Masuk148 1-2
ตอนที่ 294 เจอจ้าวลี่ในคณะละครสัตว์ (1)
“คุณหมอเพิ่งจะแจ้งว่า บาดแผลตามร่างกายเริ่มจะหายดีแล้ว ส่วนกระดูกบริเวณต้นขาขวาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้วเหมือนกัน อีกสองสามวันก็สามารถกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ แต่ยังต้องนัดให้กลับมาตรวจที่โรงพยาบาลเป็นระยะๆอย่างสม่ำเสมอ”
ทันทีที่พบหน้าหลินจิงซู เฉินเฉวียนเย่ก็รีบรายงานอาการของคนไข้ ที่ฟังมาจากคำบอกเล่าของคุณหมอให้อีกฝ่ายฟังโดยเร็ว
ทางด้านติงเสวี่ยเหม่ยเองก็มีความสุขอย่างมากทันทีที่รู้ว่า ในอีกไม่กี่วันตนก็จะสามารถออกจากโรงพยาบาลไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้แล้ว
ด้วยนิสัยที่เป็นคนประหยัดมัธยัสถ์มาโดยตลอดของเธอ ทว่ายามนี้กลับต้องจำใจยอมนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล เมื่อได้เห็นตัวเลขจำนวนเงินค่ารักษาที่ไหลออกไม่ต่างจากน้ำ หัวใจของเธอก็เสมือนถูกกรีดแทง จนรู้สึกทุกข์ทรมานเกินพรรณนา
เดิมที หลินจิงซูเองก็ต้องการที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของคุณหมอ ให้ผู้เป็นแม่ได้นอนพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลต่ออีกสักคืนสองคืน แต่ด้วยความหัวรั้นของติงเสวี่ยเหม่ยที่ยืนกรานจะกลับบ้านภายในวันนี้ให้ได้ อีกทั้งยังมีเฉินเฉวียนเย่ที่คอยให้ท้ายช่วยสนับสนุนอีกแรง สุดท้ายคนเป็นลูกอย่างเธอก็ต้องใจอ่อน พาตัวติงเสวี่ยเหม่ยกลับบ้านไปจนได้
ทั้งสามคนนั่งแท็กซี่ตรงกลับบ้านเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับติงเสวี่ยเหม่ย
พวกเขาทั้งสามพักอาศัยอยู่ภายในอาพาร์ตเมนต์แห่งนี้มาได้พักหนึ่งแล้ว และค่อนข้างจะเข้ากันได้ดีกับเพื่อนบ้านข้างเคียงด้วย เมื่อคนเหล่านั้นพบเจอหน้าติงเสวี่ยเหม่ยอีกครั้งหลังจากหายหน้าหายตาไปนาน มิหนำซ้ำยังกลับมาพร้อมกับเฝือกขนาดใหญ่ที่ขาอีกด้วย แต่ละคนจึงเริ่มปั้นสีหน้าแสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใยกันทันที
กระทั่งเจ้าสาหร่ายขนปุกปุยที่นอนตากลมแป๋วแหวว เมื่อเห็นติงเสวี่ยเหม่ยกลับมา มันก็ลุกยืนสี่ขาอย่างว่องไว พร้อมขับขานเสียงร้องเหมียวๆดังอย่างต่อเนื่อง
หลินจิงซูอุ้มเจ้าก้อนขนสีขาวไว้ในอ้อมกอด สิ่งแรกที่สัมผัสได้ก็คือ น้ำหนักที่ลดลงไปจนสัมผัสได้
นับตั้งแต่ที่หลินจิงซูย้ายไปอยู่หอพักในมหาวิทยาลัย ผู้ที่รับหน้าที่ดูแลเจ้าสาหร่ายเรื่อยมาก็คือติงเสวี่ยเหม่ย เรียกได้ว่า อาหารแมวสามมื้อล้วนไม่ขาดตกบกพร่อง
ทว่าภายหลังที่ติงเสวี่ยเหม่ยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล หน้าที่นี้จึงได้ตกเป็นของเฉินเฉวียนเย่ที่ต้องรับช่วงต่อไปโดยปริยาย
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมน้ำหนักตัวของเจ้าสาหร่ายถึงได้ลดลงนั้น หลินจิงซูก็พอจะคาดเดาได้บ้าง ไม่ใช่เพราะเฉินเฉวียนเย่ละเลยหน้าที่อย่างแน่นอน แต่คงเป็นเพราะอาหารแมวฉบับ ‘ชายชาตรี’ อย่างเขานั้น คงจะไม่ค่อยถูกปากเจ้าสาหร่ายเท่าไหร่นักนั่นเอง
“หลายวันมานี้ เจ้าสาหร่ายเอาแต่เขี่ยอาหารเล่นไม่ยอมกินเลย สงสัยคงจะคิดถึงน้องเสวี่ยเหม่ยจนกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่ๆ เอ.. หรือว่ามันจะป่วยกันนะ?”
