เข้าสู่ระบบกลับมาปัจจุบัน…
“เจ็บหัวชะมัด ไปไหนกันหมด” รสาลุกขึ้นยืนจากพื้นดินเย็นเฉียบที่ตนเองนอนอยู่พยายามปัดฝุ่นก็ต้องแปลกใจ เพราะชุดที่เธอกำลังสวมใส่ไม่ใช่ชุดเดียวกันกับที่ใส่มาวันนี้ แต่มันกลับเป็นกระโปรงยาวลายดอก ผ้าคุณภาพดีเยี่ยมผิดกับเสื้อผ้าที่จะเจอได้ตามร้านฟาสแฟชั่น ด้านข้างมีกระเป๋าเดินทางที่ทำขึ้นมาจากผ้าไม่ใช่พลาสติกแบบที่คุ้นเคย
แล้วตอนนั้นเสียงอะไร คอหักแต่ไม่ตาย ฉันเป็นคนอยู่ไหมเนี่ย
เมื่อทรงตัวได้ที่แล้วก็ยังรู้สึกเจ็บหลังศีรษะอยู่ รสาจึงได้เอื้อมมือไปจับดูก็พบว่ามีเลือดออกเต็มไปหมด “หัวแตก! ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย”
“รำคาญ! เงียบๆ ไปสักทีคนจะหลับจะนอน” เสียงตะโกนดังออกมาจากบ้านฝั่งตรงข้าม
ส่วนตัวรสาที่มองหันกลับไปก็เห็นว่าตนเองล้มลงภายในรั้วบ้านจึงคิดเอาเองว่าคนในบ้านหลังนี้คงช่วยเหลือตนเองเอาไว้ โดยที่ยังแปลกใจไม่หายที่เพื่อนสนิทไม่พาเธอไปหาหมอ แต่กลับเปลี่ยนชุดให้แล้วพามาฝากไว้บ้านใครก็ไม่รู้อย่างตอนนี้
รสาถือวิสาสะเปิดกระเป๋าที่ตัวเองสะพายอยู่ก็พบกับเอกสารประจำตัวที่ระบุว่าเป็นของว่านเฟยเฟิ่ง ส่วนที่อยู่เธอพยายามสอดส่องสายตาหาคำที่รู้จักก็พบกับคำว่าเซี่ยงไฮ้ แต่เมื่อสังเกตวันเดือนปีเกิดเจ้าของเอกสารให้ดีกลับพบว่าเธอเกิดเมื่อปี 1962 ออกเอกสารเมื่อปี 1980
“แล้วทำไมกระดาษมันใหม่ขนาดนี้ กระดาษจะห้าสิบปี ไม่ใช่ว่าอย่างน้อยก็ต้องเหลืองสักหน่อยรึไง ของเมื่อก่อนคุณภาพใช่ได้จริงๆ ทำเพื่อให้คงทน ไม่ได้รีบขายรีบพังรีบให้ซื้อ” รสาพึมพำพร้อมกับพับเก็บเข้าที่ แต่ยังไม่ทันคิดว่าจะทำสิ่งใดต่อไปก็ต้องลุกพรวดขึ้น
ตุ๊บ!
“ใครน่ะ เจ้าของบ้านเหรอคะ”
รสาเดินกึ่งวิ่งไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงของหล่น แต่เมื่อไปถึงแล้วกลับพบว่าเป็นเพียงจานข้าวเก่าที่พลิกคว่ำ เธอส่ายหัวคิดเอาเองว่าคงเป็นแมววิ่งเล่นชนของเข้าจึงได้ออกมาเป็นสภาพเช่นนี้
ทว่าเมื่อมาถึงหลังบ้านรสากลับเห็นว่าเป็นนาข้าวกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากัน แผลก็เจ็บบีบขึ้นมาเป็นจังหวะ ยิ่งส่งให้หญิงสาวรู้สึกสับสน
“เมื่อเช้าไม่เห็นมีนาข้าวสักนิด ไม่ใช่ว่าขุดจนเกลี้ยงแล้วเหรอ” รสาสับสนจนต้องยกมือขึ้นเกาหัว แต่เพราะไม่ระวังจึงเกาถูกแผลมีเลือดระลอกใหม่ทะลักออกมาซ้ำสอง
“โอ๊ยๆๆ ซิ๊ด แล้วนี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน เปลี่ยนชุดให้แต่ไม่ทำแผลเนี่ยนะ!”
