Masuk104 1-2
ตอนที่ 206 นายไม่กลัวตายจริงๆเหรอ?
หลินจิงซูเฝ้าชมภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตื่นตกใจตั้งแต่ต้นจนจบ
จู้หยานที่มีนิสัยเย็นชาเก็บเนื้อเก็บตัวไม่สุงสิงกับใครๆ กลับสามารถลงมือได้เด็ดขาดเลือดเย็นถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้ ที่เขาสวมเสื้อคอปกจีนสีขาวตัดกับกางเกงสีดำ ยิ่งทำให้เขาดูราวกับพระเอกในหนังกำลังภายในอย่างมาก
ใครจะไปคาดคิดว่า คุณชายที่กินอยู่สบายในครอบครัวที่ร่ำรวยอย่างจู้ยาน แท้จริงแล้วจะเก็บซ่อนความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงเอาไว้ในตัว! พลังฝีมือของเขาจัดอยู่ในระดับสูงล้ำ แม้แต่นักเลงมืออาชีพอย่างชายหัวโล้นยังไม่รอด ถูกเขาจับตัวทุ่มอัดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ!
ชายหัวโล้นพ่นฟองเลือดออกมาเต็มปาก นิ้วสั่นระริกชี้ใส่จู้หยานกับหลินจิงซู พร้อมกับแหกปากลั่นด้วยความเจ็บแค้นใจว่า
“พวกแก! ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ!!”
หลินจิงซูปรายตามองอีกฝ่ายที่นอนกองอยู่กับพื้นด้วยความสมเพช พร้อมกับหัวเราะเยาะและพูดออกไปว่า
“คุณลุงคะ เป็นฝ่ายลงมือก่อนแท้ๆ แต่ยังแพ้ให้กับเด็ก แล้วยังจะมีหน้ามาพูดจาข่มขู่แบบนี้อีกเหรอคะ? ไม่รู้สึกทุเรศตัวเองบ้างเลยรึไง?”
ใบหน้าของชายหัวโล้นเป็นสีเขียวสลับดำ ดูอัปลักษณ์น่าเกลียดเสียยิ่งกว่าหัวหมู แต่เดิม เขาก็รู้สึกอัปยศอดสูมากเกินพออยู่แล้วที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับเด็ก ยิ่งถูกคำพูดของหลินจิงซูขยี้ปมแบบนี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกสมเพชตัวเองจนแทบอาเจียน
หากข่าวที่เขาถูกเด็กหนุ่มวัยรุ่นซ้อมจนน่วม แพร่กระจายออกไปถึงหูคนภายนอกขึ้นมาแล้วล่ะก็ วันหน้าเขายังจะมีหน้าพบเจอใครได้อีกเล่า? ด้วยความเจ็บแค้นใจ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ชายหัวโล้นจำต้องเตะระบายอารมณ์กับกำแพง ก่อนจะเดินกะโผลกกะเผลกหมดสภาพจากไปทั้งแบบนั้น
เห็นว่าหลินจิงซูเอาแต่จ้องมองกันไม่หยุด จู้หยานจึงรีบเปลี่ยนเรื่องด้วยสีหน้าท่าทางเขินอายเล็กน้อย
“ป้าติงไปรออยู่ที่ป้ายรถสองแถวแล้ว ถ้าไม่รีบตามไป เดี๋ยวจะพลาดรถรอบนี้เอาได้นะ”
หลินจิงซูกับจู้หยานเดินคู่เคียงกันออกมาจากภัตตาคาร หลินจิงซูเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพร้อมกับเอ่ยถามออกไปว่า
“เพิ่งจะเริ่มเย็นเอง เดินคุยกันไปนี่แหละ ว่าแต่เมื่อกี้นายทำได้ยังไงเหรอ?”
“หมายถึงเรื่องอะไร?”
“ก็เรื่องที่นายอัดเจ้าโล้นนั่นยังไงล่ะ! เคยเรียนศิลปะการต่อสู้มางั้นเหรอ?”
ถามไปพลางหลินจิงซูก็ยกนิ้วโป้งชื่นชมอีกฝ่ายไปด้วย
“เคลื่อนไหวแค่สองท่า แต่กลับเล่นงานซะเจ้าโล้นหมดสภาพเลย!”
