวนชิงหลิงจะมีสรีระที่เป็นรอง แต่กำลังของนางกลับมีมากล้นจนน่าเหลือเชื่อ ทุกครั้งที่ง้าวของนางฟันลงไป ฉินฮ่องเต้แทบจะทนรับแรงของนางไม่ไหว“เจ้า!!...เจ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร!! เจ้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอเท่านั้น เหตุใดถึงมีพละกำลังที่เหนือกว่าข้า จงบอกมา”หยวนชิงหลิงยกยิ้มภายใต้หมวกเหล็กสีดำ ก่อนเอ่ยออกมาเสียงดัง แต่เสียงของนางกลับไม่เหมือนเสียงของนาง เพราะมันมีหลายเสียงดังประสานกันขึ้น“เพราะบรรพบุรุษซวนหยวนของข้าอย่างไรเล่า พวกเขาจะคอยอยู่เคียงข้าเสมอ ไม่ว่าข้าจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งมากกว่าเพียงใดก็ตาม จงรับผลกรรมที่กระทำมาทั้งหมดเสียเถิด ข้าผู้นี้จะเป็นคนลงโทษเจ้าเอง”หยวนชิงหลิงฟันง้าวในมือลงไปอีกครั้งจนสุดแรง ในที่สุดทวนของฉินฮ่องเต้ก็ทนรับแรงนั้นไม่ไหว มันถูกฟันหักออกเป็นสองท่อน และตั้งแต่หัวไหล่ลงไปจนถึงกลางอกของเขา ถูกฟันทะลุชุดเกราะจนสะพายแล่
“เจ้าจงนำสารนี้ไปบอกแก่ผู้นำทัพคนต่อไปของพวกเจ้าซะ ข้าจิ้นอ๋องจะรออยู่ที่นี่ หากไม่ยอมแพ้พวกเขาจะมีจุดจบไม่ต่างจากหลี่ฮั่งชาง แต่ถ้ายอมแพ้ก็จะมีเพียงคนผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องถูกสังหาร”เอ่ยจบร่างสูงก็กระโดดขึ้นหลังม้า ก่อนจะควบกลับเข้าเมืองจิ่งโจวไป ทิ้งความวุ่นวายโกลาหลเอาไว้เบื้องหลังหยวนชิงหลิงที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพมานานนับเดือน เวลานี้นางได้รู้แล้วว่ามีใครบ้างที่อยู่คนละฝั่งกับหลี่ฮั่งชาง และมีใครบ้างที่หักหลังบิดาของนางในตอนนั้น ใบหน้างามข่มความโกรธแค้นเอาไว้ในส่วนลึก เพราะยังไม่ถึงเวลาที่น่าจะเปิดเผยตัวตอนนี้นางวางแผนที่จะปลุกปั่นให้พวกเขาแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย ผู้ที่ไม่คิดยอมแพ้เหล่านั้นต่างก็นำทัพออกไปต่อสู้กับจิ้นอ๋องในสนามรบ สุดท้ายจุดจบของพวกเขาล้วนไม่ต่างกันทหารสามแสนนายในกองทัพเวลานี้เหลือไม่ถึงครึ่ง เพราะการกระทำที่แสนอวดดีของพวกเขา คิดว่าตนเองมีพันธมิตรจากต่างแคว้นแล้วจะสามารถหยิ่งผยองได้ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว แม่ทัพแคว้นฉินสามคนถูกตัดหัวแขวนประจานเอาไว้ที่ประตูเมือง สร้างความหวาดกลัวแก่กองทัพฉินยิ่งนัก“บังอาจนัก!! เจ้าเด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นั้น กล้ามาอวดดีก
“พวกเราชาวเฉิงโจว ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับสงครามที่ฮ่องเต้ชั่วนั่นก่อขึ้นหรอก ไปเสียได้ก็ดีที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าเมือง เขาอยู่ที่นี่ก็เอาแต่กดขี่ชาวบ้านบังคับให้ขุดภูเขา แต่กลับไม่บอกว่าขุดหาอะไร ก่อนหน้านี้ก็เกิดการต่อสู้ขึ้นที่หุบเขาหินนั่น จิ้นอ๋องสังหารอะไร ตอนนั้นข้าไปตรวจดูสภาพของที่นั่นเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต เป็นพวกเขาที่สังหารกันเอง ไม่มีร่องรอยของผู้บุกรุกเลยสักนิด อีกทั้งคนที่หนีรอดมาจากที่นั่นก็พูดเหมือนกันว่า คนของเฉิงอ๋องจู่โจมคนขององค์ชายห้า ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนถึงเช้า และองค์ชายห้าได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับมา เป็นข้าที่รักษาให้เขาจนรอดมาได้”หยวนชิงหลิงกระจ่างแล้วว่าเสียงต่อสู้ในคืนนั้นคืออะไร ตอนนั้นคนขององค์ชายห้าช่างมาได้เหมาะเจาะตรงเวลาเสียจริง“ท่านหมอ ท่านแน่ใจหรือขอรับ วันเวลาท่านได้บันทึกเอาไว้หรือไม่”“วะ!!! เจ้าหนุ่มนี่ ข้าเป็นหมอมายี่สิบปี ข้าบันทึกทุกอย่างเอาไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด ถ้าหากเจ้าไม่เชื่อข้าจะเอาให้เจ้าดูก็ได้ เจ้าคนที่รอดชีวิตมาในตอนนั้น ข้าเองก็รักษาเขาจนหายดีแล้ว”หยวนชิงหลิงยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม นางลุกขึ้นจับแขนของท่านหมอเขย่าเบาๆ ก่อนจะเอ่ย