รสาที่เห็นโอ่งน้ำจึงจะไปตักมาล้างมือที่เลอะเลือดเสียหน่อย แต่เมื่อชะโงกไปกลับเห็นเงาสะท้อนมากกว่าเพียงใบหน้าเดียว
“เห้ย!” รสารีบหันกลับไปมองแต่ก็ไม่พบสิ่งใด เธอจึงหลับตาแล้วค่อยๆ หันกลับมาตักน้ำเย็นจัดราดใส่มือแล้วเช็ดกับกระโปรงอย่างไม่สนใจนัก ทว่าในจังหวะที่กำลังลืมตาเพื่อจะเก็บที่ตักน้ำกลับพบเงาผู้หญิงผมยาวสะท้อนอยู่ในน้ำเช่นเคย
“ผีจีนฟังแผ่เมตตาออกไหมวะเนี่ย สัพเพสัตตา…สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด…”
รสาเงียบเสียงลงเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินอยู่รอบกายของตน จึงเริ่มพยายามหมุนตัวหนีบ้าง แต่ยิ่งหนีกลับยิ่งเห็นร่างของผู้หญิงผมยาวคนนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
“คืน!” เสียงของผีสาวตนนั้นกล่าวขึ้นพร้อมกับพุ่งเข้ามาหารสาที่หยุดหมุนด้วยความกลัวจนก้าวขาไม่ออก
“กรี๊ด!!” เมื่อเห็นใบหน้าที่เปรอะเลือดพุ่งเข้าใส่รสาก็พลันกรีดร้อง และเป็นลมล้มพับไป
.
.
.
“ไอ้จื่อซวาน นังซูลี่ พวกเด็กเหลือขอ แกมาขโมยของบ้านฉัน แกตายแน่!”
“ย่าบอกว่าถ้าขาดเหลืออะไรก็ให้ไปเอาบ้านอันได้ ย่าไม่สบาย พ่อก็ไปทำงาน พวกเราแค่อยากทำโจ๊กใส่ไข่มาดูแลย่า”
เสียงของเด็กผู้ที่ยังไม่แตกหนุ่มดังขึ้นในโสตประสาทของรสาที่คิดว่าเมื่อคืนตนเองฝันประหลาดเสียนักหนา แต่เมื่อหันมาเจอกับโอ่งใบเมื่อคืนก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่เพียงความฝัน
“ทวดอันไม่อยู่แล้ว ย่าของพวกแกก็แต่งออกไปจนมีหลานแล้ว มาเกี่ยวข้องอะไรอีก ขโมยชัดๆ จะตีให้ตายวันนี้แหละ!” เสียงของสตรีวัยกลางคนดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝ่ามือกระทบกับผิวหนังดังเพียะติดกันหลายครั้ง
“นี่! ทำอะไรกัน หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” รสารีบตะโกนจากหลังบ้าน แล้วสาวเท้าไปยังรั้วทันที ภาพที่เห็นทำให้รสาต้องตกใจสุดขีดเพราะเป็นคุณป้าคนหนึ่งกำลังตีก้นเด็กชายตัวไม่อ้วนไม่ผอมอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กอีกคนหนึ่งกำลังยื้อแย่งจนถูกลูกหลงไปด้วย
“โผล่หัวออกมาได้แล้วเหรอสะใภ้ว่าน ลูกเลี้ยงของเธอแอบไปขโมยของที่บ้านอันตั้งแต่เช้ามืดรู้ไว้ซะบ้าง” ป้าที่ยังมีสีหน้าเกรี้ยวกราดยอมหยุดตี แล้วเปลี่ยนมากอดอกชี้ด่ารสา
“สะใภ้ว่าน?”