เฉินเฉวียนเย่เอ่ยบอกด้วยสีหน้าครุ่นคิดเป็นกังวล ดูจะเป็นห่วงเจ้าสาหร่ายที่อยู่ในอ้อมแขนของหลินจิงซูไม่น้อยเลย
“….”
หลินจิงซูได้แต่ยิ้มแห้งพูดอะไรไม่ออก
หลินจิงซูใช้เวลาดูแลติงเสวี่ยเหม่ยอยู่ที่บ้านถึงสองวันเต็มๆ หลังจากนั้น เธอก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับการดูการแสดงของคณะละครสัตว์
ส่วนเรื่องอุบัติเหตุรถชนที่ติงเสวี่ยเหม่ยประสบพบเจอมานั้น ที่ผ่านมาทุกคนต่างพากันปกปิดไม่ให้ติงจู้ฮั่วล่วงรู้
“อาคะ!”
สมาชิกในคณะละครสัตว์คนหนึ่งได้พาหลินจิงซูมาพบติงจู้ฮั่วที่ด้านหลังเวที ภาพฉากการแสดงเมื่อสักครู่ยังคงตราตรึงใจ ติงจู้ฮั่วทำการแสดงผาดโผนต่อหน้าผู้ชมมากมายได้อย่างน่าประทับใจ จนเรียกเสียงปรบมือด้วยความชื่นชมดังอึกทึกกึกก้องไปทั่วทั้งโรงละครเลยทีเดียว
ผู้ชมทุกคนต่างชื่นชอบการแสดงของเขาเป็นอย่างมาก
ด้านหลังเวทีเวลานี้ ติงจู้ฮั่วกำลังนั่งยองๆ จัดแจงอุปกรณ์ประกอบฉากสำหรับการแสดงด้วยความขะมักเขม้น เมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นมองทันที
ชั่วอึดใจเดียวกันนั้น หลินจิงซูดูเหมือนเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ทุกคนที่อยู่หลังเวทีตอนนี้กำลังยุ่งหัวหมุนกันมากเพียงใด หรือวันนี้จะมีการแสดงอีกรอบติดต่อกัน?
ติงจู้ฮั่วทิ้งสิ่งของในมือลงทันที แล้วเดินตรงดิ่งเข้าไปหาหลินจิงซูพร้อมรอยยิ้ม และเอ่ยทักทายตามประสา
“ว่ายังไงครับท่านแขกผู้มีเกียรติ ดูท่าจะชื่นชอบการแสดงเมื่อสักครู่ของผมมากเลยสินะ? ถึงกับต้องเข้ามาหากันถึงหลังเวทีเชียวเหรอครับ? ฮ่าฮ่า…การแสดงเมื่อครู่ของอาเป็นยังไงบ้าง? ชอบมั้ย?”
“คุณอาของหนูเก่งที่สุดเลยล่ะค่ะ!”
หลินจิงซูหยอกเย้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จากนั้น เธอก็ได้บอกเล่าเรื่องที่ติงเสวี่ยเหม่ยประสบอุบัติเหตุถูกรถชนให้อีกฝ่ายฟังทั้งหมด
สีหน้าท่าทางของติงจู้ฮั่วผันเปลี่ยนแทบจะในทันทีที่ได้ยิน รีบเอ่ยปากบ่นสารพัดด้วยความกังวล อีกทั้งยังตำหนิที่เหตุใดจึงไม่บอกกันก่อนล่วงหน้าทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่เพียงนี้!
