ログインเมิ่งชิ่นได้ยินแล้วก็อดขำไม่ได้ ในสายตามารดานางดูโง่เขลาถึงเพียงใดกัน ถึงขั้นจะไปขอให้ซ่งรั่วเจินช่วยทำเรื่องเช่นนี้ได้“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ก็ดีแล้ว”นายหญิงเมิ่งถอนหายใจโล่งอก “ในเมื่อเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ”“ช่วงนี้แม้ว่าลุงกับป้าสะใภ้ของเจ้าจะกำลังโกรธเคือง แต่ก็คงไม่ถึงขั้นใส่ร้ายเจ้าโดยไร้เหตุผล เพียงลดการไปมาหาสู่กับพวกเขาสักระยะ รอให้พวกเขาคิดได้เองแล้วค่อยว่ากัน !” “ใช่แล้ว วันนี้ข้าสังเกตเห็นสีหน้าหยางอ๋องไม่สบอารมณ์สักเท่าไร ทั้งตัวเหมือนคนป่วยหนัก นี่เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?”เมิ่งชิ่นมีสีหน้าระอา “ท่านแม่ นี่คือธุระสำคัญที่ข้าไปขอให้รั่วเจินมาช่วยเจ้าค่ะ”อีกด้านหนึ่งซ่งรั่วเจินเพิ่งตื่นขึ้นมาในยามเช้า ก็ล่วงรู้ถึงความผิดปกติของยันต์เมื่อคืนแล้ว“ดูท่าแล้ว ที่หม่อมฉันเคยทำนายไว้ก่อนหน้านี้จะไม่ผิดจริง ๆ”ฉู่จวินถิงฟังนางกล่าว ก็เข้าใจความหมายในทันที “เจ้าหมายความว่า หยางอ๋องถูกผีสิงจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?”ซ่งรั่วเจินพยักหน้า “ยันต์ของหม่อมฉันตอบสนอง เมื่อคืนผีสาวถูกขวางไว้ที่หน้าประตู ดูท่าเราจะต้องไปจวนหยางอ๋องโดยเร็ว หาไม่แล้ว
หลังจากมารดาของเมิ่งชิ่นได้ฟังทุกอย่างที่เมิ่งชิ่นพูด สีหน้าก็เปลี่ยนจากความกังวลในตอนแรก กลายเป็นความรังเกียจ “ข้ารู้ว่าชิงเหยาเด็กคนนี้นิสัยเอาแต่ใจอยู่บ้าง แต่หน้าตานางดี ท่านลุงกับท่านป้าของเจ้าก็ชอบนาง” “สตรีจะเอาแต่ใจบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ข้าไม่คิดเลยว่า นางจะหยิ่งผยองถึงเพียงนี้ และยังยอมรับทุกอย่างอย่างมั่นใจเช่นนี้!” “นึกย้อนไปตอนแรก หยางอ๋องก็ไม่เคยชอบญาติผู้พี่ของเจ้าเลย” “ท่านป้าของเจ้าก็มีความคิดจะจับคู่ ข้าเองก็มองออก แต่ข้าก็มองออกว่าหยางอ๋องไม่สนใจแม้แต่น้อย ดังนั้นในเรื่องนี้ข้าจึงไม่พูดอะไรเลย” “เสด็จแม่ของหยางอ๋องสนิทสนมกับข้ามาก ตอนที่ข้าเข้าไปในวัง ก็เคยได้ยินนางพูดถึงเรื่องการแต่งงานของหยางอ๋อง” “นางบอกว่าเคยถามหยางอ๋อง ว่าเขาคิดอย่างไรกับชิงเหยา หยางอ๋องก็ปฏิเสธทันที จึงทำให้นางเลิกล้มความคิดนี้ไป” “ไม่คิดเลยว่าเรื่องที่ยังไม่เป็นเรื่องเป็นราว เด็กคนนั้นกลับยืนยันว่าเจ้าแย่งคู่ครองของนางไป?” มารดาของเมิ่งชิ่นนึกถึงเรื่องที่ตนถูกพี่สะใภ้ตำหนิโดยไม่รู้สาเหตุในเช้าวันนี้ เพราะไม่เข้าใจสถานการณ์ แม้แต่คำโต้แย้งก็ยังพูดไม่ออก ในใจเรียกได้ว