“อยู่ชนบทจนสมองกลับรึไงนังว่านเฟยเฟิ่ง”
“ฉันเนี่ยเหรอสมองกลับ ฉันยังไม่ได้แต่งงานสักหน่อย” รสาส่ายหน้า “ป้านั่นแหละสมองกลับ ตีเด็กขนาดนั้นทำไมกัน หนู หนูไปเอาอะไรของป้าเขามาจ้ะ”
“ไข่ไก่ฟองเดียวเอง” รสาพึมพำเมื่อเห็นสิ่งที่เด็กน้อยควักออกมาให้ดู
“คิดแบบนี้ถ้ามีคนไปเอาไข่ทุกวันไม่ใช่ว่าฉันต้องเลี้ยงไก่ไว้ให้คนทั้งหมู่บ้านรึไง”
“ไข่มันเท่าไหร่กันเชียว เอาเป็นว่าฉันซื้อ” รสาถอนหายใจ
“สะใภ้เซี่ยงไฮ้อย่างแกเอามายี่สิบหยวน”
“มากไปหน่อยแล้วป้าผิงเจิน ยังไงป้าซูเจินก็เป็นพี่สาวป้า” ชายแปลกหน้ายื่นเงินไปยัดใส่มือป้าผิงเจิน ที่หลังจากรับเงินแล้วก็สะบัดตัวหายไปอีกทาง
“ขอบคุณค่ะ” รสาพยักหน้ายิ้มๆ
“ลุงเข่อซิน!” เสียงเด็กทั้งสองเรียกอย่างสดใสก่อนวิ่งเข้าไปกอดชายแปลกหน้าผู้นั้น
“พ่อฝากลุงเอาขนมพวกนี้มาให้ ยาเผื่อให้ป้าเจิน แล้วก็เนื้อหมู ส่วนเงินนี่ฝากให้แม่เลี้ยงของพวกเธอ” เข่อซินยืดตัวขึ้นมาแล้วยื่นเงินให้กับรสา
“ให้ฉันหมายความว่ายังไง”
“พี่สาวเป็นแม่เลี้ยงของพวกเรา” เด็กผู้ชายที่โตกว่าเป็นคนตอบ
“ห๊า! ฉันเนี่ยนะไม่จริงหรอก ไม่เห็นจะจำได้ว่าแต่งงานแล้ว” รสาเริ่มเจ็บหัวขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะมีความทรงจำเลือนรางฉายขึ้นมา เธออยู่ในร่างของว่านเฟยเฟิ่งที่ถูกแม่เลี้ยงส่งให้ไปแต่งงานในหมู่บ้านชนบทห่างไกลสักแห่ง แต่น่าเสียดายที่ยามนี้รับรู้ได้เพียงเท่านี้
จากนั้นภาพในหัวแปรเปลี่ยนเป็นเหตุการณ์ยามที่เธอตกเนินลงมา เครื่องมือของกู้ภัยไม่อาจยื้อชีวิตรสาไว้ได้ นักข่าวรุมถ่ายภาพ ชาวบ้านที่มารุมตะโกนโหวกเหวกว่าที่แห่งนี้มีอาถรรพ์ต่อให้ไม่มีฆาตกรก็สังเวยชีวิตหญิงสาว เมื่อรับรู้เช่นนั้นแล้วรสาหรือในยามนี้คือว่านเฟยเฟิ่งก็หลุดจากภวังค์
“สหายว่าน! สหายว่าน! นั่นเลือดนี่นา” เข่อซินมองเห็นเลือดที่ไหลที่เกาะเลอะอยู่เมื่อเฟยเฟิ่งหันข้างทักขึ้น
“ไม่ต้อง ไม่จำเป็น ฉันชื่อว่านเฟยเฟิ่งงั้นเหรอ นี่ปีอะไร” รสาที่เริ่มรับรู้ความจริงของสถานการณ์ตรงหน้าถามออกไป
