เข้าสู่ระบบแต่ความใจกล้าของนางมีเหลือล้น ซุนหนี่ว์ตัดสินใจพลิกตัวลุกขึ้นวิ่งออกจากลานหน้าเรือนบ่าวด้วยความรวดเร็ว เพื่อไปยังเรือนฮูหยินใหญ่หวังจะหาความช่วยเหลือและปกป้องจากโทษทัณฑ์ที่นางควรได้รับ แต่ทว่า...
“ปั่ก!” ก้อนหินก้อนหนึ่งปาเข้าไปที่หัวนางบ่าวแก่อ้วน
ผู้นั้นได้อย่างแม่นยำราวกับจับวาง ส่งผลให้นางร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด“โอ๊ย!” มู่อันหลางโกรธที่เห็นพี่ชายถูกทำร้าย จึงหยิบก้อนหินหลังจากกินซาลาเปาเสร็จพลันมีแรงอย่างประหลาด แล้วปาใส่หัวซุนหนี่ว์สาวใช้ของนางปีศาจร้าย
“ข้าจะฟ้องฮูหยิน” แม้นางจะตะโกนกลับมาด้วยความเคียดแค้น แต่ทว่าฝีเท้ากลับสับอย่างรวดเร็ว วิ่งไวยิ่งกว่าเดิมราวกับกลัวว่าจะตายคาลานหน้าเรือนบ่าวเสียก่อน
มู่อันหลิงสีหน้าเริ่มเป็นกังวลอีกครั้ง หากสตรีผู้นั้นจัดการพวกเขาอีกเล่า คราวนี้พวกเขาจะตายหรือไม่
มู่อันเฟิงไม่ได้หวาดกลัวสักนิด นางมองตามซุนหนี่ว์ที่หนีไปด้วยสายตาเรียบเฉย พร้อมกับการรอคอยการมาถึงของฮูหยิน
คนใหม่ นางหันมามองน้องชายคนรองที่ยืนอยู่พร้อมกับซาลาเปาครึ่งลูกในมือ สีหน้าของเขาทำให้นางอ่านทะลุปรุโปร่ง“ไม่ต้องเป็นห่วงไป พี่ใหญ่อยู่ตรงนี้แล้ว จะจัดการให้พวกเจ้าเอง” นางพูดพร้อมกับพาน้องชายทั้งสองไปล้างหน้าล้างตา
ให้สะอาดเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เสียงคนที่มาไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนกำลังมุ่งหน้าตรงมาทางที่พวกนางพี่น้องอยู่ จนทำให้ฮั่วซือซือ
ร้อนใจ“คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินคนใหม่มาแล้วเจ้าค่ะ”
มู่อันเฟิงยิ้มเหี้ยมเกรียม นางรออยู่นานแล้ว เอาเถอะมาก็ดีจะได้รีบออกจากตระกูลมู่นี่ไปเสียที
นางหยิบกระดาษพู่กันและแท่งฝนหมึก ความทรงจำของร่างยังคงอยู่ นางอ่านเขียนคัดอักษรตั้งแต่ห้าหนาว จึงทำให้แตกฉานและลงมือเขียนหนังสือแยกบ้านด้วยตนเอง
โดยมีข้อความตอนท้ายเป็นความยินยอมโดยเจ้าบ้านอย่างฮูหยินคนใหม่ที่นางจำชื่อได้ขึ้นใจ ตลับหมึกชาดแดงวางเอาไว้ด้านข้าง มู่อันเฟิงจัดการลงลายนิ้วมือก่อนเป็นคนแรก ตามด้วยให้น้องชายทั้งสองลงตามกันมา เมื่อเสร็จสิ้นก็เห็นร่างที่เดินอยู่เบื้องหน้าห่างหลายก้าวราวกับหวาดกลัวนาง
