Mag-log in“น้าหัวเราะอะไร”
“เปล่านะ เอ่อคือ…ปกติน้าอยู่ห้องไหน”
“ห้องใหญ่” เด็กน้อยชี้ไปยังประตูแรกด้านขวามือ
เฟยเฟิ่งนำกระเป๋าไปวางไว้ด้านใน แล้วก็รีบออกมาหน้าห้องพบว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กกำลังยืดคอมองสอดส่องอยู่
“ไปเรียกพี่ชายออกมาหน่อย น้ามีเรื่องต้องคุยด้วย”
เมื่อมากันพร้อมหน้าแล้วก็มีการจ้องตากันอย่างแปลกประหลาดอยู่สักหน่อย เด็กทั้งสองดูอย่างไรก็ไม่กล้าขยับกายเข้าใกล้สตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่เลี้ยง ตัวเฟยเฟิ่งจึงย่อเข่าลงมาให้สายตาตนเองอยู่ระดับเดียวกันกับเด็กทั้งสอง
“น้าล้มหัวฟาดพื้น จำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง เรื่องนี้ห้ามบอกใครตกลงไหม” เฟยเฟิ่งเริ่มพูดก่อน
“ทำไมห้ามบอก” ผู้เป็นพี่ชายสอบถามขึ้นก่อน
“เพราะถ้าต่อไปเราจะซื้อของ หรือขอแลกอะไรจะถูกเอาเปรียบได้”
“น้านั่นแหละเอาเปรียบ ให้พวกเราหากินกันเอง ทั้งที่น้ามีเงินติดตัวมาตั้งมากมาย”
“เงินส่วนนั้นเป็นสินเดิมใช่ไหม” เฟยเฟิ่งถาม
“ใช่ น้าเคยตะโกนว่าอย่ายุ่งกับสินเดิมของน้า ตีแรงหลายทีเลย” เด็กหญิงกล่าวขึ้นบ้างเพราะเคยถูกดุด่าที่ไปสนใจสร้อยไข่มุกของว่านเฟยเฟิ่ง
“ถ้าเป็นสินเดิมก็ไม่แปลกอะไร เพราะนั่นเป็นของส่วนตัวของผู้หญิง ไม่ใช่สมบัติส่วนกลางของครอบครัวสามี นั่นมันหน้าที่พ่อของเธอทั้งสองคนที่ต้องเตรียมเงินไว้ดูแลคนในบ้าน หนูเองเป็นผู้หญิงก็ต้องจำเรื่องนี้ไว้” เฟยเฟิ่งเริ่มอธิบาย
“ของในบ้านทำไมถึงไม่ใช้ด้วยกัน” เด็กชายถาม
“ใช้ได้ถือว่าเป็นน้ำใจสะใภ้ แต่ถ้าหากจะไม่ใช้ก็ไม่ผิดอะไร ห้ามหยิบจับเสมือนว่าเป็นของตัวเอง ถ้าน้าไปหยิบของส่วนตัวเด็กๆ มาใช้โดยไม่ขอได้ไหมล่ะ”
“ไม่ได้นะ” สองเสียงเล็กประสานขึ้นมาในเวลาเดียวกัน
“ถ้าอย่างนั้น เราเริ่มกันใหม่ ขออนุญาตก่อนหยิบจับ แล้วน้าก็จะไม่ตีไม่ดุด่า”
หลังจากนั้นเฟยเฟิ่งก็ให้เด็กทั้งสองเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตัวเธอมาถึงยังบ้านหลังนี้ ก็พบว่าตัวเธอและสามียังไม่เคยพบหน้ากัน การกราบไหว้ฟ้าดินนั้นยังไม่ได้เกิดขึ้น และที่น่าขบขันคือแม่เลี้ยงของเธอไม่ได้รับสินสอดจากครอบครัวนี้ แต่แถมเงินมาให้พวกเขาเพื่อเอาเธอไปเป็นสะใภ้
“ทำไมน้ากับพ่อไม่เคยเจอกันล่ะ”
“พ่อไปทำงาน พอไม่ใช่ช่วงทำนาผู้ชายในหมู่บ้านก็ไปรับจ้างกัน”
“แล้วไม่ทิ้งเงินไว้ให้เลยเหรอ ทำไมพวกหนูไปขโมยไข่บ้านคนอื่น”
