Masukหมอกเหนือแนวเขาด้านตะวันออกยังคงปกคลุมยอดไม้หนาทึบ แม้จะเข้าสู่ช่วงสายแล้วก็ตาม
เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่หน้าแผนที่ป้อมมังกรทางเหนือ ขณะที่มู่ชางกำลังรายงานตำแหน่งที่เกิดความผิดปกติเมื่อคืนที่ผ่านมา จุดทั้งสามแห่งอยู่ห่างกันหลายสิบลี้ แต่มีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือมังกรลาดตระเวนทุกตนต่างรู้สึกว่าระยะทางบนเส้นทางเดิมเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ “มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือไม่?” เฟิงอ้าวเทียนถาม “ไม่มีพะยะค่ะ แต่หน่วยลาดตระเวนสองหน่วยเดินทางกลับช้ากว่ากำหนดเกือบหนึ่งชั่วยาม ทั้งที่พวกเขายืนยันว่าไม่ได้ออกนอกเส้นทาง” “แล้วหลักเขต?” “ยังอยู่ครบทุกหลัก แต่พลังที่ใช้ระบุตำแหน่งกลับสั่นไหวเป็นระยะ” เฟิงอ้าวเทียนก้มมองแผนที่ สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย หากเป็นเพียงพลังคุ้มกันอ่อนกำลัง เขาสามารถส่งผู้เชี่ยวชาญไปซ่อมแซมได้ แต่ถ้าระยะทางภายในพื้นที่เปลี่ยนแปลงจริง การซ่อมแซมโดยไม่เข้าใจสาเหตุอาจทำให้เส้นทางเสียหายหนักกว่าเดิม “เตรียมคนเพียงพอสำหรับการสำรวจหนึ่งวัน เราจะไม่เข้าไปลึกกว่าหลักเขตชั้นนอก” “กระหม่อมจะจัดกำลังให้พร้อม” มู่ชางรับคำสั่ง ก่อนเหลือบมองหญิงสาวที่ยืนอ่านบันทึกอยู่ใกล้หน้าต่าง “แม่นางหลินจะร่วมเดินทางด้วยหรือ?” หลินซีเหยาวางบันทึกลง “ข้าจะไปค่ะ เมื่อคืนแผ่นศิลาตอบสนองต่อพลังของข้า หากมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงอีก อย่างน้อยข้าอาจช่วยแยกแยะได้ว่าเป็นพลังชนิดใด” มู่ชางพยักหน้า แม้จะยังเป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้คัดค้าน เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง “เตรียมเสื้อคลุมให้หนาพอ ทางด้านตะวันออกมีหมอกเย็นกว่าบริเวณอื่น” “ข้าทราบค่ะ” “แล้วอย่าลืมพกยาฟื้นพลังด้วย” หลินซีเหยาหรี่ตามองเขาเล็กน้อย “พระองค์กำลังเตรียมตัวไปสำรวจเส้นทาง หรือกำลังเตรียมสัมภาระให้ข้ากันแน่?” มู่ชางก้มหน้าทันที ราวกับไม่ต้องการรับรู้บทสนทนานี้ เฟิงอ้าวเทียนกลับตอบอย่างเป็นธรรมชาติ “ทั้งสองอย่าง” “ข้าดูแลตัวเองได้ค่ะ” “ข้ารู้ แต่การดูแลตัวเองไม่ได้หมายความว่าต้องปฏิเสธความช่วยเหลือทุกครั้ง” หลินซีเหยาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มบาง ๆ “เช่นนั้นข้าจะรับยาไว้ แต่พระองค์ก็ต้องพกยาของตัวเองด้วย” “ตกลง” มู่ชางฟังแล้วรู้สึกว่าการเตรียมกำลังออกสำรวจครั้งนี้คงไม่ได้มีเพียงเรื่องเส้นทางให้ต้องระวังเท่านั้น เมื่อขบวนเดินทางออกจากป้อม ทุกคนมุ่งหน้าไปยังแนวเขาด้านตะวันออกตามเส้นทางที่บันทึกไว้ในแผนที่ หลงเยี่ยร่วมเดินทางมาด้วย