LOGINคนอื่นทะลุมิติไปเป็นฮูหยิน เป็นคุณชาย แต่เชฟมิชลินอย่างเขากลับทะลุมิติมาเป็น เด็กผ่าฟืน แค่ทนกินข้าวต้มวิญญาณหมูไม่ไหวจนต้องแอบเข้าครัวต้มบะหมี่รอบดึก ใครจะคิดว่ากลิ่นน้ำซุปดันลอยไปเตะจมูก ชินอ๋อง จอมโหดผู้เป็นโรคเบื่ออาหารขั้นวิกฤต จากเด็กก้นครัวจึงถูกหิ้วคอมาเป็นพ่อครัวส่วนตัว... แต่ทำไปทำมา เหตุใดสายตาท่านอ๋องเวลาจ้องมองเขา ถึงดูหิวกระหายกว่าตอนมองอาหารเล่า
View More"ไฟกระทะหมายเลขสามเร่งขึ้นอีก ซอสทรัฟเฟิลระวังอย่าให้งวดเกินไป โต๊ะวีไอพีวันนี้มีนักวิจารณ์จากมิชลินมานั่ง ห้ามพลาดแม้แต่มิลลิเมตรเดียว"
เสียงตะโกนสั่งการเฉียบขาดดังลั่นห้องครัวที่ร้อนระอุราวกับสมรภูมิรบ กลิ่นหอมของเนยชั้นดี โรสแมรี่ และเนื้อวากิวลายหินอ่อนที่กำลังถูกเซียร์บนกระทะเหล็กหล่อลอยอบอวล หลิน เชฟหนุ่มวัยยี่สิบแปดปี ผู้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการอาหารด้วยตำแหน่งหัวหน้าพ่อครัวระดับมิชลินสตาร์สามดาว ยืนตระหง่านอยู่หน้าเตาหลัก ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะประดับด้วยรอยยิ้มมั่นใจเวลานี้ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ สองมือที่จับตะหลิวและกระทะตวัดพลิกวัตถุดิบด้วยความเร็วและความแม่นยำระดับเทพเจ้า
สามวัน สามวันเต็มๆ ที่เขาไม่ได้แตะเตียงนอน นอกจากการคุมร้านอาหารของตัวเองแล้ว เขายังต้องโหมถ่ายทำรายการแข่งขันทำอาหารรอบชิงชนะเลิศ ร่างกายของเขาทำงานหนักเกินขีดจำกัดมานานนับเดือน ทว่าแพสชันที่เดือดพล่านหน้าเตาไฟกลับสั่งให้เขากัดฟันสู้
ตึกตัก... ตึกตัก... จู่ๆ เสียงหัวใจก็เต้นรัวเร็วผิดจังหวะจนสะท้อนก้องในหู ภาพกระทะทองเหลืองตรงหน้าเริ่มบิดเบี้ยวและหมุนคว้าง หลินพยายามกะพริบตาถี่ๆ สะบัดศีรษะไล่ความมึนงง ทว่ามือซ้ายที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบเกลือหิมาลัยกลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
"เชฟหลิน ซอสเนื้อลูกวัวได้แล้วครับ" เสียงผู้ช่วยตะโกนบอกฝ่าเสียงจอแจ
"เอา... เอามาวาง" หลินพยายามเค้นเสียงตอบ แต่ลำคอกลับแห้งผากราวกับมีทรายอุดอยู่ ไอร้อนจากเตาไฟที่เคยคุ้นเคยกลับกลายเป็นมวลอากาศหนักอึ้งที่บีบรัดหน้าอกจนหายใจไม่ออก โลกทั้งใบเอนเอียงวูบลงอย่างกะทันหัน