“นางปีศาจ เจ้ากล้าฟื้นมาอีกรึ!” ซ่งหลินฟังจากที่สาวใช้ของตนเองเล่า นางคุณหนูใหญ่ท่าทางน่ากลัวจนต้องยืนห่าง ๆ พร้อมกับเกณฑ์บ่าวทั้งเรือนมาปกป้องตนเอง
เกือบจะดีอยู่แล้วเชียว หากนางไม่ฟื้นขึ้นมาวันนี้
“ใครกันแน่ปีศาจ” มู่อันเฟิงตอบกลับสตรีชั่ว นางคิดเอาไว้แล้วว่าคนอย่างซ่งหลินมีดีแค่พูดจายั่วยวนบิดา แต่สันดานตาขาว
ไม่ต่างจากนางบ่าวผู้นั้น“ถ้าไม่ใช่เจ้าเป็นข้ารึ” ซ่งหลินพูดไปก็ลูบหน้าท้องไป
นางที่เมื่อก่อนแสร้งทำเป็นกลัวว่าตัวเองจะแท้ง แต่วันนี้ไม่ต้องแสร้งทำแล้ว เพราะเห็นสายตานางคุณหนูใหญ่ ที่อาฆาตแค้นนางราวกับต้องการจะผ่าท้องควักไส้นางออกมา“แน่นอนว่าใช่” มู่อันเฟิงให้น้องชายถือตลับหมึกมาข้าง ๆ พร้อมกับยื่นหนังสือแยกบ้านให้นางอ่าน
“อะไร” ซ่งหลินไม่เข้าใจ อยู่ ๆ มาเขียนหนังสืออะไร ผีเข้าหรือไง
“เหอะ...ข้าไม่คิดว่าฮูหยินใหญ่จวนเสนาบดีกลาโหม
จะโง่เง่าเต่าตุ่นเช่นนี้ เอาเถอะข้าจะให้น้องชายข้าอ่านให้ฟัง เพราะอย่างเจ้าคงไม่รู้อักษร”ซ่งหลินไม่เคยโดนด่าหยาบคายเช่นนี้มาก่อน กระทั่งอดีต
ฮูหยินยังไม่กล้า แต่เหตุใดลูกสาวฟื้นจากความตายกลับฝีปากร้ายไม่กลัวตายเช่นนี้“หนังสือแยกบ้าน...” มู่อันหลางยืนถือกระดาษเอาไว้จากนั้นอ่านให้ฟังอย่างฉะฉาน ต่อให้พวกเขาแค่ห้าหนาว อักษรหนังสือพวกเขาก็เรียนรู้แล้ว ทุกวันท่องตำราหนึ่งชั่วยาม คัดอักษรหนึ่งชั่วยามไม่เคยขาด
ซ่งหลินยิ่งฟังยิ่งระคายหู นางมีสิทธิ์อันใดมาบังคับให้นางลงนามแยกบ้าน พวกนางต่างหากต้องถูกขับออกจากจวนตระกูลมู่
“เหอะ...พวกเจ้าล้วนเป็นกาลกินีต่อบิดา กล้าริอาจมาแยกบ้าน คิดดีแล้วรึ” ซ่งหลินพูดอย่างถือดี แต่ไม่ทันสังเกตว่าเจ้าเด็กพวกนั้นกำลังทำอะไร
มู่อันเฟิงถือระเบิดไดนาไมต์ในมือพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยม
ไม่มีใครทันมองว่านางเอามาจากไหน แต่รู้อีกทีคือเจ้าสิ่งนั้นถูกโยนไปใกล้ ๆ คนเหล่านั้น พร้อมกับเสียงที่ดังก้องกัมปนาทขึ้นตู้ม!!!! 🧨💥💥💥