นางถูกตำหนิอย่างไม่ยั้งตั้งแต่ต้นจนจบ ในใจย่อมเลี่ยงที่จะไม่พอใจไม่ได้ แต่นางจำเป็นต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นจึงมาที่จวนหยางอ๋องอย่างรีบร้อน ทว่า นางยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ก็เห็นสีหน้าอิดโรยของเมิ่งชิ่น จึงกล่าวด้วยความตกใจว่า “ชิ่นเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไปหรือ?” บัดนี้ศีรษะของเมิ่งชิ่นมึนงง เมื่อได้ยินคำพูดของมารดา นางก็ส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นอะไร วันนี้ท่านมาเพื่อถามเรื่องของญาติผู้พี่ใช่หรือไม่?” มารดาของเมิ่งชิ่นพยักหน้า “ร่างกายของเจ้าไม่เป็นอะไรมากจริง ๆ หรือ?” “ไม่เจ้าค่ะ เพียงแค่เมื่อคืนพักผ่อนไม่ดี จึงง่วงเล็กน้อยเท่านั้น” เมิ่งชิ่นส่ายศีรษะ จู่ ๆ ก็เข้าใจขึ้นมาว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ หยางอ๋องต้องทรมานเพียงใด ตนเองเพียงแค่พักผ่อนไม่ดีแค่คืนเดียวเท่านั้น ทุกคนก็สามารถสังเกตเห็นความเหนื่อยล้าของนางได้ แต่ท่านอ๋องพักผ่อนไม่ดีติดต่อกันมาหลายวันขนาดนี้ ไม่ง่ายเลยจริง ๆ ในเวลานั้นเอง สาวใช้ก็ยกของบำรุงเดินเข้ามา “พระชายา นี่คือของบำรุงที่ท่านอ๋องสั่งตุ๋นไว้ให้ท่าน บอกว่าเมื่อคืนท่านพักผ่อนไม่ดี ท่านดื่มขณะที่ยั
ตอนนี้เมิ่งชิ่นแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่รั่วเจินพูดนั้นไม่ผิด หยางอ๋องไม่เคยมีนิสัยเช่นนั้นมาเลย ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากเช่นนี้ ล้วนเป็นเพราะถูกผีสาวเข้าสิง! เมื่อคิดถึงภาพที่ตนเห็นก่อนหน้านี้ ประกอบกับเมื่อคืนที่นำยันต์ไปแปะไว้ที่หน้าประตู ท่านอ๋องก็สามารถพักผ่อนได้อย่างราบรื่นตลอดทั้งคืน นางก็แน่ใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ในเมื่อนางนำยันต์ออกมาแล้ว คิดว่าผีสาวตนนั้นก็น่าจะรู้แล้ว ไม่รู้ว่าจะแก้แค้นพวกเขาตรง ๆ หรือไม่ หากเป็นคน ที่คิดจะทำร้ายพวกเขา นางยังพอว่าจะรับมืออย่างไร แต่เมื่อเป็นภูตผีอาละวาด นางก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าควรรับมืออย่างไร หยางอ๋องเห็นว่าเมิ่งชิ่นเป็นห่วงตนถึงเพียงนี้ หัวใจก็อบอุ่นขึ้นเช่นกัน จึงกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าห่วงใยข้ามาก แต่โรคของข้านี้ หมอหลวงมากันหลายคนแล้ว ต่างก็จนปัญญา” “บัดนี้พี่สะใภ้ตั้งครรภ์แล้ว ให้นางมารักษาอาการให้ข้าเวลาเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่เหมาะสม…” เขาย่อมรู้ถึงความเก่งกาจด้านการแพทย์ของพี่สะใภ้ แต่เขาก็ได้ยินมาว่าพี่สะใภ้ตั้งครรภ์แฝดสาม บัดนี้พระพี่สะใภ้จึงเป็นคนที่สำคัญที่สุดของราชวงศ์พวกเขา ไม่อาจให้มีอะไรผิดพลาดได้แม้เพียงเล็