ในความเป็นจริงแล้ว หลินจิงซูตั้งใจจะวิ่งแจ้นมาบอกตั้งแต่วันแรกที่รู้ข่าวแล้ว ทว่ากลับเป็นแม่ของเธอต่างหากที่ห้ามปรามเอาไว้
“ก็แม่สั่งไว้ไม่ให้บอกนี่คะ แม่กลัวอาจะวิตกกังวลจนไม่เป็นอันทำงานทำการ…”
“วันนี้ก็ดันมีการแสดงสองรอบติดกันด้วยสิ! อาคงกลับไปตอนนี้เลยไม่ได้ อืม…เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน จิงซูนั่งชมการแสดงต่ออีกรอบไปก่อนนะ แล้วจากนั้นพวกเราค่อยกลับไปพร้อมกัน”
ได้ยินว่าติงเสวี่ยเหม่ยพ้นขีดอันตรายและสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว เขาจึงค่อยรู้สึกโล่งอกโล่งใจขึ้นหลายเปาะ
“จิงซู วันไหนว่างๆ พวกเราลองไปดูแถวๆที่เกิดเหตุกันหน่อยมั้ย?”
สำหรับเรื่องรถเก๋งสีดำที่พุ่งชนนั้น ติงจู้ฮั่วแอบสังหรณ์ใจแปลกๆ จึงได้ร้องบอกออกไปเช่นนั้น
หลินจิงซูพยักหน้าเห็นด้วยทันที
“ก็ดีค่ะ ไว้ว่างๆเราไปดูที่นั่นกันสักหนก็ดี ถ้างั้นหนูไปนั่งรอข้างนอกก่อนนะคะ”
เนื่องจากการแสดงในรอบที่สองใกล้จะเริ่มเปิดม่านในอีกไม่ช้าแล้ว ทุกคนด้านหลังเวทีก็กำลังวิ่งวุ่นจัดเตรียมอุปกรณ์กันให้ควัก หลินจิงซูจึงไม่อยากอยู่รบกวนอีกต่อไป
“นี่ จู้ฮั่ว นั่นน่ะหลานสาวแกเหรอ? สวยระดับนางแบบเลยนะนั่น!”
เพื่อนร่วมงานในคณะของติงจู้ฮั่วอดที่จะชื่นชมไม่ได้
ติงจู้ฮั่วยืดอกน้อมรับอย่างภาคภูมิใจว่า
“พูดอีกก็ถูกอีก! แล้วไม่ใช่แค่สวยเท่านั้นนะ แต่หลานสาวของฉันยังได้รับเลือกให้เป็นประธานกรรมการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยด้วย!”
ทันทีที่ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างดูสนอกสนใจในตัวหลินจิงซูมากยิ่งขึ้นไปอีก
ราวหนึ่งชั่วโมงถัดมา การแสดงละครสัตว์ในรอบสองก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ภายในโรงละครอันกว้างใหญ่ ผู้ชมต่างพากันจับจองที่นั่นกันจนเกือบเต็ม คราวนี้ติงจู้ฮั่วเลือกที่นั่งที่ดีที่สุดให้กับหลินจิงซูโดยเฉพาะ
และก็นับว่าดีมากจริงๆ นั่นเพราะทันทีที่เธอนั่งลง ก็สังเกตเห็นเงาร่างบางของคนที่สุดแสนจะคุ้นเคย กำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ด้านหน้าอย่างพอดิบพอดี
เธอก็คือจ้าวลี่
จ้าวลี่กำลังนั่งพูดคุยอย่างสนุกสนานอยู่กับเพื่อนของเธอที่นั่งข้างกัน โดยไม่ทันสังเกตเลยว่ามีหลินจิงซูนั่งอยู่ด้านหลัง
“จนถึงตอนนี้นังหน้าโง่นั่นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เงินพวกนั้นถูกฉันขโมยไป! ฮ่าฮ่า…โคตรจะซื่อบื้อเลยว่ามั้ย?”
จ้าวลี่ทำหน้าทำตาล้อเลียนกับเพื่อนของเธอด้วยความสนุกสนาน อีกทั้งยังบ่นอย่างเหยียดหยามว่า
“แต่ก็ไม่ยักรู้ว่า เห็นนังหน้าโง่นั่นเป็นลูกพลับนุ่มนิ่มข่มเหงรังแกได้ง่ายๆมาตั้งนาน แต่ที่ไหนได้ จู่ๆเมื่ออาทิตย์ก่อน มันถึงกับกล้าด่าประจานฉันกลางห้องเรียน!”
ทุกถ้อยประโยคล้วนได้ยินไปถึงหูของหลินจิงซูทั้งหมด
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล






![คุณพ่อเลี้ยง(เดี่ยว) [ เซ็ตพ่อลูกติด ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