"เชฟ เชฟหลิน!" เสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินคือเสียงหวีดร้องของลูกมือในครัว พร้อมกับแผ่นหลังที่ร่วงหล่นกระแทกพื้นกระเบื้องอย่างแรง โลกทั้งใบดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิดอันหนาวเหน็บ สเต็กวากิวชิ้นนั้นเขายังไม่ได้พักเนื้อเลยนะ บัดซบเอ๊ย
กลิ่นเหม็นอับชื้นผสมมูลสัตว์ นั่นคือสัมผัสแรกที่กระชากสติของหลินให้ตื่นขึ้น มันไม่ใช่กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาล หรือกลิ่นน้ำมันหอมระเหยในคอนโดหรูราคาหลายสิบล้านของเขา แต่มันคือกองฟางเหม็นๆ ดินเปียกชื้น และกลิ่นอับที่ทำให้จมูกอันละเอียดอ่อนของเชฟถึงกับต้องย่นเข้าหากัน
หลินพยายามขยับตัว แต่กลับพบว่าร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกหินก้อนยักษ์ทับ ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปตามกล้ามเนื้อทุกสัดส่วน เขาปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก แสงแดดที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคามุงจากเก่าๆ แยงเข้าตาจนต้องหยีตาลง
"โรงพยาบาลบ้าอะไรเนี่ย สภาพหลุดลุ่ยขนาดนี้" เสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าและเล็กแหลมจนเขาเองยังตกใจ มันไม่ใช่เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ของชายหนุ่มวัยยี่สิบแปด แต่มันเป็นเสียงของวัยรุ่นที่เพิ่งแตกพาน
เขาผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยกมือขึ้นขยี้ตาแล้วต้องเบิกตากว้าง นี่ไม่ใช่มือของเขา มือของเชฟหลินควรจะใหญ่ หนา มีรอยแผลเป็นประปรายจากการจับมีดและน้ำมันกระเด็น แต่มือคู่นี้กลับเล็กจ้อย ผอมเกร็งจนเห็นกระดูก สากกร้านยิ่งกว่ากระดาษทราย แถมยังเต็มไปด้วยคราบดินดำสกปรกที่ฝังลึกตามซอกเล็บ
ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นเข้าสู่สมองพร้อมกับกระแสความทรงจำแปลกประหลาดที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นสายน้ำเชี่ยวกราก
‘อาหลิน เด็กกำพร้าวัยสิบแปดปี ถูกขายมาเป็นทาสรับใช้ในจวนชินอ๋องตั้งแต่สิบขวบ ตำแหน่งคือเด็กผ่าฟืนและลูกมือระดับล่างสุดในโรงครัว มักจะถูกแม่ครัวและบ่าวคนอื่นๆ กดขี่ข่มเหง แย่งอาหาร และโยนงานหนักให้ทำเสมอ’