“1980 จำไม่ได้สักนิดหรือ” เข่อซินมีสีหน้ากังวลฉายชัดออกมา ทำให้เด็กทั้งสองเริ่มดูกังวลตามไปด้วย
“เด็กๆ ไปดูแลคุณย่าเถอะนะ มะ…เอ่อน้า น้าขอคุยกับเพื่อนของพ่อพวกเธอก่อน”
“สหายว่านต้องไปหาหมอนะ”
“นอกจากที่จำอะไรไม่ได้ ฉันก็ไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติอีก เดี๋ยวแผลหายก็คงปกติแล้วค่ะ” รสากล่าวตอบออกไปพร้อมรอยยิ้ม
“ถ้ามีอะไรก็เขียนจดหมายไปบอกสามีด้วยล่ะ เดี๋ยวให้เงินครบทุกบ้านก็ต้องรีบกลับไปแล้ว ระวังไว้อย่าให้ใครรู้เรื่องความทรงจำ คนในหมู่บ้านจะเอาเปรียบเอาได้” จางเข่อซินพูดจบก็จากไปก่อนจะหันกลับมามองกระเป๋าที่กองอยู่หน้าบ้านซีอีกครั้ง
นั่นทำให้รสาที่ยืนส่งอยู่หน้าบ้านมองตามแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมา เก็บกระเป๋าทั้งสองใบเข้าบ้าน มองดูเด็กๆ ยกชามโจ๊กเข้าไปในห้องนอนด้านขวา ส่วนรสาก็หันไปส่องกระจกบานที่ใหญ่พอจะเห็นทั้งใบหน้า แล้วเธอก็ต้องยอมรับว่าต่อแต่นี้เธอคือว่านเฟยเฟิ่งสะใภ้ชาวนาผู้มีลูกเลี้ยงให้ดูแลถึงสองคน
“ก็ดีแฮะ! ได้ทะลุมิติมาเหมือนนางเอกนิยายจีนเป๊ะๆ คิกๆ”
บทพิเศษ 3 ทารกฝาแฝดช่วงหัวค่ำของคืนปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็นสบาย แต่ในห้องนอนของเฟยเฟิ่งกลับเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มและความอึดอัดของคนท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที เธอนอนตะแคงข้างพร้อมลูบท้องกลมโตเบาๆ ความรู้สึกหนักและแน่นกดทับทำให้หายใจไม่สะดวก ท้องแฝดไม่เคยปล่อยให้เธอสบายอยู่แล้ว คืนนี้ก็เช่นกัน เธอพยายามจนข่มตาลงได้แต่แล้วเฟยเฟิ่งก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะรู้สึกถึงบางอย่างที่ไหลออกมาตามขา เธอรีบยันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ คิดในใจว่าคงเป็นเพราะแรงกดจากท้องแฝดจนทำให้เธอเผลอฉี่แตก แต่เมื่อเธอขยับตัวเพียงนิด น้ำอุ่นๆ ก็ไหลเพิ่มขึ้นอีก ความจริงแล่นวาบขึ้นมาทันที“ไม่นะ นี่มันน้ำคร่ำ!” เธออุทานเสียงสั่น ก่อนจะเอื้อมมือไปเขย่าตัวสามีแรงๆ “พี่จื่อหาน! จื่อหาน สามี! ตื่นเร็วเข้า!”