จู้หยานจึงเล่าให้ฟังว่า
“ความจริงแล้ว คนในตระกูลจู้ของผมจะต้องเข้าเรียนวิชาศิลปะป้องกันตัวทุกคน อย่างน้อยที่สุดก็วิธีเตะต่อย และควรต้องเป็นมวยบ้าง แม้จะดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ก็ต้องฝึกไว้ใช้ในยามคับขัน เกิดวันไหนถูกคนลักพาตัวขึ้นมา สิ่งนี้จะสามารถช่วยชีวิตเราได้ไม่มากก็น้อย”
หลินจิงซูอดรู้สึกทึ่งไม่ได้ ไม่คาดคิดว่าเรื่องนี้จะกลับกลายมาเป็นประเด็นที่หนักหน่วงไม่น้อย
“อย่าบอกนะว่านายเองก็เคยถูก…”
“ผมไม่เคยถูกคนลักพาตัว แต่เคยมีญาติห่างๆคนหนึ่งโดน หลังจากที่คนร้ายได้เงินไปแล้ว มันก็ฆ่าตัวประกันทิ้งทันทีเพื่อเป็นการตัดตอน”
จู้หยานอธิบายให้ฟังต่อ น้ำเสียงเรียบเฉยปราศจากความรู้สึกใดๆ
“โดยปกติแล้ว ถ้าใครสักคนถูกลักพาตัวขึ้นมา มีโอกาสมากถึงแปดในสิบที่จะถูกฆ่าตาย ต่อให้มีวิชาศิลปะการต่อสู้ติดตัวไปบ้าง แต่ก็ยังเสี่ยงมากอยู่ดี”
สีหน้าท่าทางของจู้หยานสงบนิ่งจนน่าตกใจ หลินจิงซูเห็นเช่นนั้นจึงได้เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“แล้วนายไม่กลัวบ้างเลยเหรอ?”
“จะให้ผมกลัวอะไร?”
“ก็เผื่อว่าวันหนึ่งนาย…”
หลินจิงซูส่ายหัวสะบัดไปมาเบาๆ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“ตบปาก ตบปาก! ถือซะว่าฉันไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกันนะ วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่าทั้งที จะมาพูดเรื่องอัปมงคลแบบนี้ไม่ได้”
จู้หยานส่ายหน้า ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ไม่เห็นจะมีอะไรน่ากลัวเลย ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นจริงๆ เลวร้ายที่สุดก็แค่ตาย บางทีการมีชีวิตอยู่ต่อไป อาจจะเลวร้ายกว่าความตายด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจหรอก”
สำหรับประเด็นเรื่องความเป็นความตายนั้น หลินจิงซูค่อนข้างคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ดียิ่งกว่าใครๆ ในช่วงชีวิตสุดท้ายที่เหลืออยู่ เธออาศัยอยู่ในบ้านพักคนชราอย่างโดดเดี่ยวในชาติก่อนหน้า แม้เธอจะยังมีชีวิต แต่ทุกลมหายใจกลับเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานเกินพรรณนา
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังไม่อยากตาย เธอไม่ต้องการตายจากโลกไปทั้งแบบนี้
เพราะเหตุนั้น หลินจิงซูจึงคิดว่าทุกคนน่าจะมีความคิดแบบเดียวกับเธอเช่นกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่พูดคุยเรื่องความตาย คลื่นอารมณ์ที่พัดผ่านห้วงจิตใจมักปรากฏแต่ความโศกเศร้าอาลัย
ไม่ว่าใครก็อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปทั้งนั้น มีชีวิตเพื่อคนที่เรารัก มีชีวิตเพื่อแก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้อง
แล้วทำไมจู้หยานกลับไม่รู้สึกเสียใจกับความตายเลย?
ฝีเท้าคู่นั้นหยุดชะงักอย่างกะทันหัน เธอหันไปสบตาอีกฝ่าย น้ำเสียงผันแปรเป็นจริงจัง
“นายไม่รู้สึกเสียใจเลยจริงๆงั้นเหรอ?”
“ผม…”
จู้หยานลดศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนจะมองย้อนขึ้นมา สิ่งแรกที่เผชิญพบคือม่านตาสีเข้มของหลินจิงซูที่กำลังจ้องเขม็งมองใส่ วินาทีนั้นเอง เขาเริ่มรู้สึกลังเลไม่แน่ใจเช่นกัน
หากวันหนึ่งต้องตายไปจริงๆ ถึงตอนนั้นผมจะรู้สึกเสียใจรึเปล่านะ?
เห็นบรรยากาศที่เงียบงันถาโถมเข้าใส่เขา หลินจิงซูจึงถามย้ำอีกครั้งว่า
“จู้หยาน นายไม่รู้สึกเสียใจกับความตายเลยจริงๆเหรอ?”
“ผมเองก็ไม่แน่ใจ ไว้คุยเรื่องนี้กันทีหลังเถอะนะ”
กล่าวจบประโยค จู้หยานก็เร่งฝีเท้าเดินจ้ำอ้าวนำหน้าออกไปอย่างรวดเร็ว
“เร่งหน่อยเถอะ เดี๋ยวเราก็ขึ้นรถโดยสารรอบนี้ไม่ทันหรอก”
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







