Masuk141 2-2
ตอนที่ 281 จ่อขยายสาขา
“หยุดล้อฉันเล่นได้แล้วน่า นี่ยังไม่รีบไปทำการบ้านอีกเหรอคะคุณหนูลี่ลี่?”
หลินจิงซูอดหัวเราะไม่ได้ สิ้นคำพูดประโยคนั้น เธอก็หยุดทุกบทสนทนาระหว่างกัน แล้วหันไปทำการบ้านที่ได้รับมาในวันนี้ทันที
ช่วงบ่ายของวันศุกร์ไม่มีคาบเรียนใดๆ
หลินจิงซูจึงเก็บข้าวของใส่กระเป๋า เตรียมตัวกลับไปที่ร้านชานมไข่มุกโดยเร็ว
ทันทีที่ไปถึง ก็เห็นฝูงชนยืนแออัดกันแน่นเต็มหน้าร้าน
ติงเสวี่ยเหม่ยกำลังเดินออกจากหลังร้านมาพร้อมกับชานมสองถุงใหญ่ เตรียมจะออกไปส่งในมหาวิทยาลัย
“แม่คะพักสักหน่อยเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูไปส่งให้เอง”
หลินจิงซูวางกระเป๋าสัมภาระลงทันที แล้ววิ่งเข้าไปหาและเตรียมออกไปส่งของให้แทน
ติงเสวี่ยเหม่ยหยุดยิ้มพร้อมกับหัวเราะไปพลาง ก่อนจะตอบกลับไปว่า
“โถ่ อย่าเลยซูซู แค่เลิกเรียนกลับมาก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ลูกต่างหากที่ควรต้องกลับไปพักเอาแรงเยอะๆ”
หลินจิงซูถึงกับหัวเราะ
“โอ๊ยแม่ ที่มหาวิทยาลัยเรียนหนักแบบนั้นที่ไหนกัน? บอกตามตรง ตอนอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ายังหนักหนาสาหัสกว่านี้มาก!”
นึกย้อนกลับไปถึงช่วงที่ต้องอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ติงเสวี่ยเหม่ยยังจำฝังใจไม่ลืม ลูกสาวตัวน้อยของเธอแทบกระอักเลือด จึงไม่แปลกที่เธอจะคิดไปว่า การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยน่าจะต้องหนักหนาสาหัส และยากเย็นกว่านั้นหลายเท่า!
สองแม่ลูกต่างฝ่ายต่างปฏิเสธกันไปมาอยู่พักใหญ่ กระทั่งท้ายที่สุด ก็เป็นติงเสวี่ยเหม่ยที่ยืนกรานอาสาจะออกไปส่งเอง
“นี่สาวน้อย ตอนแรกฉันหลงคิดว่าธุรกิจชานมไข่มุกน่าจะสบายๆ แต่ที่ไหนได้! ลำบากกว่าตอนไปไล่กระทืบพวกศัตรูต่างถิ่นอีก! ยิ่งตอนนี้ด้วยแล้ว ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเปิดภาคเรียนอย่างเต็มตัว คนก็มาจากไหนไม่รู้เยอะแยะเต็มไปหมด! ทำเอาฉันถึงกับจิตตกแทบทุกครั้งที่เห็นหน้าลูกค้า!!”
แม้แต่ผู้ที่ได้ฉายาในอดีตว่า ลูกพี่เฉินแห่งถนนไป๋ฮั่นผู้เหี้ยมโหด ยังถึงกับบ่นตัดพ้อคล้ายคนหมดไฟ
หลินจิงซูเหลือบมองพนักงานสาวน้อยอีกสองคน ที่กำลังยุ่งมือเป็นระวิงอยู่ภายในร้าน สภาพของพวกเธอนั้นเหมือนกับเฉินเฉวียนเย่ทุกประการ สีหน้าท่าทางราวกับคนหมดไฟไร้ชีวิตชีวา
“ดูท่าเราคงต้องรับสมัครพนักงานเพิ่มแล้วล่ะ จ้างเพิ่มมาเลยอีกสองคนสำหรับส่งของตามบ้านโดยเฉพาะ”
หลินจิงซูเร่งมือแก้ไขสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างทันท่วงที
“ขอเป็นผู้ชายทั้งคู่เลยนะ จะได้มีแรงปั่นสามล้อ แล้วบอกให้เตรียมใจไว้ล่วงหน้าเลยนะ รับรองงานนี้มีปั่นกันทั้งวันแน่!”
เฉินเฉวียนเย่รีบเสนอความคิดเห็นอย่างไม่รีรอ
“ถ้าจะให้รับสมัครพนักงานชายทั้งสองคนเลย ก็ต้องทำใจยอมรับสภาพรายจ่ายต่อเดือนที่เพิ่มขึ้นด้วย ในความเห็นของหนู นี่เป็นการเพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็นเลย”
หลินจิงซูเริ่มสาธยายเหตุผลให้เฉินเฉวียนเย่ฟังด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“พ่อเฉินเองก็เคยมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมามาก น่าจะพอรู้ว่า อัตราค่าจ้างระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายนั้นไม่เท่ากัน ยิ่งในยุคสมัยนี้ที่ความเหลื่อมล้ำทางเพศมีค่อนข้างสูง โดยปกติแล้ว ค่าจ้างพนักงานชายจะสูงกว่าพนักงานหญิงถึงครึ่งต่อครึ่ง เพราะฉะนั้น เลือกรับสมัครผู้หญิงเถอะค่ะ จะสามารถประหยัดต้นทุนได้มากกว่า ส่วนเรื่องปั่นสามล้ออะไรนั่น ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินแรงผู้หญิงเลย”
แม้จะเป็นคำพูดแสดงความคิดเห็นที่ฟังดูโหดร้ายไปบ้าง ทว่าในมุมมองของนักธุรกิจ นับได้ว่าหลินจิงซูสามารถอ่านสถานการณ์ได้ขาด
เฉินเฉวียนเย่พยักหน้ารับทราบในทันที
จริงด้วย ต้องประหยัดต้นทุนเข้าไว้!