บทพิเศษ 2 นายพลจ้วงได้สะใภ้กลางเสียทีแม้ชีวิตของลูกชายคนกลางและลูกสะใภ้จะเป็นไปได้ด้วยดี แต่จ้วงไป่ชิงก็ยังไม่ค่อยพอใจ เพราะฝั่งลูกชายก็ขยายร้านวัสดุไปเจ็ดสาขาในห้ามณฑลแล้ว ทั้งยังจัดตั้งโรงงานทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เฟยเฟิ่ง ขยายการเพาะปลูกสมุนไพรและดอกไม้ จนต้องว่าจ้างคนทั้งหมู่บ้าน ในโรงงานเองก็ผลิตสินค้ากันไม่ได้หยุดหน่อย เพราะร้านความงามสู่ขยายไปแล้วสิบสาขาในหลายมณฑลด้านฝั่งลูกสะใภ้ก็เรียนหนังสือได้ดีจนโล่งอก คิดหาลู่ทางหาเงินได้เป็นสิบเป็นร้อยวิธี จนจ้าวหลงเองก็ลาออกจากราชการมาเปิดธุรกิจของตัวเองแล้วเช่นกัน เพราะฟังเฟยเฟิ่งมามาก จนเกิดแรงบันดาลใจ แม้จะมีแต่คนบ้างานอยู่รอบตัวไป่ชิง แต่เมื่อไปเทียบกับลูกคนโตที่ภรรยาอย่างฟางลี่กำลังจะคลอดลูกคนแรก และอิงลี่ที่กำลังจะมีทายาทคนที่สอง ทำให้ไป่ชิงเริ่มกลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้าหลานที่เกิดจากสะใภ้คนนี้
บทพิเศษ 1 นักศึกษาว่านผ่านไปหนึ่งปี เฟยเฟิ่งเข้ามาเป็นนักศึกษาใหม่ในคณะเศรษฐศาสตร์ เพราะไม่อยากเรียนบริหารธุรกิจแบบที่เคยจบมาแล้วในภพเก่า เธอไม่ได้ไปเรียนในเป่ยจิงอย่างที่เคยบอกจื่อหานไว้ แต่เธอเลือกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกับฮวาจู แม้ว่าคะแนนจะเพียงพอให้เลือกเรียนที่ไหนก็ได้ตามต้องการ แต่เมื่อดูความจำเป็นในชีวิตแล้ว การเรียนในเซี่ยงไฮ้สะดวกกว่ามาก และไม่ห่างจากหมู่บ้านชิวหลินมากเกินไปนั่นทำให้เฟยเฟิ่งยังสามารถผลิตน้ำตบ และครีมส่งขายให้กับร้านยาสู่ได้ดังเดิม และสู่มู่ไป๋เองก็ติดคนรักของตนมาก มารับส่งไปกลับที่บ้านเธอ และบ้านใหญ่ซีอยู่บ่อยๆ จื่อหานและเฟยเฟิ่งจึงสามารถติดรถกลับไปที่หมู่บ้านได้สะดวกทุกครั้ง จื่อหานคอบกลับไปดูความเรียบร้อยของเห็ด และแปลงดอกไม้ที่จ้างพี่ชายดูแลเต็มเวลา ส่วนเฟยเฟิ่งก็ผลิตสินค้าของตัวเองไปตามกำลัง
บทที่ 125 รำคาญค่ำคืนนี้ครอบครัวเล็กซีก็ยังต้องอยู่ในบ้านหลังเดิมต่อไปอีกหนึ่งคืน เพราะกว่าจะเสร็จเรื่องราว รถไฟไปเซี่ยงไฮ้ก็หมดรอบไปแล้ว เสียงแมลงร้องดังเหมือนอย่างทุกวัน อากาศเย็นยามกลางคืนพัดผ่านกระทบผิว เฟยเฟิ่งไม่สามารถข่มตานอนหลับได้ เธอพลิกตัวไปมาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้น ขยับตัวอย่างเบามือ ระวังไม่ให้จื่อหานตื่น เพื่อไปแง้มประตูแอบดูลูกๆในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจากพระจันทร์ลอดเข้ามา จื่อซวานและซูลี่นอนหลับสนิทอย่างสบายไร้กังวล เสียงลมหายใจเบาๆ ของเด็กทั้งสองทำให้หัวใจของเฟยเฟิ่งค่อยๆ อ่อนลง แม้จะรู้ว่าพวกเขาปลอดภัยดี เธอกลับยังวางใจไม่ได้ อารมณ์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความรักและความกลัวประหลาดๆ ทำให้เธอเอียงหัวพิงกรอบประตู จ้องมองภาพเด็กทั้งสองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องตรวจสอบให้แน่ใจอยู่ตลอดเวลาว่าพวกเขายังอยู่ตรงหน้า
