Masuk"แกไม่สงสารพ่อบ้างรึไง"
"โรคนี้หมอบอกรักษาไม่หาย" "ฮือๆ คุณคะ ฉันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ" ฝูอี้หานมองหน้าบิดาที่ก่อนหน้านี้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีสัญญาณที่แสดงให้เขาเห็นว่าพ่อจะเจ็บป่วยเลย "ใจเย็นๆ ครับ" เสียงทุ้มบอกพร้อมกับโอบไหล่ของมารดาเสียงร้องไห้ทำเขาที่ยังตั้งตัวไม่ทันคิดอะไรไม่ออกจริงๆ 'คุณเล่นใหญ่เกินไปหรือเปล่า' 'อันนี้ยังไม่ถึงครึ่งเลยนะ' 'เดี๋ยวอี้หานก็จับได้หรอก' สามีสะกิดภรรยาที่แสร้งร้องไห้จนตาแดง คะแนนการแสดงมีหนึ่งร้อยให้ร้อยยี่สิบไปเลย "อี้หานไม่รู้หรอก คุณอย่ากลัวไปหน่อยเลย" สองผัวเมียแอบกระซิบกระซาบกัน อาการป่วยของสามีที่บอกว่ารักษาไม่หายนั้นเธอแค่ใช้เป็นข้ออ้างเอามากดดันเร่งเร้าให้บุตรชายรีบมีครอบครัวก็เท่านั้นเอง "พ่ออยากเห็นแกเป็นฝั่งเป็นฝาอี้หาน" อาการป่วยของบิดาทำให้ฝูอี้หานปฏิเสธได้ไม่เต็มปากอีกต่อไป มารดาบอกว่าให้เขาทำตามความต้องการของบิดาก่อนที่จะสายไป ซึ่งเขาก็ไม่อยากเป็นสาเหตุให้บิดาอาการทรุดหนักกว่าเดิม 'คู่หมั้นคือคุณหนูตระกูลหลี่' เขารู้ข้อมูลของว่าที่เจ้าสาวแค่นี้ และไม่เคยคิดจะนัดเจอตัวเป็นๆ สักที ซึ่งครั้งนี้มารดาของเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะคงมัวแต่วุ่นวายอยู่กับการเตรียมงานแต่งงาน 'ยินดีด้วยนะครับผู้กอง' 'คืนแรกอย่าหักโหมนะครับ' 'เจ้าสาวสวยจนผมอิจฉาเลยครับ' มาเจอหน้ากันก็คือวันแต่งงาน เธอตัวเล็กกว่าที่เขาคิดมาก ตัวผอมบาง พอยืนเทียบกันสูงได้แค่อกของเขาเอง ชายหนุ่มมองประเมินเจ้าสาวที่ยืนข้างๆ ตอนทำพิธีด้วยกัน ตอนที่ผ้าคลุมหน้าปลิวไปตามลมที่พัดมานั้น สายตาของทั้งคู่คนปะทะสบตากัน หัวใจของหลี่หยุนซีเต้นดัง ใบหน้าหล่อเหลาที่เหมือนหลุดออกมาจาดภาพวาดนั้นทำเธออายจนต้องหลบสายตา แต่พอเขาอ้าปากพูดขึ้นมา จริงอย่าที่ข่าวลือว่า 'ฝูอี้หานเป็นคนที่น่ากลัวจริงๆ' "ฉันไม่ชอบผู้หญิงน่ารำคาญ" เขาเป็นคนชอบความสงบ ถ้าแต่งแล้วจะมาวุ่นวายทำตัวเป็นภรรยาออกคำสั่ง เขาคงปวดหัวน่าดู ก็เลยพูดขู่อีกฝ่ายไปตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอหน้าเลย "ฉันรู้ค่ะว่าฉันต้องทำตัวอย่างไร" คำตอบของหญิงสาวทำคิ้วเข้มขมวดอย่างแปลกใจ เพราะเธอดูเจียมเนื้อเจียมตัวเกินไปซึ่งขัดกับสิ่งที่เขาเคยเจอมา พวกคุณหนูบ้านรวยมักเอาแต่ใจเข้าว่า แล้วจะเป็นมารดาที่ดีได้อย่างไร เขาเคยผ่านการดูตัวมาหลายครั้งย่อมมองเห็นนิสัยที่พอไม่ได้ดังใจก็หน้าหงิกหน้างอ หลังจากแต่งงานเขาก็พาเธอย้ายออกมา เพราะกลัวว่าบิดามารดาจะจ้องจับผิดในความสัมพันธ์ เขาซื้อบ้านเอาไว้แยกอีกหลัง ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับคนที่โกหกไม่เก่ง และขี้เกียจปั้นหน้าอย่างเขาที่สุดแล้ว คิดว่าแก้ไขปัญหาได้ดี คิดว่าคงไม่มีเรื่องให้ปวดหัวอะไร เขานอนร่วมห้องกับภรรยาเพื่อไม่ให้ป้าจิวลู่ที่โดนส่งมาให้จับตาดูสงสัย และเขาก็สั่งห้ามเธอไม่ให้พูดอะไร หนึ่งเดือนที่ผ่านมาทุกอย่างปกติดี จนกระทั่งมีโทรศัพท์มาว่า... "พ่อคิดถึง" ในเมื่อคนในครอบครัวเอ่ยปากบอก 'คิดถึง' อยากมาหา จะให้เขาใจร้ายปฏิเสธว่า 'ไม่ให้มา' ได้อย่างไร เขารู้วัตถุประสงค์ของมารดาดีกว่าใคร คำว่า 'คิดถึง' ก็แค่ข้ออ้างเพื่อจะได้มาเห็นด้วยตาว่าเขากับภรรยายังรักกันดีอยู่หรือไม่ก็เท่านั้นเอง "ฮ่าๆๆ หนูหยุนซีตลกจริงๆ" คิ้วเข้มของฝูอี้หานย่นเข้าหากันเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะดังออกมา ดูท่าบิดามารดาของเขาคงจะมาถึงสักพักแล้ว ชายหนุ่มคิดขณะเดินไปทางต้นเสียงนั้น ห้องรับแขกในบ้านที่มีไว้แต่ไม่เคยเปิดต้อนรับใคร ตอนนี้กลับดูสดใสขึ้นมาทันตา "ไว้พวกเราจะแวะมาหาหนูบ่อยๆ" ภาพตรงหน้าทำฝูอี้หานแทบไม่เชื่อสายตา เมื่อเห็นบิดามารดากำลังหัวเราะโดยมีคนที่นั่งข้างๆ คือภรรยาที่ปกติมักจะสงบปากสงบคำ "ทำไมกลับดึกนักล่ะอี้หาน" มารดาที่มาถึงตั้งแต่ตอนบ่ายสามโมงถาม เธอตำหนิบุตรชายที่กว่าจะกลับถึงบ้านก็ปาไปเกือบหกโมงเย็น "พอดีผมงานยุ่งครับ" คำตอบของฝูอี้หานทำคิ้วของมารดากระตุกไม่พอใจ ผู้ชายมีครอบครัวก็ต้องมีเวลาให้ภรรยาไหม ทำงานกลับดึก มาถึงก็เหนื่อยหมดแรงง่ายๆ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาทำหลานให้ปู่ย่าได้อุ้ม "เพลาๆ งานลงบ้าง" ฝูอี้ถังว่ากล่าวบุตรชาย ก่อนจะหันไปส่งยิ้มอ่อนโยนให้กับสะใภ้ที่ทำตัวได้น่ารักจับใจคนแก่เหลือเกิน "จริงไหมหยุนซี" ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยริ้วรอยมองสะใภ้ ตั้งแต่มาถึงที่บ้านของบุตรชายสะใภ้คนนี้ก็ดูแลรับรองพวกเขาดีเหลือเกิน "ค่ะคุณพ่อ" รั่วหยุนซีพยักหน้าเห็นด้วย "พาเมียไปเที่ยวบ้าง อย่ามัวแต่ทำงาน" ฝูจื้ออิงเสริมคำพูดสามี เธอหันไปยิ้มเอ็นดูสะใภ้ที่ช่างสรรหาเรื่องมาคุยได้ไม่เบื่อเลย "ครับ" ชายหนุ่มตอบเพียงปัดๆ ไป เขามองไปทางภรรยาที่ดูเหมือนจะทำหน้าที่ของสะใภ้ได้ดีเกินหน้าที่ไป ไม่รู้ว่าตอนที่เขาไม่อยู่เธอไปพูดอะไร ถึงทำให้เขาโดนบิดามารดาต่อว่าราวกับเป็นนักโทษที่ทำผิดร้ายแรง คงอยากโดนตัดลิ้นสินะ.... ฝูอี้หานคิดในใจ ขณะเดียวกันรั่วหยุนซีก็สัมผัสถึงพลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากดวงตาคู่คมที่มองมาทางเธอได้ แว่บแรกที่เห็นตัวจริงของพระเอกในนิยาย หัวใจของเธอก็หล่นไปที่ตาตุ่มทันที หน้าตาของเขาหล่อเหลาดูดี และท่าทางก็เหมือนบอสเธอตอนที่จริงจังและเคร่งเครียดกับงาน ภาพผู้ชายสองคนประสานในจินตนาการ ต่างคนต่างวาระกัน ถึงบอสจะดูเข้าหายาก... แต่ฝูอี้หานคนนี้ดูไม่น่าเข้าหาเลย! #น้องได้เจอกับอิพี่แล้วน้าาาา ช่วงแรกพระเอกของไรท์อาจจะดูเหมือนหมาบ้า แต่อยากบอกว่า 'มีมุมน่ารักอยู่นะคะ'"คุณท่านต้องมาดูด้วยตาตัวเองแล้วล่ะค่ะ"นั่นคือคำรายงานของคนใช้เก่าแก่ที่คุณนายฝูสั่งให้ไปจับตามองความสัมพันธ์ คนเป็นมารดาได้ยินดังนั้นก็อดดีใจไม่ได้ เธอรีบชวนสามีที่นั่งเอนหลังจิบชาให้ไปเยี่ยมบุตรชายที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าอยู่ๆ ก็เปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ "เสื้อผ้าเก่าๆ ทิ้งไปได้เลย""เที่ยงนี้จะมีช่างมาวัดตัว""อยากได้ชุดแบบไหนก็เลือกเอา"งงในงงมากพ่อจ๋า พระเอกนิยายธงแดงก่อนหน้าหายไปไหน ตอนนี้เธอเห็นเขาถือธงเขียวมาแต่ไกล แววตาที่มองก็แปรเปลี่ยนไป พฤติกรรมที่แสดงช่วงหลังๆ ยิ่งแล้วใหญ่ จะหลงตัวเองไปไหมถ้าคิดเข้าข้างตัวเองว่า....ฝูอี้หานกำลังหลงเธอ...."