“ให้ไว้ แต่เวลาพ่อไม่อยู่ บ้านอันก็ชอบมารีดไถเงินจากย่าทุกที อ้างว่าไม่มีถ่าน ไม่มีผ้าห่ม แต่พอพวกเราไปขอบ้างก็ถูกตีกลับมา” เด็กชายมีสีหน้าคร่ำเครียดกอดอกปกป้องตนเองทันที
“เอาเถอะ น้าไม่รู้ว่าเมื่อก่อนน้าเป็นยังไง แต่ต่อจากนี้น้าคือผู้ใหญ่ในบ้าน น้าจะคอยช่วยเอง” เฟยเฟิ่งส่งยิ้มหวานออกไปหวังซื้อใจ แต่นั่นทำให้เด็กทั้งสองหันมองกันอย่างไม่แน่ใจนัก
เพราะตั้งแต่สะใภ้คนนี้มาอยู่ในบ้าน นอกจากรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม เด็กทั้งสองก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรดี ผู้หญิงคนนี้ปฏิบัติเหมือนกับว่าสองพี่น้องคือเด็กรับใช้ ทั้งยังดุด่าเมื่อไม่ถูกใจ แม้จะตีไม่รุนแรงเท่าบ้านอัน แต่ก็มีเรื่องให้เจ็บตัวเสมอ ทะเลาะกับคนไปทั่ว ทั้งที่หมูบ้านและตลาด พานทำให้คนที่เห็น และเคยช่วยดูแลเด็กทั้งสองขยาดไปตามกัน
“วันที่จำได้อย่าทำร้ายพวกเรา คุณน้าสวยแต่ใจร้าย” ซูลี่รีบปิดปากของตัวเองไว้ดวงตาเบิกโพลง แต่เมื่อเห็นว่าภรรยาของพ่อกำลังหัวเราะก็ผ่อนคลายลง
“ไปช่วยน้าล้างแผลที พ่อทิ้งยาไว้บ้างไหม” เฟยเฟิ่งลุกขึ้นกวักมือเรียกเด็กๆ ให้ตามมา
ขันน้ำถูกตักขึ้นมาคนหนึ่งค่อยๆ เท ส่วนอีกคนใช้มือถูเบาๆ เอาคราบสิ่งสกปรกและเลือดที่แห้งติดออกไป ส่วนเฟยเฟิ่งที่ถูกน้ำราดก็แข็งใจทนกับความเย็น
“แผลใหญ่มากแค่ไหน”
“ใหญ่มาก” ซูลี่ทำท่าทางด้วยมือเล็กๆ แสดงให้เฟยเฟิ่งเห็นว่าแผลมีขนาดประมาณกำปั้นตน
“จะไปหายามา สมุนไพรใช้ได้ไหม จะชั้นต่ำแบบที่น้าชอบด่าคนอีกไหม” จื่อซวานว่ากระทบยังไม่วางใจกับคนที่อ้างว่าจำอะไรไม่ได้นัก
“ไม่ว่าจ้ะ ขอบใจมากนะ ย่าพวกหนูไม่ออกมาเหรอ”
“ย่าป่วยหนัก ย่าทนหนาวได้ไม่ดี” ซูลี่ส่ายหน้า
“งั้นระหว่างรอจื่อซวาน เรามาดูกันว่ามีอะไรทำให้ย่าอุ่นขึ้นบ้าง”
เฟยเฟิ่งให้ซีซูลี่พาดูของในครัวก็เห็นอุปกรณ์หลายอย่าง วัตถุดิบก็มีของแห้งอยู่มาก ที่ขาดก็มีเพียงเนื้อสัตว์ และไข่เท่านั้น
“มีถั่วเยอะเลยนี่นา ไม่เห็นต้องไปพึ่งพาไข่ใคร”
“ถั่วแทนไข่ได้ที่ไหน น้าตลกจัง” ซูลี่หัวเราะคิกคักที่เห็นว่าคนด้านข้างเป็นผู้ใหญ่เสียเปล่า แต่กับไม่รู้เรื่องอะไร
“แทนได้สิ สารอาหารหลักคือโปรตีนเหมือนกัน”
เฟยเฟิ่งเริ่มให้ซูลี่ก่อไฟเพื่อตั้งน้ำหุงข้าว โดยผสมถั่วที่มีอยู่ลงไป จากนั้นก็เหลือบไปเห็นขิงแก่ จึงรอให้ถึงช่วงที่ต้องเทน้ำออกแล้ว ก็ใช้ช้อนขูดขิงลงไปด้วย และเริ่มปรุงรสด้วยเครื่องปรุงที่มีคลุกเคล้าให้ทั่วแล้วปิดฝาไว้ยกลงให้ข้าวสุกด้วยตนเองต่อ ส่วนอีกหม้อตั้งน้ำพร้อมกับขูดขิงลงไปเพิ่มปรุงรสอ่อนๆ