ภาพความทรงจำอันแสนรันทดไหลเวียนอยู่ในหัว หลินอ้าปากค้าง สมองระดับอัจฉริยะกำลังประมวลผลอย่างหนัก ทะลุมิติ? เกิดใหม่ในร่างคนอื่น? พล็อตนิยายแฟนตาซีทะลุมิติยุคโบราณที่ผู้ช่วยเชฟของเขาชอบเปิดฟังตอนล้างจานเนี่ยนะ
"ล้อกันเล่นใช่ไหม" หลินพึมพำ สายตากวาดมองไปรอบห้องแคบๆ ที่มีเพียงกองฟางและผ้าห่มเก่าๆ ขาดๆ เหม็นเปรี้ยวชิ้นเดียว นี่มันห้องเก็บฟืนชัดๆ
เชฟระดับโลก ผู้มีรายได้เดือนละหลายล้าน มีคอนโดใจกลางเมือง ขับรถสปอร์ตเปิดประทุน ต้องมาตายเพราะทำงานหนัก แล้ววิญญาณดันมาเข้าร่างเด็กเก็บฟืนในยุคจีนโบราณที่อดมื้อกินมื้อเนี่ยนะ สวรรค์ท่านเล่นตลกแรงเกินไปแล้ว อย่างน้อยก็ส่งไปเกิดเป็นคุณชายตระกูลร่ำรวยที่วันๆ นั่งชิมอาหารเลิศรสไม่ได้หรือไง
ปัง! ปัง! ปัง! เสียงทุบประตูไม้ผุๆ ดังสนั่นจนฝุ่นบนหลังคาร่วงกราว ตามมาด้วยเสียงตวาดแว้ดแสบแก้วหู
"ไอ้เด็กเหลือขออาหลิน เจ้าตายอยู่ข้างในห้องนั้นแล้วหรือไง พระอาทิตย์โด่งจนจะเผาก้นแกอยู่แล้ว ยังไม่รีบไสหัวออกมาผ่าฟืนอีก วันนี้ถ้าฟืนไม่เต็มลาน เจ้าไม่ต้องกินข้าว"
ความทรงจำในหัวบอกหลินทันทีว่า เจ้าของเสียงแหลมปรี๊ดนี่คือ ป้าหลี่ แม่ครัวรองจอมงกและปากร้ายที่สุดในโรงครัวจวนอ๋อง มนุษย์ป้าที่ชอบอมเสบียงอาหารชั้นดีไปขาย และเอาของเหลือๆ เน่าๆ มาทำอาหารให้พวกบ่าวชั้นล่างกิน หลินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามตั้งสติ เอาวะ ในเมื่อมันทะลุมิติมาแล้ว ก็ต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ก่อน เชฟระดับเขาเคยผ่านครัวนรกที่กดดันยิ่งกว่านี้มาแล้ว แค่โรงครัวโบราณกะโหลกกะลา จะไปยากอะไร
เขาดันตัวลุกขึ้นยืน ขาสองข้างสั่นพั่บๆ เพราะความหิวโหยสะสม หลินเดินไปเปิดประตู ปะทะเข้ากับร่างท้วมของป้าหลี่ที่ยืนเท้าสะเอวหน้าดำหน้าแดงอยู่
"มัวทำชักช้าอะไรอยู่ รีบไปลานหลังครัวไปผ่าฟืนเดี๋ยวนี้ วันนี้ท่านอ๋องทรงกริ้วที่พ่อครัวใหญ่ทำอาหารไม่ถูกปาก ข้าต้องเร่งตุ๋นน้ำซุปใหม่ แกไปจัดการฟืนให้พร้อม อย่าให้ไฟขาดเชียวนะ ไม่งั้นหัวแกหลุดจากบ่าแน่"
หลินไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาเพียงก้มหน้าลงเล็กน้อยตามสัญชาตญาณเดิมของร่างนี้ แล้วเดินลากขาไปยังลานกว้างหลังครัว เมื่อมาถึงลานผ่าฟืน เขาแทบจะอยากบ้าตาย ท่อนไม้ขนาดใหญ่เท่าต้นขากองเป็นภูเขาเลากา ขวานเล่มเขื่องที่ด้ามจับเต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคลวางแหมะอยู่บนเขียงไม้ แค่ยกขวานขึ้นมาเขาก็แทบจะทรุด ร่างกายนี้มันอ่อนแอเกินไปจริงๆ
ฉับ! เพล้ง! ขวานจามลงไปบนท่อนไม้ แต่มันกลับแฉลบออกไปฟาดกับก้อนหินด้านข้างจนสะเก็ดไฟแลบ มือของหลินชาดิกไปทั้งแถบ
"โอ๊ย ให้ตายเถอะ เชฟมือทองที่เคยแล่ปลาปักเป้าบางเฉียบระดับมิลลิเมตร ต้องมานั่งสับฟืนเนี่ยนะ ศักดิ์ศรีเชฟมิชลินของฉันป่นปี้หมดแล้ว" หลินบ่นอุบอิบ แต่ก็จำใจต้องกัดฟันยกขวานขึ้นมาผ่าฟืนต่อไป
ผ่านไปกว่าสองชั่วยาม ในที่สุดกองฟืนภูเขาก็ถูกจัดการจนเสร็จสิ้น หลินทิ้งขวานลงพื้น หอบหายใจแฮกๆ เหงื่อโทรมกายจนเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ เปียกชุ่ม ท้องของเขาส่งเสียงร้องโครกครากประท้วงอย่างหนัก ร่างกายนี้ไม่ได้กินอะไรตกถึงท้องมาตั้งแต่เมื่อวานเย็นแล้ว
"ได้เวลาอาหารของพวกบ่าวล่างแล้ว รีบๆ มาตักไปสิโว้ย" เสียงตะโกนของเด็กรับใช้ในครัวดังขึ้น
หลินตาลุกวาวทันที อาหาร แม้จะเป็นอาหารของยุคโบราณ แต่ในฐานะเชฟ เขาก็แอบคาดหวังว่าจะได้ลิ้มรสความคลาสสิก วัตถุดิบธรรมชาติไร้สารเคมี รสชาติออริจินัลที่หาไม่ได้ในยุคปัจจุบัน เขาเดินแกมวิ่งตามพวกบ่าวทาสคนอื่นๆ ไปยังลานกว้างข้างโรงครัว ที่นั่นมีถังไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่สองใบ บ่าวรับใช้ต่างถือชามกระเบื้องบิ่นๆ เข้าแถวรอรับอาหาร
เมื่อถึงคิวของหลิน ป้าหลี่ก็ตักอาหารใส่ชามให้เขาด้วยท่าทางส่งเดช หลินก้มลงมอง อาหารในมือของตนเอง แล้วรอยยิ้มแห่งความหวังก็พังทลายลงในพริบตา
สิ่งที่อยู่ในชามคือข้าวต้ม ไม่สิ เรียกมันว่าน้ำล้างข้าวที่บังเอิญมีเม็ดข้าวสารแตกๆ หลุดรอดไปต้มจนสุกสักสิบเม็ดจะถูกต้องกว่า น้ำใสแจ๋วราวกับกระจก แถมยังมีเศษผักกาดขาวเหี่ยวๆ สีเหลืองอ๋อยลอยคออยู่สองสามชิ้น และที่เลวร้ายที่สุดคือกลิ่น
จมูกของเชฟที่ผ่านการดมกลิ่นวัตถุดิบชั้นเลิศมานับไม่ถ้วนของหลิน กระตุกยิกๆ กลิ่นที่ลอยแตะจมูกคือกลิ่นคาวหมูจางๆ ผสมกับกลิ่นสาบของผักเน่า มันไม่ใช่กลิ่นของการเคี่ยวน้ำซุปกระดูกหมู แต่เหมือนเอากระดูกหมูที่แทะทิ้งแล้วไปแกว่งในน้ำเดือดสักสามวินาทีแล้วตักขึ้นมา!