“ข้าจะคอยดูว่าเจ้าตอนจีบภรรยาจะขนาดไหน” “ไม่ต้องคอยดูหรอกขอรับ” อันหลางลุกขึ้นเตรียมวิ่งแล้วเมื่อผู้เฒ่าหลัวเดินมาใกล้ “ทำไมเจ้าจะถือพรหมจรรย์รึ...เช่นนั้นไปบวชดีหรือไม่เล่า เป็นเจ้าอารามอันหลางก็ดูดีนะ” “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกขอรับ ข้ากลัวอย่างเดียวเท่านั้น” อันหลางพูดให้อยากรู้แล้วก็สะกิดใจผู้เฒ่าจริง ๆ “กลัวอะไรของเจ้า” “กลัวท่านอยู่ไม่ถึงต่างหาก” พูดจบก็วิ่งจู้ดออกจากร้านน้ำชาอันเฟิงทันที “เจ้า...อันหลาง กลับมาเดี๋ยวนี้นะ กลับมา” แล้วหนึ่งผู้เฒ่าหนึ่งเด็กอ้วนก็วิ่งไล่เตะกันไป ดูแล้วเป็นภาพที่สร้างรอยยิ้มให้ไม่น้อยเลยทีเดียว “อันเฟิงสองคนนี้เป็นเช่นนี้บ่อยรึ” “เพคะ น้องชายข้าก็หยอกผู้เฒ่าหลัวทุกวันนั่นล่ะ เขาบอกว่าให้ท่านผู้เฒ่าออกกำลังกายเสียบ้าง ร่างกายจะได้แข็งแรง ที่จริงเขาก็ห่วงผู้เฒ่าหลัวนั่นล่ะ ชอบหาเรื่องชวนทะเลาะแต่วันไหนผู้เฒ่าไม่มาร้านมักจะหาเรื่องเอาอาหารไปส่งถึงบ้าน เรียกได้ว่าความสัมพันธ์ตาหลานของเขาไม่ธรรดาเลยทีเดียว” อู่อ๋องชักอิจฉาเมืองหลวงที่มีเจ้าเด็กพวกนี้เสียแล้วสิ
อันเฟิงไม่สนใจบิดาอีกจนได้ยินว่ามู่เสวียนออกจากเมืองหลวงไปเป็นนายอำเภออยู่ต้านโจวถาวรกับบุตรชายคนเล็กที่แม้แต่ชื่อนางก็ไม่อยากรู้ว่าเป็นผู้ใด ทุกวันผ่านไปอย่างราบรื่น แม้แต่พี่จูจื้อเยว่จะส่งจดหมายมาชวนไปเที่ยวแดนใต้ทุกเดือน แต่พวกนางก็ยังไม่คิดลงไปที่นั่นเพราะมีประสบการณ์ที่ไปยังไม่ทันพายลมเสร็จก็ต้องรีบกลับขึ้นมาเมืองหลวง ทั้งทุกนาทีเต็มไปด้วยความบีบคั้นชีวิตของบิดามารดาซูเฮ่ออีกด้วย แต่นั่นทำให้ชาวเหอหนานที่แอบทิ้งงานมาเป็นแขกอยู่เมืองหลวงบ่อย ๆ โดยเฉพาะอู่อ๋องที่ดูจะหลงใหลการสนทนากับอันหลางเป็นพิเศษ ในโรงน้ำชาที่ติดกับร้านนวดเทวดามีสองบุรุษหนุ่มวัยกลางคนหนึ่งแล้วก็วัยยี่สิบกว่าปีหนึ่งคน ที่มานั่งเดินหมากดื่มน้ำชากินขนมที่ร้านปักหลักตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดเพราะเป็นลูกค้าพิเศษ จนกระทั่งร้านปิดแล้วก็ยังไม่ไป พร้อมกับน้องชายตัวอ้วนนั่งฟังพี่จูจื้อเยว่เล่าเรื่องแปลก ๆ ของแดนใต้ให้ฟังอย่างออกรส “พี่จื้อเยว่ท่านมีเรื่องอะไรที่เด็ดกว่าผู้เฒ่าหลัวกับหอร้อยบุปผาอีกรึ?” อันหลางตาโตทันที เขาพูดพร้อมกับหยิบเม็ดแตงขึ้นแทะตั้งใจฟังอย่างดี “มีสิ...สาวงามล่มเม