ฉันใส่ชุดเดิมก็ได้ค่ะ""ฉันรู้"เสียงทุ้มตอบแต่สายตากลับจับจ้องที่ผ้าแต่ละผืนที่ช่างนำเสนอเสียงใส สีนี้ช่างเหมาะกับผิวขาวๆ ของคุณนาย ส่วนผืนนี้ทักทอด้วยไหมนำเข้าราคาแพง"เดี๋ยวฉันเอาชุดเก่าไปแก้ก็ได้ค่ะ"หญิงสาวแอบสะกิดชายหนุ่มที่เป็นตัวตั้งตัวตีเรียกช่างตัดเสื้อมาโดยที่ไม่ถามความเห็นเธอสักคำ จริงอยู่ที่ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยต่างชอบของสวยงามแต่เรื่องราคาก็ใช่ว่าจะไม่มีผลกับการตัดสินใจเลย"ไม่ต้อง"ถึงการกระทำจะเปลี่ยนไป แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่
"ดะ...เดี๋ยวค่ะใบหน้าสวยแดงซ่านเมื่อรู้สึกได้ถึงการรุกราน มือที่แข็งแกร่งนั้นกำลังเลื่อนต่ำลงมาเรื่อยๆ แล้ว"....."เสียงของเธอตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับสายลมบางเบาที่พัดผ่านมาแล้วก็พัดผ่านไป เขาหยุดการกระทำไปชั่วอึดใจและใช้สายตาสื่อแทน'เธอไม่ต้องการฉันรึไง'นั่นคือความหมายที่เธอแปลได้ ดวงตาคู่สวยยามนี้สั่นไหว ออร่าความหล่อของพระเอกช่างรุนแรงจนเธอมิอาจต้านทานได้ ยิ่งเขาลดช่องว่างและความสูงของกำแพงที่เคยสร้างไว้ เธอก็ยิ่งเหมือนโดนดึงดูดให้ต้องเออ ออ ตาม"อ๊ะ...ตรงนั้น"ร่างบางสะดุ้งเมื่อมือหนาเริ่มลูบไล้ เธอรับรู้ได้ถึงไอความร้อนจากฝ่ามือส่งผ่านเข้ามาถึงข้างใน จังหวะที่เขาใช้นิ้วลากสร้างความเสียวภายนอกช่างน่าอาย เธอได้ยินเสียงลามกของตัวเอง"อี้หาน อย่าค่ะ"ถึงปากอิ่มสวยจะร้องห้ามแต่ร่างกายของเธอกำลังเรียกร้องต้องการ ยิ่งนิ้วเขาเร่งจังหวะเสียดสีกับตรงนั้น หัวใจของเธอก็ยิ่งเต้นแรงและดัง เรียวขาที่ควรหุบกลับอ้ากว้างเพื่อให้อีกฝ่ายทำได้ถนัดขึ้น"แน่ใจว่าจะให้ฉันหยุด"ชายหนุ่มกระซิบถาม แววตาคู่คมนั้นดูถือไพ่เหนือกว่าทุกอย่าง นิ้วของเขาหยุดตามที่หญิงสาวต้องการแต่ถึงกระนั้นเขาก็ก้มหน้าหล่อๆ ลงมาซ
อยู่ๆ พระเอกก็มาบอกให้จูบจะไม่ให้เธอตกใจได้อย่างไร ดวงตากลมโตมองใบหน้าหล่อเหลาที่แสนนิ่งขรึมด้วยความสงสัย ในหัวสมองที่มึนงงตั้งคำถามมากกมาย อีตาพระเอกไปล้มหัวฟาดพื้นห้องมารึไง การกระทำถึงได้เปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ"จ...