"นี่มัน ข้าวต้มวิญญาณหมูชัดๆ" หลินพึมพำด้วยความตกตะลึง
"บ่นอะไรของเจ้าไอ้หลิน มีให้กินก็บุญหัวแล้ว รีบไสหัวไปกินตรงนู้นไป เกะกะคนอื่นเขา" ป้าหลี่ตวาดไล่
หลินเดินถือชามข้าวต้มน้ำใสไปนั่งยองๆ อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขามองบ่าวคนอื่นๆ ที่ซดน้ำข้าวต้มในชามดังโฮกฮากราวกับมันเป็นหูฉลามน้ำแดงชั้นเลิศ หลินกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ท้องของเขาร้องประท้วงอย่างรุนแรง ความหิวเอาชนะความหยิ่งทะนงของเชฟ เขาหลับตา กลั้นหายใจ แล้วยกชามกระเบื้องบิ่นๆ ขึ้นซดน้ำข้าวต้มเข้าปากไปหนึ่งอึก
พรวดดดด! หลินพ่นน้ำข้าวต้มในปากออกมาจนหมดเกลี้ยง ไอค่อกแค่กจนหน้าแดงก่ำ รสชาติแรกที่สัมผัสลิ้นคือความเค็มปะแล่มของเกลือที่ละลายไม่หมด ตามมาด้วยกลิ่นเหม็นเขียวของผักเน่า และกลิ่นคาวหมูที่เตะจมูกอย่างรุนแรง ไม่มีรสชาติของความอูมามิ ไม่มีความหวานของกระดูก ไม่มีอะไรเลยนอกจากความสยดสยองทางชีวภาพ
"แหวะ แค่กๆ นี่มันอาหารหมาชัดๆ ไม่สิ หมาพุดเดิ้ลเพื่อนฉันยังกินแซลมอนนอร์เวย์เลย นี่มันของที่แม้แต่แบคทีเรียยังไม่อยากจะย่อย"
หลินสบถออกมาอย่างเหลืออด เขาวางชามกระเบื้องลงบนพื้นอย่างแรงจนน้ำข้าวต้มกระฉอกออกมา วิญญาณเชฟมิชลินในตัวเขากำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง การให้เชฟระดับเขามากินของพรรค์นี้ มันคือการหยามเกียรติยศแห่งอาชีพกันชัดๆ ขืนกินไอ้น้ำล้างกระดูกหมูนี่ต่อไปทุกวัน ร่างกายนี้ได้ขาดสารอาหารตายก่อนจะได้เป็นอิสระแน่ๆ
หลินเงยหน้าขึ้นมองไปยังอาคารโรงครัวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล ควันไฟลอยกรุ่นออกมาจากปล่องควัน กลิ่นหอมของเนื้อย่างและเครื่องเทศจางๆ ลอยมาตามลม ซึ่งแตกต่างจากกลิ่นน้ำล้างจานในชามของเขาลิบลับ นั่นคืออาหารที่เตรียมไว้สำหรับเจ้านายผู้สูงศักดิ์ในจวน ดวงตาของอดีตเชฟหนุ่มทอประกายวาวโรจน์ ริมฝีปากแห้งผากแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
"ในเมื่อตอนกลางวันครัวเป็นของพวกแก งั้นตอนกลางคืน โรงครัวนี้ก็ต้องเป็นของฉัน"
คืนนี้แหละ เชฟหลินคนนี้จะบุกโรงครัวจวนอ๋อง จะไปกวาดล้างวัตถุดิบและแสดงให้ดูว่า ศิลปะแห่งการทำอาหารที่แท้จริงมันเป็นยังไง เตรียมตัวรอรับแรงกระแทกจากมิชลินสตาร์ได้เลยยุคโบราณเอ๋ย
ทว่าในเวลานั้น หลินหารู้ไม่ว่า การตัดสินใจบุกโรงครัวในยามวิกาลคืนนี้ จะไม่ได้นำมาแค่ความอิ่มท้องของเขา แต่มันกำลังจะชักนำเขาไปพัวพันกับเจ้าของจวนผู้แสนเย็นชา โหดเหี้ยม และกินยากที่สุดในแผ่นดิน ชินอ๋อง หยางเฉิน