“ไปเล่นกับเพื่อน ๆ เถอะ” “ข้าเล่นจนเบื่อแล้ว อยากอยู่กับท่านแม่” ซูเฮ่อยืนยันคำเดิม สหายจะเล่นเมื่อไหร่ก็ได้แต่มารดาต้องดูแลจะห่างไม่ได้ “แม่ไม่เป็นไรแล้ว แค่เห็นเจ้ามีความสุขก็ดีแล้ว” เฉินถิงถิง อยากยกมือกอดเจ้าตัวแสบเหลือเกิน แต่ทว่าตอนนี้นางต้องห้ามขยับร่างกายสุ่มสี่สุ่มห้า หากท่านหมอเทวดาไม่อนุญาต เมื่อคุยกับลูกชายได้สักครู่ หวังลี่ที่ตอนนี้ถูกรับเข้าวังแต่งตั้งเป็นเสียนเฟยเดินเข้ามาหาแม่ลูกที่เพิ่งพบหน้า เฉินถิงถิงรู้จากคำบอกเล่าของสหายเพื่อนรักของอาเฮ่อแล้วว่าหวังเสียนเฟยดูแลลูกชายตนเองมา “ของคุณเสียนเฟยมากเพคะที่ดูแลลูกชายหม่อมฉันอย่างดี” หวังลี่พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะส่วนใหญ่บุตรชายจะเป็นคนดูแลนางเสียมากกว่า “ต้องขอบคุณบุตรชายท่าน ก่อนหน้านี้ข้าป่วยแทบจะไร้ทางรักษา ดีที่ได้เขาช่วยดูแลข้ามาตลอด เขาเป็นเด็กดีมาก ไม่ดื้อไม่ซนทั้งยังเฉลียวฉลาดอีกด้วย” ซูเฮ่อเห็นว่ามารดาบุญธรรมชมเขาก็ยิ้มเขินอาย เขาก็อยากตอบแทนทุกคนที่ช่วยเขานี่นา “ซูเฮ่อ...ซูเฮ่อ...พี่ใหญ่จะยกกิจการบะหมี่แซ่เจิงให้เจ้าล่ะ เจ้าจะเอาหรือไม่” ที่จริ
เริ่นอี้หร่านเข้ามายังท้องพระโรง นางจะนั่งรอให้เหล่าขุนนางมาก้มลงคุกเข่าให้นาง เพราะทั้งชีวิตนางคุกเข่ามาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไทเฮาหรือฮ่องเต้ นางประพฤติตัวอย่างดีแต่พวกเขากลับไม่เห็นคุณค่าของนาง เช่นนั้นนางก็จะให้พวกเขาคุกเข่าให้นางก่อนตาย ร่างระหงเดินมาในชุดสีแดงทอดยาวที่ตัดเอาไว้ใส่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ นางเดินขึ้นไปบนบัลลังก์จากนั้นนางมองด้วยรอยยิ้ม ไม่นานจากนี้บิดาก็จะพาเหล่าขุนนางที่ร่วมการเปลี่ยนแปลงมาที่นี่ “ยังไม่มาอีกหรือ...ไม่เป็นไร เจิงซุ่นซีไม่ใช่พลับนิ่ม จัดการเขาไม่ง่ายนัก” เริ่นอี้หร่านยังคงนั่งรออย่างใจเย็น โดยไม่รู้หลังม่านด้านหลังนั้นเหล่าขุนนางทั้งหมดถูกจับไปเรียบร้อยแล้วพร้อมอุดปากไม่ให้พูด ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ เจิงซุ่นซีเดินมายังเบื้องหน้าของนางพร้อมยิ้มให้หนึ่งสาย แต่ว่านี่จะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่เขาจะมีให้นาง ‘สตรีชั่วช้า!’ “ฝ่าบาทมาแล้วหรือ” เริ่นอี้หร่านยังคงคิดว่าตัวเองเป็นต่ออยู่ เพราะว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงดังนั้นนางจึงควบคุมสถานการณ์ได้ “รอข้านานหรือไม่เล่า” เจิงซุ่นซีถามก่อนจะเอ่ยต่อ “เป
เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จากมืดสนิทสู่เริ่มสว่างรำไร ไม่มีใครที่อยู่หน้าห้องจะเลิกรอสักคน จนกระทั่งผู้เฒ่าหลัวเดินออกมาอย่างหมดแรง ส่วนอันเฟิงและหวังลี่นั่งกอดกันหลับในห้องผ่าตัด “เมียข้าเป็นอย่างไรบ้าง เป็นอย่างไรบ้าง”ซูอ๋องถามย้ำ “ข้ารักษานางสำเร็จแล้ว แต่นางสลบไปเพราะทดพิษบาดแผลไม่ไหว นางไม่ร้องสักแอะ แต่ข้ารู้ว่านางอดทนมาก ข้าได้โสมพันปีมาอีกสองหัวจากเจ้าหนูอันเฟิง จะทำยาบำรุงให้นาง ระหว่างนี้ข้าต้องฝังเข็มกระตุ้นให้นางทุกวันจนกว่านางจะรู้สึก ที่เหลือพวกเจ้าอยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ” ผู้เฒ่าหลัวพูดสิ่งควรพูดเสร็จก็ล้มลงไปนอนตรงแคร่หน้าห้อง เขาใช้พลังไปมากมายนักจนไม่เหลือแรงแล้ว เจิงซุ่นซีให้นางกำลังที่ติดตามมาแต่เป็นหญิงชาวบ้านจัดการไปต้มน้ำให้ทุกคนได้แช่ เพราะทั้งสามคนนั้นใช้พลังอย่างมาก หวังเฮ่อตื่นขึ้นเห็นสหายทั้งสองคนแล้วเขาก็รีบปลุกทันที จากนั้นถามอย่างรวดเร็ว “บิดาข้าเล่า เจ้าเห็นบิดาข้ารึไม่” หวังเฮ่อเขย่าอันหลาง “เห็นสิ เห็นทั้งบิดาและมารดาเจ้าเลยล่ะ แต่ข้าง่วงเจ้าวิ่งออกไปดูเองเถอะ” ได้ยินเช่นนั้นหวังเฮ่อไม่รอช้าร
สามพี่น้องที่เปลี่ยนแซ่มาเป็นแซ่เจิงแต่งชุดดำวิ่งตามกลุ่มที่เข้าไปตรวจสอบตระกูลเจิง มองเหลียวซ้ายแลขวาไม่มีใครเห็น ทั้งสามคนจึงหยิบระเบิดควันกันคนละลูกโยนเข้าไปกลางเรือน ฟิ้วววว!!! ระเบิดควันไม่มีไฟ แต่ทว่ามีควันจนแสบตา แล้วหน้าที่เบี่ยงแบนความสนใจสามพี่น้องก็สำเร็จ “ไฟไหม้...ดับไฟเร็วเข้า ไฟไหมเรือนใหญ่แล้ว เร็วเข้า” เหล่าคนเฝ้ายามแตกตื่น จากนั้นได้ยินเสียงคนตักน้ำในสระขึ้นมาจากนั้นวิ่งไปดับไฟ เพราะควันมากจึงมองไม่เห็นว่าต้นเพลิงจากตรงไหน เหล่าเจ้านายทั้งหลายรีบตื่นวิ่งออกไปหลบที่ปลอดภัย แต่กระนั้นก็ยังทำให้ควันเข้าปอดจนไออกมาหน้าเขียวหน้าเหลือง ในคุกใต้ดิน เจิงซุ่นซี วั่งจั๋วเฉิน ล่ายหมิงเฉิน และซูซ่างเสียงวิ่งเข้าไป จากนั้นเมื่อเห็นว่าเฉินถิงถิงโดนตรึงด้วยโซ่ไม่สามารถขยับไปที่ใดได้ จึงจัดการใช้ดาบที่คมราวกรีดนภาได้ฟันฉับเดียวสี่มุม พร้อมกันจากนั้นโซ่ตรวจก็ร่วงลง เฉินถิงถิงรู้สึกตัวและมองไปท่ามกลางความมืด เพราะตอนกลางวันสาวใช้นางหนึ่งให้นางกินยา พร้อมบอกว่าสามีของนางจะมาช่วยคืนนี้ขอให้อดทน “ซูซ่างเสียงท่านรึ” เสีย