โดยพกเกล็ดมังกรสีแดงไว้ในกระเป๋าด้านในเสื้อ เขาไม่ได้รับหน้าที่ใช้พลังเพลิงทดสอบสิ่งใด เพียงได้รับอนุญาตให้สังเกตความเปลี่ยนแปลง หากเกล็ดตอบสนองก็ให้รายงานทันที ส่วนอวิ๋นฮุยยังคงพักรักษาตัวที่ป้อม เนื่องจากปีกซ้ายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ก่อนออกเดินทาง มันใช้กรงเล็บวาดเส้นสามเส้นลงบนพื้น พร้อมทำเครื่องหมายตรงจุดที่เส้นสีเทาเบี่ยงออกจากเส้นสีเงิน หลินซีเหยาจดจำตำแหน่งนั้นไว้ นางไม่แน่ใจว่าอวิ๋นฮุยต้องการเตือนเรื่องใด แต่ท่าทางของมันแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเส้นทางที่กำลังจะไปสำรวจอาจไม่ใช่เส้นทางธรรมดา หลังเดินทางได้ประมาณครึ่งชั่วยาม ขบวนก็มาถึงหลักเขตหินที่ตั้งอยู่ริมป่า เฟิงอ้าวเทียนยกมือให้ทุกคนหยุด “ตรวจสอบบริเวณโดยรอบก่อน” ทหารมังกรกระจายกำลังออกไปอย่างระมัดระวัง มู่ชางเดินไปตรวจหลักเขต ส่วนหลงเยี่ยสังเกตเกล็ดมังกรในมือ ทุกอย่างดูปกติในตอนแรก กระทั่งหลินซีเหยาสังเกตเห็นใบไม้แห้งใบหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศโดยไม่ตกลงสู่พื้น นางยกมือขึ้นห้ามคนที่กำลังจะเดินผ่าน “อย่าเพิ่งเข้าไปค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหันกลับมาทันที “พบอะไร?” นางชี้ไปยังใบไม้ใบนั้น “ดูเหมือนพื้นที่ตรงนั้นจะมีบางอย่างผิดปกติ” เฟิงอ้าวเทียนปล่อยพลังสีดำทองออกไปเพียงเล็กน้อย พลังมังกรเคลื่อนผ่านพื้นดิน แต่แทนที่จะไหลไปตามแนวเขา กลับวกกลับมาหาเขาเหมือนถูกเส้นทางที่มองไม่เห็นบิดทิศทาง เขาหรี่ตาลง “ไม่ใช่ม่านพลังธรรมดา” มู่ชางเข้ามาสมทบหลังตรวจสอบหลักเขตเสร็จ “หลักเขตยังทำงานอยู่ แต่พลังที่เชื่อมระหว่างหลักเขตแต่ละต้นกลับไม่ต่อเนื่องพะยะค่ะ” “แสดงว่ามีช่องว่างเกิดขึ้นระหว่างเส้นทาง” หลินซีเหยากล่าว “หรือมีเส้นทางอื่นแทรกอยู่” เฟิงอ้าวเทียนเสริม ไม่มีใครรีบร้อนเดินเข้าไป พวกเขาเริ่มวางเครื่องหมายไว้ตามตำแหน่งที่ตรวจสอบแล้ว และใช้เชือกพลังมังกรเชื่อมต่อระหว่างกัน เพื่อให้สามารถย้อนกลับได้หากระยะทางเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง หลงเยี่ยก้มมองพื้น ก่อนหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาวางขวางเส้นทางข้างหน้า กิ่งไม้ตกลงพื้นตามปกติ แต่เมื่อเขาเดินถอยกลับไปสามก้าว กิ่งไม้กลับปรากฏอยู่ด้านหลังเขา ทั้งที่ไม่มีใครเคลื่อนย้ายมัน “นี่มัน...” หลงเยี่ยขมวดคิ้ว “อย่าเพิ่งลองซ้ำ” เฟิงอ้าวเทียนสั่ง “เรารู้แล้วว่าพื้นที่นี้มีความผิดปกติ ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเพื่อยืนยันสิ่งเดิม” หลงเยี่ยพยักหน้าและถอยกลับเข้ามาในเขตปลอดภัย หลินซีเหยาหลับตาลงชั่วครู่ นางไม่ได้พยายามส่งพลังเข้าไปในพื้นที่ แต่ใช้พลังเงินเพียงเล็กน้อยสัมผัสความเคลื่อนไหวรอบตัว