บทที่ 124 ขอเรียกว่าแม่“กรี๊ดดดดด” เสียงร้องลากยาวดังขึ้นทันทีเมื่อกระสุนปืนดังขึ้นสามนัดเลือดจากขมับและลำคอของจางเข่อซินสาดลงบนใบหน้าของเฟยเฟิ่ง รสเหล็กในปาก ทำให้ผู้ที่ถูกทำร้ายลืมเจ็บลุกขึ้นอ้วก ผลักร่างของคนร้ายที่ล้มมาทับตนเองออกไปโดยไม่มีเยื่อใย“เฟยเฟย!” ซีจื่อหานที่ต้องการวิ่งเข้ามาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจขวางทางไว้ห้ามไม่ให้เขาเข้ามา แต่เพราะไม่อาจจะห้ามเฟยเฟิ่งได้เธอจึงรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดต้นเสียงทันทีที่ได้ยินเขาเรียก“คนที่ฆ่าพวกผู้หญิงที่หายไปคือจางเข่อซิน ฮือ เขาเป็นคนทำทั้งหมดเลย จางลี่ จานอ้าย ก็ฝีมือเขาทั้งหมด ฮึก”
บทที่ 123 ปิดฉากฆาตกร“น้าเฟิ่งบอกมาสิครับ” จื่อซวานจ้องมองหาคำตอบด้วยคราบน้ำตาที่เปรอะหน้า เขาสับสนจนไม่รู้จะวางตัวอย่างไรเสียงเด็กทั้งสองเริ่มร้องไห้ประสานกันระงมด้วยความกลัวและความสับสน เมื่อผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ และเป็นผู้ที่ควรจะปกป้องพวกเขากลับลุกขึ้นมาทำร้ายเสียอย่างนี้จางเข่อซินส่งยิ้มเย็นที่ยกโค้งขึ้นเล็กน้อยตามมารยาทมาให้เฟยเฟิ่ง ดวงตาแฝงแววเยาะเย้ย “ว่ายังไงล่ะน้าเฟิ่ง จะบอกจื่อซวานกับซูลี่ยังไงดี”“ลุงเข่อซินคือคนที่ทำร้ายผู้หญิงที่หายไป ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร อย่ากลัวเด็ดขาด เขาคือปีศาจที่กินความกลัวเป็นอาหาร ถ้าเราไม่กลัวผู้ชายคนนี้เขาก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้ หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้ เชื่อน้านะ”
บทที่ 110 ไล่ออกจากบ้านหน้าประตูโรงพยาบาลขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ยืนเด่นอยู่บนพื้นที่เปียกชื้นจากสายฝนที่เพิ่งจะหยุดลงไป แสงไฟสว่างจ้า จากโคมหน้าประตูสะท้อนเป็นแถบยาวบนผิวถนนเปียก รถสองคันที่ขับตามกันมาหยุดล
บทที่ 108 เกิดเรื่องที่บ้านว่าน“เกิดอะไรขึ้น”ว่านฟางลี่และว่านเฟยเฟิ่งลุกขึ้นถามทันที แม้ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไ
บทที่ 107 ลูกเมียน้อยไม่ควรมีสิทธิ์หลังเฟยเฟิ่งอาบน้ำเปลี่ยนชุดมาเรียบร้อยแล้ว ฝนก็พลันตกลงมาไม่หยุด แผนที่วางไว้วันนี้จึงต้องเลื่อนออกไปก่อน กลายเป็นวันที่คนบ้านจ้วงได้มานั่งเล่นอยู่ในบ้าน
บทที่ 100 อยากเล่นกับพี่น้องซีจงอู้ที่วิ่งหนีการไล่ตีและกระทืบของเท้าหลายคู่ หายลับไปจนเกือบถึงร้านบะหมี่ เขายอมถอดเสื้อที่มีแม่ค้าคนหนึ่งคว้าเอาไว้ได้ออก เมื่อหลุดออกมาจากวงล้อมแล้ว