ระหว่างรอจื่อซวานก็กลับมาพอดีเขานำน้ำล้างใบที่เก็บมา สั่งให้เฟยเฟิ่งเคี้ยวและโปะลงไปพบแผลจนทั่วจากนั้นก็เป็นฝ่ายหยิบผ้ามาผูกปิดแผลไว้
“ขอบใจจ้ะจื่อซวาน”
สิ้นคำนี้เฟยเฟิ่งก็ลุกไปดูข้าวพบว่าได้ที่แล้วแม้จะแฉะไปเสียหน่อยก็นับว่าพอกินได้ เฟยเฟิ่งตักแบ่งส่วนของย่าเด็กทั้งสองแยกไว้
“จะเก็บไว้คนเดียวเหรอ ตอบแทนกันบ้างสิ อุตส่าห์หายาให้” จื่อซวานถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ฟังดูขึงขัง
“ใช่ที่ไหนกัน อันนั้นตักแบ่งไว้ให้ย่า ส่วนที่เหลือเราก็แบ่งกัน”
ว่านเฟยเฟิ่งเอาช้อนแจกจ่าย ยื่นจานของย่าให้เด็กชายนำเข้าไปด้านในส่วนหม้อข้าวและน้ำแกงเป็นเธอเองที่ถือเข้าไปด้านใน เพื่อหนีความหนาวเย็น
“กินได้ไหม” เฟยเฟิ่งถามออกไป กลัวว่าเด็กทั้งสองจะไม่ชอบถั่ว
“อร่อย เค็มๆ หวานๆ” จื่อซวานพยักหน้าไม่อยากจะเชื่อว่าแม่เลี้ยงคนนี้จะปรุงรสชาติอาหารที่ไม่มีเนื้อให้ออกมาอร่อยได้
เพียงเท่านั้นทั้งสามก็ตกอยู่ในความเงียบ ต่างคนต่างเคี้ยวและตักน้ำไปซด ช้อนสามคันหนึ่งหม้อข้าวหนึ่งหม้อน้ำ ไม่หรูหราแต่ก็นับว่าเป็นมื้อแรกหลังย่าป่วยที่ทั้งสองได้รับการดูแล
“น้าว่าน้าลืมอะไรไปสักอย่าง” เฟยเฟิ่งคิด “อ๋อ! ชื่อไง พวกหนูชื่ออะไร”
“จื่อซวาน ซีจื่อซวาน”
“ซูลี่ ซีซูลี่”
“ซีซูลี่?” เฟยเฟิ่งทวนอีกครั้งพลางสังเกตใบหน้าของซูลี่ดูอีกครั้ง ป้าซีคนนั้นมีตาสีอ่อน คิ้วโก่งโค้งตามธรรมชาติ และมีไฝที่แก้มขวา “เหมือนกันเลย”
“เหมือนกัน? ซวยแล้ว”
บทพิเศษ 3 ทารกฝาแฝดช่วงหัวค่ำของคืนปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็นสบาย แต่ในห้องนอนของเฟยเฟิ่งกลับเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มและความอึดอัดของคนท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที เธอนอนตะแคงข้างพร้อมลูบท้องกลมโตเบาๆ ความรู้สึกหนักและแน่นกดทับทำให้หายใจไม่สะดวก ท้องแฝดไม่เคยปล่อยให้เธอสบายอยู่แล้ว คืนนี้ก็เช่นกัน เธอพยายามจนข่มตาลงได้แต่แล้วเฟยเฟิ่งก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะรู้สึกถึงบางอย่างที่ไหลออกมาตามขา เธอรีบยันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ คิดในใจว่าคงเป็นเพราะแรงกดจากท้องแฝดจนทำให้เธอเผลอฉี่แตก แต่เมื่อเธอขยับตัวเพียงนิด น้ำอุ่นๆ ก็ไหลเพิ่มขึ้นอีก ความจริงแล่นวาบขึ้นมาทันที“ไม่นะ นี่มันน้ำคร่ำ!” เธออุทานเสียงสั่น ก่อนจะเอื้อมมือไปเขย่าตัวสามีแรงๆ “พี่จื่อหาน! จื่อหาน สามี! ตื่นเร็วเข้า!”