เพียงแต่ในขณะที่เขาอารมณ์ดีมากและอยากจะบอกเล่าเรื่องนี้ให้แก่เมิ่งชิ่น กลับพบว่าสตรีที่ข้างกายมีรอยคล้ำใต้ตาลึกโบ๋ จึงอดไม่ได้ที่จะชะงักไป เมิ่งชิ่นขยี้ตาของตนเอง นางไม่ได้นอนทั้งคืน รู้สึกว่าศีรษะมึนงง เพียงแต่เมื่อเทียบกับความเหนื่อยล้าแล้ว บัดนี้ในใจกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นมากกว่า “หม่อมฉันไม่เป็นอะไร!” หยางอ๋องชี้ไปที่ใบหน้าของนาง “เมื่อคืนเจ้าไม่ได้นอนทั้งคืนหรือ?” เมิ่งชิ่นชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็พยักหน้า ได้แต่แสร้งทำเป็นจนใจแล้วกล่าวว่า “ในใจหม่อมฉันยังคงเป็นห่วงญาติผู้พี่ คิดว่าผลสรุปยังไม่ออกมา ท้ายที่สุดก็ยังไม่วางใจ” ญาติผู้พี่ ขอโทษด้วย ตอนนี้ก็มีเพียงท่านเท่านั้นที่เหมาะจะนำมาใช้เป็นข้ออ้าง หยางอ๋องเข้าใจ “ไม่ต้องกังวล อย่างไรก็ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต” “หากสถานการณ์ร้ายแรงจริง ๆ ถึงตอนนั้นข้าค่อยช่วยขอความเมตตาให้” เมิ่งชิ่นเห็นว่าบัดนี้ร่างกายหยางอ๋องก็ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ แต่ยังยินดีจะช่วยขอความเมตตา นางจึงอดแอบทอดถอนใจไม่ได้ คนดีขนาดนี้เช่นเขา จะเกิดเรื่องไม่ได้เด็ดขาด! “ท่านอ๋อง ท่านช่างดีจริง ๆ” หยางอ๋องหัวเราะเบา ๆ “พวกเราเด
“นี่มันหมายความว่าอย่างไร?” “ข้าโตมาในพระราชวังตั้งแต่เด็ก คนแต่ละประเภทก็เห็นมานักต่อนัก ความทะเยอทะยานของปู้ชิงเหยา แท้จริงแล้วล้วนประจักษ์อยู่บนหน้า” “อาจเป็นเพราะข้าคลุกคลีกับคนเช่นนี้มากเกินไป ข้าจึงไม่ได้สนใจนางไปโดยปริยาย กลับเป็นเจ้าเสียอีก ที่มักซื่อบื้อยิ่งนัก” หยางอ๋องนึกถึงทุกคราที่ได้พบเมิ่งชิ่นก่อนหน้านี้ นางมักจะถูกบิดามารดาชี้หน้าผากตำหนิอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่เป็นสตรีนางหนึ่งแท้ ๆ ไม่รู้เรื่องงานของสตรีเลยแม้แต่น้อย เวลาที่นางถูกตำหนิ นางก็สามารถโต้กลับอย่างมีเหตุมีผลและมั่นใจได้ทุกครั้ง เขาเห็นแล้วมักสนใจเป็นพิเศษอยู่เสมอ ไม่เพียงเท่านั้น แม้กระทั่ง ทั้งสองอยู่ด้วยกันแล้วเกิดเรื่องขึ้น เด็กสาวคนนี้ก็ยังให้ความสำคัญ และมีน้ำใจต่อพวกพ้องเป็นอย่างมาก และไม่เคยทรยศเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว “หม่อมฉันเห็นว่าญาติผู้พี่ถูกพาตัวไปด้วย ก็ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร คิดว่าพรุ่งนี้ท่านแม่ต้องสอบถามเรื่องนี้แน่นอน…” “นางจะไม่เป็นอะไร” หยางอ๋องแสดงท่าทีให้เมิ่งชิ่นวางใจ “เกิดเรื่องแบบนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่นางจะถูกส่งเข้าไปที่จวนเหลียงอ๋อง แต่คิดจะเป