จูบเหรอ""อือ"เป็นการยืนยันที่ห้วนที่สุดในโลกก็ว่าได้ ฝูอี้หานยืนเฉยๆ ไม่ได้พูดอะไร ครั้นเธอจะถามเพื่อความแน่ใจก็กลัวจะไปจุดไฟโมโหให้ปะทุขึ้นมา ถึงจะสงสัย แต่เธอก็อดคิดไม่ได้ว่านี่คือโอกาส หากเธอไม่รีบคว้า แล้วชาติไหนเขาจะบอกให้ 'จูบ' อีกเล่า"หลับตาก่อนสิคะ"ในเมื่อคิดว่าจะไม่ปฏิเสธ ก็คงต้องทำตามคำสั่งนั้นไป หากแต่วันนี้เขาในชุดลำลองดูหล่อเกินไป ออร่าของพระเอกมันวิบวับแสบตาอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เรื่องเมื่อคืนที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายรอบทำเธอเขินอาย บวกกับดวงตาคมที่มองก็ทำให้ใจเธอสั่นระรัว "ทำไมต้องหลับ"คำถามนั้นดูจริงจัง เขาอยากเห็นหน้าเธอชัดๆ รวมไปถึงริมฝีปากอวบอิ่มที่ชวนมองนั้นด้วย"ถ้าคุณไม่หลับฉันก็ไม่...""หลับก็ได้"ฝูอี้หานไม่รอให้หญิงสาวพูดจบเขาก็พูดแทรกขึ้นมาพร้อมหลับตาลงตามที่เธอขอซะด้วยตึกตัก.... ตึกตัก....เสียงหัวใจที่เต้นแรง มีเพียงเจ้าของที่คงได้ยิ
'ทำไมยังไม่ไปทำงานอีกนะ'รั่วหยุนซีพึมพำ เธอเหล่มองไปที่หน้าต่าง เห็นร่างสูงยืนตระหง่าน สายตาคมที่มองมานั้นราวกับกำลังบอกให้รู้ว่า 'ฉันจ้องเธออยู่นะ'"ฉันไม่น่ามองขึ้นไปเลย"พูดกับตัวเองที่ยกมือขึ้นลูบอกด้วยความตกใจ ที่ผ่านมาเธอชินกับฝูอี้หานที่พูดน้อย ไม่สนใจใคร เอาตัวเองเป็นใหญ่ พอเขามีท่าทีที่เปลี่ยนไปเธอก็เลยตั้งรับไม่ทัน กอปรกับเรื่องอย่างว่าที่เกิดขึ้นด้วยความ 'เมา' นั้นทำเธอสู้หน้าเขาไม่ติดเลย"จงใจหลบตางั้นเหรอ"คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน เมื่อเห็นดวงตากลมโตที่มองสบคู่นั้นหลุบต่ำลง ใบหน้าคมฉายแววงุนงง ทั้งๆ ที่เมื่อคืนเธอนั้นร้อนแรงและยั่วยวน'อ๊ะ...อี้หาน''ครางชื่อฉันสิคะ''อื้อออ~ ตรงนั้นมัน อ๊ะ...'เขาจดจำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหอมหวานหรือเสียงคราง เขาชอบทุกการกระทำที่เธออยากเป็นฝ่ายขึ้นนำและควบคุม 'ฉันอยากลอง''อยู่นิ่งๆ สิคะ''ฉะ...ฉันทำได้ดีใช่ไหม'เขารู้ดีว่าในความกล้าของเธอยังคงแอบซ่อนไว้ซึ่งความเหนียมอาย ยิ่งเธอใช้ร่างกายยั่วยวนเขาเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่อย่างยากจะถอนตัวกริ้ง...กริ้ง...กริ้งเสียงโทรศัพท์ที่ดังต่อเนื่องกันทำให้ผู้กองฝูจำต้องละสายตาจาก