บทพิเศษ 2 นายพลจ้วงได้สะใภ้กลางเสียทีแม้ชีวิตของลูกชายคนกลางและลูกสะใภ้จะเป็นไปได้ด้วยดี แต่จ้วงไป่ชิงก็ยังไม่ค่อยพอใจ เพราะฝั่งลูกชายก็ขยายร้านวัสดุไปเจ็ดสาขาในห้ามณฑลแล้ว ทั้งยังจัดตั้งโรงงานทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เฟยเฟิ่ง ขยายการเพาะปลูกสมุนไพรและดอกไม้ จนต้องว่าจ้างคนทั้งหมู่บ้าน ในโรงงานเองก็ผลิตสินค้ากันไม่ได้หยุดหน่อย เพราะร้านความงามสู่ขยายไปแล้วสิบสาขาในหลายมณฑลด้านฝั่งลูกสะใภ้ก็เรียนหนังสือได้ดีจนโล่งอก คิดหาลู่ทางหาเงินได้เป็นสิบเป็นร้อยวิธี จนจ้าวหลงเองก็ลาออกจากราชการมาเปิดธุรกิจของตัวเองแล้วเช่นกัน เพราะฟังเฟยเฟิ่งมามาก จนเกิดแรงบันดาลใจ แม้จะมีแต่คนบ้างานอยู่รอบตัวไป่ชิง แต่เมื่อไปเทียบกับลูกคนโตที่ภรรยาอย่างฟางลี่กำลังจะคลอดลูกคนแรก และอิงลี่ที่กำลังจะมีทายาทคนที่สอง ทำให้ไป่ชิงเริ่มกลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้าหลานที่เกิดจากสะใภ้คนนี้
บทพิเศษ 1 นักศึกษาว่านผ่านไปหนึ่งปี เฟยเฟิ่งเข้ามาเป็นนักศึกษาใหม่ในคณะเศรษฐศาสตร์ เพราะไม่อยากเรียนบริหารธุรกิจแบบที่เคยจบมาแล้วในภพเก่า เธอไม่ได้ไปเรียนในเป่ยจิงอย่างที่เคยบอกจื่อหานไว้ แต่เธอเลือกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกับฮวาจู แม้ว่าคะแนนจะเพียงพอให้เลือกเรียนที่ไหนก็ได้ตามต้องการ แต่เมื่อดูความจำเป็นในชีวิตแล้ว การเรียนในเซี่ยงไฮ้สะดวกกว่ามาก และไม่ห่างจากหมู่บ้านชิวหลินมากเกินไปนั่นทำให้เฟยเฟิ่งยังสามารถผลิตน้ำตบ และครีมส่งขายให้กับร้านยาสู่ได้ดังเดิม และสู่มู่ไป๋เองก็ติดคนรักของตนมาก มารับส่งไปกลับที่บ้านเธอ และบ้านใหญ่ซีอยู่บ่อยๆ จื่อหานและเฟยเฟิ่งจึงสามารถติดรถกลับไปที่หมู่บ้านได้สะดวกทุกครั้ง จื่อหานคอบกลับไปดูความเรียบร้อยของเห็ด และแปลงดอกไม้ที่จ้างพี่ชายดูแลเต็มเวลา ส่วนเฟยเฟิ่งก็ผลิตสินค้าของตัวเองไปตามกำลัง
บทที่ 125 รำคาญค่ำคืนนี้ครอบครัวเล็กซีก็ยังต้องอยู่ในบ้านหลังเดิมต่อไปอีกหนึ่งคืน เพราะกว่าจะเสร็จเรื่องราว รถไฟไปเซี่ยงไฮ้ก็หมดรอบไปแล้ว เสียงแมลงร้องดังเหมือนอย่างทุกวัน อากาศเย็นยามกลางคืนพัดผ่านกระทบผิว เฟยเฟิ่งไม่สามารถข่มตานอนหลับได้ เธอพลิกตัวไปมาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้น ขยับตัวอย่างเบามือ ระวังไม่ให้จื่อหานตื่น เพื่อไปแง้มประตูแอบดูลูกๆในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจากพระจันทร์ลอดเข้ามา จื่อซวานและซูลี่นอนหลับสนิทอย่างสบายไร้กังวล เสียงลมหายใจเบาๆ ของเด็กทั้งสองทำให้หัวใจของเฟยเฟิ่งค่อยๆ อ่อนลง แม้จะรู้ว่าพวกเขาปลอดภัยดี เธอกลับยังวางใจไม่ได้ อารมณ์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความรักและความกลัวประหลาดๆ ทำให้เธอเอียงหัวพิงกรอบประตู จ้องมองภาพเด็กทั้งสองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องตรวจสอบให้แน่ใจอยู่ตลอดเวลาว่าพวกเขายังอยู่ตรงหน้า