หลินจิงซูยกนิ้วขึ้นเลีย แล้วเริ่มลงมือนับกำไรที่ได้จากการขายชานมไข่มุกในเดือนนี้อย่างละเอียด
รู้จักปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การขายให้เป็น ย่อมสามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้อย่างไร้ปัญหา
“เห็นกำไรเดือนนี้แล้ว ฉันก็ค่อยรู้สึกหายเหนื่อยขึ้นมาบ้าง!”
เฉินเฉวียนเย่นั่งขดตัวงออยู่บนโซฟาราวกับคนเป็นโรคซึมเศร้า แต่เมื่อได้เห็นธนบัตรกองโตปึกนั้น เขาก็มีเริ่มมีรอยยิ้มสดใสขึ้นมาอีกครั้ง
นับเงินกำไรเบ็ดเสร็จแล้ว หลินจิงซูก็หันไปปลอบโยนเฉินเฉวียนเย่ผู้น่าสงสารพร้อมกับส่งยิ้มให้
“พ่อเฉิน แม่ ขอบคุณนะคะที่เหน็ดเหนื่อยทำงานกันมาตลอดทั้งเดือน เมื่อไหร่ที่พวกเราสามารถตั้งไข่ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจนี้ได้แล้ว หลังจากนั้น เราก็จะเดินแผนขยายสาขาต่อไป และจะจ้างพนักงานเพิ่มมากขึ้น ถึงเวลานั้น ทั้งพ่อเฉินกับแม่ก็จะได้ไม่ต้องทำงานหนักแบบนี้อีกแล้วล่ะค่ะ”
“ไม่รู้ล่ะ ถึงเวลานั้นเมื่อไหร่ฉันจะย้ายไปอยู่ฝ่ายบัญชี! ไอ้เรื่องนับเงินน่ะงานถนัดของฉันเลยล่ะ! ไล่นับศพลูกหนี้ฉันก็เคยทำมาแล้ว! เพราะฉะนั้น ไม่ต้องห่วง ฉันนับไม่มีตกหล่นแน่! ฮ่าฮ่าฮ่า”
พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่ เฉินเฉวียนเย่ก็อดนึกย้อนไปถึงวันวานไม่ได้ เขาต้องไล่ขุดศพในป่าช้าตามหาลูกหนี้ที่ชิงตายไปเสียก่อน เพื่อไล่เบี้ยหาทรัพย์สมบัติในโลงไปขายแทน
เห้อ…พูดแล้วก็ชวนให้คิดถึง
“แต่จะว่าไป ตอนนี้ยอดสั่งซื้อก็พุ่งถึงขีดจำกัดที่เราจะรับได้ไหวแล้วนะ ในเมื่อเราไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าจำนวนมากขนาดนี้ได้ไหวแล้ว ทำไมเราถึงไม่…”
ก่อนที่เฉินเฉวียนเย่จะทันพูดจบประโยคด้วยซ้ำ หลินจิงซูก็ชิงตอบขึ้นก่อนอย่างรู้ทัน
“อยากจะเปิดสาขาใหม่ตอนนี้เลยใช่มั้ยคะ?”
หลินจิงซูและเฉินเฉวียนเย่ ต่างคนต่างมองตากันอย่างรู้ใจ เพราะทั้งคู่ล้วนมีความคิดเห็นคล้ายกันแทบทุกประการ
เฉินเฉวียนเย่พยักหน้าอย่างรวดเร็ว เห็นด้วยอย่างที่สุด
เพราะหากพูดกันตามความจริง ร้านเพิ่งจะเปิดมาได้ไม่ถึงสี่เดือนด้วยซ้ำ แต่ธุรกิจกลับเจริญรุ่งเรืองอย่างก้าวกระโดด จนศักยภาพของร้านในปัจจุบันไม่สามารถจะรับได้ไหว
ในเมื่อมติค่อนข้างเป็นเอกฉันท์ ทั้งสามคนจึงได้หารือเรื่องทำเลที่ตั้งของสาขาต่อไปไปค่ำคืนเดียวกันนั้น
ทั้งหมดต่างมีประสบการณ์จากการเปิดร้านนี้มาก่อนอยู่แล้ว ทั้งสภาพภูมิศาสตร์ในเมืองและองค์ความรู้พื้นฐานของธุรกิจ ทั้งหมดนี้ล้วนฝังแน่นอยู่ในหัวสมองของทุกคน ฉะนั้น การจะตัดสินใจเปิดสาขาที่สองในตัวเมืองหลักจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรอีกต่อไป
ท้ายที่สุด หลินจิงซู เฉินเฉวียนเย่และติงเสวี่ยเหม่ยก็ได้ลงความเห็นกันว่า จะเปิดร้านชานมไข่มุกในบริเวณมหาวิทยาลัยขึ้นอีกหนึ่งแห่ง
การจะเปิดตัวสาขาใหม่ใจกลางตัวเมืองเลยนั้น ทั้งหมดต่างก็ยังไม่มีความคิดนี้อยู่ในหัว
ตลาดในใจกลางเมืองการแข่งขันค่อนข้างดุเดือดกว่าแถบนี้มาก แม้กำลังซื้อและฐานลูกค้าจะกว้างกว่าก็จริง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าเช่าในราคาสูงลิบลิ่ว!
การลุยตลาดแถบมหาวิทยาลัยต่อไป ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในเวลานี้
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