"ฉันเดินเองได้ค่ะ""ฉันรู้""ถ้ารู้ก็ปล่อยฉันลงสิคะ"หญิงสาวพูดในขณะเดียวกันก็ดิ้นขลุกขลักในอ้อมแขนแกร่งที่ถือวิสาสะอุ้มเธอทั้งๆ ที่เธอก็บอกว่า 'ไม่ได้เป็นอะไร' ถึงจะเจ็บๆ ตรงนั้นแต่ก็พอเดินไหว การที่โดนเขาอุ้มหลังจากที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งไป เอาตรงๆ นะมันทำตัวไม่ถูกจริงๆ "ไม่ปล่อย"คำตอบของฝูอี้หานมักเด็ดขาดและเด็ดเดี่ยวเสมอ เขามองไปที่ใบหน้าสวยหวานของเธอก็พบว่าปรากฏร่องรอยของความเขินอาย พลันหัวใจก็รู้สึกอุ่นซ่านขึ้นมา แววตาของเขาเปลี่ยนจากเฉยชาโดยที่ตนเองก็แทบไม่รู้ตัว"แต่ป้าจิวลู่กำลังมองอยู่""มองแล้วทำไม"ชายหนุ่มตอบหน้าตาเฉย"คุณไม่อายที่โดนมองรึไง""ถ้าฉันอาย ฉันคงไม่ทำให้เธอร้องทั้งคืน"คำตอบของฝูอี้หานทำดวงตาคู่สวยเบิกโพลงด้วยความตกใจ เรื่องน่าอายพวกนี้ไม่มีใครพูดในที่โล่งแจ้งรู้ไหม แล้วไอ้ท่าทีที่ดูเปิดเผยเหมือนไม่ปกปิดอะไร ทำให้เธออายจนอยากมุดดินหนีจริงๆ "ใครให้เธอไปนั่งตรงนั้น"เสียงทุ้มถาม"ก็คุณเคยบอกว่า...""มานั่งข้างฉัน"ไม่ทันที่รั่วหยุนซีจะได้อธิบาย ฝูอี้หานก็สั่งให้คนตัวเล็กมานั่งเก้าอี้ตัวข้างๆ ซึ่งปกติเขากับเธอเวลาร่วมโต๊ะอาหารก็คือนั่งประจันหน้ากัน เธอกิน เข
ไอ้พระเอกบ้าคิดว่าตัวเองดีนักรึไงคนเย็นชา ไร้หัวใจอมหมาไว้ในปากรึไงห๊ะ!!เพราะเคยด่าพระเอกนิยายว่าหาข้อดีไม่ได้ ถ้าไม่หล่อก็คงไม่ได้เป็นพระเอกนิยาย แต่เรื่องเมื่อคืนกลับทำความคิดของเธอเปลี่ยนไป เขาเป็นพระเอกที่หล่อกร้าวใจ และเรื่องนั้นก็แซ่บพริกสิบเม็ดเลย'สติหยุนซี เธอต้องตั้งสติ'หญิงสาวบอกตัวเองที่ถึงจะตื่นนอนแล้วแต่ก็ยังคงแกล้งหลับต่อไป เพราะฝูอี้หานยังคงไม่ไปไหน ปกติเขาต้องไปทำงานแล้วไม่ใช่รึไง แล้ว แล้ว แล้ว ทำไมเขาถึงยังอยู่ที่เตียง 'อะ...อี้หาน''มันลึกเกินไป''ฉันจะมะ..ไม่ อื้อ~'ทุกสัมผัสที่เขาแตะต้องเธอยังจำได้ ส่วนหนึ่งของเขากับเธอเชื่อมติดกันจนพาลให้ร้อนผ่าวไปทั้งร่างกาย ลีลารักของเขาพลิ้วไหวและนำพาเธอลอยละล่องไปถึงจุดสุขสม'โอ้ย! น่าอายมากๆ เลย'ความทรงจำที่เร่าร้อนทำเธออายจนไม่กล้าลืมตา เธอกับฝูอี้หานเพิ่งทำเรื่องอย่างว่าแล้วก็ไม่ได้จบแค่ครั้งเดียวด้วย 'เรียกชื่อฉัน''ฉันทำได้ดีใช่ไหม''ไม่ต้องอาย''ฉันอยากฟังเสียงเธอ'นี่ใช่ผู้ชายปากหนักที่กลัวดอกพิกุลร่วงจากปากใช่หรือไม่ หลังจากที่ผ่านพ้นคืนอันเร่าร้อนแสนหวามเธอเองก็เริ่มไม่มั่นใจ เขาพูดเรื่องน่าอายได้โดยไม่รู้สึ