ไม่นานนัก นางก็พบว่าความผิดปกตินี้ไม่ได้เกิดจากพลังที่กำลังโจมตีพวกเขา มันเหมือนพื้นที่สองแห่งกำลังซ้อนทับกัน โดยมีบางช่วงที่เส้นทางเชื่อมต่อกันไม่สมบูรณ์ “ข้าคิดว่าเราไม่ควรพยายามทำลายมันค่ะ” นางกล่าว “หากสิ่งที่เห็นเป็นเส้นทางสองสายซ้อนกัน การทำลายม่านพลังอาจทำให้ทั้งสองเส้นทางเสียหายพร้อมกัน” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “เช่นนั้นเราจะหาวิธีแยกเส้นทางออกจากกัน โดยไม่ทำลายสิ่งใดก่อน” เขาหันไปสั่งทหารให้ถอยกลับไปยังหลักเขตต้นทาง เหลือเพียงตนเอง หลินซีเหยา มู่ชาง และหลงเยี่ยอยู่ในบริเวณนั้น พวกเขาต้องการข้อมูลเพิ่มเติม แต่จะไม่แลกข้อมูลนั้นด้วยความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น หลินซีเหยาค่อย ๆ เดินไปยังตำแหน่งที่ใบไม้ลอยค้างอยู่ นางหยุดห่างจากมันหลายก้าว ก่อนยกมือขึ้นเหนือพื้น ประกายเงินบาง ๆ ปรากฏขึ้นรอบปลายนิ้ว คราวนี้นางไม่ได้ส่งพลังเข้าไปในม่านพลัง แต่ปล่อยให้ประกายเงินลอยอยู่กับที่ เพื่อสังเกตว่ามันจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางใด ประกายเงินแบ่งออกเป็นสองสาย สายหนึ่งเคลื่อนไปทางหลักเขตที่พวกเขาเดินผ่านมา ส่วนอีกสายกลับทอดยาวเข้าไปในหมอกหนาทึบทางด้านขวา หลินซีเหยาลืมตาขึ้นทันที “มีเส้นทางที่สองอยู่จริง ๆ” เฟิงอ้าวเทียนมองตามทิศทางนั้น “เส้นทางนี้มีอยู่ในแผนที่หรือไม่?” มู่ชางหยิบแผนที่ออกมาตรวจสอบ ก่อนส่ายหน้า “ไม่มีพะยะค่ะ บริเวณนั้นถูกระบุว่าเป็นหน้าผาหินต่อเนื่อง ไม่มีทางผ่าน” หลงเยี่ยล้วงเกล็ดมังกรสีแดงออกมา เกล็ดไม่ได้ปลดปล่อยเปลวไฟ แต่มีเส้นสีเงินบาง ๆ ปรากฏอยู่ตรงขอบอีกครั้ง “มันกำลังตอบสนองต่อเส้นทางนั้น” เขาบอก “แต่ข้าไม่รู้ว่ามันกำลังเตือนหรือเพียงรับรู้ถึงพลังบางอย่าง” “เราไม่จำเป็นต้องสรุปตอนนี้” หลินซีเหยาตอบ “เก็บเกล็ดไว้ก่อน อย่าใช้พลังของเจ้าเรียกการตอบสนองจากมัน” หลงเยี่ยทำตามโดยไม่โต้แย้ง เฟิงอ้าวเทียนมองเส้นทางในหมอกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจให้ทุกคนถอยกลับไปยังจุดปลอดภัย แล้วใช้เวลาบันทึกตำแหน่งและความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดอย่างละเอียด พวกเขายังไม่เข้าไปในเส้นทางที่ไม่ปรากฏบนแผนที่ เพราะไม่มีข้อมูลว่ามันจะนำไปสู่ที่ใด และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทางนั้นเปิดอยู่ตลอดเวลาหรือเพียงปรากฏขึ้นชั่วคราว ก่อนกลับ หลินซีเหยาหันไปมองหมอกอีกครั้ง ชั่วขณะหนึ่ง นางรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่หลังม่านสีขาว แต่เมื่อเพ่งมองกลับไม่พบสิ่งใด นางไม่ได้บอกใคร เพราะยังไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนั้นเกิดจากพลังของพื้นที่ หรือเป็นเพียงผลจากการสัมผัสม่านพลังนานเกินไป สิ่งที่นางมั่นใจมีเพียงข้อเดียว เส้นทางแห่งนี้ไม่ได้พังทลายทั้งหมด มันกำลังเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจมีเหตุผลของมันเอง ขากลับถึงป้อมมังกรทางเหนือ อวิ๋นฮุยรออยู่ในลานด้านใน มันรีบเดินเข้ามาหาเฟิงอ้าวเทียน ก่อนมองไปยังหลินซีเหยาและเกล็ดมังกรสีแดงในมือของหลงเยี่ย หลินซีเหยาวาดภาพเส้นทางสองสายลงบนกระดานไม้ แล้วทำเครื่องหมายบริเวณที่พบความผิดปกติ อวิ๋นฮุยจ้องภาพนั้นอยู่นาน จากนั้นมันใช้กรงเล็บแตะเส้นทางที่สอง ก่อนเลื่อนลงไปยังตำแหน่งซึ่งอยู่เหนือแนวเขาทางเหนือของป้อม เฟิงอ้าวเทียนมองตามการเคลื่อนไหวของมัน “เจ้ากำลังบอกว่าเส้นทางนี้ไม่ได้สิ้นสุดที่หน้าผา แต่เชื่อมต่อไปยังอีกบริเวณหนึ่งหรือ?” อวิ๋นฮุยพยักหน้า มันพยายามขยับปีกซ้ายเล็กน้อย ทว่าความเจ็บปวดยังคงทำให้มันต้องหยุด หลินซีเหยารีบประคองมันให้นั่งลง “ไม่ต้องฝืนค่ะ เราเข้าใจแล้วว่าเจ้าอยากบอกอะไร ที่เหลือเราจะตรวจสอบต่อเอง” อวิ๋นฮุยเงยหน้ามองนาง ก่อนผ่อนคลายลง เฟิงอ้าวเทียนยืนมองแผนที่ที่เพิ่งวาดเสร็จ ความผิดปกติของเส้นทางเริ่มเชื่อมโยงกันเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้น แต่ก็ยังไม่มีคำตอบว่าใครหรือสิ่งใดเป็นต้นเหตุ เขาหันไปหามู่ชาง “เพิ่มแนวลาดตระเวนรอบเขตชั้นนอก แต่ห้ามให้ผู้ใดเข้าไปในเส้นทางที่ไม่ปรากฏบนแผนที่จนกว่าจะมีคำสั่งใหม่” “รับคำสั่งพะยะค่ะ” จากนั้นเฟิงอ้าวเทียนจึงหันกลับมาหาหลินซีเหยา “วันนี้เจ้าทำได้ดีมาก” นางเลิกคิ้ว “พระองค์ชมข้าหรือคะ?” “หรือเจ้าอยากให้ข้าตำหนิ?” หลินซีเหยาหลุดหัวเราะ “ไม่ค่ะ ข้าเพียงไม่ค่อยได้ยินพระองค์ชมใครตรง ๆ” “เช่นนั้นต่อไปเจ้าคงต้องฟังให้ชิน” นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ “ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าจะพยายามชินค่ะ” ท่ามกลางปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบ ทั้งคู่กลับรู้สึกได้ว่าพวกเขาเริ่มเข้าใจกันมากขึ้น ไม่ใช่เพราะพลังของทั้งสองตอบสนองต่อกัน แต่เพราะต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ที่จะเชื่อใจการตัดสินใจของอีกคน คืนนั้น รายงานจากแนวเขาด้านตะวันออกถูกจัดเก็บไว้ในห้องทำงานของเฟิงอ้าวเทียน พร้อมแผนที่เส้นทางที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่มีใครออกคำสั่งให้เปิดเส้นทาง ไม่มีใครถูกบังคับให้เดินเข้าไป แต่ทุกคนรู้แล้วว่า พวกเขาไม่อาจมองข้ามมันได้อีกต่อไป และในเวลาเดียวกัน ณ หุบเขาที่ถูกหมอกปกคลุม เส้นสีเทาบนแผ่นหินเก่าแก่ค่อย ๆ สว่างขึ้น รอยแตกสีแดงไม่ได้ขยายตัวเหมือนก่อนหน้า กลับมีเส้นบาง ๆ ปรากฏขึ้นข้างรอยแตกนั้น ราวกับมีเส้นทางใหม่กำลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ เสียงแผ่วเบาดังขึ้นจากอีกฟากของม่านพลัง “พวกเขาพบทางแล้ว” ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ก่อนที่เสียงเดิมจะกล่าวต่อ “แต่ยังไม่ใช่ทางที่ข้ารอคอย”เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังสะท้อนมาจากปลายบันไดเฟิงอ้าวเทียนหยุดเดินทันที มือข้างหนึ่งยกขึ้นขวางหลินซีเหยา ขณะที่พลังมังกรทองไหลคลุมแขนอีกข้างอย่างระมัดระวังความมืดเบื้องหน้าขยับตัวราวกับมีชีวิต เงาขนาดใหญ่ค่อย ๆ คลานออกมาจากผนังหิน เผยร่างอสูรเกล็ดสีดำสนิทซึ่งมีเขาสามคู่ ดวงตาสีแดงเรียงอยู่บนหน้าผาก และกรงเล็บยาวราวกับดาบสิ่งที่ทำให้เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้วไม่ใช่รูปร่างของมัน แต่เป็นรอยแผลกลางอกที่มีลักษณะคล้ายหัวใจผลึกของเขา“นั่นไม่ใช่มังกร” หลินซีเหยากระซิบ “แต่มีพลังสายเลือดมังกรอยู่ในร่างมากกว่าสัตว์อสูรทั่วไปหลายเท่า”อสูรเงยหน้าขึ้น สูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ ก่อนจะหันดวงตาทั้งหกมาจับจ้องเฟิงอ้าวเทียน“ผู้สืบทอด...”เสียงแหบพร่าดังก้องในทางเดิน“ส่งหัวใจคืนมา”เฟิงอ้าวเทียนก้าวออกไปข้างหน้า“หัวใจนี้หลอมรวมกับข้าแล้ว หากเจ้าต้องการมัน จงบอกเหตุผลมา”อสูรแสยะเขี้ยว รอยแผลกลางอกเปิดออก เผยแก่นพลังสีแดงคล้ำที่เต้นเป็นจังหวะ“เหตุผลของผู้บุกรุก...ไม่มีความหมาย”มันพุ่งเข้ามาโดยไม่ให้โอกาสโต้ตอบเฟิงอ้าวเทียนยกแขนรับกรงเล็บ เสียงปะทะดังสนั่น แรงมหาศาลผลักเขาถอยไปหลายก้าว พื้นหินใต้เท้าแ
ก้าวแรกที่เฟิงอ้าวเทียนเหยียบลงบนพื้นอีกด้านของประตู วงแหวนสีแดงใต้ฝ่าเท้าก็สว่างวาบขึ้นทันที เส้นแสงนับไม่ถ้วนพุ่งออกไปตามพื้นหิน ก่อนจะเชื่อมต่อกันเป็นลวดลายมังกรขนาดมหึมาหลินซีเหยาคว้าแขนเขาไว้โดยสัญชาตญาณ“อย่าเพิ่งขยับ พื้นที่นี่กำลังตอบสนองต่อพลังในตัวเจ้า”เฟิงอ้าวเทียนหยุดฝีเท้า ดวงตาสีทองจับจ้องลวดลายที่กำลังเคลื่อนตัวใต้พื้น“ข้าไม่ได้ปล่อยพลังออกมา”“นั่นแหละที่น่ากังวล พลังของเจ้ากำลังถูกดึงออกไปเอง”คำพูดของนางเพิ่งจบลง วงแหวนสีแดงก็หมุนอย่างรวดเร็ว แรงกดดันมหาศาลกระแทกลงมาจากทุกทิศทาง เฟิงอ้าวเทียนรู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับร่าง กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่น พลังสีทองและสีแดงในอกพลันปั่นป่วนเขากัดฟันยกมือขึ้นสร้างเกราะมังกรทอง แต่เกราะเพิ่งก่อตัวก็ถูกแรงกดดันบีบจนแตกร้าว“อ้าวเทียน!”หลินซีเหยาปล่อยพลังของตนเข้าสู่พื้นหิน ลวดลายสีฟ้าขาวแผ่กระจายจากปลายเท้า กลายเป็นวงอักขระซ้อนทับวงแหวนสีแดง นางไม่ได้พยายามต่อต้านแรงกดดันโดยตรง แต่เลือกตัดเส้นพลังที่ไหลเข้าสู่ร่างของเฟิงอ้าวเทียนพื้นหินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนเส้นแสงสีแดงสามสายจะขาดผึงแรงกดดันเบาลงชั่วขณะ“ข้าตัดเ