หลายครั้งที่เขาเองก็ถูกฟันและถูกแทง มีเพียงเสียงดังเคร้ง!! ขึ้นเท่านั้น แต่ร่างกายของเขากลับไม่รู้สึกว่าตนเองได้รับบาดเจ็บที่ใดเลย คนตระกูลซวนหยวนช่างเก่งกาจยิ่งนัก ที่สามารถสร้างอาวุธที่แข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัวพวกนี้ขึ้นมาได้ เขาเองก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากพวกมันไปตกอยู่ในกำมือของจอมทรราชที่บ้าอำนาจ แผ่นดินจะลุกเป็นไฟเช่นไรหนึ่งชั่วยามต่อมา เสียงการต่อสู้ได้เงียบลงหรือจะพูดให้ถูกคือการสังหารอยู่ฝ่ายเดียว ศพที่ไม่สมประกอบกระจุยกระจายเกลื่อนพื้นดิน ไม่มีร่างไหนที่ยังอยู่ครบสมบูรณ์เลยสักร่าง เลือดสดๆ ไหลเจิ่งนองเต็มพื้นดิน เหมือนสายฝนที่พึ่งหยุดตกไปได้ไม่นานเซี่ยหวายอีหลับตาลงสักพักก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนตระกูลซวนหยวนถึงได้พ่ายแพ้ในการสู้รบ ทั้งที่พวกเขามีอาวุธชั้นดีอยู่ในมือ ก่อนหน้านี้เขาได้ฟังเรื่องราวเพียงคร่าวๆ เท่านั้น สงสัยหลังเสร็จจากศึกในครั้งนี้คงต้องขออ่านบันทึกม้วนนั้นของตระกูลซวนหยวนจากหยวนชิงหลิงเสียแล้วร่างสูงเดินไปยังม้าที่วิ่งเตลิดเพราะการต่อสู้ไปไม่ไกล ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังของมัน จากนั้นเร่งควบไปยังเส้นทางเมืองจิ่งโจว สถานที่ที่จะต้องสะสางและยุ
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น ฮ่องเต้เซี่ยต้องทนรับแรงกดดันของเหล่าขุนนางในราชสำนักอย่างหนัก เพราะชายแดนทั้งสี่ทิศของแคว้นเซี่ยในเวลานี้ถูกทหารของแคว้นต่างๆ เข้าประชิดหมดทุกทาง เพื่อกดดันให้พระองค์ส่งตัวจิ้นอ๋องไปยังแคว้นฉิน แต่พระองค์ทรงไม่ยินยอมองค์ชายใหญ่ที่เก็บตัวเงียบมาตลอด ได้เข้ามายังวังหลวงพร้อมเห
“พระองค์คิดอย่างไรเพคะ ถ้าหากว่าจะยึดเฉิงโจวมาเป็นของแคว้นเซี่ย หม่อมฉันเพียงถามความเห็นดูเท่านั้น หากพระองค์คิดว่ามันไม่คุ้มที่จะเสี่ยงให้เกิดสงครามระหว่างสองแคว้น เช่นนั้น ก็ช่างมันเถิด หม่อมฉันเองก็มิได้ยึดติดกับทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้น ห่วงเพียงแต่ว่าหากชุดเกราะและอาวุธตกอยู่ในมือของฉินฮ่องเต้
“อี้เอ๋อพี่ฝากท่านแม่กับท่านย่าไว้ที่เจ้าด้วยนะ แล้วพี่จะรีบกลับมา”หยวนชิงหลิงกดกลไกเปิดห้องลับก่อนจะออกจากที่นั่นไปอย่างรวดเร็วร่างบางทะยานไปยังทางออก นางสงสัยว่าก่อนหน้านี้ที่นางได้ยินเสียงการต่อสู้ เป็นนางที่คิดไปเองหรือเกิดการต่อสู้ขึ้นจริงๆ หยวนชิงหลิงแอบไปยังทางออกที่คนของเฉิงอ๋องใช้เป็นที่
“ในบันทึกได้เขียนเอาไว้ว่า ตระกูลฉินและซวนหยวนเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ที่ออกเดินทางเร่ร่อนอยู่ในทุ่งหญ้า ไร้แผ่นดินที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ครอบครัวของพวกเขาก็เริ่มใหญ่ขึ้นและมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหัวหน้าตระกูลจึงได้คิดสร้างดินแดนเป็นของตนเองขึ้น แต่ในระหว่างนั้นพวกเขาก็ถู