จากที่เคยมองด้วยความเย็นชา หรือมองเหมือนเขาเป็นแค่เครื่องจักรผลิตอาหาร บัดนี้ นัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นมักจะจดจ้องมาที่เขานิ่งนาน แฝงไปด้วยความอบอุ่น ความหวงแหน และความเร่าร้อนบางอย่างที่ทำให้อาหลินรู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ยิ่งตอนที่ท่านอ๋องเคี้ยวอาหารแล้วสบตาเขาไปด้วย กรามคมคายที่ขยับไปมามันช่างดูเซ็กซี่จนอดีตเชฟหนุ่มเผลอกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกบ้าเอ๊ยไอ้หลิน แกจะมาหวั่นไหวกับเจ้านายจอมเผด็จการไม่ได้นะเว้ย อาหลินก่นด่าตัวเองในใจ รีบคีบเนื้อไก่ดำเข้าปากเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า"เจ้าหน้าแดง ไม่สบายรึ?" จู่ๆ เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นตรงหน้า พร้อมกับฝ่ามือหนาที่ยื่นข้ามโต๊ะมาทาบลงบนหน้าผากมนของอาหลินอย่างถือวิสาสะอาหลินสะดุ้งเฮือก เบิกตากว้างมองมือใหญ่ที่กำลังวัดไข้ให้เขา อุณหภูมิร้อนผ่าวจากฝ่ามือของท่านอ๋องแผ่ซ่านทะลุผิวเนื้อ ยิ่งทำให้อาหลินหน้าแดงเถือกไปถึงใบหูหนักกว่าเดิม"ขะ... ข้าน้อยไม่ได้เป็นอะไรพ่ะย่ะค่ะ แค่อากาศมันร้อนเฉยๆ" อาหลินรีบเอนตัวหลบมือของท่านอ๋อง พัดมือไปมาข้างแก้มแก้เก้อหยางเฉินหรี่ตาลงมองคนปากแข็ง มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ชายหนุ่มลดมือลง แต่แทนที่จะดึงกลับ เขากลับคว
เวลาผ่านพ้นไปหนึ่งเดือนเต็มหนึ่งเดือนที่จวนชินอ๋องราวกับได้รับการชุบชีวิตใหม่ บรรยากาศอึมครึมเย็นเยียบที่เคยปกคลุมเรือนเหมันต์บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของอาหารเลิศรสที่ลอยฟุ้งออกมาวันละสามเวลา อาการโรคเบื่ออาหารขั้นรุนแรงของชินอ๋องหยางเฉินหายขาดเป็นปลิดทิ้งราวกับปาฏิหาริย์ ไม่เพียงแต่เสวยอาหารได้มากขึ้น แต่สุขภาพวรกายที่เคยซูบผอมจนเห็นกระดูกกลับมากำยำล่ำสัน อุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อตึงแน่นภายใต้ชุดคลุมผ้าไหม ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เคยซีดเซียวบัดนี้หล่อเหลาทรงเสน่ห์จนเหล่านางกำนัลและบ่าวรับใช้หญิงในจวนพากันหน้าแดงทุกครั้งที่เดินผ่านและผู้ที่อยู่เบื้องหลังปาฏิหาริย์ครั้งนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก อาหลิน พ่อครัวส่วนตัวคนโปรดที่บัดนี้กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในจวน ชนิดที่ว่าแม้แต่จ้าวเหว่ย องครักษ์เงาหน้าเหี้ยมยังต้องยอมหลีกทางให้เวลาที่เด็กหนุ่มเดินถือตะหลิวผ่านยามอู่ (11.00-13.00 น.) ภายในห้องเครื่องส่วนตัวอันโอ่อ่า อาหลินกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมมื้อเที่ยง วันนี้เขาตั้งใจจะทำเมนูที่เน้นพลังงานเพื่อชดเชยความเหนื่อยล้าจากการฝึกทหารของท่านอ๋องในช่วงเช้า"ข้าวผัดจักรพรรดิสีทอง แ