บทที่ 124 ขอเรียกว่าแม่“กรี๊ดดดดด” เสียงร้องลากยาวดังขึ้นทันทีเมื่อกระสุนปืนดังขึ้นสามนัดเลือดจากขมับและลำคอของจางเข่อซินสาดลงบนใบหน้าของเฟยเฟิ่ง รสเหล็กในปาก ทำให้ผู้ที่ถูกทำร้ายลืมเจ็บลุกขึ้นอ้วก ผลักร่างของคนร้ายที่ล้มมาทับตนเองออกไปโดยไม่มีเยื่อใย“เฟยเฟย!” ซีจื่อหานที่ต้องการวิ่งเข้ามาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจขวางทางไว้ห้ามไม่ให้เขาเข้ามา แต่เพราะไม่อาจจะห้ามเฟยเฟิ่งได้เธอจึงรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดต้นเสียงทันทีที่ได้ยินเขาเรียก“คนที่ฆ่าพวกผู้หญิงที่หายไปคือจางเข่อซิน ฮือ เขาเป็นคนทำทั้งหมดเลย จางลี่ จานอ้าย ก็ฝีมือเขาทั้งหมด ฮึก”
บทที่ 123 ปิดฉากฆาตกร“น้าเฟิ่งบอกมาสิครับ” จื่อซวานจ้องมองหาคำตอบด้วยคราบน้ำตาที่เปรอะหน้า เขาสับสนจนไม่รู้จะวางตัวอย่างไรเสียงเด็กทั้งสองเริ่มร้องไห้ประสานกันระงมด้วยความกลัวและความสับสน เมื่อผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ และเป็นผู้ที่ควรจะปกป้องพวกเขากลับลุกขึ้นมาทำร้ายเสียอย่างนี้จางเข่อซินส่งยิ้มเย็นที่ยกโค้งขึ้นเล็กน้อยตามมารยาทมาให้เฟยเฟิ่ง ดวงตาแฝงแววเยาะเย้ย “ว่ายังไงล่ะน้าเฟิ่ง จะบอกจื่อซวานกับซูลี่ยังไงดี”“ลุงเข่อซินคือคนที่ทำร้ายผู้หญิงที่หายไป ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร อย่ากลัวเด็ดขาด เขาคือปีศาจที่กินความกลัวเป็นอาหาร ถ้าเราไม่กลัวผู้ชายคนนี้เขาก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้ หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้ เชื่อน้านะ”
บทที่ 97 เปิดตัวร้านความงามสู่ปัง ปัง ปัง! ปัง ปังเสียงประทัดดังสนั่นตั้งแต่ยามสายของวัน กลิ่นควันมงคลโชยปะปนกลิ่นดอกไม้ที่สู่มู่ไป๋จัดไว้หน้าร้าน ความคึกคักเริ
บทที่ 96 น้าเฟิ่งโกรธอะไรพ่อ“อยากไปโรงเรียนแล้ว ทำยังไงดีพี่จื่อซวาน” ซูลี่ที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะหนังสือหันไปหาพี่ชายด้วยแววตาเป็นกังวล“ไม่ต้องทำอะไ
บทที่ 86 ได้เกี่ยวข้าวพร้อมทุกคนเวลาผ่านมาเดือนเศษ โรงเรียนปิดภาคเรียนอย่างเป็นทางการ การสอบเข้ามหาลัยก็ผ่านพ้นไปแล้ว ท่ามกลางทุ่งนาของหมู่บ้านชิวหลิน ชา
บทที่ 80 ปลูกโสมในมิติอากาศในมิตินี้สดชื่นอย่างประหลาด ยิ่งหลังจากการทำความสะอาดครั้งนั้น และการเข้ามาทำแปลงสมุนไพรก็ดูเหมือนว่าบรรยากาศจะดีขึ้นเรื่อยๆ แ