ดวงตาสีแดงสามคู่เปิดขึ้นพร้อมกันจากรอยแยกใต้แท่นหิน แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกมาจนรูปสลักมังกรทองรอบห้องสั่นสะเทือน ฝุ่นหินร่วงลงจากเพดาน ขณะที่หัวใจผลึกสีทองลอยอยู่ตรงหน้าอกของเฟิงอ้าวเทียนเสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากใต้พื้น ก่อนกรงเล็บสีดำขนาดใหญ่จะยื่นออกมาจากรอยแยก มันเกาะขอบแท่นหินแล้วออกแรงดึงร่างของตนขึ้นมา เกล็ดสีดำปกคลุมทั่วลำตัว มีเส้นสีแดงไหลเวียนอยู่ตามรอยแตก และเขี้ยวยาวสะท้อนแสงสีทองจากหัวใจผลึกมู่ชางชักกระบี่ออกจากฝักทันที“ทุกคนถอยออกจากแท่น!”ซูเหวินสร้างม่านพลังป้องกันให้อวิ๋นจงกับหลัวจิ้ง แต่แรงกดดันจากอสูรทำให้ม่านแสงสั่นไหวราวกับพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อหลินซีเหยาไม่ถอยหนี นางจับแขนเฟิงอ้าวเทียนไว้แน่นและตรวจดูการไหลเวียนของพลังในร่างเขา“หัวใจผลึกกำลังดึงพลังสีแดงของเจ้าออกไป แต่ขณะเดียวกันมันก็ถ่ายทอดบางอย่างกลับเข้ามา หากเจ้าปล่อยให้มันหลอมรวมโดยไม่ควบคุม พลังทั้งสองอาจปะทุพร้อมกัน”เฟิงอ้าวเทียนมองหัวใจผลึกที่ลอยอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกเจ็บปวดแผ่กระจายจากอกไปถึงปลายนิ้ว ทว่าในความเจ็บนั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นที่คุ้นเคยมันไม่ใช่เพียงพลังที่ตอบสนองต่อสายเล
บันไดหินทอดลึกลงไปใต้พระราชฐาน แสงจากคบเพลิงสองข้างทางสั่นไหวตามแรงสั่นสะเทือนที่ส่งมาจากส่วนลึก เสียงระฆังบัลลังก์ยังคงดังก้องเป็นระยะ แต่ละครั้งที่เสียงกระทบผนัง เฟิงอ้าวเทียนจะรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่พยายามแทรกเข้ามาในแก่นมังกรของตนหลินซีเหยาเดินอยู่ข้างเขา นางสังเกตเห็นว่าลวดลายสีแดงเหนือหัวใจของเขาส่องแสงทุกครั้งที่เสียงระฆังดังขึ้น“พลังที่อยู่ใต้บัลลังก์กำลังตอบสนองต่อเจ้า หากมันดึงพลังสีแดงออกไปมากกว่านี้ อาจส่งผลต่อการควบคุมแก่นมังกรของเจ้า”“ข้ารู้สึกได้”เฟิงอ้าวเทียนตอบพลางชะลอฝีเท้า“แต่สิ่งที่เรียกข้าไม่ได้มีเพียงพลังสีแดง ข้ายังสัมผัสได้ถึงพลังทองที่กำลังอ่อนแรงลงด้วย”อวิ๋นจงเดินตามหลังพร้อมแผ่นหยกโบราณ เขาพยายามกระตุ้นอักขระหลายครั้ง แต่แสงบนแผ่นหยกยังคงริบหรี่“สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นก่อนการสถาปนาอาณาจักรเฟิงหลงเสียอีก ตามบันทึกที่ข้าเคยอ่าน ใต้พระราชฐานมีห้องบรรจุแก่นพลังของมังกรทองผู้พิทักษ์ ทว่าห้องนั้นถูกปิดตายมานานจนไม่มีใครทราบตำแหน่งที่แน่นอน”มู่ชางมองรอยแตกบนผนัง“ถ้าห้องนั้นถูกปิดตาย แล้วสิ่งที่กำลังทำลายพระราชฐานอยู่ตอนนี้มาจากไหน”“อาจเป็นเพราะผนึกที่หุบ