เมื่อกลับมาถึงอาณาเขตของตนเอง ความโกรธเกรี้ยวของอาหลินก็มลายหายไป ทันทีที่สวมผ้ากันเปื้อนและยืนหน้าเตาไฟ วิญญาณศิลปินนักปรุงก็กลับมาประทับร่าง เขาตัดสินใจนำผลไม้และดอกกุ้ยฮวาที่เพิ่งยึดมาได้ มาทำของหวานเพื่อดับอารมณ์ร้อนของตัวเอง และหวังจะให้มันเป็นของว่างยามบ่ายที่ช่วยคลายวุ้นกุ้ยฮวาน้ำผึ้งลูกพีช คือเมนูเยียวยาจิตใจในวันนี้อาหลินเริ่มต้นด้วยการนำผงสาหร่ายวุ้นที่สกัดจากธรรมชาติ (วุ้นอาการ์) มาแช่น้ำจนบานเต็มที่ จากนั้นตั้งหม้อต้มน้ำแร่บริสุทธิ์ ใส่ผงวุ้นลงไปเคี่ยวจนละลายเป็นเนื้อเดียวกัน เคล็ดลับของการทำวุ้นให้ใสราวกับคริสตัลคือการควบคุมไฟไม่ให้เดือดพล่านจนเกินไป และต้องหมั่นช้อนฟองอากาศทิ้งอย่างใจเย็นเมื่อวุ้นละลายได้ที่ เขาเติมน้ำผึ้งป่าเดือนห้าที่หอมหวานและมีสรรพคุณบำรุงปอดลงไป ตามด้วยนางเอกของงานดอกกุ้ยฮวาแห้ง ทันทีที่ดอกไม้สีเหลืองทองสัมผัสกับน้ำร้อน กลิ่นหอมละมุนลุ่มลึกคล้ายกลิ่นลูกพีชผสมชาอ่อนๆ ก็ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องเครื่อง เป็นกลิ่นที่ดมแล้วรู้สึกสงบและผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดอาหลินเตรียมพิมพ์ไม้แกะสลักรูปดอกบัว หั่นลูกพีชสดสีชมพูระเรื่อเป็นชิ้นเต๋าเล็กๆ วางเรียงไว้ก้นพิ
นับตั้งแต่เหตุการณ์ หม้อไฟหยวนหยางสื่อรักผ่านพ้นไป กฎเกณฑ์ในเรือนเหมันต์ก็ถูกชินอ๋องหยางเฉินฉีกทิ้งและเขียนขึ้นใหม่อย่างหน้าตาเฉย จากเดิมที่เวลารับประทานอาหารจะต้องเป็นความลับและห้ามผู้ใดรบกวน บัดนี้กลับกลายเป็นว่า หากบนโต๊ะอาหารไม่มีร่างโปร่งบางของอาหลินมานั่งขยับตะเกียบอยู่ฝั่งตรงข้าม ท่านอ๋องผู้เอาแต่ใจก็จะไม่ยอมแตะต้องอาหารแม้แต่คำเดียวการได้กินของอร่อยระดับมิชลินสตาร์ครบสามมื้อทุกวัน ส่งผลให้สุขภาพของชินอ๋องฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ใบหน้าที่เคยซูบตอบจนเห็นโหนกแก้มเริ่มมีเนื้อมีหนังและมีเลือดฝาด ริมฝีปากที่เคยแห้งผากกลับมามีสีสัน สันกรามคมกริบและแววตาดุดันทรงอำนาจที่ผสานกับความหล่อเหลาระดับเทพบุตร ทำเอาอาหลินที่ต้องนั่งกินข้าวด้วยทุกวันถึงกับเผลอมองจนข้าวแทบติดคออยู่บ่อยครั้ง บ้าเอ๊ย! คนอะไรมันจะเบ้าหน้าฟ้าประทานได้ขนาดนี้ทว่าความสุขสบายในเรือนเหมันต์กลับสวนทางกับความคุกรุ่นในโรงครัวใหญ่สายวันหนึ่ง อาหลินเดินฮัมเพลงเข้าไปในคลังเสบียงเพื่อเบิกวัตถุดิบสำหรับทำของว่างยามบ่าย ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เขาก็สังเกตเห็นบรรยากาศผิดปกติ พ่อครัวใหญ่หวังและป้าหลี่กำลังยืนกระซิบกระซาบกัน