ประกายสีทองที่พุ่งออกจากหุบเขาลอยผ่านท้องฟ้าราวกับดาวตก ก่อนแยกตัวเป็นเส้นแสงหลายสายที่มุ่งไปยังทิศทางเดียวกัน เฟิงอ้าวเทียนยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านแก่นพลังมังกรของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเลือดเนื้อของตนเองจากดินแดนอันห่างไกลหลินซีเหยาสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของเขา“เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือ”“ไม่ใช่เสียง แต่เป็นแรงเรียกจากสายเลือด”เฟิงอ้าวเทียนยกมือแตะบริเวณเหนือหัวใจ ลวดลายสีแดงใต้เกล็ดทองเต้นเป็นจังหวะช้า ๆ“มันมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ และดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับอาณาจักรเฟิงหลง”อวิ๋นจงได้ยินดังนั้นก็รีบเปิดแผนที่โบราณ เขากวาดตามองเส้นทางอยู่หลายครั้ง ก่อนหยุดนิ้วลงตรงบริเวณใจกลางอาณาจักร“หากทิศทางไม่ผิดพลาด จุดที่สายเลือดตอบสนองอาจเป็นนครหลวง”มู่ชางขมวดคิ้ว“แต่เหตุใดพลังจึงเพิ่งปรากฏหลังจากผนึกใต้ภูเขาสั่นสะเทือน หรือมีสิ่งใดในนครหลวงเกี่ยวข้องกับมังกรดำ”“ข้ายังตอบไม่ได้”อวิ๋นจงกล่าวตามตรง“แต่มีบันทึกเก่าชิ้นหนึ่งกล่าวถึงสถานที่ที่เรียกว่าแท่นบัลลังก์มังกร เป็นสถานที่ซึ่งจักรพรรดิองค์แรกใช้ประกอบพิธีรับรองสายเลือดของราชวงศ์ หลังจากนั้น
รอยแยกบนท้องฟ้าขยายตัวจนแสงสีแดงสาดลงปกคลุมผืนป่า เสาหินหกต้นที่ดับสนิทเริ่มสลายเป็นผง เผยให้เห็นอักขระโบราณซึ่งลอยขึ้นไปหมุนวนรอบรอยแยก เสาหินต้นสุดท้ายตั้งอยู่ใจกลางแท่นหินที่กำลังทรุดตัว แสงสีทองบนผิวเสาอ่อนแรงลงทุกขณะ ขณะที่เงามหึมาหลังรอยแยกเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ เฟิงอ้าวเทียนมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เขตแดนพังทลาย สิ่งที่อยู่เบื้องหลังอาจหลุดออกมาสู่โลกนี้ “อวิ๋นจง เสาหินต้นนั้นยังรับพลังได้อีกนานแค่ไหน” อวิ๋นจงรีบตรวจสอบแผ่นหยกในมือ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักใจ “หากไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง คงไม่เกินครึ่งชั่วยาม แต่ถ้ารอยแยกขยายตัวเร็วขึ้น เราอาจเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ” มู่ชางกวาดตามองพื้นดินที่แยกออกเป็นร่องลึก “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรีบเข้าไปก่อนที่ทางขึ้นแท่นจะพังหมด” “ไม่ใช่แค่ขึ้นไปให้ถึง” หลินซีเหยากล่าวพลางชี้ไปยังเสาหินต้นสุดท้าย “ดูอักขระตรงฐานสิ มันไม่ได้เรียงเป็นวงป้องกัน แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งเข้าสู่แกนกลางของเสา หากเราใส่พลังลงไปโดยไม่รู้ทิศทาง แรงสะท้อนอาจทำให้เสาแตกทันที” ทุกคนหันไปมองตามมือของนาง บนฐานหินมีเส้นอักขระสามสายพันก







